<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปลื้ม&#039;TraceThai&#039;บล็อกเชนสินค้าเกษตรรุ่งชูเป็นประเทศแรกๆของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2563&amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันสินค้าข้าวอินทรีย์ใช้ระบบบล็อกเชนในการตรวจสอบย้อนกลับ ว่า ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการนำร่องจำนวน 7 ราย ได้แก่ เนเจอร์ฟู้ด จ.สุรินทร์ บ้านสวนข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี กรีนลิฟวิ่ง จ.นครปฐม ซองเดอร์ จ.สุพรรณบุรี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนบ้านน้ำอ้อม จ.ยโสธร ไร่ทองออร์แกนิกส์ฟาร์ม จ.ศรีษะเกษ และกลุ่มวิสาหกิจศูนย์ข้าวชุมชนบ้านมะยาง จ.ศรีษะเกษ ที่ได้ทดลองใช้ระบบบล็อกเชนแล้ว และยังมีกลุ่มที่สนใจเพิ่มเติมอีก เช่น วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ทุ่งทองยั่งยืน จ.สุพรรณบุรี วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ข้าวคิดคิด จ.สุรินทร์ และวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองไผ่ บ้านลาวาเซาะตลุง จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในกลุ่มนำร่อง มีกลุ่มที่ทดลองติดสติ๊กเกอร์&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;กับสินค้าล็อตจริงแล้ว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ราย ได้แก่ บ้านสวนข้าวขวัญ ปลูก สี แพ็กข้าวอินทรีย์หลายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวกล้องหอมปทุมเทพ กรีนลิฟวิ่ง ปลูก สี แพ็กข้าวอินทรีย์หลายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอรี่ และซองเดอร์ ผลิตสินค้าแปรรูปจากข้าวอินทรีย์ เช่น โจ๊กข้าวและผักอินทรีย์สำหรับเด็ก

&amp;ldquo;ผลจากการทดลองใช้ระบบ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งตัวเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์ และผู้ตรวจรับรองมาตรฐานอินทรีย์ ที่เห็นตรงกันว่า&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;ทำให้ไทยเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงรายแรกๆ ของโลก ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับข้าวอินทรีย์ของไทยเหนือคู่แข่ง ส่วนผู้ซื้อ ผู้บริโภค ก็มีความมั่นใจ และรู้ว่าสินค้าที่ตัวเองซื้อมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครปลูก ใครผลิต ใครรับรอง&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สนค. จะเดินหน้าขยายผลให้มีกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์เข้าร่วมระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น และจะขยายผลไปยังสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น สินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)&amp;nbsp;สินค้าอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าประมง อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น รวมทั้งจะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรในการต่อยอดระบบ เช่น การเชื่อมโยงเอกสารทางการค้าระหว่างประเทศ การดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วม เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ

ส่วนแผนการสร้างการรับรู้ เพื่อให้มีการใช้งานระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น สนค.จะผลักดันให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ต้องเข้าร่วมใช้ระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และจะช่วยทำตลาดให้กับสินค้าที่ได้เข้ามาใช้ระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;ทั้งการประชาสัมพันธ์แบรนด์&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;การนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เจรจาจับคู่ธุรกิจ เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร&amp;nbsp;THAIFEX&amp;nbsp;และงานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ&amp;nbsp;BioFach&amp;nbsp;เป็นต้น

ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าวอินทรีย์ประมาณ 1.7 หมื่นตัน มูลค่า 780 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.22%&amp;nbsp;ของปริมาณการส่งออก หรือสัดส่วน 0.6%&amp;nbsp;ของมูลค่าการส่งออกข้าวของไทย (ไทยส่งออกข้าว ปี 2562 ปริมาณ 7.58 ล้านตัน มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท) โดยข้าวอินทรีย์ราคาประมาณ 47 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ข้าวทั่วไปราคา 13 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวหอมมะลิ มีราคา 34 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเห็นได้ว่าข้าวอินทรีย์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าข้าวทั่วไปประมาณ 3.5 เท่า และสูงกว่าข้าวหอมมะลิประมาณ 40%

สำหรับระบบ&amp;nbsp;TraceThai&amp;nbsp;เป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยบนบล็อกเชน นำร่องด้วยข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพในการส่งออก ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป จนถึงการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ รวมถึงทราบข้อมูลของผู้ประกอบการ ข้อมูลการผลิตสินค้า รวมทั้งข้อมูลมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ว่าสินค้านั้นผ่านมาตรฐานใด ได้รับการตรวจรับรองจากหน่วยงานรับรองมาตรฐาน ด้วยการสแกน&amp;nbsp;QR Code&amp;nbsp;หรือตรวจสอบจากเลขล็อตการผลิตบนฉลากสินค้ากับเว็บไซต์&amp;nbsp;TraceThai.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79497</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, บล็อกเชน, รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43c9d7426a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จดชื่อ TraceThai.com บล็อกเชนสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2563 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้มอบหมายให้ผู้แทนยื่นขอจดโดเมนเนม TraceThai.com เพื่อจะเป็นชื่อสำหรับระบบบล็อกเชน (Blockchain) ให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ สนค. กำลังดำเนินการอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งระบบนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้เกษตรกรและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสามารถขายและส่งออกได้ในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนบล็อกเชน สนค. ได้เลือกข้าวอินทรีย์เป็นสินค้านำร่อง เพราะเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง มีศักยภาพในการส่งออก มีขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานที่ชัดเจน การนำบล็อกเชนมาใช้จะทำให้สามารถตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่า สร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและตลาดผู้นำเข้า ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้ว่าเป็นข้าวอินทรีย์จริงตามที่ได้รับรองมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สนค. เห็นว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยควรมีระบบต้นแบบที่จะช่วยให้ประเทศคู่ค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับเส้นทางของสินค้าเกษตรอาหารจากไทยได้ ซึ่งเทคโนโลยีบล็อคเชนมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นพื้นฐานของระบบการตรวจสอบดังกล่าว เพราะแก้ไขข้อมูลได้ยาก ระบบมีความโปร่งใส และคุ้มครองความลับทางการค้าและข้อมูลของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในระบบได้พร้อมๆ กัน จึงจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ตลอดจนต่อยอดไปยังเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าในอนาคตได้อีกมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับระบบบล็อคเชน TraceThai.com เป็นระบบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการต่างๆ ที่ผลิตและค้าขายส่งออกสินค้าข้าวอินทรีย์ โดยผู้ที่เข้ามาใช้ ต้องได้รับใบรับรองจากหน่วยงานที่เป็นผู้ดูแลมาตรฐานอินทรีย์ (Certifying Bodies: CB) เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ใช่ระบบที่ไปออกใบรับรองให้พื้นที่ของเกษตรกร แต่หากท่านมีใบรับรอง ระบบก็จะช่วยในการส่งต่อและกระจายข้อมูลให้กับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในระบบให้ดำเนินการพิจารณาอนุญาตไปได้หลายๆ แห่งพร้อมกัน ไปจนถึงผู้นำเข้า ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการต่างๆ ได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบ TraceThai.com ไม่ได้ออกแบบให้ใช้เฉพาะกับข้าวอินทรีย์เท่านั้น แต่ในอนาคตสามารถนำไปใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ ได้ หรือแม้แต่สินค้าอะไรก็ได้ที่ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับ ถือเป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับแรกของไทยสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารที่รัฐบาลช่วยตั้งขึ้น ส่วนที่เลือกทำข้าวอินทรีย์ก่อนในชั้นนี้ เป็นสินค้านำร่อง เพื่อดูความยากง่ายและจุดที่อาจเป็นปัญหาในการนำข้อมูลเข้าระบบบล็อกเชน และข้าวอินทรีย์ก็เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนของความคืบหน้าโครงการ ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ ได้ดำเนินการในระยะแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ การศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบระบบต้นแบบบล็อกเชน การตรวจสอบย้อนกลับข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โรงสี สหกรณ์ ผู้ประกอบการทั้งผู้ค้าในประเทศ และผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์ รวมถึงหน่วยงานผู้ตรวจรับรองมาตรฐาน (Certified Body) และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในเดือนมิ.ย.2563 สนค. จะจัดงานสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางการพัฒนาระบบต้นแบบ โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดให้ทดลองใช้จริงได้ในเดือนต.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก ในปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปตลาดโลกรวม 675,136.03 ล้านบาท โดยมูลค่าสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 1 คือ ข้าว มีมูลค่าเท่ากับ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 19.34% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ซึ่งตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญได้แก่ สหรัฐฯ เบนิน จีน แอฟริกาใต้ และแคเมอรูน ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าว 7.58 ล้านตัน ลดลง 32% มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ลดล 28% แต่การส่งออกข้าวอินทรีย์ส่งออกได้ 1.67 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 0.7% มูลค่า 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% หรือหากดูตัวเลขย้อนกลับไปถึงปี 2560 พบว่า การส่งออกข้าวอินทรีย์ขยายตัว 23% ในขณะที่การส่งออกข้าวโดยรวมลดลง 35% ส่วนมูลค่าเพิ่ม จากข้อมูลการส่งออกปี 2562 ข้าวมีราคาเฉลี่ย 17 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนข้าวอินทรีย์ราคาเฉลี่ย 47 บาทต่อกิโลกรัม หรือมีมูลค่าสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 3 เท่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66409</URL_LINK>
                <HASHTAG>TraceThai.com, น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร, บล็อกเชน, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffce580b27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2018 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2018 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคเอกชนไทยตื่นตัวรับ“บล็อกเชน”...วงการสื่อใช้สกัด“ข่าวลวง”ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ร่วมกับ&amp;ldquo;บิทคับ&amp;rdquo; จับมือภาครัฐและเอกชน จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ใหญ่&amp;ldquo;สุดยอดบล็อกเชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; เชิญองค์กรบล็อกเชนยุโรปและอาเซียนมาให้ความรู้ ชี้ให้เห็นถึงก้าวหน้าของเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่กำลังเข้ามามีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคน รวมทั้งวงการสื่อมวลชนใช้ตรวจสอบ&amp;ldquo;ข่าวลวง&amp;rdquo;หรือ Fake News ได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2561 เวลา 09.30 น. สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน ร่วมกับ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในฐานะประธานเครือข่ายบล็อกเชนในประเทศไทย จับมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เครือข่ายยูโรเปียนบล็อคเชนฮับ (European Blockchain Hub) และองค์กรนานาชาติที่ไม่แสวงผลกำไร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ&amp;ldquo;สุดยอดบล็อคเชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; (Blockchain For Sustainable Development Goals Tour Summit 2018/19) เพื่ออัพเดทความรู้บล็อคเชนโลกจากกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกา อาเซียน พร้อมกรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ประยุกต์ใช้ได้ผลจริง ให้กับกลุ่มผู้นำภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศไทย ให้สามารถรับมือกับวิกฤตพลวัตที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ประเทศไทยและเพื่อให้สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อคเชนมาสร้างรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชนได้ทัน โดยมีนายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขาธิการสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน นายชวรงค์ ลิมปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายปราเมศร์ เหล็กเพชร ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตัล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (BCGH) ประธานเครือข่ายบล็อกเชนในประเทศไทย กล่าวถึงที่มาของงานประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติสุดยอดบล็อคเชนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้น &amp;ldquo;Blockchain For Sustainable Development Goals Tour Summit 2018/19&amp;rdquo; ว่า &amp;ldquo;จัดขึ้นโดยเครือข่ายยูโรเปียนบล็อกเชนฮับ เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจากประเทศยุโรปและเครือข่าย รวมทั้งสิ้น 20 ประเทศ ทั้งในระดับรัฐบาลและเอกชน อันประกอบด้วย อังกฤษ ลักเซมเบิร์ก สเปน โปแลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย สวีเดน สโลวีเนีย ในภาคพื้นยุโรป และ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลี อินเดีย โดยประเทศไทยได้รับการรับรองและแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ โดยมี BCGH เป็นประธานเครือข่ายในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การสัมมนาครั้งนี้ มีหัวข้อการสัมมนาที่เข้มข้นมากมาย ได้แก่ 1.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคพื้นประเทศยุโรปสู่เอเชีย และในประเทศไทย (Blockchain Technology Success Case Sharing from Europe to Asia &amp;amp; Thai) ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จและการประยุกต์ใช้บล็อกเชนเทคโนโลยีในยุโรป เอเชีย และไทย เพื่อให้การบริหารงานในภาครัฐและเอกชนในวงกว้างตั้งรับได้ทันกับคลื่นปฏิวัติเทคโนโลยีบล็อกเชนใน้วงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเงินธนาคาร, ขนส่งโลจิสติคส์, การค้า ทรัพยากรบุคคล ซึ่งคุณแอนจา บลาจ ผู้แทนเครือข่ายยูโรเปียนบล็อคเชนฮับได้ยกตัวอย่างขององค์กรในยุโรปและเอเชียที่เริ่มใช้งานบล็อกเชนในส่วนต่างๆ สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2019 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
2.เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนา และช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศได้อย่างไร (How Blockchain Technology can enable National Growth &amp;amp; Support National Infrastructure) นำโดยเนื้อหาด้านผลประโยชน์ของการเชื่อมโยงบล็อกเชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติในทวีปยุโรป จากมุมมองของ คุณเร็กซ์ ยีพ สมาชิกก่อตั้งยูโรเปียนบล็อกเชนฮับ และการเตรียมตัวของภาครัฐและเอกชนเมื่อมีนโยบายการใช้บัตรประชาชนกับบล็อกเชน โดย ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ได้กล่าวถึงผลกระทบฟินเทคและข้อมูลความปลอดภัยทางไซเบอร์ นอกจากนี้บล็อกเชนยังกระทบต่อวงการสื่อด้วย โดย คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BCGH กล่าวถึงทางออกและผลสะท้อนของต่อวงการสื่อสารมวลชน โฆษณาและการรับรู้ของประชาชนอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน &amp;ndash; บล็อกเชนเพื่อใช้ในการรับรองความถูกต้อง (Blockchain Practical Case &amp;ndash; Blockchain for Authentication) การยืนยันความถูกต้องและที่มาของสิ่งของที่มีมูลค่า เช่น เอกสารสำคัญ เอกสารแสดงตัวตน สิ่งของมีค่า เวชภัณฑ์ สินค้า เครื่องสำอาง โดย คุณอำนาจ บุญขวัญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บมจ. ไทยบริติช ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง ได้แบ่งปันความรู้เรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเกิดการพิสูจน์ อัตลักษณ์ของคน เอกสาร สิ่งของ และสินค้า โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนได้แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
4.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน &amp;ndash; ในงานราชการ (Blockchain Practical Case &amp;ndash; Government Sector) เจาะลึกการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนภาครัฐในสหภาพยุโรป สู่การใช้งานในประเทศไทย โดยในการเสวนาได้มีการนำกรณีศึกษาจากหลายประเทศในสหภาพยุโรปมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในงานราชการไทยได้อย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
5.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน &amp;ndash; ยกระดับเศรษฐกิจการค้า ในธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ ทรัพย์สินทางปัญญา และ การติดตามที่มาของสินค้า (Blockchain Application in new era of Trade; Trade Finance, Intellectual Property and Traceability) เปิดโลกบล็อกเชนในบริการธุรกิจการค้าต่างประเทศ ทรัพย์สินทางปัญญา และการค้ายุคใหม่ โดย ดร. สมนึก คีรีโต ที่ปรึกษา กระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการ สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาพร้อมกับ คุณดาววิภา ลี้กำจร ผู้อำนวยการกลุ่มงานเศรษฐกิจใหม่ สำนักงานนโยบายเเละยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมชี้แจงโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจแนวทางของรัฐบาลและกระทรวงในการประยุกต์ใช้ในการยกระดับเศรษฐกิจการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน &amp;ndash; การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการศึกษา กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เคบีทีจี (Blockchain Application in education; case study Chulalongkorn University and KBTG) การเปิดเผยครั้งแรกของการใช้บล็อกเชนในองค์กรการศึกษาขนาดใหญ่ โดย คุณโภไคย ศรีรัตโนภาส ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณสิริวัฒน์ เกษมวัฒนาโรจน์ Advance Visionary Architect กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (เคบีทีจี) กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการศึกษาได้ เพื่อเป้าหมายสู่การขับเคลื่อนภาคธุรกิจและภาครัฐที่สำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายพันธุิ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีหลายหน่วยงานและหลายองค์กร นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใชในหลายด้าน แต่บางเรื่องยังติดขัดเรื่องกฎหมายอยู่ภาครัฐคงต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน กล่าวว่า บล็อกเชนถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสื่อมชนในประเทศไทยและอาเซียน ที่ควรให้ความสำคัญ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน์จึงได้เข้าร่วมจัดการสัมมนาครั้งนี้ด้วย เพื่อจะได้ทราบถึงความก้่าวหน้าของเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคนี้ โดยมีสื่อมวลชนไทยรวมทั้งจากลาวและกัมพูชามาร่วมสัมมนาด้วย นอกจากนี้จากการสัมมนายังได้ทราบว่าที่ประเทศเวียดนามและกัมพูชา มีการนำบล็อกเชนมาใช้ในบางหน่วยงานแล้ว ส่วนในประเทศไทยภาคเอกชนยังนำหน้าในเรื่องนี้ ขณะที่ภาครัฐให้ความสนใจที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เช่นกัน และในอนาคตวงการสื่อมวลชนสามารถนำบล็อกเชนมาช่วยในการตรวจสอบข่าวลวงหรือ Fake News ได้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23178</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, บล็อกเชน, บิทคับ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สื่อมวลชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181130/image_big_5c0124c762603.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SIRI ผนึก BCPG ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสนสิริ ผนึกBCPG&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผุดระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบเพียร์ทูเพียร์ นำร่อง 20 โครงการ และ โครงการ T77 หวังสร้างต้นแบบชุมชนสีเขียว ลดต้นทุนค่าไฟลูกบ้าน 15% ภายในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.61 นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) ด้วยการนำพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบเพียร์ทูเพียร์ ซึ่ง บีซีพีจี จะเข้ามาลงทุนในชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบการผลิตโดยใช้งบลงทุน 30-50 ล้านบาท และจะใช้เทคโนโลยีในที่พักอาศัยผ่านแอพพลิเคชั่นบล็อกเชนของบริษัท พาวเวอร์เลดเจอร์ จำกัด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทได้เริ่มนำร่องในโครงการของบริษัท จำนวน 20 โครงการ และโครงการ T77 ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาชุมชนพลังงานสีเขียวอัจฉริยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทคาดหวังว่าจากการร่วมมือและนำระบบแอพพลิเคชั่น&amp;rdquo;บล็อกเชน&amp;rdquo;มาใช้ภายในโครงการของบริษัท โดยมั่นใจว่าจะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดการส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการลดคาร์บอนไดออกไซด์ซี่งเทียบเท่ากับการปลูกป่าถึง 400 ไร่ ตามแนวคิด Low Cost-Low Carbon ด้วยกำลังการผลิตพลังงานสะอาดถึง 20% ของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดภายในโครงการ T77 และคาดว่าไฟฟ้าสะอาดทุกหน่วยที่ผลิตได้จะช่วยประหยัดค่าไฟต่อให้หน่วยให้ลูกค้าของบริษัทได้ถึง 15% ภายในเดือน ก.ย. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการติดตั้งระบบแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะมีการนำร่องในภายในโครงการ T77 ก่อนที่จะมีการซื้อขายอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้โดยระบบพลังงานเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่กำลังการผลิตติดตั้ง 635 กิโลวัตต์ แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้เป็น 54 กิโลวัตต์สำหรับฮาบิโตะมอลล์ 413 กิโลวัตต์สำหรับโรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ นอกจากนี้ภายในปี 2564 บริษัทมีแผนติดตั้งระบบแลกเปลี่ยนซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านอินเตอร์เน็ตในโครงการใหม่ๆกว่า 31 โครงการ ซึ่งจะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกว่า 2 เมกะวัตต์อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15949</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนสีเขียว, บล็อกเชน, บีซีพีจี, พลังงานไฟฟ้า, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d23ebd9412.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
