<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตะลึง! &#039;แมงแคง&#039; เมนูจากฟ้า ราคาพุ่งกก.ละ 2 พัน ปีนี้มาไวหลังเกิดพายุฝนถี่ยิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครพนมรายงานว่า ในช่วงนี้ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด ทำให้ธุรกิจหลายอย่างได้รับผลกระทบมีจำนวนลูกค้าลดลง แต่สำหรับอาชีพหาของป่าช่วงที่มีพายุฝนหน้าร้อนกลับเบ่งบานไม่ต่างจากพืชผล ชาวบ้านได้นำมาวางขายตามตลาดสดต่างๆอย่างคึกคัก เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้านำไปปรุงอาหารเป็นเมนูเด็ดอีสาน โดยเฉพาะช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องทำให้เมนูเด็ดหาได้ง่ายตามฤดูกาล&amp;nbsp;ส่งผลให้ตามตลาดของป่าหลายแห่ง กลายเป็นแหล่งศูนย์รวมของป่าที่หลากหลายชนิดสร้างเงินหมุนเวียนสะพัดให้ชาวบ้านยิ้มได้ในช่วงโควิดระบาด อาทิ ตลาดสดเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม ถือว่าเป็นตลาดศูนย์กลางรวมสินค้าของป่าหายากพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้มีชาวบ้านนำของป่ามาวางขายกลาดเกลื่อน เช่น ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น อึ่งอ่าง ผักหวาน กบ เขียด กิ้งก่า ดอกกระเจียว หน่อยไม้ และสารพัดเห็ด ฯลฯ ถือเป็นโอกาสดีของชาวบ้านถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากโรคโควิดระบาด แต่ยังสร้างรายได้มีเงินหมุนเวียนวันละหลายหมื่นบาท&amp;nbsp;โดยเฉพาะแมงแคงถือว่าเป็นเมนูเด็ดที่สร้างรายได้ดีพอสมควร และเป็นเมนูหายากกว่าจะหามาได้ต้องใช้ความพยายามสูงมาก และเป็นที่นิยมของชาวบ้านนำไปปรุงเป็นเมนูเด็ด ราคาซื้อขายตกกิโลกรัมละ&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;บาท ตัวใหญ่ประมาณตัวละ&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;บาท พ่อค้าแม่ค้าบางรายมีเงินเข้ากระเป๋าวันละ&amp;nbsp;4,000-5,000&amp;nbsp;บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่ตามเส้นทางการล่าแมงแคง ถือว่าต้องใช้ความชำนาญพอสมควรและหายากสมราคาขาย โดยชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา เป็นความชำนาญจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน โดยจะเดินเลาะป่าที่มีความชุ่มชื้นหลังฝนเริ่มตกลงมา ทำให้ต้นไม้นานาชนิดแตกยอดใบอ่อน&amp;nbsp;โดยแมงแคงจะเจริญเติบโตมาจากไข่ที่แม่พันธุ์ไข่ไว้ตามกิ่งไม้ พอช่วงฤดูฝนจะฟักออกมาเป็นตัว และเกาะกินใบไม้อ่อนตามธรรมชาติ โดยอาศัยอยู่ในต้นไม้บางชนิดเท่านั้น&amp;nbsp;อาทิ ต้นลำใย ลิ้นจี่ ต้นจิก ต้นเต็งรังและต้นค้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวิธีการจับจะใช้ไม้ไผ่ยาวฟาดไปตามใบไม้ เพื่อให้แมงแคงร่วงลงมา และเก็บรวบรวมเอามาขาย บางรายจะใช้วิธีการใช้ไฟส่องตอนกลางคืน และใช้ไม้ฟาดให้ตกลงมาเช่นกัน&amp;nbsp;ซึ่งแมงแคงจะมีทั้งแมงแคงตัวอ่อน และตัวแก่ รสชาติตัวแก่จะมีกลิ่นฉุนมากกกว่าตัวอ่อน ลักษณะกลิ่นฉุนคล้ายแมงดา&amp;nbsp;สำคัญที่สุดหากพื้นที่ป่าไหนแมงแคงเยอะถือว่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และไม่ค่อยมีการใช้สารเคมีทำการเกษตร ทำให้ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ธะณะขาว อายุ&amp;nbsp;35&amp;nbsp;ปี เล่าถึงการล่าแมงแคงและสูตรการปรุงเมนูเด็ดว่า การล่าแมงแคงจะต้องใช้ความชำนาญพอสมควรในการหาแมงแคงที่เกาะบนต้นไม้ และใช้ไม้ฟาดให้ร่วงลงมา และจะต้องเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่นตามป่าภูพานน้อย อ.นาแก จ.นครพนม ยังมีจำนวนมาก ชาวบ้านจะออกล่าหาแมงแคงในช่วงต้นฤดูฝน&amp;nbsp;จะมีทั้งแมงแคงตัวอ่อน ตัวแก่&amp;nbsp;สามารถนำไปขายปรุงเป็นเมนูได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังคือ แมงคงมีกลิ่นฉุนและมีฉี่เป็นพิษ หากถูกเนื้ออ่อนตามร่างกายจะเป็นรอยไหม้แสบร้อน ระวังที่สุดอย่าให้ถูกตาเพราะอันตรายมาก บางปีหายากยิ่งมีราคาแพงตกกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;บาท ตัวใหญ่เฉลี่ยตัวละ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรุงเมนูไม่ยุ่งยาก เพียงนำแมงแคงที่ได้ตัวใหญ่จะต้องเด็ดปีก และเอาส่วนที่แข็งออก ก่อนนำมาคั่วให้สุก จากนั้นนำพริกสด กระเทียม หัวหอมแดงมาคั่ว เป็นเครื่องปรุงรส พอสุกนำไปโขลกตำใส่ครกรวมกัน โขลกให้ละเอียด สุดท้ายปรุงรสด้วยน้ำปลา ปลาร้า จะได้รสชาติอร่อยลงตัว&amp;nbsp;ส่วนรสชาติจะมีกลิ่นฉุนคล้ายแมงดาแต่อร่อยกว่า คนอีสานชอบตำป่นเป็นน้ำพริกกินกับข้าวเหนียว ผักสด ผักลวก ถือเป็นเมนูเด็ดที่หายาก รสชาติอร่อยสมราคา แต่ทุกวันนี้เริ่มหายากเพราะธรรมชาติถูกทำลาย การใช้สารเคมี การทำลายเผาป่าทำให้เริ่มสูญพันธุ์&amp;nbsp;จึงต้องช่วยกันดูแล เพื่อความอุดมสมบูรณ์และเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101712</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครพนม, บริโภคแมลง, พายุฤดูร้อน, หาของป่า, แมงแคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090e297a9c8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิ้งหรีด&#039;สายพันธุ์ไทย เตรียมขึ้นแท่นแมลงเศรษฐกิจเงินล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หนุนส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร &amp;quot;จิ้งหรีดไทย&amp;quot;ส่งตลาดทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิ้งหรีดเป็นแมลง ได้มีบทบาทมากขึ้นในการเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากปริมาณโปรตีนที่สูงคนจึงมีความคิดที่นำแมลงจิ้งหรีดมาเป็นอาหาร โดยปกติแล้วแมลงจะหาจับได้โดยทั่วไปแต่เนื่องจากปริมาณความต้องการของตลาดที่มากขึ้น จึงได้มีการเริ่มทำฟาร์มแมลงขึ้นมาทดแทนกันอย่างแพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เปิดเผยว่า จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพและมีโอกาสในการส่งออกสูงโดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปหรืออียู(EU)จำนวน 28 ประเทศ มีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากไทยค่อนข้างมากทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋องและจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ราย มีทั้งฟาร์มขนาดเล็กผลิตขายภายในประเทศรูปแบบของแมลงทอด และฟาร์มขนาดใหญ่ผลิตขายเพื่อเป็นสินค้าส่งออกโดยแปรรูปเป็นอาหารพร้อมรับประทาน เดิมเคยจับจากธรรมชาติแต่ได้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงหันมาทำการเพาะเลี้ยงแทนพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ทองดำ ทองแดง และทองแดงลายหรือแมงสะดิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทย เนื่องจากจิ้งหรีดได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกโดยเฉพาะตลาดอียู แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ EU ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการรวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ(Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food)หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food)เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป(EFSA)พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช.จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation - Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง(จิ้งหรีด)มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย Novel Food ของ EU รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหารและแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ในอนาคตแมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆได้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมกอช. ได้ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง กว่า 20,000&amp;nbsp; ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า&amp;nbsp; 7,000 ตัน/ปี&amp;nbsp; ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ มีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทยกล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารแนวใหม่แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาและมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ อาทิ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4555</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิ้งหรีดสายพันธุ์ไทย, บริโภคแมลง, มกอช., ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่, สหภาพยุโรป, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, ส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด, เสริมสุข สลักเพ็ชร์, แมลงเศรษฐกิจเงินล้าน, โปรตีนจากจิ้งหรีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0d7221b183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
