<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัน‘อีอีซี’ตามเป้าหมาย เร่งเครื่องระเบียงผลไม้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ เผยเดินหน้าอีอีซียังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะมีโควิด-19 หลายประเทศสนใจลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้ำบอร์ดอีอีซีเน้นกระจายการลงทุนในพื้นที่ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก &amp;quot;บอร์ดอีอีซี&amp;quot; จี้ทุกหน่วยงานเร่งเครื่องโครงการระเบียงผลไม้ หวังดันรายได้เกษตรกรเพิ่ม 30% พร้อมเปิดแผนพัฒนา 5G ในอีอีซี ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ประโยชน์ ดึงภาคธุรกิจหมื่นแห่งใช้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 1 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ว่า วันนี้มีการติดตามความก้าวหน้าของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ผลปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมในหลายๆ กิจกรรม และที่สำคัญการดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องส่งมอบให้โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดูแล รวมถึงการหาที่อยู่อาศัยให้ โดยเฉพาะผู้บุกรุกเขตการทางรถไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการพัฒนา เราต้องลดปัญหาของประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งเราไม่ได้บังคับ แต่ต้องเห็นใจว่าบางอย่างเป็นเรื่องของกฎหมายที่เราต้องดูแลเพื่อใช้ประโยชน์ให้สูงสุด
นายกฯ กล่าวว่า การประชุมวันนี้เน้นในเรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยอันดับหนึ่งคือประเทศญี่ปุ่น จีน&amp;nbsp; เนเธอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศกำลังสนใจที่จะเข้ามา&amp;nbsp; ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ของเรา ดิจิทัล และเครือข่าย 5 จี&amp;nbsp; ซึ่งส่วนนี้เราทำได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนหลายปีล่วงหน้า คือการลงทุนพื้นฐานที่ใช้งานแล้วในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ทั้งภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แพลตฟอร์ม หน่วยจัดเก็บข้อมูลคลาวด์ ซึ่งมีการลงระบบปักเสาไปแล้ว และจะขยายไปในอำเภอของจังหวัดที่เหลือคือฉะเชิงเทราและชลบุรี ให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ โดยจะมีการปักเสาเพิ่มเติมประมาณ 200 เสา ซึ่งจะมีการลงทุนต่างๆ เพิ่มเติม นี่เป็นเรื่องอนาคตของประเทศ
&amp;quot;ผมสั่งการให้อีอีซีให้ข้อมูลเพิ่มเติมทุก 3 เดือน&amp;nbsp; ทุกอย่างยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ถึงแม้จะติดเรื่องโควิดก็ตาม แต่ได้มีการติดต่อกับเอกอัครราชทูต นักลงทุนต่างๆ มายังผม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบแนวทางในการลงทุนในระยะต่อไป ผมคิดว่านี่คืออนาคตของประเทศ ปัญหามันต้องเกิดทุกพื้นที่ แต่ปัญหาทุกปัญหาต้องแก้ไขได้ เราพร้อมเผชิญหน้าอุปสรรคและแก้ปัญหา และให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด&amp;quot;&amp;nbsp; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โดยภาพรวมการขอรับส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีปี 2563 มีทั้งสิ้น 453 โครงการ มูลค่าการลงทุน&amp;nbsp; 2.08 แสนล้านบาท คิดเป็น 43% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ก็มีความก้าวหน้า การเตรียมพื้นที่โครงการ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน งานรื้อย้ายสาธารณูปโภคเร็วกว่าเป้าหมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ดูแลประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ต้องส่งมอบให้การดำเนินการสาธารณูปโภคพื้นฐาน พร้อมย้ำรัฐบาลพร้อมเผชิญหน้าอุปสรรคและเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด และได้ย้ำแนวทางสำคัญในการสร้างความสมดุลการลงทุน เน้นเปิดกว้างให้เกิดการกระจายการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีความรู้ ดึงความชำนาญและนวัตกรรมจากทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับการพัฒนา ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่&amp;nbsp; Statrup ไทยที่มีศักยภาพ เพื่อให้เม็ดเงินถูกดึงออกมาใช้ลงทุน ช่วยแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งทุกโครงการต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังสั่งการให้ EEC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมทุก 1-3 เดือน เพื่อให้นักลงทุนต่างๆ และประชาชนรับทราบถึงการลงทุนในระยะต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบและพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินงานอีอีซี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ ความคืบหน้าโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) โดยล่าสุด สกพอ.ได้ร่วมกับ อบจ.ระยอง เตรียมจัดทำระบบสมาชิกชาวสวนผลไม้และกลุ่มสหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ โดยระยะแรกจะคัดเลือกจากกลุ่มชาวสวนทุเรียนที่ได้รับมาตรฐานสากลสำหรับส่งออก (GAP) ในเบื้องต้นโครงการอีเอฟซีตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น 20-30%
ทั้งนี้ กรอบการขับเคลื่อนโครงการจะดำเนินการใน 4&amp;nbsp; แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาความต้องการตลาด เน้นศึกษาความต้องการ รสนิยม การบริโภคทุเรียน มังคุด และผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มจากตลาดประเทศจีน 2.วางระบบการค้าใหม่ผ่านการค้าออนไลน์ (E-Commerce) และการประมูลออนไลน์ (E-Auction) พร้อมพัฒนาลงทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อขยายการส่งทางอากาศสู่ตลาดโลก เกษตรกรได้รับรายได้ตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง 3.จัดทำระบบห้องเย็น รักษาคุณภาพผลไม้ให้ส่งขายตลอดปี และ 4.จัดระบบสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องใช้เทคโนโลยีพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ตรงความต้องการตลาด
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นชอบการเร่งเครื่องสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยจะเร่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุง เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ อาทิ การจัดระบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop Service และ Single&amp;nbsp; Window อำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากรต่างๆ การกำหนดอัตราภาษีที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ เร่งดำเนินการเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ให้เกิดการลงทุนรวมอุตสาหกรรมใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคณิศกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังรับทราบแนวทางการดำเนินงานผลักดันการใช้ประโยชน์จาก 5G และการลงทุนพัฒนาระบบ 5G ในพื้นที่อีอีซี โดยมีแนวทางที่สำคัญ ดังนี้ 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน : จากสัญญาณ สู่ข้อมูลกลาง&amp;nbsp; ติดตั้งแล้วเกิน 80% ของพื้นที่ 2.ด้านการใช้ประโยชน์ :&amp;nbsp; ก้าวสู่ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเพิ่มผู้ใช้ 5G ในภาคการผลิต ผลักดันภาคธุรกิจ โรงงานในอีอีซี 10,000&amp;nbsp; แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หน่วยราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล กลุ่มเอสเอ็มอี ให้มาใช้ 5G&amp;nbsp; ขณะเดียวกันจะนำ 5G สร้างประโยชน์ชุมชน ให้ชุมชนใช้ประโยชน์ 5G สูงสุด&amp;nbsp; ผลักดันให้บ้านฉางก้าวสู่ต้นแบบชุมชนอนาคต รวมทั้งนำ&amp;nbsp; 5G มาใช้ประโยชน์ในแผนพัฒนาภาคเกษตร เกิดระบบเกษตรอัจฉริยะ และสนับสนุนการใช้ดิจิทัลเพื่อดูแลสุขภาพชุมชน รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่จาก 5G ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ 5G ในการพัฒนาหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ด้านการพัฒนาบุคลากร เยาวชนไทย คือหัวใจ 5G&amp;nbsp; โดยได้ผลักดันเอกชน และสนับสนุนให้ทุกบริษัทที่จะมาลงทุนด้านดิจิทัล ให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาคน โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการของเอกชน ตั้งเป้าหมาย 3 ปี (2564-2566) รวม 115,282 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8,392 คน มีแผนในปี 2564-2565 จำนวน&amp;nbsp; 62,890 คน และประสานกับบริษัทชั้นนำ เช่น Huawei, HP&amp;nbsp; ผลิตบุคลากรร่วมกันอย่างน้อย 44,000 คน และ 4.ด้านการมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ทุกภาคส่วน ให้เกิดการรับรู้การใช้ประโยชน์จาก 5G&amp;nbsp; และร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94688</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC, บอร์ดอีอีซี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ระเบียงผลไม้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีอีซี, เร่งเครื่องระเบียงผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cf3d64a09a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีโชว์ยอดลงทุนรวมในพื้นที่ปี 63 มีมูลค่าเกิน 2 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เปิดเผยถึงภาพรวมขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในรอบปี 2563 (ม.ค.- ธ.ค 2563) ที่ผ่านมาว่า มีทั้งสิ้น 453 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 208,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศเป็นการลงทุนจากต่างประเทศรวม 115,000 ล้านบาท คิดเป็น 55% ของมูลค่าขอรับส่งเสริมทั้งหมดใน อีอีซี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนใน อีอีซี สูงสุด มูลค่าการลงทุน 50,455 ล้านบาท คิดเป็น 44% และอันดับสองเป็นนักลงทุนจากจีน มูลค่าการลงทุน 21,831 ล้านบาท ด้านความคืบหน้า โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในปี 2563 จาก 453 โครงการ ได้อนุมัติคำขอแล้ว 292 โครงการ คิดเป็น 64% ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 172 โครงการ คิดเป็น 59% และได้เริ่มโครงการแล้ว 79 โครงการ คิดเป็น 46% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบในการเดินหน้าพัฒนาโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี) ช่วยเกษตรกรรายได้มั่นคง ผลไม้ไทยแข่งขันได้ทั่วโลก โดยได้ลงนามความร่วมมือ(เอ็มโอยู) การจัดทำระบบห้องเย็น เกิดความร่วมมือ 3 ฝ่าย โดยหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) จะต้องวางกลไกบริหาร ประสานเอกชน ผู้นำท้องถิ่น สหกรณ์ พร้อมพัฒนาการแปรรูป ประมูลสินค้า และการส่งออก สร้างรายได้สูงสุดตรงสู่เกษตรกร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)จะทำการลงทุนระบบห้องเย็นขนาด 4,000 ตัน ด้วยเทคโนโลยีคงคุณภาพผลไม้ให้เหมือนเก็บจากสวน ยืดอายุไม่ต้องรีบส่งขาย และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) จะจัดหาพื้นที่บริเวณสมาร์ทปาร์ค มาบตาพุด โดยระบบห้องเย็น จะนำร่องด้วย ทุเรียน และผลไม้อื่น ๆ ต่อยอดไปยังอาหารทะเล ที่จะช่วยรักษาความสดใหม่ ให้เกษตรกรขายได้ตลอดปี มีรายได้มั่นคง สม่ำเสมอ ผลไม้ไทยแข่งขันได้ทั่วโลก พร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางตลาดผลไม้โลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการขับเคลื่อนอีเอฟซีจะยกระดับภาคเกษตรไทย โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยช่วยสนับสนุน การค้า การขนส่ง การเพาะปลูก ผลผลิตตรงความต้องการของตลาด ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาความต้องการตลาด สำรวจตลาดทั้งในและต่างประเทศ 2.วางระบบการค้าสมัยใหม่ ผ่านการค้าออนไลน์ และพัฒนาและลงทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ขนส่งทางอากาศได้จำนวนมาก 3.จัดทำระบบห้องเย็น ที่ทันสมัย จึงทำให้รักษาคุณภาพผลไม้สดใหม่ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการระยะแรกภายใน 12 เดือน &amp;nbsp;และ4.จัดระบบสมาชิก อบจ.ระยอง จะช่วยรวบรวมสมาชิกสวนทุเรียน เพื่อนำร่องโครงการ โดยสมาชิกที่ร่วมโครงการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางเร่งฝึกอบรมสร้างบุคลากร เสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐ บรรเทาสถานการณ์โควิด 19 โดยในพื้นที่ อีอีซี ระยะต่อไป นอกจากจะเร่งการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับประเทศแล้ว ยังต้องทำนโยบายที่เน้นมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแรงจากโควิดมากขึ้น โดยการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบ Demand driven (อีอีซี โมเดล) เป็นหนึ่งในกลไกเสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐจากผลกระทบโควิด เพื่อสนับสนุนให้แรงงานมีรายได้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทยังคงการจ้างงาน ซึ่งได้ดำเนินการเพิ่มเติม 3 โครงการ อีกกว่า 12,220 คน ซึ่งจะทำให้ภายในปี 2565 อีอีซี จัดการพัฒนาทักษะบุคคลากร รวมทั้งสิ้นได้กว่า 91,846 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ประชุมยัง รับทราบความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งการดำเนินงาน ป็นไปตามแผนคณะทำงานเร่งรัด ฯ และมีความคืบหน้าต่อเนื่องเป็นลำดับ โดยการรื้อย้ายสาธารณูปโภค เพื่อเปิดพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมสามารถส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ภายในเดือนมี.ค. 2564 และการส่งมอบพื้นที่เวนคืน อยู่ในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายโดย รฟท. ซึ่งจะส่งมอบพื้นที่อย่างช้าภายในเดือนก.ย. 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญี่ปุ่น, บอร์ดอีอีซี, ลงทุน, ลงทุนในอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d4de275ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
