<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริโภคอาหารเหมาะสม ช่วยสุขภาพดีห่างไกลโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อครั้งที่เรายังหนุ่มสาวนั้น เราสามารถกินพิซซ่าและไอศกรีมได้เท่าที่เราต้องการ แต่เมื่ออายุของเราเข้าสู่เลข 5 นำหน้าแล้วละก็ เราอาจจะต้องบอกลาอาหารขยะเหล่านี้ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุของผมหงอกและริ้วรอยก่อนวัยได้นั่นเอง เพราะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ระบบการเผาผลาญในร่างกายของเราก็จะทำได้ลดน้อยลง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายของเราสูญเสียฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิง รวมถึงฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกัน และแม้คนวัยเลข 5 จะยังคงต้องทำงานควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้น แต่ดูเหมือนว่าไลฟ์สไตล์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีกับสุขภาพของเรามากนั้น ดังนั้นบรรทัดข้างล่างต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คนหลัก 5 จะต้องทำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันแห่งชาติเพื่อผู้สูงอายุได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความฉลาดในการเลือกกินอาหารที่ดีเพื่อช่วยให้มีสุขภาพที่ยืนยาว เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ โดยข้อความดังกล่าวนั้นมุ่งเน้นไปที่การบริโภคอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่สูงเช่นเดียวกัน นั่นจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดภาวะสมดุล ซึ่งดีกว่าการกินยารักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;อนิตา ดั๊ก&amp;rdquo; เจ้าของสถาบันให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ Anita Dock Nutrition Counseling ได้ให้คำแนะนำกับผู้หญิงในวัยเลข 5 ไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นบริโภคโปรตีน หรือโปรตีนคลีนๆ (เช่น ปลาเนื้อขาว, อกไก่, สันในหมู, ไข่ขาวหรือเต้าหู้ หรือโปรตีนจากแหล่งโปรตีนที่ดีถึง 3 ชนิด นั่นคือ เนื้อปลาทะเล, ถั่วเหลืองสกัด และไข่ขาว) รวมถึงผักหลากสีให้ได้มากที่สุด กระทั่งได้เป็นข้อสรุปอีก 5 ข้อที่ผู้หญิงอายุ 50 ปีไม่ควรกินหรือควรหลีกเลี่ยง เช่น ไส้กรอกทอด เบคอนทอด ซึ่งมีทั้งไขมันและโซเดียมสูง ซึ่งนั่นเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ที่สำคัญยังเป็นกลุ่มของอาหารที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่ามีประโยชน์หรือสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายค่อนข้างน้อย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงกันข้ามสำหรับผู้หญิงในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปนั้น ควรบริโภคผัก โปรตีน และกินอาหารที่มีโซเดียมหรือความเค็มต่ำ และต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงอาหารในกลุ่มที่กล่าวมาได้ เนื่องจากหารับประทานได้ค่อนข้างสะดวก ก็ควรเพิ่มการบริโภคผักสดลงไปในเมนูดังกล่าวให้มากที่สุด เช่น เมนูสเต๊กไก่กินกับผัดสด หรืออาหารแช่แข็งกลุ่มลาซานญา ที่มีส่วนผสมของผักอยู่ในอาหาร กระทั่งอาหารที่ต้องรับประทานอย่างรวดเร็ว หรือต้องบริโภคเป็นคำๆ เช่น แฮมเบอร์เกอร์ที่มีผักสดสอดแทรกอยู่ เป็นต้น แต่ถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพนั้น คุณไม่ควรบริโภคอาหารแช่แข็งบ่อยเกินไป แต่ถ้าจะต้องกินก็ขอให้กินอาหารแช่แข็งในกลุ่มที่มีปริมาณแคลอรีน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนไขมันทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาหารในกลุ่มของโปรตีนอัดแท่งเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างหนักจึงทำให้มีน้ำตาลสูง หรือการที่หลายคนกินโปรตีนที่สกัดได้จากถั่วเหลือง ที่รู้จักกันดีในนามโปรตีนไอโซเลต (โปรตีนไอโซเลต เป็นโปรตีนที่ได้จากพืชหรือสัตว์ นำมาสกัดและทำให้บริสุทธิ์ จะมีโปรตีนประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เช่น โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง (soy protein isolate)) ที่บางครั้งถั่วเหลืองที่นำมาสกัดนั้นอาจจะถูกพ่นด้วยยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดศัตรูพืช ก็เป็นไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารแนะนำสำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ได้แก่ เนื้อปลา ที่มีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย เช่น โอเมกา 3 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าสามารถป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง อีกทั้งป้องกันโรคไขข้ออักเสบ รองลงมาเป็น ผลบลูเบอร์รีสด ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและเส้นใยอาหารสูง สามารถปกป้องเซลล์ในร่างกายของคุณ จากอนุมูลอิสระ หรือสารก่อโรคมะเร็งที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ที่ขาดไม่ได้คือ โยเกิร์ต ซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนแคลเซียมและโปรไบโอติกสูง รวมถึง เนยอัลมอนด์ รสดั้งเดิม ที่มีส่วนผสมของโฟเลตสูง วิตามินซี วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ รวมถึงไฟเบอร์ และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นไขมันเชิงเดี่ยวที่ดีต่อสุขภาพ ที่จะช่วยลดระดับไขมันที่ไม่ดีในร่างกาย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง และยังเป็นยาแก้อักเสบไปในตัวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลาดไม่ได้สำหรับ น้ำมันมะกอก ที่มีวิตามินซี วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ และไฟเบอร์ พวงมะเขือเทศแสนสวย จะอุดมไปด้วยเบตากลูแคน ทองแดง, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, สังกะสี และวิตามินบี รวมถึงไฟเบอร์ พวกมันยอดเยี่ยมสำหรับการเสริมภูมิคุ้มกันและทำให้สมองของคุณแข็งแรง ปิดท้ายกันที่ บร็อกโคลี เป็นหนึ่งในผักตระกูลกะหล่ำ และเราที่รู้จักกันดีในการป้องกันโรคมะเร็งและป้องกันความเสียหายของเซลล์ พวกเขามีสาร sulforaphane ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอวัย อีกทั้งสารนี้ยังสามารถปรับปรุงระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามินเค วิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม และไฟเบอร์สูง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72567</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, น้ำมันมะกอก, บร็อกโคลี, เนยอัลมอนด์, โยเกิร์ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d73f601491.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพแทสเซียม..สารอาหารจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีคำตอบจากหมอว่า คุณแม่หรือคุณปู่คุณย่าขาดโพแทสเซียม จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อปรับแร่ธาตุดังกล่าวในร่างกาย นั่นเป็นเพราะว่า โพแทสเซียมนั้นทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้น การหมั่นรับประทานโพแทสเซียมอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็น และเราสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีโพแทสเซียมได้ง่ายๆ ด้วยการกินกล้วย ส้ม ฝรั่ง ผลไม้แห้ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี ผักโขม ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35852</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้วย, กะหล่ำปลี, ข้าวซ้อมมือ, ข้าวโอ๊ต, ดอกกะหล่ำ, บร็อกโคลี, ผักโขม, ฝรั่ง, มะเขือเทศ, ส้ม, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะบร็อกโคลีปั่น ขับฝุ่นพิษจากกาย ต้องกินสด-ไม่ถูกความร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;หมอบรรจบ&amp;quot; แนะดื่มน้ำบร็อกโคลีปั่นช่วยขับสารพิษจากการสูดดมฝุ่นจิ๋วเข้าไปสะสมในร่างกาย ระบุบร็อกโคลีมีสารซัลโฟราเฟน ช่วยขับสารก่อมะเร็งและสารระคายเคือง แต่หากกินสุกจะไร้ประสิทธิภาพ เพราะสารดังกล่าวจะถูกความร้อนทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีผลกระทบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากร่างกายสูดดมฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเหตุทำให้เกิดการอักเสบในช่องทางเดินหายใจ เป็นโรคหืดหอบ หลอดเลือดอักเสบ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ ขณะที่มีการศึกษาในมหาวิทยาลัยเซาเปาลู ประเทศบราซิล พบว่า การใช้ชีวิตในเมืองท่ามกลางมลภาวะอากาศ เพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจเฉียบพลันมากขึ้น ร้อยละ 75 เทียบกับเมืองที่มีอากาศสะอาด ผลจาก PM 2.5 ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ไขมันเลือดสูงผิดปกติ เกิดการดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น &amp;nbsp;และเกิดโรคไขมันพอกตับเพิ่มขึ้น ดังนั้น มีวิธีป้องกันง่ายๆ คือพยายามไม่รับฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าร่างกาย โดยการใส่หน้ากากกันฝุ่น N95 อย่างถูกวิธี โดยต้องไม่ให้อากาศลอดผ่านด้านข้างของผ้าปิดปากเลยซึ่งทำได้ยาก แต่อีกทางหนึ่งของการดูแลตนเองก็คือใช้อาหารเป็นยา โดยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เพื่อขจัดสารพิษในร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.บรรจบกล่าวว่า งานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในจีนเมื่อปี 2014 พบว่า การกินน้ำบร็อกโคลีสามารถเพิ่มอัตราการขับสารพิษออกทางปัสสาวะ เพราะบร็อกโคลีมีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งออกฤทธิ์ช่วยให้ตับและเซลล์เยื่อบุสลายสารพิษไป จึงสามารถช่วยขับสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 61 และขับสารระคายเคืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 สารนี้ไม่ทนความร้อน การกินสุกจึงไม่มีประสิทธิภาพ โดยสารซัลโฟราเฟนจะอยู่ในบร็อกโคลีสดเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วิธีการทำน้ำบร็อกโคลี โดยให้สารซัลโฟราเฟนยังคงอยู่ คือนำบร็อกโคลีสดล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปแช่ช่องฟรีซเพื่อรักษาคุณค่าสารอาหาร และนำมาปั่นแยกกาก อาจนำผลไม้ชนิดอื่นมาผสมรวม เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ฯลฯ อาจบีบมะนาวลงไปเพื่อปรุงรส ทำดื่มเป็นประจำวันละ 1 ถ้วยตวง จะช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกายได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.บรรจบกล่าวว่า ยังมีอาหารอื่นที่ช่วยขับสารพิษนี้ ได้แก่ อาหารที่อุดมสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะขามป้อม แครอต ฟักทอง ปวยเล้ง อาจกินกรดไขมันจำเป็น เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงาม้อน หรืองาขี้ม้อน(น้ำมันชนิดหนึ่งที่สกัดจากเมล็ดพืชที่มีชื่อว่า งาม้อน เป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ หรือมินต์) อะโวคาโด เพื่อปรับสมดุลของไขมันในเลือด เป็นต้น ลดการกินอาหารปิ้ง ย่าง ทอด สารใส่สี ใส่กลิ่น ผงชูรสซึ่งเร่งปฏิกิริยาอักเสบในร่างกาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้หน้ากากอนามัย ที่จะใช้ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) โดยในสื่อออนไลน์มีการเผยแพร่รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการการพัฒนาชุดความรู้ด้านประสิทธิภาพของหน้ากากป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก โดย ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.ขนิษฐา พันธุรี Thaneyhill ภาควิชาเคมีคลีนิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะผู้วิจัยได้นำหน้ากากป้องกันฝุ่นชนิดต่างๆ มาทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันอันตรายจากฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ในอากาศ ทำการศึกษา โดยใช้เครื่องมือเก็บตัวอย่างอากาศ คือ AIRmetrics MiniVol portable Sampler และเก็บอากาศในช่วงที่อากาศเชียงใหม่มีมลภาวะระดับสูง (เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2551) โดยเปรียบเทียบระดับ 24 ชั่วโมงของ PM 2.5 ในตัวอย่างอากาศที่เก็บเมื่อมีหน้ากากป้องกันฝุ่น กับ ตัวอย่างอากาศเมื่อไม่มีหน้ากาก จากการทดสอบประสิทธิภาพของการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นชนิดต่างๆ พบว่ามีหน้ากากบางชนิดสามารถลดระดับ 24 ชั่วโมงของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ในอากาศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลจากการวิจัยครั้งนี้มีข้อแนะนำได้ว่า อาจใช้หน้ากากชนิด 3M 8210 หรือ 3M 9002A หรือหน้ากากชนิดที่ใช้ทั่วไปในห้องผ่าตัด (Durat mask) เพราะสามารถลดระดับของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 ได้ โดยหน้ากากชนิด 3M 8210 หรือ 3M 9002A สามารถกรองอนุภาค PM 2.5 ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่หน้ากากชนิดที่ใช้ในห้องผ่าตัด (Dura mask) ลดระดับ PM 2.5 ลงไปได้ปานกลาง แต่อาจจะเพิ่มขึ้นได้โดยเพิ่มผ้าเช็ดหน้าหรือ กระดาษทิชชูประกบลงไปในหน้ากากชนิดนี้ ส่วนการใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า หรือหน้ากากผ้าที่ประชาชนทำขึ้นมาเอง ไม่สามารถป้องกันอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ในอากาศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทดสอบประสิทธิภาพของหน้ากากป้องกันฝุ่น เพื่อสามารถใช้แนะนำประชาชนที่จะป้องกันตนเองเบื้องต้น เมื่อต้องเผชิญกับระดับอนุภาค PM 2.5 หรือ PM 10 ในระดับวิกฤติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26754</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, บร็อกโคลี, สารซัลโฟราเฟน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3f33bd4a6b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
