<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรสหรัฐสั่งยึดถุงมือยางบริษัทมาเลย์บังคับใช้แรงงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศุลกากรสหรัฐประกาศยึดสินค้าของบริษัท ท็อปโกลฟ ของมาเลเซีย หนึ่งในบริษัทผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดของโลก หลังได้ข้อสรุปว่าบริษัทแห่งนี้บังคับใช้แรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คนงานหญิงสวมหน้ากากอนามัยระหว่างการล็อกดาวน์โรงงานในรัฐสลังงอร์ ของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 (Photo by Faris Hadziq/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท ท็อปโกลฟ ของมาเลเซียมีกำไรเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นสูงขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกรีบเร่งซื้ออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่บริษัทแห่งนี้ ซึ่งผลิตถุงมือยางปีละกว่า 96,000 ล้านชิ้น ต้องเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่อง รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในหอพักคนงานของบริษัท ทำให้คนงานต่างด้าวหลายพันคนติดเชื้อโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (ซีบีพี) มีคำสั่งห้ามนำเข้าถุงมือยางจากบริษัทย่อย 2 แห่งของท็อปโกลฟเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ภายหลังมีข้อสงสัยว่าบริษัทแห่งนี้มีการละเมิดสิทธิแรงงาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีบีพีประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคมตามเวลาในสหรัฐว่า มีข้อมูลที่เพียงพอสรุปได้ว่าบริษัท ท็อปโกลฟ มีการบังคับใช้แรงงาน เจ้าหน้าที่จะยึดถุงมือยางที่บริษัทแห่งนี้ผลิต เมื่อสินค้าส่งมาถึงท่าผ่านแดนสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรอย มิลเลอร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสของซีบีพี กล่าวว่า ซีบีพีจะไม่ยอมทนต่อบริษัทต่างชาติที่ขูดรีดแรงงานด้อยโอกาส เพื่อจะได้ขายสินค้าราคาถูกและผิดจริยธรรมแก่ลูกค้าชาวอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานการเผยของซีบีพีว่า จากคำสั่งเมื่อปีที่แล้วที่ห้ามนำเข้าถุงมือยางจากบริษัทย่อยของท็อปโกลฟ 2 แห่ง คำสั่งเมื่อวันจันทร์ขยายเป็นสั่งห้ามนำเข้าถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้งทุกประเภทที่ผลิตโดยโรงงานของท็อปโกลฟในมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีบีพีระบุว่า คำสั่งยึดถุงมือยางของบริษัท ท็อปโกลฟ จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการนำเข้าถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโคโรนาในสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำสั่งของซีบีพีที่ห้ามนำเข้าถุงมือยางของบริษัทย่อย 2 แห่งของท็อปโกลฟเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากพบหลักฐานเรื่องแรงงานขัดหนี้, การใช้แรงงานล่วงเวลามากเกินไป, สภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของคนงานที่เป็นอันตราย ในกระบวนการผลิตถุงมือของบริษัท ท็อปโกลฟ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97800</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท็อปโกลฟ, บริษัทผลิตถุงมือยาง, บริษัทมาเลเซีย, บังคับใช้แรงงาน, ยึดถุงมือยาง, ศุลกากรสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_606310bba6900.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2019 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทสโกสอบการ์ดคริสต์มาสแฉจีนใช้แรงงานนักโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บริษัทเทสโก เจ้าของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่สุดของอังกฤษ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทยุติการผลิตการ์ดอวยพรคริสต์มาสจากโรงงานจีนแล้ว ภายหลังลูกค้าพบการ์ดเขียนข้อความขอความช่วยเหลือจากนักโทษต่างชาติในเรือนจำที่ถูกบังคับใช้แรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า หนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ของอังกฤษรายงานว่า เด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของกรุงลอนดอนพบเห็นข้อความในการ์ดคริสต์มาสใบหนึ่งที่เป็นรูปลูกแมวสวมหมวกซานตาคลอสเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน เขียนว่า &amp;quot;พวกเราเป็นนักโทษชาวต่างชาติในเรือนจำชิงผู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน ถูกบังคับให้ทำงานโดยขัดต่อเจตนารมณ์ของพวกเรา โปรดช่วยพวกเราและแจ้งต่อองค์กรสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกหญิงของเทสโกกล่าวว่า บริษัทช็อกกับข่าวนี้ และได้ระงับการผลิตที่โรงงานเจ้อเจียง หยุนกวง ปรินติง ที่ผลิตการ์ดเหล่านี้โดยทันที บริษัทจะไม่ยอมให้มีการใช้แรงงานนักโทษในห่วงโซ่อุปทานของเรา และได้เปิดการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า บริษัทมีระบบการตรวจสอบที่ครอบคลุม ซัพพลายเออร์รายนี้ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระเมื่อเดือนที่แล้ว และไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพวกเขาทำผิดกฎของบริษัทด้วยการใช้แรงงานนักโทษ หากพบหลักฐานว่ามีการทำผิดกฎนี้ บริษัทจะตัดชื่อซัพพลายเออร์รายนี้อย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของซันเดย์ไทมส์กล่าวด้วยว่า ข้อความในการ์ดแผ่นนี้ ซึ่งขายระดมทุนเพื่อการกุศล ยังร้องขอให้ผู้ที่เห็นข้อความนี้ติดต่อ &amp;quot;คุณปีเตอร์ ฮัมฟรีย์&amp;quot; และพ่อของเด็กหญิงได้ค้นหาชื่อนี้ทางอินเทอร์เน็ตจนพบว่าเขาเป็นอดีตนักข่าวที่เคยติดคุกชิงผู่นาน 9 เดือน พ่อของเด็กจึงติดต่อไปที่ฮัมฟรีย์ ซึ่งได้ติดต่ออดีตนักโทษคนอื่นอีกหลายรายและได้รับคำยืนยันว่านักโทษต่างชาติในเรือนจำนั้นทำการ์ดให้เทสโก ฮัมฟรีย์จึงนำเรื่องราวนี้มาเขียนลงไทมส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตนักข่าวรายนี้ถูกจับพร้อมกับภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายจีนเมื่อปี 2556 ฐานต้องสงสัยว่าครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย พวกเขาอ้างว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ ทั้งคู่ถูกตัดสินเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 และถูกเนรเทศเดือนมิถุนายนปีถัดมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53035</URL_LINK>
                <HASHTAG>การ์ดคริสต์มาส, นักโทษ, บังคับใช้แรงงาน, เทสโก, เรือนจำชิงผู่, โรงงานจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191222/image_big_5dff77825e0fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 21:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพาทลุกลาม เฒ่าชาวเกาหลีใต้เผาตัวตายประท้วงญี่ปุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชายเกาหลีใต้วัย 78 ปีประท้วงญี่ปุ่นด้วยการจุดไฟเผาตนเองภายในรถยนต์ด้านนอกสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลเมื่อเช้าวันศุกร์ เซ่นความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นศพแรก ขณะรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกทูตเกาหลีมาตำหนิกรณีพิพาทเรียกค่าชดเชยการบังคับใช้แรงงานในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานดับเพลิงทำงาน ณ ที่เกิดเหตุชายชราจุดไฟเผาตนเองในรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าอาคารสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล เมื่อเช้ามืดวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / Jongro Fire Station / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นสืบเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องญี่ปุ่นบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และเกาหลีใต้ต้องการให้ญี่ปุ่นชดใช้ แต่ญี่ปุ่นอ้างว่าประเด็นนี้ได้รับการแก้ไขแล้วภายใต้ความตกลงที่ลงนามกันภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเดือนนี้ญี่ปุ่นสั่งจำกัดการส่งออกสารเคมีที่สำคัญต่อการอุตสาหกรรมผลิตชิปและสมาร์ทโฟนของเกาหลีใต้ และทำให้เกาหลีใต้กล่าวหาว่าญี่ปุ่นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเตือนด้วยว่าอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในกรุงโซลว่า ชายอายุ 78 ปีแซ่คิมรายนี้ขับรถมายังสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซลเมื่อเช้ามืดวันเดียวกัน แล้วหยุดรถตรงทางเข้าอาคารสถานทูต จากนั้นก็จุดไฟเผาตัวเองขณะนั่งอยู่ภายในรถ เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า ภายในรถมีกระป๋องแก๊สแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งราว 20 กระป๋อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อเกาหลีใต้อ้างข้อมูลจากตำรวจว่า พ่อตาของเขาเคยเป็นเหยื่อการบังคับใช้แรงงานทาสของญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาจุดไฟเผาตัวครั้งนี้เพื่อประท้วงที่ญี่ปุ่นจำกัดการส่งออกสินค้ามายังเกาหลีใต้ แต่ตำรวจเกาหลีใต้ยังปฏิเสธจะให้ทัศนะ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานคำกล่าวของตำรวจสถานีจองโน พื้นที่เกิดเหตุในกรุงโซล ว่าเขาโทรศัพท์คุยกับคนรู้จักขณะขับรถจากบ้านมาสถานทูตเมื่อเช้า และบอกกับบุคคลนั้นว่าเขากำลังจะจุดไฟเผาตัวเอง เพราะเขาเป็นศัตรูกับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทาโร โคโน รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น (ซ้าย) เจรจากับนัม กวันพโย เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำญี่ปุ่น (ขวา) ที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นในกรุงโซล เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / JIJI PRESS / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฆ่าตัวตายครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ทาโร โคโน รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เรียกนัม กวันพโย เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำญี่ปุ่น เข้าพบที่กระทรวง เพื่อแจ้งให้รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้มาตรการที่ถูกต้องทันที ภายหลังศาลสูงของเกาหลีใต้มีคำสั่งให้บริษัทของญี่ปุ่นที่เคยบังคับใช้แรงงาน จ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นขีดเส้นตายให้เกาหลีใต้ยอมรับข้อเสนอจัดตั้งอนุญาโตตุลาการประเทศที่ 3 ภายในวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง เส้นตายนี้ผ่านไปโดยเกาหลีใต้ไม่ตอบสนอง โคโนกล่าวกับทูตเกาหลีใต้เมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่น &amp;quot;เสียใจอย่างสุดซึ้ง&amp;quot; เขายังตำหนิรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ดึงดันอย่างหยาบคายด้วยข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนชดเชยค่าเสียหายร่วมกันอย่างสมัครใจระหว่างบริษัทเกาหลีใต้และญี่ปุ่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41417</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดไฟเผาตัวตาย, ญี่ปุ่น, บังคับใช้แรงงาน, เกาหลีใต้, เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำญี่ปุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31d1c858f5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2019 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2019 21:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลเกาหลีใต้สั่งยึดทรัพย์ &#039;มิตซูบิชิ&#039; ชดเชยเหยื่อบังคับใช้แรงงานยุคสงคราม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านการบังคับใช้แรงงานโดยญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ศาลเกาหลีใต้ได้มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของบริษัทมิตซูบิชิ จากเหตุที่บริษัทจากญี่ปุ่นรายนี้ปฏิเสธจะจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อตามคำสั่งศาลฎีกาของเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2562 อ้างแถลงการณ์ของกลุ่มนักเคลื่อนไหวพลเรือนที่รณรงค์ต่อต้านนโยบายการบังคับใช้แรงงานของญี่ปุ่นว่า ศาลแขวงเมืองแทจ็อนซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงโซล มีคำสั่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ให้ยึดสิทธิในเครื่องหมายการค้า 2 สิทธิ และสิทธิบัตร 6 ใบที่เป็นของบริษัทมิตซูบิชิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระบวนการบังคับคดีกับบริษัทอาชญากรสงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ&amp;quot; นักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้กล่าวผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ศาลฎีกาของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาในคดีที่ต่อสู้กันมายาวนานหลายปี ให้บริษัท มิตซูบิชิเฮฟวีอินดัสตรีส์ ของญี่ปุ่น จ่ายเงินชดเชยแก่โจทก์ชาวเกาหลี 5 คน ที่เคยเป็นเหยื่อการบังคับใช้แรงงานระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รายละประมาณ 150 ล้านวอน หรือราว 4.18 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจทก์รายหนึ่งเสียชีวิตลงก่อนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยยังไม่ได้รับเงินชดเชยตามคำสั่งนี้ ส่วนโจทก์อีก 4 รายยื่นฟ้องต่อศาลแทจ็อนเพื่อขอให้ยึดทรัพย์ของมิตซูบิชิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามคำสั่งศาลฉบับล่าสุด ลูกหนี้รายนี้จะถูกห้ามดำเนินการโยกย้ายสิทธิ หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการจำหน่ายออก ซึ่งเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรที่กล่าวถึง&amp;quot; คำแถลงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้เตือนด้วยว่า หากมิตซูบิชิไม่แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่จริงใจ ฝ่ายโจทก์ก็จะขายทรัพย์สินที่ยึดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีเศรษฐกิจแบบการตลาดและยังเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐทั้งคู่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกคู่นี้ตึงเครียดมานานหลายทศวรรษ โดยเป็นผลพวงของการปกครองอย่างโหดร้ายของญี่ปุ่นเมื่อครั้งยึดครองคาบสมุทรเกาหลีระหว่างปี 2453-2498&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากทางการเกาหลีใต้ระบุว่า มีชาวเกาหลีประมาณ 780,000 คน ถูกญี่ปุ่นบังคับใช้แรงงานในช่วง 35 ปีที่ญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งยังไม่นับรวมผู้หญิงที่ถูกทหารญี่ปุ่นบังคับเป็นทาสบำเรอกาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ญี่ปุ่นกล่าวว่า ประเด็นการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายจากพฤติการณ์ในอดีตได้รับการไกล่เกลี่ยหมดแล้วตามสนธิสัญญาปี 2508 ที่นำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต และวงเงินชดเชย 800 ล้านดอลลาร์ ในรูปเงินให้เปล่าและเงินกู้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ศาลเกาหลีใต้ตัดสินว่าการบังคับใช้แรงงานโดยบริษัทต่างๆ ของญี่ปุ่นนั้นไม่รวมอยู่ในสนธิสัญญาฉบับนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32226</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังคับใช้แรงงาน, มิตซูบิชิ, ศาลเกาหลีใต้, สั่งยึดทรัพย์, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190325/image_big_5c98e40a95d93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
