<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. ประกาศสรรหา ประธาน-กรรมการ บอร์ด กพฐ โดยเปิดช่องให้ผู้สนใจเสนอชื่อเข้ามาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ส.ค.64-นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เนื่องจากประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้พ้นจากตำแหน่งตามวาระ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อให้การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ ในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบังเกิดผลดีอาศัยอำนาจตามข้อ 6 และข้อ 9 แห่งกฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2546 ประกอบกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร .505/ว 102 ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2559 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา และการเลือกประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนการดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2564 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;สำหรับการสรรหาและการคัดเลือกจะเปิดให้มีการเสนอชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมแยกเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยส่งใบสมัครพร้อมประวัติทางไปรษณีย์ หรือยื่นโดยตรงที่ สำนักอำนวยการ อาคาร สพฐ. 2 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ไม่เกินวันที่ 24 สิงหาคมนี้ เวลา 16.30 น. ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2283-5288 , 0-2288-5871.&amp;quot;เลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111947</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การสรรหา, บอร์ดกพฐ., อัมพร พิสานะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b745864387e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอกชัย&quot;ชงโรงเรียน เลิกขึ้นป้าย โชว์เด็กเก่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8พ.ค.63-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รายงานเรื่องขั้นตอนการรับนักเรียนและการสอบคัดเลือกที่มีการขยับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 ให้สอดคล้องกับประกาศการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยการสอบคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ ม.4 จากเดิมสอบคัดเลือกระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม จะปรับเป็นให้มีการสอบคัดเลือกในวันที่ 6-7 มิถุนายน ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมโรงเรียน เพื่อที่จะปรับให้มีความเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น การตั้งสถานศึกษาใหม่ไม่ควรให้เกิดขึ้นโดยง่าย อาจจะต้องมีการสำรวจ หรือเป็นนโยบายระดับประเทศ เป็นต้น และเมื่อไรได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันแล้วก็จะมีการประกาศเป็นกฎกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต่อไป และที่ประชุมยังได้เห็นชอบการขอควบรวมโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 13 โรง และการขอเลิกโรงเรียน จำนวน 11 โรง ตามที่ สพฐ.เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รายงานถึงความคืบหน้าการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ฐานสมรรถนะ ซึ่งขณะนี้ผ่านการเห็นชอบจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมได้เสนอแนะให้ สพฐ.ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ครู สร้างเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร และครูจะได้มีการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงจะต้องมีคู่มือให้กับครูด้วย และในส่วนของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ที่ประชุมเห็นว่าครูควรที่จะเน้นการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กสามารถบูรณาการความรู้ได้ ไม่ได้เน้นเฉพาะเนื้อหา เนื่องจากที่ผ่านมาตนได้รับรายงานว่ามีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่ง มีคำสั่งให้โรงเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งหากดำเนินงานในลักษณะนี้โดยไม่คำนึงถึงพัฒนาการจองเด็กก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมยังฝากเลขาฯ กพฐ. ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้โรงเรียนทั้งหลายเลิกนำนักเรียนที่มีผลงานดีเด่น เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น ขึ้นป้ายโฆษณาบริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งผมมองว่าโรงเรียนควรเลิกใช้นักเรียนมาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เพราะการที่โรงเรียนให้ความสนใจเด็กเฉพาะกลุ่มคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง ซึ่งเลขาฯ กพฐ.ก็รับที่จะไปพิจารณา&amp;rdquo;ประธาน กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65392</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ชงรร.เลิกขึ้นป้ายโชว์เด็กเก่ง, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, บอร์ดกพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e42caed6e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด กพฐ.เห็นชอบแนวปฎิบัติรับนร.ปี63เปิดช่องให้อิสระพื้นที่กำหนดเงื่อนไขพิเศษรับเด็กได้ ตามบริบทของรร. แต่ถ้ามีใต้โต๊ะ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18ต.ค.62-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ประชุม กพฐ. ได้มีมติเห็นชอบร่างนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2563 โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รับผิดชอบดูแลการรับนักเรียน แต่ยังคงหลักการจำนวนนักเรียนต่อห้อง เพื่อเป็นหลักประกันเรื่องคุณภาพ เช่น ระดับชั้นประถมศึกษา 30 คนต่อห้องเรียน มัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง เป็นต้น ส่วนในกรณีจะมีการขยายห้องเรียนก็ไม่คาดเกิน 5 คนต่อห้องเรียนและยังให้ กศจ.)ตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนระดับจังหวัด เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของนักเรียน สัดส่วนการรับนักเรียนของโรงเรียน การจะสอบหรือไม่สอบ จะใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) หรือไม่ใช้ และมีคณะกรรมการรับนักเรียนระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อีก 1 ชุด ดูแลการรับนักเรียนภายในเขตพื้นที่การศึกษาและร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษาอื่นภายในจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ส่วนการรับนักเรียนในระดับการศึกษาปฐมวัย สพฐ.จะต้องให้หน่วยงานต่างๆ เช่น เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่จัดการศึกษาอยู่ดำเนินการรับเด็กไปก่อน ส่วนสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.จะรับในส่วนที่ไม่มีสถานศึกษาสังกัดอื่นดูแลเด็กอยู่ ทั้งนี้ที่ประชุม กพฐ.เสนอว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษที่สามารถเรียนรวมได้เข้าเรียนรวมกับเด็กปกติในโรงเรียนทั่วไปด้วย นอกจากนี้ยังกระจายอำนาจให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และ สพท. สามารถกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการรับนักเรียนได้ ที่จากเดิม กพฐ.ได้มีแก้ไขประกาศ เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 &amp;nbsp;ในการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษจากเดิม 7 ข้อ เหลือ 4 ข้อ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ แต่ทั้งนี้การดำเนินการจะต้องมีการหารือกันภายในคณะกรรมการรับนักเรียนของจังหวัดให้ชัดเจน ว่า หากโรงเรียนใดมีความจำเป็นก็พิจารณาเป็นรายกรณีไปและเป็นไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับนักเรียนที่ไม่เป็นไปตามกติกา หรือไม่โปร่งใส ผู้บริหารต้องรับผิดชอบทั้งหมด เพราะเมื่อมีการกระจายอำนาจออกไปแล้ว ความรับผิดชอบก็ต้องตามไปด้วย &amp;ldquo;ประธาน กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48337</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, นโยบาบรับนักเรียนปี63, บอร์ดกพฐ., ให้อิสระเขตพื้นที่้รับเด็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d035f9135908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอกชัย&quot;ชี้&quot;ศธจ.อุบลฯ&quot;อนุมัติเปิดใหม่รร.ที่ควบรวมไปแล้ว อาจไปไม่รอดเพราะเด็กน้อยลงเรื่อยๆล่าสุดเลิกรร.9แห่งอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
9ส.ค.62-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวถึงการควบรวมของสถานศึกษานั้น นายรัฏฐพล ทีปสุวรรณ &amp;nbsp;รมว.ศธ.มองว่าถ้าควบรวมแล้วมีคุณภาพดีขึ้นก็ควรจะทำ และขอให้เน้นเรื่องการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องงบประมาณคาดว่าปีนี้จะปรับอะไรได้ไม่มาก แต่ปีงบประมาณหน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้รับรายงานว่าทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศจธ.) อุบลราชธานี ได้มีการอนุมัติให้โรงเรียนที่เคยควบรวมไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง และได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการลงไปในพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งทางผู้อำนวยการก็ได้ระดมทุนจากชาวบ้านสร้างอาคารเรียน ส่งผลให้เด็กกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีนักเรียน 47 คน ซึ่งทางที่ประชุม กพฐ.มองว่าเด็กในอนาคตลดลงอย่างแน่นอน และลดลงร้อยละ 30 ถ้าจะอนุมัติในเรื่องดังกล่าวควรต้องระวังเรื่องเด็กน้อยลง ขอให้ดูเรื่องคุณภาพของเด็ก เพราะจากข้อมูลของโรงเรียนเอง พบว่า อีก 3 ปี ตั้งแต่ ปี 2565-2567 จะมีเด็กเข้าเรียนป. 1 เพียง 4-6 คน ถ้าไม่ระวังเรื่องนี้ ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กก็จะกลับมาอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้ กพฐ.มีมติเห็นชอบให้มีการเลิกสถานศึกษา 9 แห่ง และขอไปเรียนรวม 4 แห่ง ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนใดที่มีการควบรวมทั้งหมด กพฐ.เห็นว่า ควรที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการเลิกโรงเรียนดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีอัตราครูและอัตราผู้บริหาร และขณะนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เองก็จะไม่อนุมัติอัตราครูและผู้บริหารให้โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน เริ่มตั้งแต่ปี2562 เป็นต้นไป ส่งผลให้โรงเรียนกลุ่มนี้ก็จะค่อยๆ ลดจำนวนลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43086</URL_LINK>
                <HASHTAG>การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, บอร์ดกพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa0c52cbfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กพฐ.สั่งควบ6รร.ปิดตัว3โรง และมีอีกหลายแห่งเข้าข่ายเลิกดำเนินการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

17ก.ค.62-บอร์ด กพฐ. เห็นชอบ ควบรวม สถานศึกษา 6 แห่ง และขอเลิกดำเนินงาน 4 แห่ง เหตุมีครูไม่ครบชั้นเรียน&amp;nbsp; ไม่มีเด็กเรียน&amp;nbsp; เผยยังมีโรงเรียนเข้าข่ายยกเลิกอีกหลายแห่ง&amp;nbsp; แต่ต้องรอความเห็นชอบของผู้ปกครอง

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุม กพฐ. ได้มีการพิจารณาเห็นชอบการควบรวมสถานศึกษา จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านบ่อสวก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) น่าน เขต 1 เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่&amp;nbsp;1-6 2.โรงเรียนบ้านม่วงเจริญราษฎร์ สพป.น่าน เขต 1 เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล 1-ป.6 โดยทั้ง 2 โรงเรียนนี้จะไปรวมสถานศึกษากับโรงเรียนบ้านเชียงยืน ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2561 เนื่องจากทั้ง 2 โรงเรียน มีปัญหาครูไม่ครบชั้น และจำนวนนักเรียนลดน้อยลง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวยังผ่านการพิจารณาจากผู้ปกครองนักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาว่าจะให้รวมทั้ง 3 โรงเรียนรวมกัน 3.โรงเรียนบ้านห้วยปุก สพป.น่าน เขต 1 เปิดสอนระดับชั้น ป.1-6 จะไปรวมกับโรงเรียนบ้านห้วยละเบ้ายา ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2561 เนื่องจากครูไม่ครบชั้น และขาดแคลนครูกลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก 4.โรงเรียนบ้านห้วยมอญ สาขาใหม่ในฝัน สพป.น่าน เขต 1 เปิดสอนระดับชั้น ป.1-6 จะไปรวมกับโรงเรียนบ้านห้วยมอญ ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2561 เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวมีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่และบุคลากร 5.โรงเรียนบ้านห้วยเฮือ สาขาห้วยระพี สพป.น่าน เขต 1 เปิดสอนระดับชั้น ป.1-6 จะไปรวมกับโรงเรียนบ้านห้วยเฮือ ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2562 เนื่องจากครูไม่ครบชั้น ขาดแคลนครู และ 6.โรงเรียนวัดบ้านโห้ง สพป.เชียงใหม่ เขต 1 จะไปรวมกับโรงเรียนวัดผาแหน ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2562 เนื่องจากจำนวนเด็กลดลง ครูไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบการเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 4 โรงเรียน เนื่องจากไม่มีนีกเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดทุ่งหลุก สพป.เชียงใหม่ เขต 4 เปิดสอนระดับชั้น อ.2-ป.6 2.โรงเรียนต้นแหนหลวงประสิทธิ์วิทยา สพป.เชียงใหม่ เขต 4 เปิดสอนระดับชั้น ป.1-3 3.โรงเรียนดอนชัยวิทยาคาร สพป.เชียงใหม่ เขต 4 เปิดสอนระดับชั้น ป.4-6 และ 4.โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ สพป.เชียงใหม่ เขต 4 เปิดสอนระดับชั้น ป.1-6 โดยขอยกเลิกสถานศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของการควบรวมสถานศึกษานั้น ที่ประชุมพบว่า บางโรงเรียนมีการแบ่งเด็กไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่งและยังไม่ดำเนินการยกเลิกโรงเรียนเดิม ทั้งนี้หากโรงเรียนไหนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยอยู่แล้วก็อาจจะหาแนวทางโน้มน้าวให้ผู้ปกครองยกเลิกโรงเรียนเดิมแล้วไปเรียนที่ใหม่ได้ ดังนั้นที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) พยายามเฝ้าติดตามการบริหารจัดการของโรงเรียน เพื่อให้เด็กมีคุณภาพในการเรียนจริงๆ อีกทั้งการควบรวมโรงเรียน น่าจะทำให้เด็กได้รับการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพมากกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41194</URL_LINK>
                <HASHTAG>การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, บอร์ดกพฐ., ปิดโรงเรียนขนาดเล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa0c52cbfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานบอร์ด กพฐ.เสนอคำนวณรายหัวเงินอุดหนุนนร.&quot;แบบผกผัน&quot;รร.เด็กน้อยได้เยอะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ก.ค.62-นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กพฐ. ได้มีการหารือเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียนอยู่บ้างในที่ประชุม แต่ไม่ได้กำหนดเป็นวาระและลงลึกในรายละเอียด อีกขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการจัดทำสูตรการคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่ขึ้น แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และยังไม่เพียงต่อโรงเรียนบางกลุ่ม เช่น นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กจะได้เงินรายหัวเพิ่มเติม แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เนื่องจากต้องนำไปจ่าค่าสาธารณูปโภคด้วย เพราะฉะนั้นตนคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องมีการคำนวนขั้นต่ำ ว่า ถ้าโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเท่าไร ค่าสาธารณูปโภคขั้นต่ำจะต้องเป็นจำนวนเท่าไร รัฐจะต้องสนับสนุนและเงินอุดหนุนรายหัวก็จะได้นำมาใช้ในการดูแลเด็ก เพราะการสนับสนุนเงินอุดหนุนในปัจจุบันตนมองว่า เป็นการสนับสนุนแบบตัดเสื้อตัวเดียวให้เด็กทุกคน คือ มีจำนวนเงินคงที่และคูณกับจำนวนนักเรียนของแต่ละโรงเรียน ซึ่งหลักความเป็นจริงแล้ว ตนคิดว่าต้องมีการสร้างส่วนผกผัน โรงเรียนที่นักเรียนน้อยเงินรายหัวจะต้องเยอะ ถ้านักเรียนเยอะรายหัวต้องน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคงต้องมีการหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในที่ประชุม กพฐ. เพราะถือเป็นเรื่องนโยบาย อีกทั้งหากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้มีการทบทวนเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวก็สามารถทำได้ทันที เนื่องจากเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวจะมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงระเบียบต่างๆ ที่จะต้องปรับแก้จำนวนมาก แต่เรื่องนี้คงต้องเริ่มจากการคิดก่อน&amp;ldquo;ประธาน กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41036</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ดกพฐ., เงินอุดนหนุนรายหัวนักเรียนแบบผกผัน, เอกชัย กี่สุขพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c82423c65159.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดกพฐ.ส่งตัวแทนร่วมสังเกตุการณ์หารือรับนร. ยืนยันรร.ดังควรสอบ100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14มิ.ย.62-บอร์ด กพฐ. ส่งตัวแทนร่วมสังเกตุการณ์ การหารือของคณะทำงานวิเคราะห์แผนการรับนักเรียนร่วมของ สพฐ. &amp;nbsp;โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจให้จังหวัดรับนักเรียนเอง ยืนยันยังต้องการให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสอบ 100% แต่จะต้องทำให้เด็กในพื้นที่บริการมีที่เรียนด้วย คาด ก.ค.นี้ ได้ข้อสรุปเกณฑ์รับนักเรียนปีการศึกษา 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุม กพฐ.ว่า ที่ประชุมได้มีการเสนอตัวแทนจาก กพฐ. เข้าไปเป็นคณะทำงานวิเคราะห์แผนการรับนักเรียนร่วมกับ สพฐ. เพื่อดูว่าส่วนกลางจะกระจายอำนาจให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และเขตพื้นที่กำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนได้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันได้มีการนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับโนยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2563 ว่า ยังอยากให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสอบร้อยละ 100 อยู่เหมือนเดิมแต่จะต้องทำให้เด็กในพื้นที่บริการมีที่เรียนด้วย เพราะเราจะต้องสร้างเด็กเก่งเพื่อไปพัฒนาประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษเรียนร่วมกับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขังสูงด้วยเช่นกัน เพราะ กพฐ.มองว่าโรงเรียนดังมีความพร้อมทุกด้านแต่ไม่ยอมรับเด็กพิเศษมาเรียนร่วม ดังนั้นเราจึงคิดว่าต้องเปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของเด็กพิเศษได้เข้าเรียนโรงเรียนดัง อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าคณะทำงานรับนักเรียนของสพฐ.จะมีการประชุม หลังจากนั้นคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมได้ข้อสรุปเกณฑ์รับนักเรียนปีการศึกษา 2563 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการเรียนจัดการเรียนการสอนภาษาจีนสู่สากล เพื่อขับเคลื่อนการเรียนภาษาจีนสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อไป โดยคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวจะมีหน้าที่ทบทวนหลักสูตร เนื้อหาวิชา และกระบวนการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง พร้อมกับพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรและนำเสนอรูปแบบการจัดหลักสูตรภาษาจีนในแต่ละระดับทั้งเนื้อหา และมาตรฐานการสอนภาษาจีนระดับนานาชาติ พัฒนาขีดความสามารถครูสอนภาษาจีนให้มีคุณภาพมากขึ้น&amp;rdquo;ประธาน กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38563</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., กระจายอำนาจรับนักเรียนให้จังหวัด, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, นโยบายรับนักเรียนปี63, บอร์ดกพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d035f9135908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
