<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประยุทธ์’ไม่ลาออก ซัดอานนท์เพ้อเจ้อหวังเรียกผู้ชุมนุมยํ้าใช้มาตรา112ฟันม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตอกกลับ &amp;quot;อานนท์&amp;quot; ปูดข่าวลาออกหวังระดมมวลชน 25 พ.ย.นี้ให้มากขึ้น ซัดพูดไม่มีข้อมูลจะเชื่อถือต่อไปอีกหรือ แจงการบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตราเพราะประชาชนรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แบะท่าใช้ ม.112 ด้วย พปชร.หนุนแถลงการณ์นายกฯ ย้อนเกล็ด &amp;quot;โรม&amp;quot; เท่ากับยอมรับม็อบทำผิด ม.112&amp;nbsp; โฆษก พท.ซัด &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู &amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; แฉม็อบ 3 นิ้วถือฤกษ์ 25 พ.ย.บุกสำนักทรัพย์สินฯ ที่แท้วันเกิด &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ตำรวจระบุตัวบุคคลทำผิดหลายข้อหาหน้าสภา-สตช.ได้แล้วกว่า 30 คน นัดถกขอบเขตการใช้ ม.112 เสาร์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน นายอานนท์ นำภา หนึ่งในแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;quot;อานนท์ นำภา&amp;quot; ระบุข้อความสั้นๆ ว่า &amp;quot;ประยุทธ์อาจลาออกก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้&amp;quot; ทำให้มีผู้มากดไลค์ แสดงความเห็น และส่งต่อข้อความดังกล่าวออกไปจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้น นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ภารกิจทุกอย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงดำเนินการตามปกติ และนายกฯ ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันในช่วงเย็นของวันเดียวกันนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก&amp;nbsp; ครั้งที่ 27 รวมถึงภารกิจอื่นๆ ก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ ยืนยันว่านายกฯ ไม่มีการพูดคุยถึงประเด็นอื่นๆ แต่อย่างใด ขอให้ดูด้วยว่าข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่าเพิ่งตื่นตระหนก และขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลด้วย และที่สำคัญต้องดูคนโพสต์ด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มม็อบคณะราษฎรข้อหา พ.ร.บ.คอมพ์ที่ สน.ทองหล่อ พร้อมข้อความอธิบาย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนอย่าง ชัดเจนมาตลอดว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการโพสต์ข้อความว่า พล.อ. ประยุทธ์อาจลาออก และมีการกำหนดช่วงเวลาที่อาจจะลาออกอย่างชัดเจนคือก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นการจงใจปลุกปั่น สร้างกระแส ทำให้สังคมเกิดความสับสน เข้าใจผิดจากข้อความดังกล่าว เป็นอาญาแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เวลา 18.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า &amp;quot;ที่มีข่าวว่าผมจะลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย. ก็ลองไปถามคนพูดดูว่าเอาข้อมูลจากไหน ผมไม่เคยติดต่อกับเขา และทราบว่าจะมีการชุมนุม 25 พ.ย.นี้ ดังนั้นคิดว่าคงพูดเพื่อหวังระดมมวลชนและประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ และคิดว่าคนที่พูดเรื่องแบบนี้พูดไม่ตรง พูดโดยไม่มีข้อมูลแบบนี้ เราจะเชื่อถือได้อีกต่อไปหรือไม่ ผมคงตอบได้เท่านี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) ที่ระบุว่าจะใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น เป็นแถลงการณ์เตือนประชาชนให้รับทราบว่ารัฐบาลจำเป็นใช้กฎหมายทุกฉบับ ซึ่งที่ผ่านอาจมีการอะลุ่มอล่วยกันบ้าง แต่ขณะนี้เกินเลยไปมากแล้ว จึงคิดว่าสิ่งที่ตนรับมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขายอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ดังนั้นเราต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่และเป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานตามหน้าที่อยู่แล้ว ดังนั้นใครที่ไม่ทำความผิดก็ไม่น่าจะเดือดร้อน แต่คนที่ดูอยู่เขาก็จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งก็มีการร้องทุกข์กล่าวโทษในกฎหมายฉบับนี้มาจำนวนมาก จึงต้องฟังเขาด้วย ไม่ใช่ฟังข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นทุกคนต้องกลับมาในเส้นทางปกติดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม วันนี้การบริหารราชการแผ่นดินก็กำลังเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์
เล็งใช้มาตรา 112 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะมีการใช้มาตรา 112 ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้อนถามว่า &amp;quot;ทำไม ก็เป็นกฎหมายทุกฉบับ สื่อเข้าใจคำว่ากฎหมายทุกฉบับหรือไม่ เข้าใจภาษาไทยหรือไม่ แปลภาษาไทยกันสิ คำว่ากฎหมายทุกฉบับ&amp;quot; เมื่อถามย้ำว่ารวมถึงมาตรา 112 ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำซ้ำๆ ว่า ทุกฉบับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะเป็นความคิดเห็นจากประชาชนจำนวนมาก ประชาชนทั้งประเทศที่รับไม่ได้ ทำไมสื่อไม่ไปขยายความกับคนที่ทำความดีบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคนไปสาดสีโน่นนี่ แต่วันนี้มีเด็กนักเรียน มีประชาชนต้องมาคอยลบและล้างสี ทำไมไม่พูดถึงคนเหล่านี้บ้าง แต่ไปให้ความสำคัญกับคนที่สร้างความสงบเรียบร้อย ทำความผิด ละเมิดสถาบัน ผมว่าไม่ถูก สื่อให้ความสำคัญอย่างนี้ไม่ถูก คนดีๆ เขาทำตั้งเยอะแยะ มันควรจะต้องให้เขามาทำไหม ทำลายสิ่งของทางราชการ ละเมิดสถาบันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมคนหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแถลงการณ์นายกฯ เพราะที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์พยายามประคับประคองประนีประนอมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปให้ได้ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดูแลม็อบด้วยความอดทนอดกลั้น วันนี้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศเริ่มออกมากดดันรัฐบาลว่าทำไมไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะเขาทนกันไม่ไหวที่เห็นคณะราษฎรทำผิดกฎหมาย และจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรง หากไม่บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด จะทำให้ปัญหาบานปลายแน่นอน อยากจะขอร้องน้องๆ ให้ทบทวนแนวทางการเคลื่อนไหวว่ามันถูกต้องหรือไม่ เพราะการชุมนุมไม่ได้สันติแล้ว และฝากไปยังเครือข่ายอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล วันนี้ยังหน้ามืดใจมัว สนับสนุนม็อบจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อีกหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อแถลงการณ์นายกฯ ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด ที่จะบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรา ซึ่งรวมถึงมาตรา 112 ด้วย ถือได้ว่านายรังสิมันต์ได้แสดงความคิดเห็นแบบอวดฉลาด จนพลาดท่ายอมรับไปในตัวเองแล้วว่าการชุมนุมต่างๆ ที่ผ่านมามีการฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะในแถลงการณ์นายกฯ ไม่ได้มีการเอ่ยถึงกฎหมายมาตราใดมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง การที่นายรังสิมันต์รีบออกมาวิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 นั้น จึงเสมือนร้อนตัวจนยอมรับว่าม็อบมีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 112 จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำ สอดคล้องกับภาพที่ประชาชนคนไทยมองเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ทิพานันกล่าวว่า การชุมนุมที่ผ่านมาของคณะราษฎรเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ หลายมาตรา ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรคก้าวไกลมักเข้าร่วมการชุมนุมแทบทุกครั้ง อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 45 พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่บัญญัติห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการหรือส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งมีโทษยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92 (3)&amp;nbsp; หากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนจนมีการดำเนินคดีอาญามาตรา 112 กับแกนนำผู้ชุมนุม ก็อาจทำให้พรรคการเมืองเข้าข่ายถูกยุบพรรคตามมาตรา 92 (2) พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่บัญญัติว่าพรรคการเมืองมีการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้
นายกฯ ผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักการที่สำคัญคือประเทศไทยปกครองด้วยระบบนิติรัฐ คือรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย ฉะนั้นประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใด มาตราใด หากมีข้อเท็จจริงใดที่เป็นความผิดก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ฝ่ายการเมืองจึงไม่ควรหวั่นไหวกับคำแถลงการณ์ของนายกฯ ไม่ควรโจมตีรัฐบาลจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงสนับสนุนให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและตรงไปตรงมาภายใต้หลักนิติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงแถลงการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าตนเห็นด้วย และมีหลายฝ่ายที่เห็นด้วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย ทำลายทรัพย์สินราชการ ใช้ถ้อยคำก้าวล่วงสถาบันโดยไม่ดำเนินการใดๆ บ้านเมืองจะวุ่นวายมากขึ้น และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างม็อบคณะราษฎรและผู้ที่รับไม่ได้กับสิ่งที่ม็อบคณะราษฎรทำ ส่วนตัวเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมควรลดราวาศอกลงหลังจากที่รัฐสภาลงมติรับหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจากนี้อีก 1 ปี จะได้มีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับ แต่หากทำให้สถานการณ์รุนแรง เชื่อว่าประเทศไทยอาจเกิดทางตันและมีการรัฐประหารขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ออกแถลงการณ์เตรียมยกระดับการใช้กฎหมายเข้มข้นกับผู้ชุมนุมว่า เป็นการผลักดันให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ และเป็นการแสดงออกของรัฐบาลอย่างเปิดเผยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างคือศัตรูของรัฐบาล ไม่ใช่ประชาชนคนไทย ไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจในข้อเรียกร้องของประชาชน หาก พล.อ.ประยุทธ์เตรียมนำกฎหมาย อาญาที่มีความรุนแรงเอาผิดม็อบราษฎรตามที่คนบางกลุ่มเรียกร้อง เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์กำลังสร้างเงื่อนไขการกระทำของตัวเอง เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้กฎหมายด้วยการผลักไสประชาชนให้เข้าใกล้หุบเหวแห่งความสิ้นหวังมากขึ้น การไม่ระบุกฎหมายมาตราไหน ซึ่งถือว่าอันตรายอย่างมากในสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ คนชื่อประยุทธ์กำลังปิดตายทุกทางออก และกำลังสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตรองหัวหน้าพรรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;รัฐมีอำนาจมากกว่าประชาชน อย่าใช้ความรุนแรงนำการแก้ปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ มีทั้งทำได้และทำไม่ได้ ตรงไหนทำได้ก็แก้ไขแล้วแจ้งให้ประชาชนทราบ ตรงไหนทำไม่ได้เพราะผิดหลักการอะไรก็แจ้งไปชัดๆ ตรงไหนพอเทียบเคียงประเทศอื่นๆ ได้ก็เสนอให้ประชาชน ทราบ จะได้เข้าใจตรงกัน ถ้าใช้แต่กฎหมายไล่จับคน ไม่รับฟังปัญหา ก็มีแต่ขยายความรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่ม หลายเครือข่ายที่ระดมกำลังกันมาช่วยทำความสะอาดสีที่เลอะอยู่ตามพื้นและจุดต่างๆ บริเวณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 หลังจากถูกกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรสาดสีใส่เมื่อคืนวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละกลุ่มทยอยเดินทางกันมาตั้งแต่เวลา 09.30 น. ต่างนำอุปกรณ์&amp;nbsp; แปรงขัด ไม้กวาดทางมะพร้าว ฟองน้ำ ทินเนอร์ และน้ำมันสน รวมถึงเกรียงที่มักใช้ในงานช่าง มาช่วยแซะลอกสีที่ติดฝังแน่นอยู่บนผนังกำแพงด้านหน้า ตร.ออกไปก่อนหนึ่งชั้น เพื่อที่เวลานำทินเนอร์และอุปกรณ์มาขัดจะทำให้สีลอกออกได้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่นเดียวกับตามรั้ว พื้นผิวด้านใน และฐานป้ายของ ตร. ซึ่งมีสีติดเลอะและฝังแน่น กลุ่มกลุ่มนักเรียนดี-กลุ่มยุวชน กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน รวมถึงกลุ่มไทยภักดี และภาคประชาชน ได้นำอุปกรณ์ช่วยกันขัดสี ก่อนจะทาสีขาวทับไว้เป็นรองพื้น จากนั้นจึงจะประเมินกันอีกครั้งร่วมกับ ตร.และสำนักงานเขตปทุมวัน ว่าจะใช้สีอะไรทาซ้ำให้เหมาะสมใกล้เคียงกับสีเดิมมากที่สุด ขณะที่ต้นไม้บางส่วนซึ่งปลูกไว้ด้านหน้า ตร. ทางกลุ่มเลือกที่จะถอนออก เพราะยืนต้นตายจากสีที่กระเด็นใส่
ตร.ระบุตัวคนทำผิด 30 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และโฆษก บช.น. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรที่หน้ารัฐสภา ถนนเกียกกาย และที่หน้า ตร. ซึ่งเกิดความเสียหายและความรุนแรงขึ้นทั้ง 2 จุด ว่า ขณะนี้ทั้ง 2 คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบระบุตัวบุคคลที่กระทำความผิดทั้ง 2 จุด เบื้องต้นสามารถระบุตัวบุคคลได้แล้วรวมมากกว่า 30 คน แบ่งเป็นในพื้นที่ สน.บางโพ จากการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาสามารถพิสูจน์ทราบบุคคลได้แล้ว 14 คน ในพื้นที่ สน.ปทุมวัน จากการชุมนุมกันที่หน้า ตร. สามารถระบุตัวและพิสูจน์ทราบบุคคลได้แล้ว 17 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่กระทำความผิดจากการก่อความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดในหลายข้อหา คาดว่าในสัปดาห์หน้าพนักงานสอบสวนจะเริ่มดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งหมดมารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นเรื่องการปะทะกันที่บริเวณหน้ารัฐสภา โฆษก บช.น.กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เรียกตัวผู้ได้รับบาดเจ็บมาให้ปากคำได้แล้วรวม 3 คน โดยเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่แยกบางโพ 1 คน และแยกเกียกกาย 2 คน ซึ่งมีทั้งผู้ชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรและผู้ชุมนุมกลุ่มปกป้องสถาบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลวในวันที่ 21 พ.ย.ว่า ล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่ากลุ่มดังกล่าวมีการแจ้งขอชุมนุมมาที่ตำรวจ ซึ่งหากวันนี้ก่อนบ่าย 2 ยังไม่แจ้งขอชุมนุมก็จะถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุม ส่วนการเตรียมกำลังดูแลการชุมนุมจะมีการประชุมเพื่อจัดเตรียมกำลังและวางแนวทางการป้องกันอีกครั้งในคืนนี้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรและกลุ่มนักเรียนเลวจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่มตามในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น โฆษก บช.น.กล่าวว่า ตำรวจยืนยันว่าขณะนี้จะยังไม่มีการแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากต้องรอการพิจารณากำหนดขอบเขตการแจ้งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีอย่างชัดเจนจาก ตร. ซึ่งในวันจันทร์ที่ 23 พ.ย.นี้ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีการเรียกประชุมหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อขอบเขตให้ชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;นักเรียนเลว&amp;quot; โพสต์ข้อความระบุว่า น.ส.เบญจมาภรณ์ นิวาส หรือพลอย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และนายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ หรือมิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ถูกออกหมายเรียกฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คาดว่าเป็นเหตุจากการขึ้นปราศรัยในชุมนุมวันที่ 15 ต.ค.ไปแยกราชประสงค์ โดยหมายเรียกดังกล่าว ลงวันที่ 17 พ.ย.2563 ระบุให้ทั้ง 2 คนจะต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี วันที่ 30 พ.ย.2563 เวลา 13.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีการระบุข้อความว่า ตอนนี้สภาพจิตใจของพลอยยังดีอยู่ และฝากบอกมายังทุกคนว่า &amp;quot;ขอให้ออกมาร่วมชุมนุมวันพรุ่งนี้ให้เยอะๆ ตอนนี้เขาเริ่มคุกคามเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีแล้ว อย่าปล่อยให้อุดมการณ์ของพวกเราต้องโดดเดี่ยว ออกมาพร้อมกันให้แน่นราชประสงค์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อรัฐบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราแล้ว นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ไม่สนใจ ไม่กลัว ไม่อยู่ในบังคับของรัฐ และถ้าลามไปยังข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตร.ไม่ฟังรัฐเหมือนกัน เมื่อนั้นเรียกว่ารัฐล้มเหลว (failed state) &amp;quot;คงได้เจอเร็วๆ นี้&amp;quot; และโพสต์ว่า เตรียมส่งทนายไปช่วยครับ พลอย เบญจมาภรณ์ นักเรียนชั้น ม.4 และมิน ลภนพัฒน์ นักเรียนชั้น ม.6 ถูกออกหมายเรียก ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เดี๋ยววันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.00 น. พี่เต้จะไปพร้อมกับทนายบุญถาวร ปัญญาสิทธิ์ ที่ สน.ลุมพินีด้วย
แฉ 25พ.ย.วันเกิด&amp;quot;ธนาธร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ระบุว่า นับวันม็อบคณะราษฎรที่คุณสนับสนุน ยิ่งแสดงความหยาบ ความถ่อย สาดสี เทสี สร้างความสกปรก ยั่วยุหยาบคายต่อสถาบันเบื้องสูง ที่อยู่ในศรัทธาของประชาชน จนประชาชนเขาเอือมระอา ชนิดเอือม แล้วเอือมอีก ตอนนี้ประชาชนเขารวมตัวกัน ออกมาช่วยกัน เก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านเมืองหลังจากม็อบที่คุณสนับสนุนได้กระทำไว้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น มันเป็นการสะท้อนว่าสู้อีกร้อยปีคุณก็ไม่มีทางชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่ม็อบคณะราษฎร นัดหมายวันที่ 25 พ.ย. ที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พวกเรารู้นะว่าพวกคุณคิดอะไร อย่าหวังเลยว่าจะเอาฤกษ์เอาชัยวันเกิดไปกระทำในสถานที่เชิงสัญลักษณ์ และไปในสถานที่นี้ และมีแนวโน้มเพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นมา และมากล่าวหาว่าเบื้องสูงเป็นผู้กระทำ บอกเลยว่าใครๆ เขารู้ทันกันหมด อยากจะเตือนคุณนะ การที่เตี่ยคุณหนีร้อนมาพึ่งเย็น สามารถสร้างความร่ำรวยให้ตระกูลได้หลายหมื่นล้านบาท แม้แต่คุณเองก็มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท คุณยังกล้าพูดเหรอว่าสังคมไทยไม่ให้โอกาส ถ้าหากมีสำนึก กิจกรรมวันที่ 25 พ.ย.ที่จะเอาฤกษ์ในวันเกิดคุณ แน่จริงคุณอย่าเอาชีวิตลูกหลานประชาชนไปเสี่ยง คุณเอาคนในครอบครัวคุณออกมาดีกว่า เพราะลูกหลานประชาชนเขาไม่รู้หรอกว่าคุณ กำลังจะเอาความสูญเสียของลูกหลานเขามาสร้างอำนาจต่อรอง&amp;quot; นพ.วรงค์ระบุ และว่า ขอเตือน สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอมให้โอกาสเสมอสำหรับคนที่ผิดแล้วสำนึกผิด แต่ถ้าไม่สำนึก สุดท้ายคุณจะไม่เหลืออะไรเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (สพก.) ต.วังใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ซึ่งนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พร้อมคณะ ได้เดินทางมาร่วมพบปะกับมวลชนอดีตหมู่บ้านเสื้อแดง จ.ลำปาง ที่ต่างสวมเสื้อสีเหลืองมารวมตัวกันแสดงพลังความจงรักภักดีในชื่อกิจกรรม รวมกันที่ลานบ้าน ชวนกินข้าว ฟังเรื่องเล่าพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกับหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือ (ชุมชนเสื้อแดงปกป้องสถาบันฯ) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกิจกรรมได้มีการเสวนาถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์จากปราชญ์ชาวบ้าน และนายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย, นายสมชัย แสงทอง ประธานกองทัพประชาชนเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ภาคเหนือ และอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือ โดยในพื้นที่มี น.ส.นิลุบล มีเมล์ ประธานหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นจังหวัดลำปาง ประธานกองทัพประชาชนเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จ.ลำปาง เป็นแกนนำ จากนั้น น.ส.นิลุบลได้นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ว่าจะทำหน้าที่ในการปกป้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม นายสมชัย แสงทอง ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไข รธน.ในหมวดพระมหากษัตริย์ และเร่งรัดดำเนินคดีต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมเร่งรัดปฏิรูปกระบวนการศึกษาของชาติให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วัฒนธรรมของคนในชาติ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง โดยมีว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ รองผู้ว่าฯ ลำปาง เป็นผู้รับมอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง นายกฯ ตู่ ได้ไปต่อ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,477 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-19 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา เมื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.7 ระบุด้านสุขภาพ ทำให้บัตรประชาชนใบเดียวใช้ได้ทุกโรงพยาบาล รองลงมาคือร้อยละ 95.5 ระบุด้านคมนาคม มีผลงานถนนเส้นทางต่างระดับเชื่อมภูมิภาค,&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้อยละ 94.6 ระบุด้านการศึกษา มีผลงานความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ, ร้อยละ 94.4 ระบุด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; ทำให้เกิดโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC, ร้อยละ 94.0 ระบุด้านคมนาคม มีผลงาน รถไฟฟ้า สายต่าง ๆ ของคนเมือง, ร้อยละ 93.8 ระบุผลงานระดับโลก มีผลงานรับมือวิกฤติโควิด ได้อันดับหนึ่งของโลก, ร้อยละ 92.0 ระบุมีผลงานโครงการคนละครึ่ง แก้ปัญหาปากท้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ถูกจุดตรงเป้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.7 ระบุความขัดแย้งของคนในชาติ ปัญหาบ้านเมืองยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ในขณะที่ร้อยละ 25.3 ระบุควบคุมไม่อยู่แล้ว&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ&amp;nbsp; 90.1 เห็นด้วยที่ควรมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมือง เพื่อทำประโยชน์ให้คนทั้งประเทศมากกว่า เอื้อประโยชน์จัดสรรงบให้พื้นที่ฐานเสียงของตนเท่านั้น ในขณะที่ร้อยละ 9.9 ไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงบุคคลที่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในสถานการณ์แบบนี้มากที่สุด พบว่า อันดับที่หนึ่งส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 ระบุเป็น พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา ทิ้งห่างอันดับสองหลายเท่า คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 15.0&amp;nbsp; อันดับสาม สูสีขึ้นมาเทียบใกล้เคียงอันดับสองคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 14.7 ตามด้วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 7.3 และอื่นๆ เช่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นต้น ร้อยละ 3.7 ตามลำดับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84518</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคับใช้กฎหมาย, บังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา, ประชาชนรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น, ม.112, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวังระดมมวลชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201120/image_big_5fb7d62ac68c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
