<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมบัญชีกลางปรับแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายค่ารักษาโควิด 19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ปรับลดลงและมีการจำแนกประเภทของการตรวจเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการตรวจด้วยเทคนิคอื่น ๆ เช่น Antigen test ยังมิได้กำหนดอัตราไว้ชัดเจน กรมบัญชีกลางจึงได้หารือร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม เห็นสมควรกำหนดแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;หรือโรคโควิด 19 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. การตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด 19&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.1 การตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี Real time RT- PCR &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - การทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ (nasopharyngeal and throat swab sample) ประเภท 2 ยีน &amp;nbsp;
ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท โดยรวมค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - การทำป้ายหลังโพรงจมูกและลำคอ (nasopharyngeal and throat swab sample) ประเภท 3 ยีน &amp;nbsp;
ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,700 บาท โดยรวมค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.2 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธี Antigen test &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - ด้วยเทคนิค Chromatography ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 450 บาท โดยรวมค่าบริการอื่น ๆ &amp;nbsp;
ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; - ด้วยเทคนิค Fluorescent Immunoassay (FIA) ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 550 บาท โดยรวมค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.3 การตรวจการติดเชื้อด้วยวิธีอื่น ๆ นอกเหนือจาก 1.1 และ 1.2 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 550 บาท โดยรวมค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
&amp;nbsp;
2. การเบิกค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล กรณีผู้มีสิทธิฯ ติดเชื้อแต่อาการเล็กน้อย ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท ต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเบิกค่าห้องพักสำหรับควบคุมหรือดูแลรักษา กรณีผู้สิทธิฯ ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.1 มีอาการเล็กน้อย (สีเขียว) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท ต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.2 มีอาการปานกลาง (สีเหลือง) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 3,000 บาท ต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.3 มีอาการรุนแรง (สีแดง) ให้เบิกได้ในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 7,500 บาท ต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
4. กรณีผู้มีสิทธิฯ ต้องเข้ารับการผ่าตัดในสถานพยาบาลของทางราชการและมีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองการติดเชื้อโควิด 19 ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ค่าตรวจคัดกรองกรณีดังกล่าว สถานพยาบาลของทางราชการสามารถขอเบิกเงินจาก สปสช. ได้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณการตรวจคัดกรองการติดเชื้อโควิด 19 ให้ประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับสถานพยาบาลฯ ไม่ต้องแยกทำธุรกรรมในการส่งเบิกค่าตรวจคัดกรองไปยัง สปสช. โดยอนุญาตให้สถานพยาบาลฯ สามารถส่งค่าตรวจคัดกรองมาพร้อมกับการเบิกค่ารักษาพยาบาลรายการอื่น ๆ สำหรับวิธีการส่งข้อมูลให้เป็นไปตามหน่วยงานที่กรมบัญชีกลางมอบหมายให้ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลเป็นผู้กำหนด โดยที่กรมบัญชีกลางจะจัดส่งข้อมูลค่าตรวจคัดกรองให้ สปสช. ใช้ประมวลผลการจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลของทางราชการโดยตรงต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (เพิ่มเติม) ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลข 02 270 6400 ในวัน เวลาราชการ&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112821</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีกลาง, เบิกค่ารักษาโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112157b7e891.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “บัญชีกลาง” อวดผลเบิกจ่าย 8 เดือนทะลุเป้าหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; อวดผลเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 รอบ 8 เดือน &amp;nbsp;ส่วนราชการตะลุยใช้เงิน 2.13 ล้านล้านบาท ทะลุเป้าหมาย 1.86% ส่วนงบลงทุน ฉลุย แตะ 4.09 แสนล้านบาท พร้อมจี้ส่วนราชการเร่งรัดใช้จ่าย กำชับก่อหนี้รายจ่ายลงทุนทุกรายการให้จบภายในสิ้นปีงบประมาณ หวังดันผลใช้เงินเป็นไปตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.&amp;nbsp;62&amp;nbsp;&amp;nbsp;นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ว่า ในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2562 ( ต.ค. 61-พ.ค. 62) มีการใช้จ่ายงบประมาณภาพรวมแล้ว จำนวน 2.13 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 71.19% สูงกว่าเป้าหมาย 1.86%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยแบ่งเป็น รายจ่ายประจำ มีการใช้จ่ายแล้ว จำนวน 1.72 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.35 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 73.28% สูงกว่าเป้าหมาย 0.95% &amp;nbsp;ขณะที่รายจ่ายลงทุน (กรณีไม่รวมงบกลาง) มีการใช้จ่ายแล้ว จำนวน 4.09 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.55 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 73.65% สูงกว่าเป้าหมาย 5.22% &amp;nbsp;ในส่วนของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี มีการเบิกจ่ายแล้วจำนวน 1.93 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 56.66% ของวงเงินงบประมาณ 3.4 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมบัญชีกลางยังคงติดตามการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการต่าง ๆ ผ่านทีมเร่งรัดของกรมฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรค ให้คำปรึกษาและได้กำชับให้มีการก่อหนี้รายจ่ายลงทุนให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในสิ้นปีงบประมาณ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ป้องกันไม่ให้งบประมาณของหน่วยงานถูกพับไป&amp;rdquo; นางญาณี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38909</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญาณี แสงศรีจันทร์, บัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09c014ab55b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” ดีเดย์ 1 ก.ค. จ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ดีเดย์ 1 ก.ค. เตรียมจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ผู้รับบำนาญตามกฎกระทรวงฉบับใหม่ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ และพัฒนาระบบจ่ายเงินให้รองรับหลักเกณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;27 พ.ค. 62 - นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมในการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้กับผู้รับบำนาญที่มีสิทธิ หลังจากกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2562 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว หากผู้รับบำนาญที่เคยขอรับบำเหน็จดำรงชีพในอัตรา 15 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับ ในช่วงอายุ 60 ปี และ 65 ปีไปแล้ว และยังไม่ครบตามสิทธิซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ให้ผู้รับบำนาญที่มีสิทธิขอรับเพิ่มได้ในจำนวนเงินที่ยังไม่ครบตามสิทธิ โดยสามารถยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพสำหรับผู้รับบำนาญซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ทั้งแบบไม่มีหนี้บำเหน็จค้ำประกันและแบบมีหนี้บำเหน็จค้ำประกันที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการขอรับและการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพ สำหรับผู้รับบำนาญ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป พ.ศ.2562 เพื่อให้ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญ และผู้รับบำนาญได้ทราบและนำไปปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญให้สามารถรองรับการจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และพัฒนาระบบ Pensions&amp;rsquo; Electronic Filing ให้ผู้รับบำนาญสามารถตรวจสอบคำนวณบำเหน็จดำรงชีพที่จะได้รับ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประมาณการตัดสินใจในเบื้องต้นด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้รับบำนาญได้รับความสะดวกที่สุด ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้หารือร่วมกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการดำเนินโครงการกู้เงินกับสถาบันการเงิน สำหรับผู้รับบำนาญที่นำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน (เพิ่มเติม) แนบท้ายข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้กับธนาคารต่าง ๆ อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับผู้รับบำนาญที่มีอายุ 60 ปี และ 65 ปี การยื่นขอรับบำเหน็จดำรงชีพให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่เคยปฏิบัติ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชการผู้เบิกบำนาญของตนเอง หรือโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ที่กรมบัญชีกลาง หมายเลข 02-1277000 ต่อ 6214, 4512, 4250 และ 4212 ในวันและเวลาราชการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36938</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีกลาง, รับบำนาญ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เงินบำเหน็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5cebc672280bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง” กุมขมับปัดแค่ข่าวลือขยับบำนาญเป็น 4 หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; กุมขมับปัดข่าวลือขยับเงินบำนาญข้าราชการเป็น 40,000 บาท ยืนยันไม่เป็นความจริง แจงคลังไม่มีนโยบายชงประเด็นนี้ให้ ครม. พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 61 - กรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านทางสื่อโซเชียลว่า &amp;ldquo;บิ๊กตู่ดันเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 40,000 บำนาญหลังเกษียณ หวั่นกลัวไม่พอใช้ตอนแก่ โดยข่าวดังกล่าวได้อ้างว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้ข้อสรุปหลังการประชุมด่วนของคณะรัฐบาล และได้ประกาศอย่างเป็นทางการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการหลังเกษียณ จาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท มีผลทันทีวันที่ 1 ตุลาคม 2561&amp;rdquo; ว่า ขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวที่เผยแพร่ในสื่อโซเชียลไม่เป็นความจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเด็นการปรับเพิ่มเงินบำนาญ ทางกระทรวงการคลังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการ และไม่มีการนำประเด็นนี้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาได้มีการแชร์ข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงทำความเข้าใจมาโดยตลอด ดังนั้น จึงขอให้ช่วยแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันต่อๆ ไปด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18268</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวลือ, บัญชีกลาง, ปฏิเสธเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 40000, เงินบำนาญข้าราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba843c4b60f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “บัญชีกลาง” ไฟเขียวจ่ายเงินช่วย จ.อ. สมาน กุนันฮีโร่ถ้ำหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ไฟเขียวจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยให้ทายาท จ.อ. สมาน กุนัน วงเงิน 4.95 แสนบาท จากกรณีการเสียชีวิตขณะเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า อะคาเดมี่ ที่ถ้ำหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค. 61 - น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ครั้งที่ 4/2561ซึ่งมีนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของ จ.อ.สมาน กุนัน ซึ่งเสียชีวิตจากการเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจลำเลียงวางขวดอากาศในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ณ วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 61 เป็นเงิน 495,000 บาท แบ่งเป็น เงินชดเชย 450,000 บาท และค่าจัดการศพ 45,000 บาท ซึ่งเป็นการพิจารณาช่วยเหลือตามพ.ร.บ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัย เนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลาง ประสานการเบิกจ่ายเงินให้ทายาทโดยเร็วโดยกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้มีคนดีในสังคมมากขึ้น โดยพลเมืองดีได้รับอันตรายจากการกระทำความดี ควรได้รับความช่วยเหลือจากราชการ ทั้งนี้ หากท่านพบเห็นพลเมืองดีได้รับอันตรายจากการกระทำความดี สามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ท้องที่เกิดเหตุ หากเกิดในกรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ สำนักงานเขต สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ติดต่อได้ที่ ที่ว่าการอำเภอ&amp;rdquo; น.ส.สุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13211</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อ. สมาน กุนัน ว, ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน, บัญชีกลาง, ผู้ประสบภัย, หมูป่า อะคาเดมี่, อ.แม่สาย, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บัญชีกลางจ่อชงครม.โยกเงินค่าขึ้นรถไฟกับบขส. ในบัตรคนจนพื้นที่กทม.-ปริมณฑล มาเป็นค่าขึ้นรถไฟฟ้าแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีกลางจ่อชงครม.โยกเงินค่าขึ้นรถไฟกับบขส. ในบัตรคนจน มาเป็นค่าขึ้นรถไฟฟ้าแทน &amp;nbsp;เผยยอดใช้บัตรคนจนเดินทาง8 เดือนแรกทะลุ 200 ล้านบาทพร้อมให้บริการกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน 20 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการพัฒนาระบบตั๋วร่วมเพื่อรองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยว่า ในปัจจุบันมีประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง จำนวน 1.3 ล้านใบ ในเขต 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ซึ่งเป็นบัตรแบบ 2 ชิปการ์ด โดยจะมีสัญลักษณ์แมงมุมบริเวณมุมขวาล่างด้านหลังบัตร ทั้งนี้ ภายในบัตรดังกล่าวจะมีวงเงินที่สามารถใช้กับรถไฟฟ้า MRT และเป็นวงเงินเดียวกับใช้บริการรถเมล์ ขสมก. จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้ร่วมกับรถเมล์ ขสมก. ภายในเดือน ต.ค.นี้นั้น กรมบัญชีกลาง จะมีการพิจารณาประเมินนำวงเงินในการใช้รถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ( รฟท.)จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน และรถโดยสารประจำทางของบริษัท ขนส่ง จำกัด &amp;nbsp;(บขส.)จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน &amp;nbsp;เพิ่มวงเงินในส่วนของการใช้กับรถไฟฟ้า MRT เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ขณะเดียวกันยังมีแผนที่จะให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้ร่วมกับเรือโดยสารได้ด้วยในอนาคต ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ก่อนนำเสนอไปให้คณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;(ครม.)พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในส่วนของการใช้บัตรกับรถไฟฟ้า MRT วงเงิน 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น หากมีการใช้เกินจากวงเงินที่รัฐบาลให้ จะสามารถติดลบได้ 1 ครั้ง และจะถูกหักยอดติดลบในวงเงินของเดือนถัดไป ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการเดินทางโดยรถไฟ รฟท. เฉลี่ยวงเงิน 20 ล้านบาทต่อเดือน และรถ บขส. 5 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาผู้ใช้บัตรผู้มีรายได้น้อยจ่ายค่าเดินทางแล้ว200ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือน เม.ย. 2561 ที่ผ่านมามีผู้ใช้บัตรฯกับรถไฟ 30 ล้านบาท และรถ บขส. 6 ล้านบาท
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาส ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) กล่าวว่าทาง รฟม.จะมีการดำเนินการในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีม่วงโดยจะมีการจัดจ้าง BEM ดำเนินการในการปรับอ่านบัตร Europay, MasterCard และ Visa (EMV) ให้สามารถอ่านได้ทั้งบัตรแมงมุมและบัตร EMV ซึ่งจะใช้งบลงทุนในการดำเนินการประมาณ 500 ล้านบาท ในส่วนของธนาคารกรุงไทยก็จะต้องไปดำเนินการจัดทำระบบการชำระดุล สำหรับขณะนี้มีการแจกบัตรแมงมุมไปแล้วจำนวน 140,000 ใบ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50,000 จะมีการนำไปแจกในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ที่จะมีการเปิดตัวการใช้บริการบัตรแมงมุมร่วมกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ และรถเมล์ ขสมก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนของกรณีของรถไฟฟ้า BTS ที่ขณะนี้ยังไม่เข้าร่วมโครงการตั๋วร่วมนั้นก็เข้าใจว่าทาง BTS มองว่าน่าจะรอปรับปรุงหัวอ่านครั้งเดียวตอนปรับเป็นหัวอ่านบัตร EMV เพราะทาง BTS ก็มีผู้ถือบัตร Rabbit อยู่แล้วถ้าเป็นช่วงระยะเวลาสั้นในการเปลี่ยนระบบหลายครั้งเกรงว่าผู้ถือบัตรจะสับสนจึงน่าจะรอเปลี่ยนครั้งเดียวคือเดือนธันวา 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประเภทที่มี 2 ชิปการ์ด (มีสัญลักษณ์แมงมุมด้านหลังบัตร) ต้องนำบัตรฯ มาขึ้นทะเบียนก่อนจึงจะสามารถใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT ได้ โดยได้จัดเตรียมจุดให้บริการขึ้นทะเบียนบัตรฯ ไว้ภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน ทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 61 ถึง วันที่ 30 กันยายน 61 ระหว่างเวลา 11.00 - 20.00 น. และบัตรฯ ที่ขึ้นทะเบียนแล้วนี้ จะเริ่มใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT ได้ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 61 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12777</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารถไฟฟ้า, ค่าเดินทาง, บัญชีกลาง, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, บัตรแมงมุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180119/image_big_5a61ba949850e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บัญชีกลาง”ดีเดย์ มิ.ย.จ่ายตรงเงินเดือนทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ดีเดย์ มิ.ย. 2561 จ่ายตรงเงินเดือนทหารกองประจำการเข้าบัญชีภายใน 5 วันทำการของเดือนถัดไป หลังจับมือกลาโหมบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำโครงการจ่ายตรงเงินเดือนทหารกองประจำการผ่านระบบบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม (e-Social Welfare) ซึ่งเป็นระบบที่กรมบัญชีกลางพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจ่ายเงินสวัสดิการสังคมต่าง ๆ ของภาครัฐ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้อบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกเหล่าทัพที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือนทหารกองประจำการ รวมทั้ง ได้ทดสอบระบบการจ่ายเงินตรงคู่ขนานกับการจ่ายเงินแบบเดิมในเดือนเมษายน &amp;ndash; พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และจะเริ่มจ่ายตรงเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของทหารกองประจำการทุกเหล่าทัพ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป โดยเงินเดือนจะเข้าบัญชีภายใน 5 วันทำการของเดือนถัดไป&amp;rdquo; นาวสาวสุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยในแต่ละเดือนผู้ปฏิบัติงานในสังกัดของกระทรวงกลาโหมจะต้องจัดทำฐานข้อมูลตามรูปแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งประกอบด้วย เลขบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ เลขประจำตัวประชาชน และรายการเงินที่ขอเบิกและหักหนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกตรวจสอบการมีชีวิตและความถูกต้องของข้อมูลจากกรมการปกครอง หลังจากที่กรมบัญชีกลางได้รับแจ้งรายละเอียดการขอเบิกเงินเดือนทหารกองประจำการที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จะดำเนินการโอนเงินตามยอดของเงินเดือนที่ถูกหักรายการหนี้ (ถ้ามี) เข้าบัญชีของผู้มีสิทธิโดยตรง ส่วนยอดรวมของรายการหนี้ที่ถูกหักทั้งหมด จะโอนเข้าบัญชีของส่วนราชการต้นสังกัด ทั้งนี้ การจ่ายตรงเงินเดือนทหารกองประจำการผ่านระบบบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม (e-Social Welfare) จะไม่รวมการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงต่าง ๆ ซึ่งส่วนราชการยังต้องเป็นผู้เบิกเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำให้ครบทุกส่วนราชการ และครอบคลุมบุคลากรทุกประเภท เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินตามกำหนดเวลาที่แน่นอน มีความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถใช้ฐานข้อมูลสำหรับการจัดสรรงบประมาณและกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้ รวมทั้ง ทำให้การรับและจ่ายเงินภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ปรากฏเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11517</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหม, จ่ายตรง, บัญชีกลาง, เงินเดือนทหารกองประจำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180119/image_big_5a61ba949850e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
