<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯหวั่นเคาะงบประมาณปี 63 ล่าช้าฉุดธุรกิจก่อสร้างสะดุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค.2562 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าขณะนี้ ฝ่ายวิจัย ประเมินว่าหากงบประมาณปี 63 มีการพิจารณาล่าช้ากว่าที่คาดไว้ อาจกระทบกับหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากกระทบต่องบลงทุนของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกผัน และโครงการลงทุนใหม่ ๆ ที่อาจประมูลล่าช้า โดยเฉพาะโครงการตามแผนปฎิบัติการเร่งด่วน ปี 62 อยู่ที่ 41 โครงการ มูลค่ารวม 1.77 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สาเหตุที่งบประมาณปี 63 อาจล่าช้า เนื่องจากสำนักงบประมาณได้กำหนดกรอบการพิจารณางบประมาณ เริ่มจากวันที่ 30 ก.ค.นี้ และเสนอให้ครม.พิจารณางบประมาณปี 63 ซึ่งจะให้เพิ่มหรือคงงบประมาณจากเดิมที่ 3.2 ล้านล้านบาท ทำให้คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วาระแรก วันที่ 17 ต.ค.62 ถือว่าเลื่อนออกไปจากเดิม ที่คาดว่าจะพิจารณา ปลายเดือนก.ย.62 และทำให้การพิจารณาวาระที่ 2-3 ถูกเลื่อนออกไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากงบประมาณปี 63 พิจารณาล่าช้า ทำให้โดยรวมการเบิกจ่ายงบประมาณ ไตรมาสแรก ปี 63 จะล่าช้าออกไป โดยสำนักงบประมาณคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 เร็วสุดคือปลายเดือน ม.ค.63 จากเดิมคาดเริ่มวันที่ 1 ม.ค.63 ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากลุ่มค้าปลีก จะได้รับผลบวก เนื่องจากงบประมาณที่อาจเบิกจ่ายล่าช้า อาจทำให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้ากระตุ้นการบริโภค ที่ยังไม่ต้องใช้วงเงินอัดฉีดมากนัก ผ่านมาตรการทางภาษี เช่น ช็อปช่วยชาติ , นำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษี แต่เชื่อว่าสุดท้ายรัฐบาลจะต้องเก็บภาษีส่วนอื่นชดเชย และทำให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น จากล่าสุด ปี 62 ขาดดุล 450,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมาพร้อมมาตรการกระตุ้นแบบเร่งด่วน และอาจเสนอขยายกรอบงบประมาณขาดดุลปี 63 ที่ 450,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ขาดดุลมากขึ้นอีก 190,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดใหม่อาจกำหนดงบประมาณขาดดุลเพิ่มเดิม ผ่านการจัดสรรงบประมาณกลางปีอย่างที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 60-61
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42274</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบปี 63, บล.เอเซีย พลัส, หุ้นก่อสร้าง, เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ยังผันผวนสูง หวั่นปีหน้าดัชนีหลุด 1,500 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ยังผันผวนสูง ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลผลกระทบจากสงครามการค้าโลกที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง หวั่นดัชนีหุ้นลดลงเหลือ 1,483 จุด ในปี 2562 ชี้เงินต่างชาติยังไหลออกต่อเนื่อง แต่จะเริ่มจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 61 เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้น จากสงครามการค้าโลกที่ขยายวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่แค่สหรัฐกับจีนเท่านั้นที่เป็นคู่พิพาทกัน แต่สหรัฐยังเปิดศึกการค้ากับยุโรป เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้หลายประเทศดังกล่าว ตอบโต้ด้วยการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน หลังจากสหรัฐได้ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมทั่วโลกไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าการกีดกันทางการค้าทุกๆ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อการค้าโลกปี 61 หดตัวประมาณ 9% ส่วนวงเงินกีดกันการค้าจากสหรัฐอาจขึ้นไปแตะ 250,000 ล้านเหรียญ ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น แต่ผู้ผลิตสินค้าสนับสนุนการส่งออกกระทบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สงครามการค้าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกสัดส่วน 70% ของจีดีพี หากมูลค่าการกีดกันทางการค้าเพิ่มเป็น 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมากกว่านั้น จะทำให้กำไรตลาดต่อหุ้นในปี 62 ลดลง 20 % เหลือ 92.71 บาท เมื่อเทียบกับปีนี้ที่คาดว่ากำไรตลาดต่อหุ้นจะอยู่ที่ 110.72 บาท และจะส่งผลกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยให้อยู่ในระดับต่ำว่า 1,500 จุด หรืออยู่ที่ 1,483 จุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลออก เนื่องจากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นภูมิภาคเอเซียประมาณ 19,300 ล้านเหรียญ โดยหุ้นไทยถูกขายมากสุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) ทั้งนี้ มองว่าจากนี้ไปแรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด สะท้อนจากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 61 อยู่ที่ 23.2% รวมกับการถือผ่าน NVDR อีก 7.01% เป็น 30.20% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสูงสุดที่ 36.88% เมื่อสิ้นเดือนมี.ค. 55&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ภาพรวมกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 2 ปี 61 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี จะได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้มีกำไรจากสต็อคน้ำมัน ทั้งนี้ ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรบจ.ปีนี้อยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท จากประมาณการเดิมที่ 1.12 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามีการปรับฐานเกิดขึ้น และคาดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,771 จุด นอกจากนี้ ยังเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น 40% ของพอร์ต จากเดิม 30% โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ภายในประเทศใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปลอดภาระหนี้ กลุ่มมีหนี้กับสถาบันการเงินน้อย กลุ่มมีภาระดอกเบี้ยจ่ายอัตราคงที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์จากความคืบหน้าการลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจกระทบจากสงครามการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่าช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นตอบรับความกังวลจากประเด็นสงครามการค้าไประดับหนึ่งแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12276</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, บล.เอเซีย พลัส, สงครามการค้า, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยภาคเช้าไปต่อไม่ไหว หลุด 1,700 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงแรงกดดันให้มีแรงขายหุ้นพลังงานออกมา และยังมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาาพาณิชย์ กดดันดัชนีหลุดระดับ 1,700 จุด โดยดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,683.81 จุด ลดลง 21.01 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.23% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 26,923.04 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งผันผวน มีแนวรับที่ 1,695 จุด ส่วนแนวต้าน 1,710 จุด โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดมาจากเงินเฟ้อโลกที่กำลังขยับสูงขึ้นในลักษณะเดียวกับสหรัฐ ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสเร็วขึ้น หนุนค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเร็ว กดดันราคาน้ำมันดูไบต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับหุ้นกลุ่มพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ สงครามการค้าจีนและสหรัฐ ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากผลการทำประชาพิจารณ์ในสหรัฐเสร็จสิ้น โดยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าน้อยกว่าในช่วงก่อนหน้าที่คาดว่าจะสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมุ่งไปที่สินค้า 1,100 รายการ และแบ่งเป็น &amp;nbsp;2 ช่วง ขณะเดียวกับจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในวันเดียวกัน โดยขึ้นภาษีนำเข้าต่อสหรัฐในวงเงินเท่ากัน &amp;nbsp;สินค้า 659 &amp;nbsp;รายการ &amp;nbsp;และมุ่งไปที่สินค้าเกษตรและสินค้าที่จีนนำเข้าเป็นหลัก &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ถั่วเหลือง เนื้อหมู และยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11581</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหลุด, ดัชนีหุ้น, บล.เอเซีย พลัส, ราคาน้ำมัน, สงครามการค้า, หุ้นพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
