<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความปลอดภัยในอาคารศาล ถึงเวลาคุมเข้ม-อุดช่องโหว่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ยิงกันในห้องพิจารณาคดีที่ 2 ของศาลจังหวัดจันทบุรีเมื่อวันอังคารที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สร้างความตกตะลึงให้คนในสังคมอย่างมาก เพราะเป็นการก่อเหตุกลางห้องพิจารณาคดีของศาลประจำจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้หลังจากนี้เชื่อได้ว่า ศาลยุติธรรมจะต้องเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการตรวจตราความเรียบร้อยของบุคคลที่จะเดินทางเข้าห้องพิจารณาคดีของศาลมากขึ้นแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าวพบว่ามีผู้ถูกยิงจำนวน 5 ราย ประกอบไปด้วย 1.นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดังและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนหน้านี้ล่าสุดมีตำแหน่งเป็น อนุกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ วุฒิสภา 2.นายวิจัย สุขรมย์ 3.นางสุภาพร ปรมีศณาภรณ์ (ภริยานายบัญชา) 4.นายวิชัย อุดมธนภัทร 5.พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์&amp;nbsp; ซึ่งหลังเกิดเหตุได้นำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ก่อเหตุไปรักษาที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ต่อมามีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องในทางการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาลที่จังหวัดจันทบุรี คือ นายบัญชา ที่เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และทนายความของคนดังๆ เช่น ทนายความของบริษัท คิง เพาเวอร์ รวมทั้งเป็นทนายความของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 2&amp;nbsp; และในฐานะทนายโจทก์ที่ 2 และ 3, นายวิจัย ที่เป็นทนายฝ่ายโจทก์ และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีที่มีการฟ้องร้องกับนายบัญชา และเป็นผู้ก่อเหตุใช้ปืนพกสั้นที่ซุกซ่อนมิดชิดจ่อยิงนายบัญชาและนายวิจัยเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น สืบเนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายพิพาทกันหลายคดีต่อเนื่องมานานหลายปี เริ่มต้นจากคดีแพ่งพิพาทเกี่ยวด้วยที่ดิน และทั้งสองฝ่ายมีการฟ้องคดีอาญากันอีกหลายคดี รวมถึงคดีที่มีนัดพิจารณาในวันเกิดเหตุด้วย โดยคดีนี้เป็นการฟ้องคดีอาญา ข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ อยู่ระหว่างการสืบพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าในช่วงการพิจารณาคดี ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยมักจะมีการโต้เถียงกันอยู่บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยขณะเกิดเหตุ ศาลจันทบุรีนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก ในคดีที่มีการฟ้องร้องกันระหว่างฝ่ายนายบัญชากับ พล.ต.ต.ธารินทร์ หลังจากสืบพยานโจทก์มาแล้ว 20 นัด ซึ่งขณะเกิดเหตุองค์คณะผู้พิพากษายังไม่ได้ขึ้นนั่งพิจารณาคดี เนื่องจากคู่ความในคดียังเดินทางมาไม่ครบ ในช่วงที่เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เดินออกจากห้องพิจารณาคดี พล.ต.ต.ธารินทร์ จำเลยที่ 3 ได้ก่อเหตุดังกล่าวที่หลายคนไม่คาดคิด แต่ด้วยความที่การพิจารณาคดียังไม่เริ่มต้นขึ้น จึงไม่มีผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ดังกล่าวตัวแทนฝ่ายศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ย้ำไว้ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการศาลและบุคลากรที่ทำงานอยู่ในอาคารศาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ศาลฎีกา สนามหลวง เช่นกัน โดยมีรายงานว่าที่ห้องของประธานศาลฎีกา นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกา ได้เข้าพบนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เพื่อรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต่อมา นายสุรินทร์ เผยว่าประธานศาลฎีการู้สึกไม่สบายใจและมีความกังวลใจ ทั้งมีความเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์ขณะนี้ก็ได้สั่งการให้สำนักงานศาลยุติธรรมทบทวนตรวจทานดูแลระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวบุคลากรหรืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุร้ายแรงไม่คาดฝัน คนร้ายอาศัยช่องว่างของการตรวจสอบตรวจค้นอาวุธเข้าไปได้ ซึ่งปกติจะเข้าไปได้ยาก ประกอบกับคนที่จ้องจะกระทำกับคนที่ระวัง คนที่จ้องก็อาศัยโอกาสกระทำ ที่เอื้ออำนวยเหมาะสม เป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนว่า ศาลยังเป็นสถานที่ซึ่งมีความปลอดภัยเสมอ&amp;rdquo; เลขาธิการประธานศาลฎีกากล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหากจำกันได้ ศาลยุติธรรมในยุคปัจจุบันที่มีเลขาธิการศาลยุติธรรมคือ นายสราวุธ เบญจกุล ได้พยายามผลักดันให้สำนักงานศาลยุติธรรมพัฒนาระบบเพื่อทำให้เกิด เจ้าพนักงานตำรวจศาล (COURT&amp;nbsp; MARSHAL)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนพบว่าถึงตอนนี้ มีข้าราชการที่รับโอนมาผ่านการฝึกอบรมพร้อมปฏิบัติหน้าที่แล้วทั้งสิ้น 35 ราย&amp;nbsp; โดยในปี 2563 ศาลยุติธรรมจะคัดเลือกบุคคลให้ได้อย่างน้อย 300 คน เพื่อที่จะนำอัตรากำลังดังกล่าว ไปจัดสรรกระจายกำลังคนไปประจำการยังศาลภาคต่างๆ ทั่วประเทศที่มีอยู่ 275 แห่ง โดยสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งเป้าว่าจะจัดกำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลประจำศาลภูมิภาคแต่ละศาล 1-2 นาย ก็จะเป็นหนึ่งวิธีในการแก้ปัญหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลต่างๆ&amp;nbsp; ด้วยความเข้มงวดรัดกุมยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหลังมีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงแนวทางการให้มีเจ้าพนักงานตำรวจศาล สำนักงานศาลยุติธรรมก็จะกระจายเจ้าหน้าที่ไปยังศาลภูมิภาคเท่าที่จำเป็นก่อน ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ไม่เกิน 15 พ.ย.จะได้ผลสรุปว่าจะต้องจัดสรรอัตรากำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลในศาลใดบ้าง จำนวนเท่าใด และจะให้มีการหมุนเวียนประจำการอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ฝ่ายตัวแทนศาลยุติธรรมจะยืนกรานว่า ปัจจุบันมีระบบตรวจตราและตรวจสอบที่เข้มงวดรัดกุมในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่บริเวณอาคารศาลและห้องพิจารณาคดีอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ย่อมทำให้สังคมต้องการเห็นความเข้มงวดที่มากขึ้น&amp;nbsp; เพราะศาลยุติธรรมนอกจากจะเป็นสถานที่ให้ความเป็นธรรมแล้ว ยังต้องให้ความปลอดภัยแก่ผู้เดินทางมายังศาลทั่วประเทศด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50147</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานกาณ์, บัญชา ปรมีศณาภรณ์, พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ, วิจัย สุขรมย์, วิชัย อุดมธนภัทร, สุภาพร ปรมีศณาภรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dcacb6951edf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดระเบียบลิขสิทธิ์เถื่อนตบทรัพย์ ปิดช่องโหว่ตร.ใช้กฎหมายหากิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อนระอุจากเรื่องกระทงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เมื่อนายตำรวจระดับ &amp;ldquo;ผกก.&amp;rdquo; ต้องเซ่นกระทงลายการ์ตูน เมื่อ พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (บช.ภ.3) เซ็นคำสั่งเด้ง พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา ไปปฏิบัติหน้าที่ ศปก.ส่วนหน้า ตำรวจภูธรภาค 3 เป็นเวลา 30 วัน ก่อนจะถึงวันลอยกระทงเพียงไม่กี่วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกลุ่มแอบอ้างเจ้าของลิขสิทธิ์ใช้โซเชียลติดต่อล่อซื้อจับกุมน้องอ้อม (นามสมมุติ) นักเรียนสาว ม.5 พื้นที่ สภ.เมืองนครราชสีมา ที่หวังหารายได้เสริมทำกระทงขนมปังขายแบ่งเบาภาระครอบครัวในวันลอยกระทง แต่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพล่อซื้อสั่งให้ทำกระทงรูปการ์ตูนแมว &amp;ldquo;การ์ฟิว&amp;rdquo; และตัวการ์ตูน &amp;rdquo;ริลัคคุมะ&amp;rdquo; โดยทำกันเป็นขบวนการ มีผู้สั่งทำเจาะจงเอากระทงโอนเงินมัดจำ ถึงเวลานัดหมายจ่ายเงินส่งของกระบวนการเสร็จสับ ก่อนอีกกลุ่มจะกรูเข้าล้อมตัวอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ สรรหาสารพัดอ้างสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ้างข้อกฎหมายความผิด (พ.ร.บ.) ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 &amp;nbsp;โทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมนำตัวเด็กไปพูดคุยโดยใช้พื้นที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เป็นสถานที่ก่อเหตุข่มขู่กรรโชกทรัพย์นำเข้าไปพูดคุยในห้องของตำรวจชุมชนสัมพันธ์ เรียกรับเงินกว่า 50,000 บาท เพื่อเป็นค่าปรับที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แลกด้วยการไม่ถูกดำเนินคดี มีการต่อรองลดเหลือให้ 30,000 บาท แต่ด้วยครอบครัวเด็กไม่มีเงิน สุดท้ายแม่เด็กจำต้องเสียเงินไป 5,000 บาท เพื่อแลกกับอิสระภาพของลูก นักกฎหมายชี้กระบวนการปฏิบัติของแก๊งแอบอ้างลิขสิทธิ์ผิดตั้งแต่เริ่มเพราะต้องมี พ.ร.บ.เด็กเยาวชน เข้ามาเกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศาลโซเชียล&amp;rdquo; ขุดคุ้ยแก๊งมิจฉาชีพพบมี นายประจักษ์ โพธิผล ที่อ้างเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ บริษัท เวอริเซ็ค จำกัด มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนริลัคคุมะ และนายภูมิภากร หรือนัน กิ่งเพชร ทำงานอยู่ที่ บริษัท นิว สตาร์ มีเดีย ที่ดูแลลิขสิทธิ์การ์ตูนวันพีช แต่เมื่อเรื่องแดงขึ้นตัวแทน บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ของบริษัท ซาน-เอ็กซ์ จำกัด แถลงได้ยกเลิกสัญญาไปแล้วไม่มีอำนาจจับปรับ ส่วนกระทงของเด็กสาว 15 ปี เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่เข้าข่ายละเมิด เพราะมีรูปทรงใบหน้า ใบหู ไม่มีความเหมือนหรือคล้ายตัวการ์ตูน &amp;ldquo;ริลัคคุมะ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ส่วนนัน กิ่งเพชร ต้นสังกัดแจงทำงานเป็นฟรีแลนซ์ไม่ต่อสัญญามานานแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำลดตอผุด เฉพาะพื้นที่โคราช 4 โรงพัก สภ.เมืองนครราชสีมา สภ.โพธิ์กลาง สภ.พิมาย และ สภ.โชคชัย มีผู้เสียหายกว่า 40 คน ที่ตกเป็นหยื่อจิ้งจอกสังคมในลักษณะเดียวกันโผล่เข้าแจ้งความเอาผิดข้อหากรรโชกทรัพย์ พฤติการณ์ก่อเหตุคล้ายกันออกอุบายให้ประดิษฐ์สิ่งของ กระทง ดอกไม้ ของชำร่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ ยืนยันเป็นกลุ่มคนเดียวกันต้องสูญเงินไปคนละหลายหมื่นบาท เพื่อแลกกับไม่ต้องถูกดำเนินคดี บางรายต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อเสียค่าปรับ นอกจากในพื้นที่โคราช พบว่าแก๊งดังกล่าวยังไปก่อเหตุที่ สภ.ธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สน.พญาไท และต่างจังหวัดอีกหลายคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พฤติการณ์แก๊งมิจฉาชีพแต่ละคดีใช้พื้นที่สถานีตำรวจเป็นที่ข่มขู่ต่อรองตบทรัพย์แลกกับไม่ถูกดำเนินคดี บางเคสมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย บางกรณีตกลงกันได้ต้องไปจ่ายค่าเสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวน พฤติการณ์ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเหล้า คำถามจากสังคมตำรวจมีส่วนได้เสียหรือไม่..? ถึงแม้ทางตำรวจได้ออกมาชี้ ตำรวจต้องทำไปตามหน้าที่ ถ้ามีผู้ร้องแล้วไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิด 157 ขณะที่ทางตำรวจภูธรภาค 3 ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีลิขสิทธิ์ยังมีช่องโหว่ให้ตำรวจ &amp;ldquo;นอกแถว&amp;rdquo; หากินตามกฎหมาย ค่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนแบ่งในการปรับที่รู้กันทั้ง 2 ฝ่าย พฤติการณ์ของแก๊งเหล่านี้จะรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสมยอมกันโดยผลประโยชน์ เมื่อเหยื่อติดกับดักจะข่มขู่กรรโชกเรียกค่าเสียหาย ถ้าไม่ยอมจ่ายจะนำตัวส่งโรงพักดำเนินคดีโทษถึงติดคุก เหยื่อยอมจ่ายเป็นอันจบ ใครไม่จ่ายนำส่งโรงพัก แต่ก่อนถึงตำรวจ แก๊งมิจฉาชีพจะนำไปพูดคุยตามจุดต่างๆ ข้างโรงพักต่อรองราคาเพื่อให้จบ ถ้าจบไม่ลงก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รู้เห็นเป็นใจเป็นตัวกลางช่วยเคลียอีกแรง จนเหยื่อต้องยอมจ่าย จะมากจะน้อยแล้วแต่กรณีไป ส่วนผลการตั้งคณะกรรมการสอบมีตำรวจเอี่ยวหรือไม่ ผลยังไม่ออก แต่ &amp;ldquo;โปลิศสอบตำรวจ&amp;rdquo; คำตอบคาดเดาไม่อยาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ได้มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกมาเสนอแนะแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้การล่อให้เขากระทำความผิดไม่ใช่การล่อซื้อ การล่อให้กระทำความผิด เท่ากับเป็นผู้ก่อให้เขากระทำความผิดจึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่จะดำเนินคดีได้ ขณะที่ทางกระทรวงยุติธรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม สั่งให้การยุติธรรมจังหวัดลงไปดูแลผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความและอนุกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ วุฒิสภา แนะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับละเมิดลิขสิทธิ์, คดีเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หากมีบุคคลใดกล่าวอ้างจับกุมผู้กระทำผิด เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องแจ้งให้ทนายความอาสาให้บริการคำปรึกษาด้านกฎหมาย ที่ปัจจุบันสภาทนายความฯ ได้มีการจัดทนายประจำโรงพักตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โดยให้ทนายมาร่วมรับฟังและสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้กล่าวหาและผู้ถูกจับกุมชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทางกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ เผยเคสน้องอ้อมนักเรียน ม.5 เป็นกรณีศึกษา เสนอการจัดระเบียบไม่ให้ตัวแทนลิขสิทธิ์เถื่อนอาศัยช่องว่างกฎหมายไปข่มขู่คนทำมาหากินแบบต้องจัดระเบียบตัวแทน ลิขสิทธิ์ สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์การ์ตูนเพื่อป้องกันการล่อให้กระทำความผิด ขอความร่วมมือตำรวจพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะการตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจของเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กหรือเยาวชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในทางคดีบริษัทต้นสังกัดลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่นยืนยันไม่มีนโยบายการจับปรับละเมิดลิขสิทธิ์ และได้ยกเลิกสัญญาไปแล้วกับนายประจักษ์ เข้าข้อกฎหมายผู้เสียหายสามารถแจ้งความเอาผิดข้อหากรรโชกทรัพย์ รวมทั้งฟ้องแพ่งได้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้เสียหายทั้งหมด พร้อมตั้งทีมพนักงานสอบสวน 21 นาย และสืบสวนอีก 16 นาย หาข้อเท็จจริงแต่ละคดีอย่างละเอียดรอบคอบก่อนดำเนินการตามกระบวนของกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อกับแก๊งแอบอ้างลิขสิทธิ์เถื่อน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องออกมาช่วยกันหาทางป้องกัน เพราะเคสนี้ไม่ใช่เคสแรก ปัญหาลิขสิทธิ์เถื่อนมีมานานโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมอยู่ด้วย โดยเฉพาะตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในแง่ของกฎหมาย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาที่หากินนอกกรอบ เห็นแก่อามิสสินจ้างบนความเดือดร้อนของประชาชน ก่อนจะไปดูแลรักษาความสงบให้กับชาวบ้าน ต้องกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดเสียก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50143</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชา ปรมีศณาภรณ์, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dcabd82be43a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลาวแจ้งจับ นันกิ่งเพชร ล่อซื้อรีดเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจโคราชมั่นใจ อาทิตย์นี้ขอหมายจับแก๊งกรรโชกทรัพย์คดีละเมิดลิขสิทธิ์ สาวลาวโผล่แจ้งความถูก &amp;quot;นัน กิ่งเพชร&amp;quot; จ้างทำแก้วเก็บความเย็นลายการ์ตูนรีด 3 หมื่น &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; นัดเหยื่อรวมตัวร้อง ผบช.น.สอบตำรวจท้องที่มีเอี่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พล.ต.ต.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ การสืบสวนสอบสวนคดีกรรโชกทรัพย์ละเมิดลิขสิทธิ์มีความคืบหน้าไปมาก และพนักงานสอบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด โดยรอเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่เกี่ยวข้อง มั่นใจว่าภายในสัปดาห์นี้จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สน.พญาไท น.ส.พมหอม หลวงทิลาด อายุ 31 ปี สัญชาติลาว ผู้เสียหายซึ่งเคยถูกจับกุมในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เข้าแจ้งความ ร.ต.อ.พีรพงษ์ โพธิ์ศรี รอง สว. (สอบสวน) หลังถูกนายภูมิภากร ถินสุวรรณ์ หรือนายนัน กิ่งเพชร ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามคดีทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท นิว สตาร์ มีเดีย จำกัด จับกุมและข่มขู่กรรโชกทรัพย์ จำนวน 30,000 บาท หลังถูกล่อซื้อถุงใส่แก้วน้ำลายการ์ตูนเรื่องวันพีซ จำนวน 10 ชุด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พมหอมกล่าวว่า ช่วงประมาณวันที่ 12 สิงหาคม 2561 ตนได้โพสต์ภาพแก้วเก็บความเย็นลายลิขสิทธิ์วันพีซที่พี่มอบให้เป็นของขวัญวันเกิด จากนั้น 1-2 วัน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้รูปโปรไฟล์ขายเครื่องสำอางทักข้อความติดต่อขอซื้อ โดยระบุว่าต้องการลายการ์ตูนเรื่องวันพีซ จำนวน 10 ชุด พร้อมโอนเงินมัดจำมา 500 บาท แต่ตอนนั้นยังไม่มีของเพราะไม่ได้ขายเป็นอาชีพ ทำเพียงเป็นรายได้เสริม จึงติดต่อไปว่าจะขอโอนเงินคืน แต่ทางผู้ล่อซื้อต้องการสินค้า ญาติพยายามช่วยหาจนพบลายการ์ตูนเรื่องวันพีซ ซึ่งลายที่ได้เป็นลายการ์ตูนตัวละคร &amp;ldquo;ลูฟี่&amp;rdquo; แต่เป็นคนละลายกับที่โพสต์ไว้ จึงได้ถ่ายภาพส่งไปให้ ก่อนจะนัดส่งมอบกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยครั้งแรกนัดส่งมอบวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ช่วงบ่าย แต่อีกฝ่ายขอเลื่อนนัดส่งมอบเป็นช่วงเช้าวันที่ 15 สิงหาคม 2561 นัดส่งมอบกันบริเวณอาคารใกล้เคียงบีทีเอสพญาไท ตนจึงว่าจ้างวิน จยย.มาส่งของ ก่อนจะถูกจับกุม โดยวิน จยย.ได้ติดต่อมาหาตนพร้อมบอกว่าถูกล่อซื้อ สำหรับของที่ถูกล่อซื้อเป็นแก้วเก็บความเย็นลายคิตตี้ ถุงใส่แก้วลายละครเรื่องวันพีซ จำนวน 10 ชุด ราคาชุดละ 390 บาท โดยผู้ซื้อได้โอนมัดจำ 500 บาท ก่อนในวันจับกุมจะเอาเงินมาให้ 1000 บาท พร้อมยึดแก้วและถุงใส่แก้วเป็นของกลาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พมหอมกล่าวว่า จากนั้นตนจึงเดินทางมาที่ สน.พญาไท พบนายนัน บุคคลที่เป็นข่าวล่อซื้อกระทงลายลิขสิทธิ์เด็ก 15 ปี ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้พูดคุย โดยนายนันได้ให้เอกสารกระดาษ A4 เป็นปึกหนาๆ พร้อมอ้างเป็นตัวแทนบริษัท แต่ไม่ยินยอมให้ตนถ่ายภาพเก็บไว้ พร้อมเรียกเงินค่าลิขสิทธิ์จำนวน 60,000 บาท ก่อนพูดข่มขู่โดยอ้างกฎหมายว่าจะต้องอยู่ในห้องขังและจะติดคุก 5-6 เดือน หากไม่นำเงินมาจ่าย และจะต้องโดนยึดหนังสือเดินทาง แต่ตนไม่มีเงินจ่ายจริงๆ เพราะติดต่อญาติไม่ได้ ต่อรองขอจ่าย 10,000 บาท ก่อนที่นายนันและพวกจะพาตนไปพูดคุยด้านข้าง สน.พญาไท พยายามพูดต่อรองจนตนต้องจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท โดยได้มีการจ่ายเงินต่อหน้าพนักงานสอบสวนและได้มีการลงบันทึกไว้ ซึ่งก่อนจะถอนแจ้งความ นายนันให้ตนลบข้อมูลการติดต่อซื้อขาย รวมถึงภาพต่างๆ ออกจนหมดถึงจะยอมถอนแจ้งความ ทั้งนี้ ขั้นตอนการเจรจาค่าลิขสิทธิ์ ทางตำรวจไม่ได้เกี่ยวข้อง ให้ตนและนายนันไปพูดคุยตกลงกันเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ต.อ.พีรพงษ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้ และรับเป็นคดีความในส่วนที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ไว้ในข้อหากรรโชกทรัพย์ ส่วนข้อหาที่ผู้เสียหายอยากแจ้งเพิ่มเติมว่าถูกข่มขู่ด้วยนั้น จะมีการนัดมาสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊ก แจ้งว่า วันที่ 11 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. จะนำผู้เสียหายจำนวนหนึ่งที่ถูกล่อซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้าร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 โดยนัดรวมพลกันที่ สภ.เมืองนครราชสีมา จึงขอให้ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อสามารถมารวมตัวได้ โดยจะมีการเอาผิดขบวนการนายประจักษ์ โพธิ์ผล ที่อ้างเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ และนายนัน กิ่งเพชร หรือนายภูมิภากร ถินสุวรรณ์ ที่จับกุมเด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ทำกระทงรูปการ์ตูนใน จ.นครราชสีมา ในข้อหา ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ แจ้งความเท็จ ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวันอังคารที่ 12 พ.ย. เวลา 10.00 น. จะนำผู้เสียหายเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขอให้มีการตรวจสอบการรีดไถ่ กรรโชกทรัพย์ จากกลุ่มคนอ้างเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ ในพื้นที่ สน.พญาไท / สน.บางซื่อ โดยเฉพาะ สน.พญาไท มีคดีเกิดขึ้นอันดับ 1 โดยให้ตรวจสอบ รายงานประจำวัน เล่ม ข. ของ สน.พญาไท ย้อนหลัง จากข้อมูลพบว่า สน.ดังกล่าวมีการแบ่งส่วนแบ่งคดี เช่น การจับกุมที่เป็นคดี ตำรวจทำคดีจะได้รับส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ไม่เป็นคดีจะได้รับส่วนแบ่งขั้นต่ำ 1,000 บาท ชุดจับกุมได้ส่วนแบ่ง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้การจับกุมต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ซึ่งคนไม่มีสีไม่สามารถทำได้แบบนี้ได้แน่นอน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังฝากไปถึงกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา ควรสั่งการให้มีการทำลายละเอียดสินค้าที่เป็นลิขสิทธิ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ เพื่อประชาชนทราบ จะไม่ตกเป็นเหยื่อขบวนการรีดไถ และหากผู้เสียหายรายย่อยมีการรวมตัวกัน เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าว และควรตรวจสอบตัวแทนลิขสิทธิ์ที่ได้รับมอบอำนาจว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความและอนุกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ วุฒิสภา กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะพิจารณาคดีเกี่ยวกับละเมิดลิขสิทธิ์, คดีเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หากมีบุคคลใดกล่าวอ้างจับกุมผู้กระทำผิดประจำสถานีตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องแจ้งให้ทนายความอาสาให้บริการคำปรึกษาด้านกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ ทางสภาทนายความฯ ได้มีการจัดทนายประจำโรงพักตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ฉะนั้นก็จะให้ทนายมาร่วมรับฟังและสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้กล่าวหาและผู้ถูกจับกุม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49951</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชา ปรมีศณาภรณ์, พมหอม หลวงทิลาด, พล.ต.ต.สุจินต์ นิจพานิชย์, ภูมิภากร ถินสุวรรณ์, ร.ต.อ.พีรพงษ์ โพธิ์ศรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191110/image_big_5dc80acbd3dab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2019 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2019 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะ &#039;สตช.&#039;เปิดทาง&#039;ทนายโรงพัก&#039;ช่วยประชาชนกรณีถูก&#039;คดีลิขสิทธิ์-คดีผู้บริโภค&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 10 พ.ย. นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความและอนุกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อมวลเสนอข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมสินค้าที่อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์โดยถูกกลอุบายให้ประดิษฐ์กระทงและดอกไม้รวมทั้งของชำร่วยต่างๆในช่วงเทศกาลสำคัญเน้นให้มีรูปการ์ตูนที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์เพื่อวางอุมายล่อซื้อแล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนำตัวมาสถานีตำรวจเรียกเงินเพื่อแลกคดีตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท เกิดเหตุหลายจังหวัดว่า เรื่องนี้ถือเป็นภัยสังคมที่ร้ายแรงที่จะต้องป้องกันและปราบปรามนำกลุ่มมิจฉาชีพเเละผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับโทษตามกฎหมายโดยรวดเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างทำความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบอาชีพโดยสุจริต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะพิจารณาคดีเกี่ยวกับละเมิดลิขสิทธิ์, คดีเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หากมีบุคคลใดกล่าวอ้างจับกุมผู้กระทำผิดประจำสถานีตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องแจ้งให้ทนายความอาสาให้บริการคำปรึกษาด้านกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ ทางสภาทนายความฯ ได้มีการจัดทนายประจำโรงพักตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมแล้ว ฉะนั้นก็จะให้ทนายมาร่วมรับฟังและสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้กล่าวหาและผู้ถูกจับกุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการร้องทุกข์โดยมีเหตุผลชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการเรียกเงินเพื่อแลกคดีหรือเป็นการตบทรัพย์ ที่จะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเจ้าของคดี รวมถึงภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นหากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีข้อตกลงทางคดีกับสภาทนายความฯ น่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นหลักประกันให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49933</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีลิขสิทธิ์, ทนายความ, ทนายประจำโรงพัก, บัญชา ปรมีศณาภรณ์, อนุกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191110/image_big_5dc7ac780564d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2019 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2019 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายบัญชา&#039;หนุนศาลให้ประกันวันหยุด ชูสิทธิตามรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ต.ค. 62 - นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา มีดำริให้ศาลพิจารณาประกันตัววันหยุด ว่า ท่านให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 3 มาตรา 29 วรรคสอง ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดฯ ตนเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี โดยกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยให้รวดเร็ว เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการให้โอกาสผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินหรือหลักประกันมาวางต่อศาล ทำให้เสียโอกาส ทั้งที่ตนเองอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการประกันตัว
&amp;nbsp;
นายบัญชา เสนอด้วยว่า สำนักงานศาลยุติธรรม สมควรจัดทำเอกสารมอบให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ทราบถึงข้อปฏิบัติที่จะไม่ทำให้ผิดเงื่อนไขการประกันตัว และชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับการประกันตัวเป็นผู้มีโอกาสหรือโชคดี เพราะการถูกคุมขังทำให้ได้รับความเดือดร้อนกับตนเอง ครอบครัว ลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการไปเยี่ยม เป็นต้น หากไม่จัดทำเอกสารให้เห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับประโยชน์อย่างไร เป็นการยากที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะคาดคิดถึงประโยชน์ที่ตนเองได้รับ มีผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยเกรงกลัวว่าจะประพฤติผิดสัญญาประกัน จะเดือดร้อน นอกจากนี้ สมควรให้พ่อ แม่ คู่สมรส หรือพี่น้อง มาทำสัญญาค้ำประกันด้วยตนเอง เพื่อจะได้ควบคุมสอดส่องดูแลการปฏิบัติตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลย
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ศาลไม่ต้องการหลักประกันที่เกินความจำเป็น แต่ศาลต้องการให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมาศาลทุกนัด เพื่อให้การดำเนินคดีเสร็จการพิจารณาโดยรวดเร็วตามนโยบายของสำนักงานศาลยุติธรรม เท่าที่ทราบ ปัจจุบันศาลยังใช้กำไลอีเอ็มควบคุมตัวผู้ต้องหา ไม่มีปัญหาข้อขัดข้องใดๆ ดังนั้น หากนำกำไลอีเอ็มมาใช้ในการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามนโยบายของประธานศาลฎีกาดังกล่าว ทำให้ผู้พิพากษาที่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวใช้ดุลพินิจด้วยความสบายใจ เพราะกำไลอีเอ็มที่ศาลใช้มีคุณภาพดี ป้องกันการหลบหนี
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เป็นการแก้ปัญหาคนล้นคุกได้อย่างดี ลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมหรือเรือนจำ จะได้ไปทำงานอื่นที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ลดค่าใช้จ่ายงบประมาณได้ปีละหลายร้อยล้านบาท ไม่ต้องไปสร้างเรือนจำใหม่ ให้เสียงบประมาณจำนวนมาก ดังเช่นเพิ่มเจ้าหน้าที่เรือนจำ ค่าที่ดิน การก่อสร้างอาคาร ค่าใช้จ่ายในการควบคุมดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด&amp;rdquo; นายบัญชา ระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48680</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไลEM, ทนายความ, บัญชา ปรมีศณาภรณ์, ปธ.ศาลฎีกา, ประกันตัววันหยุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191023/image_big_5dafc59b0afc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
