<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 07:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บอร์ดอิสระฯกระตุ้นดันสถานศึกษาเป็นนิติบุคลรร.สามารถหารายได้เอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15พ.ค.62-บอร์ด อิสระฯ เตรียมจัดทำรายงานภารกิจเสนอ รัฐบาล ภายใน 2 สัปดาห์ &amp;nbsp;พร้อมเสนอให้อิสระสถานศึกษา ดำเนินรูปแบบนิติบุคคลให้เต็มที่ มีกฎหมายรองรับในการดำเนินการ และสามารถหารายได้ป้อนตัวเองได้ &amp;nbsp;รวมทั้งเสนอปรับโครงสร้างศธ.เน้นคลายอำนาจจากส่วนกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผลการดำเนินงานด้านการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมการอิสระฯ จะจัดทำรายงานภารกิจงานทั้งหมด หรือ commission report เพื่อจัดทำเป็นข้อสรุปชี้แจงการทำงานด้านการปฏิรูปการศึกษาทั้งหมดที่ผ่านมา เกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมด รวมถึง แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อนำเสนอรัฐบาลเป็นข้อมูลต่อไป ซึ่งเรื่องนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่เรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;แต่ปัญหาการศึกษาจะต้องลงลึกไปถึงต้นตอของปัญหา พร้อมกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาการศึกษาให้ชัดเจน ส่วนกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ที่ถูกตกไปนั้น ตนไม่มีความเห็น เพราะคณะกรรมการอิสระฯ มีหน้าที่แค่เสนอให้รัฐบาลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ ประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เสนอการดำเนินการเรื่อง ทำให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระจริง โดยในด้านวิชาการ จะต้องมีการจัดตั้งสถาบันที่เข้ามาดูแลหลักสูตรต่างๆ และการเรียนรู้ มีช่องทางให้โรงเรียนสามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพื้นที่ได้ ด้านงบประมาณ ต้องเปิดช่องให้โรงเรียนมีอิสระในการหารายได้เอง รวมถึงจะต้องมีกฎหมายที่ทำให้เกิดการเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนเป็นจริงในทางปฎิบัติ เพราะแม้ว่าในพ.ร.บ.การศึกษาชาติปี 2542 จะมีการกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แต่ก็ไม่มีกฎหมายอื่นมารองรับในการดำเนินการอีก &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ในส่วนของเรื่องการบริหารงานบุคคล &amp;nbsp;ควรจะต้องมีการจัดกลุ่มโรงเรียนตามความพร้อม เช่น กลุ่มที่มีความพร้อมน้อยที่สุด คือ โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล กลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมที่สามารถยกระดับได้ คือ โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ และกลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพสูง เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อการบริหารงานแต่ละกลุ่มโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ที่ประชุมได้เสนอหลักคิดการปรับโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยต้องมีการถ่วงดุลอำนาจของระดับนโยบายและหน่วยปฏิบัติ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณและแผนการทำงาน รวมถึงแต่ละองค์กรหลัก ศธ.จะต้องลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เช่น เรื่องฐานข้อมูล ที่สามารถจัดทำฐานข้อมูล Big Data กลางโดยไม่จำป็นต้องกลุ่มงานสารสนเทศในทุกองค์กรหลัก และมีซึ่งหลังจากนี้คงต้องผลักดันให้สภาการศึกษา (สกศ.) ช่วยวิเคราะห์เรื่องการจัดบทบาทหน้าที่ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอในการปรับโครงสร้างศธ.ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ให้เป็นแผนในการขับเคลื่อนต่อไป&amp;rdquo;ประธานคณะอนุฯ ปฏิรูปโครงสร้าง กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35855</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นอิสระสถานศึกษา, จรัส  สุวรรณเวลา, ชัยยุทธ์ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์, บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษา, สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdab60b48c17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศธ.&quot;ไม่รอด !บอร์ดอิสระเริ่มแตะปรับโครงสร้าง เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
27พ.ย.61-บอร์ดอิสระฯ เริ่มหยิบเรื่องปรับโครงสร้าง ศธ. มาหารือ &amp;ldquo;หมอจิรุตม์&amp;rdquo; เผยแนวทาง จัดระบบงานเป็น 3กลุ่มหลัก กำกับดูแล, สถานศึกษาของรัฐ-เอกชน และสนับสนุนจัดการศึกษา &amp;nbsp;เน้นเปลี่ยนแปลงในส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพในบทบาทหน้าที่ และการใช้อำนาจ &amp;nbsp; ย้ำจะพยายามกระทบกับโครงสร้างเดิมให้น้อยที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้นำเสนอกรอบแนวคิดที่จะเชื่อมโยงจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไปสู่โครงสร้างของ ศธ. ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้บริหาร ศธ. โดยเป็นการจัดระบบโครงสร้างให้ชัดเจน คือ &amp;nbsp;กลไกขับเคลื่อนทางนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่จะมีบทบาทสำคัญในเชิงนโยบายและจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาในระยะยาว และในส่วนของสถานศึกษาที่มีความเป็นอิสระ ส่วนโครงสร้างที่เหลือคณะอนุกรรมการฯ ได้นำเสนอแนวคิดว่า ศธ.น่าจะมีการจัดระบบเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพ โดยดึงระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลไว้กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่สองเป็นส่วนของสถานศึกษาแบ่งเป็นเอกชนและรัฐ และกลุ่มสนับสนุนการจัดการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนทางวิชาการและการสนับสนุนการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานอนุกรรมการฯกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปว่าแท่งไหนจะเป็นอย่างไร แต่เห็นสอดคล้องในหลักการที่จะจัดระบบให้ชัดเจนและไปจัดทำรายละเอียด &amp;nbsp;โดยมีทางเลือก 2 ทางคือ จัดทำรายละเอียดการปรับโครงสร้างเป็นส่วนๆ หรือจัดทำข้อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เป็นผู้ไปดำเนินการในระยะต่อไป ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากคณะอนุกรรมการปฎิรูปโครงสร้างฯก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;อย่างไรก็ตามจะปรับโครงสร้างให้น้อยที่สุด แต่เน้นปรับบทบาทหน้าที่และอำนาจเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและให้งานเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นพ.จิรุตม์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้หารือแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา โดยมีการนำร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา 4 ฉบับที่อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกามา ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความเห็นมาพิจารณาประกอบว่าองค์ประกอบสำคัญในร่างกฏหมายดังกล่าวสอดคล้องหรือตอบสนองต่อแผนปฎิรูปประเทศด้านการศึกษาในส่วนของอุดมศึกษาที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งพบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22923</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษา, ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ, ปรับโครงสร้างศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180718/image_mid_5b4e9184d2303.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระฯจี้สพฐ.แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นรูปธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6พ.ย.61-นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายอยากให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยขณะนี้ภาพรวมของโรงเรียนขนาดเล็กในปี 2561 มีอยู่ทั้งสิ้น 15,089 แห่ง ซึ่งปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กมีความซับซ้อน เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ และการที่อัตราการเกิดลดลง แต่โรงเรียนยังคงต้องมีอยู่พร้อมกับการแบกรับค่าใช้จ่าย รวมถึงปัญหางบประมาณ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายรถรับส่งที่ต้องนำเด็กไปเรียนร่วมกับโรงเรียนในเมือง ซึ่งประเด็นนี้บางครั้งอาจทำให้ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจนบางครั้งก็ไม่อยากส่งลูกหลานตัวเองไปเรียน ซึ่งก็ก่อให้เกิดปัญหาเด็กไม่ไปโรงเรียน และเป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส กล่าวต่อว่า ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมการอิสระฯ มองว่าน่าจะเป็นไปได้แม้โรงเรียนขนาดเล็กจะมีครูน้อย แต่อาจทำให้ครูได้ใกล้ชิดเด็กทำให้คุณภาพการเรียนการสอนทั่วถึง โดยที่เราไม่ต้องมุ่งเน้นการสอนที่เป็นเนื้อหาสาระแต่เน้นการสอนการสร้างสมรรถนะการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติไปศึกษาข้อมูลการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มเติม เนื่องจากปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กมีความหลากหลาย โดยอาจจัดเป็นกลุ่มโรงเรียนในการแก้ปัญหา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับที่จะไปวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะเดียวกันจะมีการจัดทำประชาพิจาณณ์รับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมถึงเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (รองเลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า สำหรับกระบวนการการแก้ไขปัญหาต้นสังกัด สพฐ.รับจะไปดำเนินการในการหารูปแบบวิธีการการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งธนาคารโลกก็ได้พยายามช่วยหาวิธีการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กร่วมด้วย ทั้งนี้ความความยั่งยืนของการแก้ไขก็คือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพ รวมถึงการสร้างระบบบริหารจัดการที่สนองตอบบริบทของโรงเรียน รวมถึงการจัดกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กแบบดูตามบริบท เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมจะเปลี่ยนแปลงโรงเรียนขนาดเล็กได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21473</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นพ.จรัส สุวรรณเวลา, บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษา, แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be19563efe33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 18:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษาบูรณะกฎหมายดูแล3กลุ่มบุคคลพิเศษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ดอิสระฯ ปฏิรูปการศึกษา 3กลุ่มบุคคลพิเศษ &amp;nbsp;ทั้งกลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เล็ง กำหนดมาตรการดูแลในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปการศึกษา สำหรับบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพราะคณะกรรมการอิสระฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กพิเศษ โดยการมุ่งดูแลให้เด็กเหล่านี้มีคุณภาพและได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงดูแลไปถึงเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคม เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ลูกติดเชื้อเฮชไอวี เป็นต้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะต้องหาวิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างอย่างหลากหลาย พร้อมกับหากระบวนการคัดกรองที่ถูกต้อง หรือจัดทำแผนปฏิรูปการศึกษาเฉพาะกลุ่มเด็กเหล่านี้ เพราะไม่อยากให้เด็กเหล่านี้เป็นตัวปัญหาของสังคม และปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือ มีโรงเรียนบางแห่งอยากให้โรงเรียนมีลำดับคะแนนการทดสอบทางการศึกษาต่างๆ ที่สูงก็พยายามกันเด็กเหล่านี้ไม่ให้มาเข้าสอบ เพื่อเป็นตัวถ่วง ฉะนั้นใน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ที่กำลังจัดทำจะมีการกำหนดเป็นมาตราหนึ่งสำหรับดูแลเด็กพิการ เด็กความสามารถพิเศษ และเด็กกลุ่มที่มีความต้องการดูแลเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551 ซึ่งดูแลเด็กกลุ่มนี้ แบ่งกลุ่มเด็กพิการออกเป็น 9 ประเภทเท่านั้น แต่ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... นี้ จะมีการแบ่งเป็น 10 ประเภท โดยจะเพิ่มบุคคลที่มีความพิการทั้งหูหนวกและตาบอดในคนๆ เดียวกัน ซึ่งเดิมอยู่ในความพิการซ้ำซ้อน และแม้จะมีการบรรจุการดูแลเด็กพิการเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในสภาพความเป็นจริงการดูแลยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้เด็กพิการ หรือเด็กพิเศษยังไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นอกจากนั้น ปัจจุบันนี้มีเด็กพิการที่เกิดความพิการแบบไม่เห็นเด่นชัด ได้แก่ เด็กโรคการเรียนรู้บกพร่อง (แอลดี) เด็กที่มีความบกพร่องและพฤติกรรม มีปัญหาทางการสื่อสาร และเด็กสมาธิสั้น ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการบรรจุในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ให้ครอบคลุมเด็กพิเศษทุกกลุ่มอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางดารณี กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยระบุว่ามีเด็กแอลดี จำนวน 300,000 คน แต่เมื่อคณะทำงานได้ทำการสำรวจเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่าเด็กที่เป็นแอลดีจริงๆ มีเพียงร้อยละ 37 เท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่มีเด็กแอลดีจำนวนมาก เนื่องจากโรงเรียนไม่มีระบบคัดกรอง และเมื่อเห็นว่าเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็ระบุว่าเป็นเด็กแอลดีทั้งหมด เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ต้องสอบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) อีกทั้งยังพบว่า โรงเรียนผลักให้เด็กแอลดีไปอยู่ในกลุ่มพิการ เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเด็กพิการ 2,000 บาท หรือในส่วนของเด็กออทิสติกในโรงเรียนยังขาดครูที่คอยดูแล ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้หลายคนมีความอัจฉริยะ แต่เมื่อโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้ก็จะผลักเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียน หรือ เด็กสมาธิสั้นที่ตอนนี้มีจำนวนเพิ่มจากเดิมร้อยละ 5-10 เมื่อครูไม่เข้าใจพยายามผลักเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียนเช่นกัน ทั้งที่เด็กกลุ่มแอลดี เด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น มีความสามารถสูง บางคนเป็นเด็กอัจฉริยะ ดังนั้นจึงถือว่าเด็กเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการอิสระฯ จะให้ความสำคัญกับระบบคัดกรองเด็กช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ โดยจะมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ไปคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อม เพื่อสร้างห้องเรียนพิเศษให้แก่เด็กเหล่านี้ที่อยู่ในบริบทของโรงเรียนทั่วไปก่อนเคลื่อนเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนร่วมปกติ พร้อมกับให้ สพท.จัดหานักจิตวิทยาประจำโรงเรียน รวมถึงอาจมีการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ครูแนะแนวในเรื่องนี้ และการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น&amp;rdquo;รองประธานคกก.อิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 ได้กำหนดในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี การจัดการศึกษาเด็กพิการเป็นไปอย่างดี แต่ในกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาสกลับไม่ได้รับการดูแล ตอบสนองตามความต้องการเท่าที่ควร ทางคณะกรรมการอิสระฯ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้ทำงานร่วมกัน และพิจารณาว่าจะดูแลเด็กทั้ง 3 กลุ่มอย่างจริงจัง โดยในกลุ่มของที่ 3 หรือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ได้มีนิยามใช้ชื่อใหม่ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขึ้น มีหลักการดูแลเด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ภายใต้เป้าหมายเน้นเรื่องการเรียนร่วมกัน พัฒนาให้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งเรื่องหลักสูตร การสอน การดูแล สนับสนุนส่งเสริมต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ พร้อมจัดระบบการสนับสนุนให้เอื้อ ทั้งระบบการคัดกรอง การวินิจฉัย มีครูและนักวิชาชีพ การบริหารจัดการที่จะเอื้อ การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9738</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปฎิรูปการศึกษา, 3กลุ่มเด็กพิเศษ, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษา, พรบ.การศึกษาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a82c42f959e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
