<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ค.ศ.เอาจริง ลงโทษทางวินัย ไล่ออกครู25 ราย ทุจริต ชู้สาว ล่วงละเมิดทางเพศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30พ.ย.63-นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ ก.ค.ศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมการจัดทำร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.... ซึ่งพบว่าร่างดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับระเบียบคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ว่าด้วย หลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม ข้อกำหนดจริยธรรมและกระบวนการรักษาจริยธรรมของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2563 &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมได้แยกส่วนมาตรฐานทางจริยธรรมจำนวน 9 ข้อ ออกมาจัดทำเป็นร่างประมวลจริยธรรมฯ ซึ่งร่างกฎหมายจริยธรรมดังกล่าวมีความจำเป็นที่ทุกหน่วยงานต้องมีและใช้เป็นกรอบกลางในการดำเนินการด้านจริยธรรม ทั้งนี้แม้จะมีกรอบกลางด้านจริยธรรมข้าราชการออกมาแล้วแต่ในส่วนราชการต้นสังกัดอย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สามารถไปกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายประวิต กล่าวต่อว่า สำหรับร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.... ที่เราดำเนินการยกร่างขึ้นมาใหม่นั้น จะอิงกรอบจริยธรรมของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่มีการกำหนดไว้แล้ว 7 ข้อ แต่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะกำหนดเข้าไปเพิ่มเติมในร่างกฎหมาย จริยธรรมครูฯอีก 2 ข้อ คือ เรื่องสิทธิเด็กและการคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ด้านความเสมอภาค และการประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยการยกร่างกฎหมายจริยธรรมครูนั้น จะเชื่อมโยงการแก้ปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก.ค.ศ.ได้ลงโทษทางวินัยไล่ออกครูที่กระทำความผิดเมื่อเดือนตุลาคม 2563 ล่าสุดจำนวน 25 ราย มีฐานความผิดทั้งเรื่องทุจริต ชู้สาว และการล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ร่างประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ....จะประกาศใช้ได้ในเดือนมกราคม 2564 นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85515</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ด ก.ค.ศ., ประวิต เอราวรรณ์, ไล่ออกครูผิดวินัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf7fd9d3faa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรกำลังคนทดแทน อัตราว่างจากการเกษียณ 2.3หมื่นอัตรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11ส.ค.63-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ ก.ค.ศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุม ก.ค.ศ.ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน &amp;nbsp;(สพฐ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) &amp;nbsp;และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) &amp;nbsp;จำนวน 23,321 อัตรา ดังนี้ สพฐ.จำนวน 21,984 อัตรา สป.ศธ. 254 อัตรา โดยให้สงวนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 2 อัตรา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรอัตราว่าง จากผลการเกษียณอายุราชการ ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของ คปร. สอศ. 1,083 อัตรา ทั้งนี้ให้หน่วยงานดังกล่าว สงวนอัตรา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 5,311 อัตรา จำนวน 320 อัตรา และจำนวน 10 อัตรา ตามลำดับ เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ คือ จัดสรรอัตราตำแหน่งข้าราชการครู ที่เกษียณอายุราชการไม่เกินร้อยละ 25 ของอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการในรอบ 10 ปี (ปี พ.ศ. 2559-2568) โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับส่วนราชการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (รอง ศธจ.) และ ศธจ. เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รอง ศธจ. และ ศธจ. กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่ง ก.ค.ศ. เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศธจ. และรอง ศธจ. ควรกำหนด ให้มี 4 องค์ประกอบ คือ การคัดกรองการคัดเลือก การพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง และการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา ซึ่งในส่วนของการคัดกรองนั้นบังคับทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สพท. และผอ.สพท. สังกัด สพฐ. มาเป็นฐานในการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวการพัฒนาให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรอง ศธจ.และ ศธจ.ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74117</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ด ก.ค.ศ., อัตราครูเกษียณ, อัมพร พินะสา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f327669d444c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด ก.ค.ศ. เห็นชอบการสอบครู ใช้ข้อสอบภาค ก ของ ก.พ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8เม.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่างภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยการสอบดังกล่าวให้ใช้ข้อสอบภาค ก ของ ก.พ. ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับข้าราชการทุกประเภท ส่วนการสอบ ภาค ข ใช้แนวทางตามมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา ทั้งนี้ให้มีการขึ้นบัญชีผู้ผ่านการประเมินภาค ก และภาค ข เป็นบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ค เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยเรียงตามลำดับผู้ที่ได้คะแนนจากมากไปหาน้อย ส่วนการประเมิน ภาค ค ให้ประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ การสอบปฏิบัติการสอน และพิจารณาจากแฟ้มผลงาน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้สถานศึกษามีส่วนร่วม ในการคัดเลือกครู เพื่อให้ได้ครูที่มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของสถานศึกษา และชุมชน สอดคล้องกับงานวิจัยและแนวปฏิบัติในการคัดเลือกครูที่เป็นสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยให้มีการประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็น ประกอบด้วยทักษะดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ โดยกำหนดให้มีการขึ้นบัญชีไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยยกเลิกการประเมินแบบ 360 องศา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และได้กำหนดหลักสูตรการคัดเลือกฯ ใหม่ แบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาค ก ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่ การวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ ภาค ข ความสามารถทางการบริหาร และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ส่วนร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จากการที่ ก.ค.ศ. ได้ยกเว้นให้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก ตาม ว 8/2562 ไม่ต้องผ่านการพัฒนาฯ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา นั้น ก.ค.ศ.พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ เจตนคติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพที่เหมาะสม อันจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดความก้าวหน้าแก่ราชการ จึงกำหนดให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ขึ้น
&amp;nbsp;โดยให้มีการพัฒนาฯ ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกัน และให้ใช้กับทุกส่วนราชการ คือ 1. ให้มีระยะเวลาการพัฒนาตามขอบข่ายการพัฒนาไม่น้อยกว่า 120 ชม. ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และไม่น้อยกว่า 150 ชม. ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 2. ขอบข่ายการพัฒนา เช่น การนำความรู้หลักการบริหารการศึกษากฎหมาย การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีเจตคติที่ดี วินัย คุณธรรม การใช้ภาษาอังกฤษ และทักษะดิจิทัล &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการขอยกเว้นเงื่อนไขการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เนื่องจาก สพฐ. ขอยกเว้นเงื่อนไขการจัดสรรอัตราว่าง เนื่องจาก คปร. ไม่ได้ให้คืนตำแหน่งให้กับสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมา ในการนี้จึงพิจารณาเห็นว่า สพฐ. ประสบปัญหาขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียน น้อยกว่า 120 คนลงมาในพื้นที่ปกติที่ไม่สามารถควบรวมกับโรงเรียนอื่นได้ เป็นโรงเรียน Stand Alone ที่จำเป็นจะต้องคงอยู่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง และได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากชุมชน ประกอบกับโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือมีบริบทที่ยังไม่เอื้อต่อการควบรวมสถานศึกษา ซึ่งการดำเนินการต้องอาศัยระยะเวลาและปัจจัยที่หลากหลาย จึงเห็นควรขอยกเว้นเงื่อนไข การจัดสรรอัตราว่างฯ ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมา ที่ตั้ง ในพื้นที่ปกติ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 556 แห่ง รวม 556 อัตรา และให้เสนอไปยัง คปร. เพื่อพิจารณาต่อไป&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62553</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, บอร์ด ก.ค.ศ., สอบรองผแ.ผอ.สพท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e8313ff3909e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดเกณฑ์ใหม่ โยกย้ายผู้บริหารรร. ลั่นช่วยกระจายคนมีความสามารถ ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ก.พ.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สรุปได้ 3 กรณี ดังนี้ คือ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ &amp;nbsp;และการย้ายกรณีพิเศษ และได้เห็นชอบให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ศธ. ทุกส่วนราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับย้ายประจำปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ เพื่อให้การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด ศธ. เกิดความสอดคล้อง เหมาะสมกับในแต่ละบริบท เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ราชการ และเป็นไปตามนโยบายของ ศธ. ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากมีการกระจายคนที่มีความสามารถออกไปยังพื้นที่มีคนกังวลว่าไม่ค่อยมีผู้บริหารเลือกเข้าไปทำงาน แต่รวมถึงให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกขนาดมีโอกาสในการเติบโตเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีมติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผู้ได้รับคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวม จำนวน 293 ราย แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 241 ราย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 52 ราย และได้อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) &amp;nbsp;จำนวน 11 ราย โดยแบ่งเป็น สพป. จำนวน 6 ราย และ สพม.จำนวน 5 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ประชุมยังได้เน้นย้ำเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งของรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (รองผอ.สพท.) ที่จะมีการสอบคัดเลือกเร็วๆ นี้ ว่าจะต้องมีมาตรฐานในเรื่องใดบ้าง และการสอบในเรื่องต่างๆ ตนต้องการให้มีระยะเวลาระหว่างการประกาศผลสอบและการบรรจุแต่งตั้ง เพื่อที่จะได้มีเวลาในการวางแผนพิจารณาความเหมาะสมในการกระจายบุคลากร ซึ่งตนยังคงเน้นในเรื่องทักษาะภาษาอังกฤษและทักษะด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการทำงานของ ศธ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57634</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, บอร์ด ก.ค.ศ., เกณฑ์ย้ายผู้บริหารรร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2e91b8cc834.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด ก.ค.ศ. ตั้ง 2ชุด ปรับปรุงโครงสร้าง ศธ. ส่วนบริหารงานบุคคล/อีกชุดยกระดับรร.ขนาดเล็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12ก.ย.62-นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ ก.ค.ศ.) กล่าวภายหลังการประชุม ก.ค.ศ.ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นธาน ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. เป็นประธาน เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหาความซ้ำซ้อนของภาระงานในหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องเข้าไปศึกษาปัญหาอุปสรรคต่างๆ และแก้ไขให้การทำงานมีความชัดเจน ซึ่ง รมว.ศธ.ได้เน้นย้ำว่า คณะกรรมการฯ จะต้องศึกษาให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง รวมถึงประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดความชัดเจนที่สุด เพื่อที่จะทำให้เกิดความเหมาะสมกับการแก้ปัญหาที่มีอยู่ และการทำงานจะต้องมีประสิทธิภาพที่สุด ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการ &amp;nbsp;กำหนดมาตรการบริหารจัดการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก &amp;nbsp;โดยมีนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะกรรมการที่มีการตั้งแต่งจำนวน 2 ชุดดังกล่าว จะต้องมีการศึกษารายละเอียดของเนื้องานที่ได้รับมอบหมาย และองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบยกเว้นเงื่อนไขการจัดสรรขึ้นอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีงบประมาณ 2561 โดยขั้นตอนจากนี้ ก.ค.ศ.จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาต่อไป รวมถึงที่ประชุมยังได้มีมติอนุมัติการแต่งตั้งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนตั้งแต่งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. แบ่งเป็น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 31 คน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 9 คน ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45609</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก, บอร์ด ก.ค.ศ., ปรับปรุงโครงสร้างศธ., อุษณีย์ ธโนศวรรย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d79f2cc5b390.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
