<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 07:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 07:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา&#039;ไทย&#039;จ่อขยับอันดับยอดติดเชื้อโควิดโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 &amp;ndash; สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ทั่วโลกตามเวลา 07.25 น. ตามเวลาในประเทศไทย พบว่ามีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 226,584,911 คน เพิ่มขึ้น 485,084 คน เสียชีวิต 4,661,317 คน เพิ่มขึ้น 8,651 คน และรักษาหายแล้ว 203,249,043 คน เพิ่มขึ้น 535,919 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด อันดับแรกยังคงเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีผู้ติดเชื้อ 42,266,677 คน เพิ่มขึ้น 123,121 คน และเสียชีวิต 682,280 คน &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 1,873 คน ตามมาด้วยอินเดียมีผู้ติดเชื้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;33,315,512 คน เพิ่มขึ้น 27,491 คน และเสียชีวิต 443,528 คน เพิ่มขึ้น 281 คน และอันดับสามคือบราซิลมีผู้ติดเชื้อ 21,019,830 คน เพิ่มขึ้น 13,406 คน และเสียชีวิต 587,847 &amp;nbsp;คน เพิ่มขึ้น 709 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศไทยนั้นยังอยู่ที่อันดับ 29 ของโลก แต่น่าจับตาว่าเร็วๆ นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงและขยับอันดับเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะจากตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุดของเมื่อวันที่ 14 ก.ย.จากตัวเลขผู้ติดเชื้อ ซึ่งอันดับที่ 28 คือ บังคลาเทศที่มีผู้ติดเชื้อ 1,534,440 คน มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเพียง 2,074 คน ในขณะที่ไทยอันดับที่ 29 นั้นมีผู้ติดเชื้อ 1,406,542 คน มีผู้ติดเชื้อถึง 11,786 คน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116739</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคลาเทศ, ประเทศไทย, สถานการณ์การแพร่ระบาด, โควิด-19, ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_61413eb54549e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเคลียร์ทางหนุนเอกชนลุย 5 ตลาดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอ ศึกษา 5 ตลาดใหม่ พร้อมทำข้อมูลอำนวยความสะดวกนักลงทุนเตรียมพร้อมลดความเสี่ยงและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น ย้ำเป็นโอกาสสำคัญของไทยเพราะยังเป็นแหล่งใหม่คนทำธุรกิจน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (มูลนิธิ สวค.) จัดทำผลศึกษาข้อมูลด้านการลงทุนของกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สาธารณรัฐเคนยา สาธารณรัฐซูดาน สาธารณรัฐอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ ซึ่งบีโอไอได้จัดทำเป็นข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยได้ศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมก่อนไปลงทุนจริงในต่างประเทศ อาทิ ขั้นตอนการเริ่มต้นทำธุรกิจ หน่วยงานที่ต้องติดต่อประสานงาน ข้อกฎหมายที่ควรรู้ ตลอดจนกลยุทธ์ในการทำธุรกิจแต่ละประเภท ซึ่งเพื่อลดความเสี่ยงหรือปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลาดใหม่ทั้ง 5 ประเทศ ยังมีโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนสูงเนื่องจากยังมีผู้บุกเบิกเข้าไปไม่มากนัก โอกาสทางธุรกิจจึงยังเปิดกว้างสำหรับนักลงทุนไทย ขณะเดียวกันยังพบว่าอุปสรรคสำคัญของนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นตอนการเริ่มต้นทำธุรกิจ จึงเชื่อว่าผลการศึกษาครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้นักลงทุนไทยได้ใช้เป็นข้อมูลต่อยอดประกอบการพิจารณาตัดสินใจ เกี่ยวกับข้อดีข้อเสียก่อนในการเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศฃ&amp;rdquo;นายโชคดี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ ทั้งน้ำมัน เหมืองแร่ และทรัพยากรทางทะเล นักลงทุนไทยควรเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องของค่าเงิน กฎระเบียบด้านการลงทุนและผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ โดยอิหร่านมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ นิคมอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่อิหร่านต้องการให้เข้ามาลงทุน คือ พลังงานแสงอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สาธารณรัฐเคนยา จุดเด่นสำคัญคือ เรื่องกฎระเบียบที่รัฐบาลเคนยากำลังปรับปรุงให้ง่ายและสะดวกต่อการลงทุน มีนโยบายด้านการลงทุนจะส่งเสริมผ่านมาตรการทางภาษี แต่ข้อจำกัดคือ ตลาดในประเทศมีขนาดเล็ก ทำให้มีกำลังซื้อน้อย ประชากรมีรายได้ต่อหัวต่ำ นักลงทุนไทยเหมาะที่จะใช้เคนยาเป็นฐานการผลิตเพื่อขยายการลงทุนไปยังตลาดยุโรปและอาหรับ อุตสาหกรรมที่เคนยาต้องการคือ พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร ยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสาธารณรัฐซูดาน เป็นประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเต็มที่ ให้นักลงทุนต่างชาติถือครองกิจการได้ 100% ซูดานต้องการกระตุ้นการลงทุนในทุกอุตสาหกรรม แต่ที่ต้องการเป็นพิเศษ ได้แก่ น้ำมัน ทองคำ และสินค้าเกษตร ด้านสาธารณรัฐอินเดีย ศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า เหมาะที่นักลงทุนไทยจะใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติที่มีเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นจึงขยายไปยังตลาดที่ใหญ่กว่าได้แก่ บังคลาเทศ อินเดียส่วนกลาง และทิเบต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมที่เหมาะในการลงทุนคือ เกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค ยาเวชภัณฑ์ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า และสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ เรื่องต้นทุนค่าแรงที่ต่ำและมีแรงงานในระบบจำนวนมาก จุดที่ควรระมัดระวังของบังคลาเทศ คือมาตรการและกฎระเบียบต่าง ๆ มีความซับซ้อน อุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยควรไปลงทุน คือ อาหาร เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมสิ่งทอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17364</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ซูดาน, บังคลาเทศ, บีโอไอ, ศึกษาข้อมูลด้านการลงทุน, อินเดีย, อิหร่าน, เคนยา, โชคดี แก้วแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b987662c1f80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 18:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 18:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีเด็ด &#039;ศุภชัย&#039; พาช้างศึกรอดตายไล่เจ๊าบังคลาเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศุภชัย ใจเด็ด ดาวรุ่งวัย 19 ปี ช่วยให้ทีมชาติไทยรอดพ้นความพ่ายแพ้ &amp;nbsp;2 นัดรวด &amp;nbsp;แมทช์สองซัเประตูไล่ตีเสมอในนาทีที่ 80 ช่วยให้ ช้างศึกเอเชี่ยนเกมส์ ไล่เจ๊า บังคลาเทศ 1-1 ในการแข่งขันฟุตบอลชายในศึกเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ปากันสารี สเตเดียม ในจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ทีมชาติไทยยังอาการไม่ดี ผ่าน 2 นัดเก็บได้เพียง &amp;nbsp;2 แต้ม นัดหน้าเจอ อุซเบกิสถาน 19 สิงหาคม โดยจะเตะเวลา 19.00 น. ที่สนามปากันสารี ถ่ายทอดสดทางช่อง เวิร์คพอยท์ 23 โดยทีมชาติไทยต้องชนะเท่านั้น ถ้าจะลุ้นเข้ารอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีฬาฟุตบอล, จาการ์ตา, จาการ์ตา-ปาเลมบังเกมส์, จาการ์ตา-ปาเลมบังเกมส์2018, ช้างศึก, ช้างศึกยู23, ช้างศึกเอเชียนเกมส์, ทีมชาติ, ทีมชาติไทย, บังคลาเทศ, ปาเลมบัง, ลุยเอเชียนเกมส์, อินโดนีเชีย, เอเชียนเกมส์, เอเชียนเกมส์ 2018</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b75627b848a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยชี้แจงเที่ยวบิน ทีจี 321 ยางระเบิดที่บังกลาเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การบินไทย ชี้แจงกรณีเที่ยวบินที่ ทีจี 321 วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 เส้นทาง กรุงเทพฯ-ธากา ประเทศบังคลาเทศ เกิดอุบัติการณ์ยางล้อเครื่องบินแตกขณะลงจอด เร่งหาสาเหตุยางระเบิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.61-เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า วันนี้ (24 กรกฎาคม 2561) เที่ยวบินที่ ทีจี 321 บรรทุกผู้โดยสาร จำนวน 172 คน และลูกเรือ 14 คน ทำการบินเส้นทาง กรุงเทพฯ-ธากา ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-200 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 10.35 น. เดินทางไปยังเมืองธากา เมื่อเครื่องบินถึงท่าอากาศยานเมืองธากา เวลา 12.10 น. (เวลาท้องถิ่น) นักบินได้ทำการลงจอด ขณะนั้นมีฝนตกหนักและพบว่ายางล้อเครื่องบินแตกขณะลงจอด ซึ่งนักบินสามารถควบคุมการลงจอดได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผู้โดยสารและลูกเรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะรีบดำเนินการนำล้ออะไหล่ไปเปลี่ยนและจะนำผู้โดยสารในเที่ยวบินขากลับ เที่ยวบินที่ ทีจี 322 ในเส้นทาง ธากา-กรุงเทพฯ เดินทางกลับด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 340 ของวันถัดไป (25 กรกฎาคม 2561) ด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับผู้โดยสาร โดยจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานเมืองธากา เวลา 02.00 น. (เวลาท้องถิ่น) และเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 05.30 น. อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14032</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ-ธากา, การบินไทย, บังคลาเทศ, ยางล้อเครื่องบินแตก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180618/image_big_5b278756b8aeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
