<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 19:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนคุมเข้ม โควิดหวนแพร่เชื้อครั้งแรกในรอบ15เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการบรูไนบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังพบการแพร่เชื้อภายในประเทศครั้งแรกในรอบ 15 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม กล่าวว่า การประกาศใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดของบรูไนมีออกมาภายหลังกระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันเสาร์ ว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน 7 ราย ซึ่งเป็นการติดเชื้อจากการแพร่เชื้อภายในประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผู้ติดเชื้อ 5 รายเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ติดตามการแพร่ระบาดไวรัสที่ดำเนินงานโดยรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้นาน 2 สัปดาห์ ได้แก่ การสั่งปิดศาสนสถานทุกแห่งและให้เลื่อนการจัดงานทางสังคมทั้งหมด ส่วนกิจกรรมหรือการแข่งขันกีฬาอนุญาตให้มีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 30 คน โรงเรียนต้องเปลี่ยนไปเรียนทางออนไลน์ และห้ามการนั่งรับประทานในร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 450,000 คนแห่งนี้มีพรมแดนทางบกติดกับมาเลเซียประเทศเดียว รัฐบาลบรูไนใช้มาตรการควบคุมการข้ามแดนอย่างเข้มงวดและการกักกันโรค ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้ ถึงขณะนี้บรูไนมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมเพียง 347 คน เสียชีวิต 3 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขบรูไนกล่าวว่า คลัสเตอร์ 5 รายน่าจะมาจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 2 รายยังระบุแหล่งที่มาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันเสาร์ บรูไนตรวจพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศด้วย 1 คน เป็นชายที่มาจากตะวันออกกลางเดินทางผ่านมาเลเซียเข้าบรูไนเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม และเริ่มมีอาการป่วยเมื่อวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูไนกำลังเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชน ชาวบรูไนเกือบ 32% ของประชากร 450,000 คน ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112631</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อในประเทศครั้งแรก, บรูไน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fca590a488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 21:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ในหลวง&#039; พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯในโอกาสจะพ้นหน้าที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.64 - เวลา 18.56 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ ตามลำดับดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฮาจี &amp;nbsp;อิซมาอิล บิน ฮาจี อับดุล มานัป (Mr. Haji Ismail bin Haji Abd Manap) &amp;nbsp;เอกอัครราชทูตบรูไนดารุสซาลามประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นางฮาจะฮ์ ไซนับ บินตี อาวัง ฮาจี ตัวะฮ์ (Mrs. Hajah Zainab binti Awang Haji Tuah) ภริยาเอกอัครราชทูต ฯ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคริสเตียน เรเรน บาร์เกตโต (Mr. Christian Rehren Bargetto) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลา ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ นางมาริอา เดล การ์เมน มาร์ติเนซ อะโรเซเมนา (Mrs. Mar&amp;iacute;a del Carmen Mart&amp;iacute;nez Arosemena) ภริยาเอกอัครราชทูต ฯ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107428</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิลี, บรูไน, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d33e07efd26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนผลักดันประชุมผู้นำอาเซียนหารือสถานการณ์เมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บรูไน ซึ่งเป็นประธานกลุ่มอาเซียนวาระปัจจุบัน สนับสนุนให้ผู้นำกลุ่มอาเซียนประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เตรียมการจัดประชุมที่กรุงจาการ์ตา ขณะทางการเมียนมาปล่อยตัวสามี-ภรรยาที่ปรึกษาธุรกิจชาวออสเตรเลียกลับประเทศแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ขณะเสด็จเยือนมาเลเซียเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 (Photo by Adli Ghazali/Anadolu Agency/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีของบรูไนมีออกมาภายหลังนายกรัฐมนตรีมูห์ยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซีย พบปะกับสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน เมื่อวันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2564 โดยแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันที่ผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนจะประชุมเพื่อหารือพัฒนาการที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้ชาวเมียนมาออกมาประท้วงต่อต้านทั่วประเทศ นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า มีคนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 557 คนจากการใช้กำลังปราบปรามของกองกำลังความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ร่วมของบรูไนและมาเลเซียกล่าวว่า ทั้งสองประเทศได้ร้องขอให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตน &amp;quot;เตรียมการที่จำเป็นสำหรับการประชุมที่จะจัดขึ้นที่สำนักเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย&amp;quot; แต่คำแถลงไม่ได้ระบุว่าเป็นเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินโดนีเซียเป็นผู้นำความพยายามของสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ เพื่อส่งเสริมให้มีการหาทางออกผ่านการเจรจา ถึงแม้ว่าอาเซียนจะมีนโยบายที่ยึดถือมายาวนานที่ไม่ก้าวก่ายปัญหาภายในของเพื่อนสมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมเมื่อวันจันทร์ ผู้นำมาเลเซียและบรูไนได้แสดงความกังวลต่อจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นในเมียนมาด้วย โดยทั้งสองเรียกร้องให้ทุกฝ่ายละเว้นจากการยุยงให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น และขอให้ทุกฝายใช้ความอดกลั้นและความยืดหยุ่นถึงที่สุดทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้้ ทั้งมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ต่างแสดงความตกใจต่อการสังหารผู้ชุมนุม และสนับสนุนให้มีการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับเมียนมา สัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติเหล่านี้ต่างแยกเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ทรงอิทธิพลของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลออสเตรเลียกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า พลเมืองออสเตรเลีย 2 คนที่โดนทางการเมียนมาควบคุมตัวเมื่อเดือนที่แล้วได้รับการปล่อยตัวและเดินทางออกจากย่างกุ้งแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บุคคลทั้งสองได้แก่ แมทธิว โอเคน และคริสตา เอเวอรี ภรรยาของเขาที่ถือสองสัญชาติแคนาดาและออสเตรเลีย เปิดธุรกิจด้านให้คำปรึกษาในเมียนมา ทั้งคู่พยายามออกจากเมียนมาด้วยเที่ยวบินบรรเทาทุกข์เมื่อเดือนมีนาคม แต่ถูกจับได้และถูกกักบริเวณที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีพลเมืองออสเตรเลียอีกรายคือ ฌอน เทอร์เนลล์ นักเศรษฐศาสตร์ที่ปรึกษาของนางซูจี ซึ่งเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ถูกจับกุมภายหลังการยึดอำนาจ เขายังถูกควบคุมตัวไว้จนถึงขณะนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98409</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรูไน, ประชุมอาเซียนหารือสถานการณ์เมียนมา, ประธานอาเซียน, ปล่อยตัวพลเมืองออสเตรเลีย, มาเลเซีย, รัฐประหารเมียนมา, สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ae23966f42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะเลจีนใต้เครียด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31กาแฟดำ/หน้า 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทะเลจีนใต้เครียด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่ผ่านมาจีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกลงทะเล นัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังปักกิ่งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินสอดแนม U-2 เข้า &amp;quot;เขตห้ามบิน&amp;quot; ของจีนระหว่างมาซ้อมรบในทะเลโปไห่ชายฝั่งทางเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันอเมริกาก็ประกาศคว่ำบาตรอีก 24 บริษัทที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีส่วนช่วยสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารให้รัฐบาลจีนในทะเลจีนใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวหลายสำนักอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกองทัพจีนว่า หนึ่งในขีปนาวุธที่ยิงจากชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแบบ DF-26B&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกหนึ่งลูกเป็นรุ่น DF-21D ยิงจากฐานทัพเรือที่เจ้อเจียงทางตะวันออกของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกยิงลงในเขตใกล้ไห่หนานและหมู่เกาะพาราเซล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DF-26 มีรัศมีการยิง 4,000 กม. สามารถใช้ในการโจมตีเป้าหมายทั้งทางบกและทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DF-21 สามารถยิงได้ไกล 1,800 กม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อทางการจีนเคยให้รายละเอียดว่ารุ่นล่าสุด DF-21D ของจีน เป็นขีปนาวุธชุดแรกของโลกที่ทันสมัยที่สุดสำหรับยุทธการทางทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ ได้ประกาศชัดเจนว่าจะท้าทายคำกล่าวอ้างของจีนเรื่องอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ รวมถึงกรณีไต้หวันที่ปักกิ่งได้ส่งเสียงฮึ่มๆ ในระยะหลังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการซ้อมรบใกล้ๆ เกาะไต้หวันเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์นี้กองทัพจีนกำลังซ้อมรบพร้อมๆ กันใน 4 เขตทะเลของตน เป็นกิจกรรมทางทหารที่คึกคักอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพจีนทำการซ้อมรบในทะเลจีนใต้และทะเลเหลืองพร้อมกัน ขณะที่สหรัฐฯ ก็ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินสองลำมาซ้อมรบในบริเวณใกล้เคียงเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันอ้างว่าการซ้อมรบในบริเวณนี้เพื่อที่จะสนับสนุนให้มีย่าน &amp;quot;อินโด-แปซิฟิก&amp;quot; ที่เสรีและเปิดกว้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเวียดนามได้เรียกร้องให้จีนยกเลิกการซ้อมรบบริเวณใกล้หมู่เกาะพาราเซล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮานอยอ้างว่าการทำเช่นนั้นของจีนเป็นการคุกคามอธิปไตยทางทะเลของประเทศนั้นๆ และเป็นการบ่อนทำลายการเจรจาระหว่างจีนกับอาเซียนเพื่อร่างกฎกติกาสำหรับทะเลจีนใต้ ที่เรียกว่า Asean-China Code of Conduct for South China Sea
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์ของสองยักษ์ตกอยู่ในสถานภาพที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย้อนกลับไปดู &amp;quot;ไทม์ไลน์&amp;quot; ของการยั่วยุระหว่างกัน จะเห็นภาพชัดเจนว่าสถานการณ์เสื่อมทรุดลงตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเช้าวันพุธที่ 26 ส.ค. จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกลงบริเวณทะเลจีนใต้ เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐฯ มาป้วนเปี้ยนบริเวณทะเลจีนใต้ถี่และบ่อยขึ้นในช่วงหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวะเดียวกันนั้น กองทัพสหรัฐฯ ก็ออกปฏิบัติการใกล้ไต้หวันและในทะเลจีนใต้เป็นประจำ และการปรากฏตัวของเครื่องบินจารกรรม U-2 ของกองทัพสหรัฐฯ เหนือน่านฟ้าจีนนั้น ปักกิ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎด้านความปลอดภัยระหว่างสองชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนถือว่าถ้าอยู่เฉยๆ ก็จะแปลว่าจีน &amp;quot;หงอ&amp;quot; สหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DF มาจาก Dongfeng (东风) &amp;quot;ตงเฟิง&amp;quot; หรือลมตะวันออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DF-26B มีพิสัยทำการ 4,000 กม. มีความสามารถโจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเลด้วยนิวเคลียร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน DF-21D เป็นขีปนาวุธยิงขึ้นจากพื้นดิน มีพิสัยการยิงไกล 1,800 กิโลเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และควรดำเนินกิจกรรมที่เป็นการรักษาสันติภาพและความมั่นคงมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนบอกว่า เครื่องบินสอดแนมมะกันบินเข้าสู่น่านฟ้าขณะที่จีนกำลังมีการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การซ้อมรบเป็นไปตามกำหนดการ และมีการประกาศเป็นเขตห้ามบินเพื่อความปลอดภัยล่วงหน้าแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนระบุว่าการล่วงล้ำน่านฟ้าโดยสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อมของจีน เป็นการละเมิดกฎด้านความปลอดภัยทางอากาศและทางทะเลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และละเมิดวิธีปฏิบัติสากลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ โต้ว่าเครื่องบินของตนปฏิบัติภารกิจภายใต้กฎหมายการบิน ซึ่งเป็นที่ยอมรับระหว่างประเทศและสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับด้านการบินทั้งหลายทั้งปวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันยืนกรานจะปฏิบัติภารกิจต่อไปในเขตน่านฟ้าสากลตามกำหนดการที่วางไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสามารถกระทำได้ตามระเบียบแบบแผนของกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตึงเครียดที่ถูกยกระดับสูงขึ้นครั้งนี้ เป็นการขยายตัวจากการที่สองมหาอำนาจเปิดศึกเผชิญหน้ากันในด้านการค้าและประเด็นการเมืองอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนอ้างอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้มานานแล้ว กลายเป็นกรณีพิพาทกับหลายประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์บนหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีย์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ แม้จะไม่ได้เป็นคู่กรณีในเรื่องนี้แต่ก็ยืนยันใน &amp;quot;เสรีภาพในการเดินเรือ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยืนยันว่าจีนไม่มีสิทธิ์มาห้ามประเทศอื่นใช้ &amp;quot;น่านน้ำสากล&amp;quot; เพื่อการเดินเรือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่ในทะเลจีนใต้ โดยใช้ &amp;quot;เส้นประ 9 เส้น&amp;quot; ที่ครอบคลุมพื้นที่จากเกาะไหหลำทางใต้สุดของจีนกินเนื้อที่ไปทางตะวันออกอีกหลายร้อยกิโลเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามโต้ว่าตนก็เคยปกครองสองหมู่เกาะนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์พิสูจน์เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตึงเครียดล่าสุดจะนำไปสู่สงครามร้อนๆ หรือไม่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั่วโลกจับตาดูด้วยความกังวลยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสงครามโลกครั้งที่สามนั้น หากระเบิดขึ้นอาจจะเป็น &amp;quot;สงครามครั้งสุดท้าย&amp;quot; ของมนุษยชาติก็ได้!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, บรูไน, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สหรัฐฯ, เวียดนาม, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2019 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนยืนยันไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนทรงยืนยันว่า บรูไนจะไม่บังคับใช้โทษปาหินประหารชีวิตชายรักร่วมเพศและการคบชู้ภายหลังโดนทั่วโลกต่อต้านหนัก ขณะนักวิจารณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายชะรีอะฮ์ที่รุนแรงทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายหลักอิสลามฉบับใหม่ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว บัญญัติโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินในความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายและการคบชู้ นอกจากนี้ยังกำหนดบทลงโทษตัดมือตัดเท้าในคดีลักทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของบรูไนทำให้กลุ่มสิทธิ, รัฐบาลหลายประเทศ และองค์การสหประชาชาติประณามว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และบรรดาคนดังนำโดย จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงฮอลลีวู้ด รณรงค์ให้บอยคอตโรงแรมที่บรูไนเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพระราชดำรัสถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันอาทิตย์ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ มีรับสั่งเกี่ยวกับบทลงโทษรุนแรงดังกล่าวว่ามีคำถามและมีการรับรู้ที่ผิดมากมายเกี่ยวกับกฎหมายชะรีอะฮ์ ทั้งกฎหมายจารีตประเพณีและกฎหมายชะรีอะฮ์มีเจตนาเพื่อรักษาสันติสุขและความกลมเกลียวของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรูไนมีบทลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงบางประเภท อาทิ การฆาตกรรมและยาเสพติด ด้วยวิธีการแขวนคอตามกฎหมายอาญาทั่วไป ซึ่งบังคับใช้เคียงคู่กับชะรีอะฮ์ แต่บรูไนก็ไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระราชาธิบดีตรัสว่า ในทางทฤษฎี บรูไนระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายจารีตประเพณี และการระงับการบังคับใช้บทลงโทษนี้ก็จะถูกนำมาปฏิบัติกับคดีภายใต้หลักชะรีอะฮ์ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นกลุ่มสิทธิต่างกล่าวกันว่า คำประกาศระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตตามกฎหมายอิสลามของบรูไนนั้นยังไม่เพียงพอ แมทธิว วูลฟี ผู้ก่อตั้งกลุ่มเดอะบรูไนโปรเจ็กต์ กล่าวกับเอเอฟพีว่า คำประกาศนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด และไม่ได้คลายความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนลงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โทษปาหินประหารชีวิตนั้นเป็นโทษสูงสุดที่กำหนดใช้กับพฤติกรรมรักร่วมเพศของผู้ชาย แต่ผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกนานหลายปีหรือโบยแทนได้ ส่วนผู้หญิงที่พฤติกรรมรักร่วมเพศมีบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี หรือโบย 40 ที โทษโบยและจำคุกรวมถึงการตัดมือตัดเท้านั้นไม่ได้อยู่ในข่ายการระงับใช้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35143</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน, สุลต่านบรูไน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190506/image_big_5cd037f982aea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บรูไนเริ่มบังคับใช้กฎหมายอิสลาม ปาหินประหารชีวิตเกย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บรูไนเริ่มใช้กฎหมายอาญาตามหลักกฎหมายอิสลามฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เพิ่มโทษรุนแรงความผิดฐานคบชู้และรักร่วมเพศ โดยเฉพาะผู้ชายมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน องค์กรนานาชาติและกลุ่มสิทธิประณามป่าเถื่อน เหล่าคนดังรณรงค์คว่ำบาตรโรงแรมบรูไน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คู่รักเพิ่งแต่งงานถ่ายรูปที่มัสยิดสุลต่านโอมาร์อาลีไซฟุดดินในกรุงบันดาเสรีเบกาวัน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน มีพระราชประสงค์ให้บรูไนใช้กฎหมายชะรีอะฮ์หรือหลักกฎหมายอิสลาม อย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่ปี 2556 หลังจากเลื่อนการบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบมานานหลายปี วันพุธที่ 3 เมษายน 2562 ทางการบรูไนยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเล็กๆ บนเกาะบอร์เนียวประเทศนี้เป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ในระดับประเทศ แบบเดียวกับอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมบรูไนเริ่มใช้กฎหมายชะรีอะห์ชุดแรกเมื่อปี 2557 แต่ครอบคลุมความผิดและบทลงโทษที่เข้มงวดน้อยกว่า เช่น การลงโทษปรับหรือจำคุกกรณีความผิดเช่นกระทำอนาจารหรือไม่ละหมาดวันศุกร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงการศาสนาคนหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี ยืนยันว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เมษายน ตามคำประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่รัฐบาลอีกคนที่ไม่เปิดเผยนาม ก็ยืนยันว่ากฎหมายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีกล่าวว่า กฎหมายอาญาอิสลามนี้มีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ตัดมือตัดเท้าหากเป็นความผิดฐานลักทรัพย์, การข่มขืนและปล้นทรัพย์มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต และอีกหลายฐานความผิดเช่นการดูหมิ่นศาสดามุฮัมมัดนั้น มีผลบังคับใช้ทั้งกับผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่า การกำหนดความผิดทางอาญาและบทลงโทษรุนแรงที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและองค์กรสิทธิมากที่สุดคือ การห้ามพฤติกรรมรักร่วมเพศ และกำหนดบทลงโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการปาหิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการบังคับใช้กฎหมายชะรีอะฮ์นี้ กฎหมายบรูไนห้ามการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายอยู่แล้ว โดยกำหนดบทลงโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี แต่ตามกฎหมายอาญาอิสลามฉบับใหม่ ความผิดฐานรักร่วมเพศระหว่างผู้ชายคือการประหารชีวิตด้วยการปาหิน ส่วนรักร่วมเพศระหว่างผู้หญิงนั้นมีโทษตั้งแต่โบยด้วยหวาย 40 ครั้ง หรือโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายแม้นานาชาติจะพยายามทักท้วงและคัดค้านอย่างแข็งขัน กระตุ้นความตื่นกลัวทั่วโลก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า กฎหมายนี้โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ส่วนนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก นำโดยจอร์จ คลูนีย์ นักแสดงอเมริกัน และเอลตัน จอห์น นักร้องชาวอังกฤษ เรียกร้องให้คว่ำบาตรโรงแรมของบรูไน 9 แห่งในยุโรปและสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรต์วอชต์ กล่าวถึงกฎหมายนี้ว่าโหดร้ายป่าเถื่อนถึงแก่นที่กำหนดบทลงโทษล้าสมัยกับพฤติกรรมที่ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรปออกแถลงการณ์วิจารณ์ว่า บทลงโทษใหม่บางประการนั้นเทียบเท่ากับการทารุนทรมาน, การกระทำโหดร้าย, ไร้มนุษยธรรม และลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดี ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานอันดับ 2 ของโลกและมีพระราชทรัพย์มากมายมหาศาล มีพระราชประสงค์เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านอิสลามของพระองค์ในสายตากลุ่มคนหัวอนุรักษนิยม ในช่วงยามที่รายได้ของประเทศผู้พึ่งพาน้ำมันชาตินี้ลดน้อยลงเพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่แจ้งชัดด้วยว่าการลงโทษประหารชีวิตด้วยการปาหินจะถูกนำมาบังคับใช้จริงหรือไม่ เพราะบรูไนไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษมานานหลายสิบปีแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายชะรีอะฮ์, กฎหมายอาญาอิสลาม, บรูไน, ประหารชีวิตเกย์, ปาหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca4b7d77d855.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ออม&quot; รองรับสังคมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สังคมผู้สูงอายุ : Aging Society&amp;rdquo; เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรในวัยแรกเกิด และวัยแรงงานของไทยไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก สวนทางประชากรสูงอายุที่กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องนี้เพิ่มขึ้น เพราะอาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้แรงงานเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ จากข้อมูลของวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 11.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.9% และพบว่าแนวโน้มประเทศไทยจะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ โดยจะมีประชากรผู้สูงอายุทั้งสิ้น 13.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่คาดว่าในปี 2578 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยที่สุด โดยจะมีประชากรสูงวัยอยู่ที่ 20.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของประชากรทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนว่าในปี 2578 ไทยมีประชากรสูงวัยจำนวนมาก เป็นรองเพียงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน และเมื่อดูในรายละเอียดต่อๆ มาจะพบว่า ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน ทั้งเวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และกัมพูชา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และไม่เพียงประชากรไทยจะสูงวัยเพิ่มขึ้น แต่ยังพบว่าประชากรสูงอายุยังสูงวัยเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยจากข้อมูลในปี 2560 ประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 1.66 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.2% ของประชากรสูงอายุนั้นจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยในปี 2565 ไทยจะมีประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็น 2.04 ล้านคน และในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 2.44 ล้านคน ขณะที่ปี 2575 จะเพิ่มเป็น 3.05 ล้านคน และในปี 2580 ไทยจะมีประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 3.97 ล้านคน หรือคิดเป็น 18.4% ของประชากรสูงอายุนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2578 คาดว่าประชากรในช่วงอายุ 0-14 ปี จะเหลือเพียง 13.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรในช่วงอายุ 15-59 ปี จะลดลงมาอยู่ที่ 56.2% ส่วนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีทิศทางเพิ่มขึ้นเป็น 30.2% ของประชากรทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านี้ อาจถือเป็นประเด็นที่ท้าทายสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร ทั้งในเรื่องการพัฒนาระบบต่างๆ ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากร ระบบหลักประกันรายได้ที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม และลดความเหลื่อมล้ำ การลดความเสี่ยงของแต่ละระบบและคำนึงถึงภาระการคลัง ไปจนถึงการดึงภาคเอกชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อว่ารัฐบาลมองเห็นภาพแนวโน้มประชากรในวัยต่างๆ&amp;nbsp; ของไทยในอนาคตแล้ว และทางหนึ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันเพื่อรองรับผลในระยะยาว คือ &amp;ldquo;สนับสนุนการออม&amp;rdquo; ทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงการออมผ่านเครื่องมือที่ทันสมัยต่างๆ สนับสนุนให้เกิดการออมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป และกระตุ้นให้เกิดการออมตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะการเริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้ในวัยเกษียณนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน ด้านหลักประกันรายได้ยามชราภาพ ด้วยการส่งเสริมแรงงานนอกระบบให้เห็นความสำคัญของการออมเพื่อใช้ยามชรา และสนับสนุนให้เข้าถึงช่องทางการออมที่เหมาะสม โดยแรงงานในระบบและนอกระบบควรมีการออมเพิ่มเติมระหว่างวัยทำงานเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ ประมาณ 50-60% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับช่องทางการออมในปัจจุบัน มีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งการออมกับภาครัฐ ภาคเอกชน การออมแบบภาคบังคับ หรือภาคสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพียงแต่ให้ประชาชนรู้จักการออม ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณดูแลประชากรผู้สูงอายุที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right&quot;&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12169</URL_LINK>
                <HASHTAG>Aging Society, กระจกไร้เงา, กัมพูชา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ญี่ปุ่น, บรูไน, ผู้สูงอายุ, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, เมียนมา, เวียดนาม, ไต้หวัน, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
