<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกางแผนกู้เงินมีเยอะ ครป.บี้‘เจ้าสัว’ช่วยคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; กางแผนกู้สู้โควิด-19 แจงอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท กู้แล้ว 3.9 แสนล้าน ยันเงินยังเต็มกระเป๋าไม่ต้องกู้เพิ่ม สิ้นปีพร้อมลุยออกบอนด์ออมทรัพย์รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; 6 หมื่นล้านบาท &amp;quot;สภาองค์การลูกจ้างฯ&amp;quot; บี้นายกฯ ช่วยผู้ประกันตนตาม ม.33 บางส่วนที่รายได้ไม่เกิน 3 แสนต่อปี ประธาน ครป.เสนอกระจายงบประมาณจากโครงการต่างๆ มาเยียวยา เจรจาเจ้าสัวลดราคาสินค้า เก็บภาษีโควิดเพิ่มจากคนรวยมาช่วยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มกราคม นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ว่าล่าสุดมีการอนุมัติกรอบวงเงินกู้แล้ว 7 แสนล้านบาท และมีการกู้เงินแล้ว 3.9 แสนล้านบาท คิดเป็น&amp;nbsp; 39% ของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของเงินกู้เพื่อใช้ในโครงการด้านสาธารณสุขจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาทนั้น อนุมัติแล้ว 1.96 หมื่นล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว&amp;nbsp; 1.56 พันล้านบาท ส่วนวงเงินเพื่อการเยียวยา 5.6 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 5.58 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.22 แสนล้านบาท ขณะที่วงเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.9 แสนล้านบาท อนุมัติแล้ว 1.33 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 4.8 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากการกู้เงินของรัฐบาลยังเป็นไปตามแผนในกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่หากกู้เต็มวงเงินจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับ 56% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยในช่วง ม.ค.-ก.พ.64 สบน.มีแผนที่จะกู้เงิน 2.1 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเราชนะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบ่งเป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (PN), พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว, พันธบัตรออมทรัพย์ และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp; (เอดีบี) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 56% ภายในปีงบประมาณ 2564 เป็นการคำนวณจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงประมาณ 1% จากคาดการณ์เดิมที่ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเป็นบวก ซึ่งเป็นการรวมผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่แล้ว อย่างไรก็ดี เบื้องต้น สบน.ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพิ่มเติม เพราะวงเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเดิมยังเหลืออยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของแผนการบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2564 มีกรอบวงเงิน 2.34 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเริ่มจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท โดยในวันที่ 1-19 ก.พ. 64&amp;nbsp; จะจำหน่ายผ่านวอลเลต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง&amp;nbsp; วงเงินจำหน่าย 5 พันล้านบาท รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step-up) เฉลี่ย 2% ต่อปี โดยเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 100 บาท จนถึง 5 ล้านบาท ซึ่งในทุกขั้นตอนผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร ผู้ลงทุนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อลงทะเบียนและเตรียมโอนเงินเข้าวอลเลต สบม.ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันที่ 5-19 ก.พ.64 จะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ให้แก่ประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ แบบไม่จำกัดวงเงินซื้อ โดยเชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์จะจำหน่ายได้หมดตามวงเงินที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาล นายมนัส โกศล&amp;nbsp; ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาโครงการ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; ให้ครอบคลุมแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และลูกจ้างภาครัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายมนัสกล่าวว่า จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.)&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง คือโครงการเราชนะ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งการพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์จะพิจารณาจากรายได้&amp;nbsp; การมีระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หาบเร่ แผงลอย รับจ้าง&amp;nbsp; เกษตรกร เป็นต้น แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาคัดกรองตัดสิทธิ์ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ซึ่งบางส่วนมีรายได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นสภาองค์การลูกจ้างฯ จึงขอให้นายกฯ ทบทวนพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ว่า&amp;nbsp; &amp;quot;การช่วยเหลือที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม&amp;nbsp; คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ได้ร่วมกันแจกอาหารแก่ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยโควิด และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป.กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายการแก้ไขปัญหาโควิดของรัฐบาลในขณะนี้นั้นยังมีข้อบกพร่องบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งสถานประกอบกิจการขนาดเล็กขนาดกลางต่างก็ทยอยปิดกันตามการระบาดของโควิด แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มีการประกาศล็อกดาวน์ เมื่อเขาปิดกิจการก็ทำให้แรงงานส่วนนี้ต้องว่างงานไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่ากำลังจะพิจารณา แต่ว่าดูแล้วก็ค่อนข้างจะล่าช้า&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะเร่งรัดจัดการปัญหาในส่วนนี้ เพื่อที่จะให้การกระจายเงินงบประมาณต่างๆ ได้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่ว่างงานเหล่านี้ เพราะหากทำไม่ได้หรือล่าช้าไปก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในความทุกข์ยากลำบากในสถานการณ์วิกฤติมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.พิชายกล่าวว่า รัฐบาลควรจะลองทบทวนในช่วงของครึ่งปีงบประมาณว่าโครงการใดที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะโครงการที่กระจายไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ก็อาจจะดึงเงินส่วนนี้มาใช้ในการเยียวยาประชาชนจะดีกว่า&amp;nbsp; จะมีประสิทธิผลกว่าที่จะให้หน่วยงานราชการเอางบประมาณไปดำเนินโครงการที่ไม่จำเป็นต่างๆ มากกว่า&amp;nbsp; ควรจะไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็จัดสรรงบประมาณใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีกประเด็นที่จะฝากก็คือ รัฐบาลควรจะเจรจากับบรรดากลุ่มทุนขนาดยักษ์ขนาดใหญ่ในเรื่องของราคาสินค้าต่างๆ ให้บรรดากลุ่มทุนเหล่านี้ลดราคาสินค้าลงบ้าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะใช้มาตรการทางภาษีพิเศษที่จะต้องมีการเก็บภาษีพิเศษ หรือจะเรียกว่าภาษีโควิดก็ได้ เพื่อใช้หลักการในการแบ่งปันกันระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งรัฐบาลก็อาจจะไปเจรจากับกลุ่มภาคธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาคม หอการค้า สมาคมธนาคาร หรือสมาคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็น่าจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องแสวงหาความร่วมมือ&amp;nbsp; ทั้งในแง่ของการร่วมมือให้ช่วยกันลดค่าครองชีพ ลดราคาสินค้า และในแง่ของการปรึกษาหารือกันในการที่จะเพิ่มมาตรการด้านภาษีต่างๆ&amp;quot; ประธาน ครป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างความโปร่งใสทุกโครงการในสภาวการณ์วิกฤติ อย่าฉวยโอกาสใช้วิกฤติสังคมเอื้อประโยชน์ส่วนตนและคดโกงงบประมาณแผ่นดิน อย่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คอร์รัปชันอำนาจ และให้เก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้านมาช่วยประชาชน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91005</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบวงเงินกู้, กู้สู้โควิด, บอนด์ออมทรัพย์, สบน., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออมทรัพย์รุ่น &quot;เราชนะ&quot;, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600ed460ad678.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2018 07:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2018 07:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธอส. จ่อออกบอนด์ออมทรัพย์ 5 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธอส.&amp;quot; ลุ้น สนช. ยกเครื่องกฎหมายใหม่ เริ่มใช้ปี 2562 ตั้งแท่นออกสลากออมทรัพย์ 5 หมื่นล้านบาท ดูดเงินทุนหนุนปล่อยกู้ระยะยาว

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ผ่านการพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธอส.ให้เสร็จภายใน 30 วันก่อน ก่อนเสนอเข้า สนช.พิจารณาลงมติวาระ 2 และ 3 ต่อไป โดยกฎหมายจะพิจารณาเสร็จได้ทันรัฐบาลชุดนี้และเริ่มใช้ได้ปีหน้า

ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายผ่านมีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้ธนาคารสามารถทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการออกสลากออมทรัพย์ จะสามารถทำได้ทันที ซึ่งเบื้องต้นธนาคารประเมินออกสลากฯไว้วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้ไตรมาส 3/2562 แบ่งเป็นสลากฯ ประเภท 3 ปี และ 5 ปี จำหน่ายราคาหน่วยละ 50 และ 100 บาท เพื่อเป็นทางเลือกการออมเงินให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ยังช่วยให้ธนาคารระดมทุนได้เหมาะสมกับสินเชื่อที่ปล่อยออกไป เพราะเดิมทีแหล่งเงินของธนาคารจะเป็นเงินฝากระยะสั้น ซึ่งไม่เหมาะกับสินเชื่อบ้านที่เป็นการปล่อยกู้แบบระยะยาว&amp;nbsp;

สำหรับรางวัลที่ให้กับผู้ซื้อสลาก ธอส. จะมีการออกเดือนละ 1 ครั้ง โดยว่าจ้างให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้ออกรางวัลให้ เบื้องต้นรางวัลใหญ่จะให้เป็นเงินสด เพราะมองว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่าการให้เป็นสินทรัพย์ ที่อยู่อาศัย หรือรถยนต์ และนอกจากรางวัลเงินสดแล้ว ธนาคารยังจะเปิดให้ประชาชน นำสลากธอส.ฯที่ซื้อมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อและได้รับการลดดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเงินรางวัลที่จูงใจและเหมาะสมอยู่&amp;nbsp;

โดยการแก้ไข พ.ร.บ.ธอส.ฉบับนี้ จะช่วยขยายขอบเขตการทำงานของธนาคารให้เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ทำให้สามารถธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ (รีเวิร์ส มอร์เกท) รองรับสังคมสูงวัยได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกันขอกู้ไว้ใช้ในชีวิตประจำยามแก่เฒ่า นอกจากนี้ ยังเปิดช่องให้สามารถปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ธอส. แก้ไขอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอดกรรมการผู้จัดการ แก้ไขอำนาจในการออกและขายพันธบัตร หุ้นกู้&amp;nbsp; โดยเป็นอำนาจคณะกรรมการของ ธอส. เหมือนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ซึ่งไม่ต้องเสนอให้ รมว.คลังพิจารณาเหมือนก่อน

&amp;ldquo;การปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมาย ธอส.เป็นการเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 โดยมีวัตถุประสงค์ใน 2 ด้าน คือ การขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของ ธอส.ทำให้สามารถรองรบกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ทั้งเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะทำให้ ธอส.เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนเป็นการแก้ไขข้อติดขัดในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการดำเนินงานให้คล่องตัวยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, บอนด์ออมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 08:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังคลอดบอนด์ออมทรัพย์อีก 3 พันล้านบาท ให้ดอกเบี้ย2.15-3% ต่อปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน. จัดให้อีก 3 พันล้านบาทเอาใจนักลงทุนลุยช้อปบอนด์ออมทรัพย์กระทรวงการคลังเพิ่มเติม ชูดอกเบี้ยหอมหวาน 2.15-3% ต่อปี ดึงดูดใจนักลงทุนตะลุยซื้อเกือบเกลี้ยง 3 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า รมว.การคลังได้เห็นชอบให้จัดสรรวงเงินจำหน่ายเพิ่มเติมจำนวน 3 พันล้านบาท สำหรับเปิดขายพันธบัตรออททรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2561 ตามรุ่นอายุและอัตราดอกเบี้ยเดิม คือเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.15% และ &amp;nbsp; &amp;nbsp;รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% จำหน่ายตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 ก.ย. 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เรื่องจากผลการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ครั้งที่ 2 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งเปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้จำหน่ายใกล้ครบตามวงเงินที่ประกาศแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถทำรายการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ทุกสาขา เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) และระบบ Internet Banking ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 4 แห่ง และผ่าน KTB netbank Application ของธนาคารกรุงไทยฯ KPLUS Application ของธนาคารกสิกรไทยฯ Bualuang mBanking Application ของธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์ได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์รายใหม่ที่ไม่เคยลงทะเบียนข้อมูลและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) จะต้องลงทะเบียนและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย และลงทะเบียนเพื่อการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ ผู้ที่สนใจซื้อพันธบัตรสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บอนด์ออมทรัพย์, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข, สบน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180608/image_big_5b19dbed9cf9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2018 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2018 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังยิ้มบอนด์ออมทรัพย์ขายดีจ่อเพิ่มวงเงินรอบสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอนด์ออมทรัพย์ขายดีไม่หยุด คลังเพิ่มวงเงินรอบสองอีก 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 คลังได้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้ประชาชน วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.85% และ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.45% แบบไร้ใบตราสาร (Scripless) จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. &amp;nbsp;&amp;ndash; &amp;nbsp;30 มี.ค. 2561 ซึ่งจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาคลังได้เพิ่มวงเงินพันธบัตรออมทรัพย์อีก &amp;nbsp;3,000 ล้านบาท ซึ่งเปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2561 ขณะนี้จำหน่ายได้ครบตามวงเงินที่ประกาศแล้ว และเนื่องจากยังมีความต้องการซื้อจากประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นายอภิศักดิ์ ตันติวรงศ์ รมว.คลัง จึงเห็นชอบจำหน่ายเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จำนวน 5,000 ล้านบาท &amp;nbsp;จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. &amp;nbsp;&amp;ndash; 30 มี.ค. &amp;nbsp;2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2674</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, บอนด์, บอนด์ออมทรัพย์, สบน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7bf5274b723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
