<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเมืองทำให้เศรษฐกิจประเทศไหลยาวสู่ความมืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาทิตย์ที่แล้วนิตยสารนิเคอิ เอเซียน รีวิว ได้เผยแพร่บทความ ขาลงยาวสู่ความมืดทางเศรษฐกิจของไทย (Thailand&amp;#39;s long descent into economic darkness) เขียนโดย นายวิลเลียม พีเซ็ค (William Pesek) ซึ่งเป็นข่าวไม่ค่อยดีสำหรับเศรษฐกิจไทยและไม่ดีมาก เพราะนิเคอิ เอเซียน รีวิว เป็นนิตยสารที่ทรงพลังและมีคนอ่านมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายพีเซ็ค ผู้เขียนก็เป็นคอลัมนิสต์ทางเศรษฐกิจที่เป็นที่ยอมรับ รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้อ่านนิตยสารนี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ของไทยและมีอิทธิพลมากต่อการค้าและการลงทุนในบ้านเรา แต่ความเห็นที่ปรากฏในบทความก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และเราโดยเฉพาะผู้บริหารประเทศควรต้องยอมรับและพยายามแก้ไขปัญหาจริงจัง เป็นเรื่องที่ละเลยอีกไม่ได้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เนื้อหาของบทความแบ่งได้เป็นสามประเด็น หนึ่ง ผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรงเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะผลกระทบที่มีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากันระหว่างเศรษฐกิจด้านบน คือ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเศรษฐกิจของคนส่วนน้อย กับเศรษฐกิจด้านล่าง คือ ภาคบริการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ เป็นการฟื้นตัวแบบตัวอักษร K ที่จะใช้เวลานานในการฟื้นตัว โดยอ้างตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประเมินว่า ไทยอาจจะใช้เวลาฟื้นตัวนานถึงปี 2023 ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่มองการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยมีมาตั้งแต่ก่อนโควิดเป็นผลจากการทำนโยบายของทุกรัฐบาล ช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา ที่เมื่อเข้ามามีอำนาจแล้วส่วนใหญ่ก็บริหารเศรษฐกิจไปวันๆ แบบไม่มีแผน ทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ประเทศมีไม่มีการแก้ไข มีแต่คำมั่นสัญญาแต่ไม่มีผลงาน รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ต่างกันคือ เริ่มต้นเข้มแข็งแต่จากนั้นก็ทำนโยบายเหมือนรัฐบาลในอดีต คือ แจกจ่ายเงิน ไม่แก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่สนใจเรื่องนวัตกรรม ไม่ปฏิรูปประเทศในช่วงที่ควรทำคือ ปี 2004-2020 ที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ไม่กล้าเผชิญงานหนักที่จะปฏิรูประบบราชการ ลงทุนในระบบการศึกษา และเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ ผลคือ ประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปและตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนามที่มีการปฏิรูป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้เราไม่ยอมฝึกหรือลงแส้กำลังแรงงานของประเทศให้ทำงานที่ยากขึ้นเก่งขึ้น เพื่อการเติบโตในอนาคต แต่เลือกทางออกแบบง่ายๆ เดิมๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งออกสินค้าแบบเดิมๆ ดึงเงินทุนต่างประเทศ และกระตุ้นการบริโภคของประชาชนด้วยการก่อหนี้ จนเศรษฐกิจและแรงงานของประเทศไม่มีความเข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่พร้อมที่จะเดินต่อแม้วิกฤติโควิดจบลง จากที่ครัวเรือนไทยมีระดับหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย คือ ร้อยละ 89.3 ของรายได้ประชาชาติ ไม่มีพลังที่จะไปต่อ เงินที่รัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็หมดไปกับแจกเงินเยียวยา ซึ่งก็คือการบริโภค ไม่ใช้วางรากฐานเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจหลังโควิด และยิ่งโควิดยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยก็เหมือนเรือที่แล่นออกจากแผนที่เดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปจบที่ไหน และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะเดินถอยหลังช่วงสองปีข้างหน้า คือ รายได้ต่อหัวลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งหมดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการเมืองของประเทศที่ไม่ทำหน้าที่ (Thailand&amp;#39;s political dyfunction) ทำให้ 10-20 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สูญเปล่าของประเทศ (lost years) และที่น่าเจ็บปวดคือ ผู้บริหารขณะนี้เหมือนจมอยู่ในอดีต คือประเทศไทยตอนนี้ก็เหมือนประเทศไทยในปี 1997, 2006 หรือ 2014 คือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนเดิม ทำให้ไทยจะไม่ใช่ประเทศยิ่งใหญ่หลังโควิดจบลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ใครที่สนใจบทความนี้น่าจะอ่านต้นฉบับ ผมพยายามเก็บความอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของผู้เขียนที่สันทัดเรื่องเศรษฐกิจเอเชียติดตามและมองประเทศไทยมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นข้อเท็จจริงที่เราต้องเปิดใจแม้เป็นสิ่งที่เราไม่กล้าและไม่ชอบพูดกันทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ และสำหรับผู้ที่เดินทางต่างประเทศมากๆ ช่วงก่อนโควิดคงจะเห็นภาพว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเหมือนหยุดอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก้าวกระโดดจนเราเหมือนเป็นคนป่วยของเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจว่า ขณะที่ประเทศต่างๆ ไปได้ดีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย ปี 1997 โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติเหมือนเรา เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเทศพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมระดับต้นๆ ของโลก หรืออินโดนีเซียที่มีการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารเลยช่วง 21 ปีที่ผ่านมา และประเทศก็ไปได้ดี และแม้ทุกประเทศในภูมิภาคจะเผชิญความผันผวนและความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกเหมือนเราช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ทุกประเทศก็ทำได้ดี ทำให้ชัดเจนว่าเราเป็นประเทศที่มีปัญหา และปัญหาของเราอยู่ที่การบริหารจัดการ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการทำหน้าที่ของนักการเมืองในฐานะผู้นำประเทศ และระบบการเมืองของเราที่ผลิตผู้นำเหล่านี้ขึ้นมาบริหารประเทศ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากทุกพรรคการเมืองใหญ่จากการปฏิวัติรัฐประหาร ได้รัฐบาลที่มาจากการผสมกันของพรรคการเมือง ข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ แต่การเมืองที่ได้มาก็ไม่ทำหน้าที่เหมือนที่บทความวิเคราะห์ ทำให้ยี่สิบปีที่ผ่านมาเป็นยี่สิบปีที่สูญเปล่า ทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศเหมือนหยุดอยู่กับที่ไม่ไปไหน คำถามคือทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมการเมืองถึงได้กดต่ำเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศได้มากขนาดนี้ ซึ่งคำตอบน่าจะอยู่ในสามเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง หลังวิกฤติปี 40 การเมืองไทยถูกแปรสภาพเป็นการเมืองแบ่งขั้วที่ห้ำหั่นกันรุนแรง ไม่ใช่เพื่ออุดมคติทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นการแบ่งขั้วเพื่อแย่งอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพื่อบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า แต่เพื่อใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์และทำลายคู่แข่งทางการเมือง เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องโจ่งแจ้งรุนแรงจนสถาบันหลายสถาบันของประเทศต้องเลือกข้างไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสื่อ สถาบันข้าราชการ หรือบางหน่วยงานที่ดูเรื่องความมั่นคงและยุติธรรม เช่น การใช้บังคับกฎหมาย เมื่อเป็นอย่างนี้ประเทศก็ไม่มีพลัง ไม่มีความสามัคคีที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา เห็นได้ชัดกรณีวิกฤติโควิดคราวนี้ที่นักการเมืองดูจะหมกมุ่นกับเรื่องอำนาจและการทำลายคู่แข่งมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชน หรืออนาคตของประเทศที่เสื่อมถอยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ระบบข้าราชการที่เคยเป็นเกราะป้องกันสำคัญไม่ให้มีการใช้อำนาจการเมืองอย่างผิดๆ ที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศก็อ่อนแอลงไปมาก เพราะการเมืองสองขั้ว ทำให้บ้างต้องเลือกข้างหรือรับใช้นโยบายที่ไม่ได้ความเพื่อความอยู่รอด ซึ่งน่าเห็นใจมาก แต่อีกส่วนของข้าราชการที่พร้อมไปด้วยกับการเมือง ทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี คือนักการเมืองที่เข้ามาเป็นใหญ่ในกระทรวงมักจะไม่มีความคิดหรือเตรียมแผนงานมาก่อนว่าจะทำอะไร ต้องอาศัยข้าราชการเป็นผู้แนะนำหรือเสนอ หรือช่วยทำให้ประเด็นที่หาเสียงไว้เกิดเป็นนโยบาย ข้าราชการก็พร้อมตอบสนองตราบใดที่การเมืองไม่เข้าไปแตะหรือปฏิรูประบบที่มีอยู่ โดยเฉพาะขุดคุ้ยการทำไม่ดีไม่งามต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ ผลคือ นโยบายที่ออกมาจากนักการเมืองจะเป็นแบบเบาๆ เพื่อสร้างคะแนนนิยม แต่เรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขจะไม่แตะ และการผิดพลาดใหญ่ๆ ในระบบราชการที่มีอยู่ เช่น การทุจริตคอร์รัปชันก็จะไม่แตะต้อง เราจึงเห็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปไม่เกิดขึ้น และการทุจริตคอร์รัปชันยิ่งรุนแรงขึ้นจนเหมือนจะแก้ไขไม่ได้ ผลคือเศรษฐกิจและภาคธุรกิจกลายเป็นเชลยของระบบนี้ ทำให้ประเทศกลายเป็นเศรษฐกิจที่ไม่มีพลังทางด้านนโยบายที่จะนำพาประเทศ เป็นประเทศที่มีต้นทุนแอบแฝงสูงในการทำธุรกิจ ขาดทิศทางและไม่น่าลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ภาคธุรกิจก็เป็นเชลยกับระบบนี้ที่ไม่มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญที่ควรแก้ไข มีแต่ความไม่แน่นอน เพราะไม่รู้ว่านโยบายและการเมืองในระยะต่อไปจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะชะลอการลงทุน และเมื่อไม่ลงทุน ไม่มีนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ถดถอย และเมื่อแข่งขันไม่ได้ บริษัทขนาดใหญ่ที่เคยมีชื่อติดอันดับโลกก็ถูกลดบทบาท ถูกแซงโดยบริษัทจากประเทศอื่น ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้หันมาทำธุรกิจในประเทศมากขึ้น ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเพื่อหาฐานรายได้ใหม่ กระทบการแข่งขันในประเทศและโอกาสทางธุรกิจของบริษัทขนาดกลางและเล็ก ผลวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อิทธิพลทางธุรกิจและสัดส่วนทางเศรษฐกิจของบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นมาก จนทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง คือเศรษฐกิจเข้าข่ายมีการผูกขาดตัดตอนมากขึ้น ปิดโอกาสของบริษัทเล็กๆ ที่จะเติบโต และบางบริษัทต้องเข้าหาอำนาจรัฐ ทำธุรกิจที่ตนเองไม่เคยทำเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐ ผลคือ ภาคธุรกิจไม่มีพลวัตที่จะขับเคลื่อนตัวเอง ไม่มีการลงทุน ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการจ้างงานใหม่ วนเวียนอยู่กับสิ่งเดิมๆ ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือประเทศไทยที่เป็นผลจากการเมืองของทุกพรรคช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ 20 ปีที่ผ่านมาเป็นปีสูญเปล่าของคนไทยและประเทศ เป็นข้อสรุปของบทความที่ผมเห็นด้วย และชัดเจนว่าถ้าสิ่งเหล่านี้มีอยู่และไม่แก้ไข เศรษฐกิจเราก็จะยิ่งถลำลึกไปในความมืดจากการทำไม่ทำหน้าที่ของฝ่ายการเมือง และปีสูญเปล่า หรือ lost years ก็อาจยืดเยื้อไปอีกห้าปีสิบปี ซึ่งจะกระทบอนาคตคนรุ่นหนุ่มสาวของประเทศมาก ที่น่าเสียใจคือ คนไทยรุ่นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ก็ตระหนักเรื่องนี้ แต่เลือกที่จะวุ่นวายและเอาเป็นเอาตายกับการเมืองเลือกข้าง โดยไม่สนใจความตกต่ำและความเสียหายต่อประเทศที่ได้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์&amp;nbsp;เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107064</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองทำให้เศรษฐกิจประเทศไหลยาวสู่ความมืด, บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d01cc9d03fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัวเตรียมใจกับโควิดที่จะอยู่ยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงเดือนนี้การระบาดของโควิดทั่วโลกก็ดำเนินมากว่าปีครึ่งแล้ว และไม่มีท่าทีว่าจะสงบหรือยุติลงง่าย ๆ เห็นได้จากในหลายประเทศ เช่น อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมันนี การระบาดยังมีมากแม้มีการระดมฉีดวัคซีนเต็มที่ในหลายประเทศ ที่สำคัญ การระบาดรอบใหม่ได้ย้ายจุดศูนย์กลางจากประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ เข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง อินเดีย และบราซิลที่ระบบสาธารณสุขในประเทศเหล่านี้เข้มแข็งน้อยกว่าประเทศอุตสาหกรรม ทำให้ประเมินได้ว่าการแพร่ระบาดคงมีอยู่ต่อไป และจะใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่สถานการณ์การระบาดทั่วโลกจะสามารถควบคุมได้ คำถามคือ เราจะอยู่อย่างไรที่ภาวะที่การระบาดของโควิดจะเป็นภัยสาธารณสุขประจำวันอย่างน้อยอีกระยะหนึ่ง และรัฐควรให้ความสำคัญกับอะไรในแง่นโยบาย นี่คือ ประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่ามีอย่างน้อยสามปัจจัย หรือสาเหตุที่ทำให้การระบาดของโควิด-19 จะอยู่กับเราต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง การระบาดเกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ และในแต่ละรอบเชื้อไวรัสก็มีการกลายพันธุ์ ทำให้การป้องกันรวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่จะปกป้องคนจากการระบาดต้องปรับตัวตาม เห็นได้จากที่เรามีสายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นประเทศจีน สายพันธุ์อังกฤษ อัฟริกาใต้ และล่าสุดอินเดีย การกลายพันธุ์เหล่านี้ทำให้วิธีการรักษาและวัคซีนป้องกันต้องปรับตาม และยังไม่สามารถดักทางการกลายพันธุ์ของไวรัสได้ ทำให้การระบาดจะมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีสมรรถภาพทางสาธารณสุขต่ำ ที่จะเป็นจุดหรือพื้นที่เสี่ยงทำให้การระบาดจะปะทุขึ้นอีก จนกว่าทุกจุดจะสามารถควบคุมได้ซึ่งจะใช้เวลามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง วัคซีนขณะนี้เป็นแนวป้องกันเดียวที่โลกมีที่จะช่วยหยุดการระบาด และนำเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนกลับสู่ภาวะปรกติ จึงได้มีการระดมฉีดวัคซีนมาก ปัญหาคือ ความสามารถในการเข้าถึงวัคซีนที่แตกต่างกันระหว่างประเทศอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว กับประเทศยากจน คือ ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีพลังทางการเงินที่จะระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้การระบาดจะไม่จบตราบใดที่ประเทศยากจนยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ กลายเป็นจุดเสี่ยงของโลกเพราะยังมีการระบาดและเป็นความเสี่ยงที่การระบาดอาจจะปะทุขึ้นทั่วโลกได้ จากจำนวนประชากรในประเทศกำลังพัฒนามีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม คือเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ต้องการเร่งให้มีการเปิดประเทศ หยุดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางข้ามพรมแดน และข้อจำกัดที่ลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้เหมือนเดิม เห็นได้ว่าในทุกครั้งที่การระบาดรอบใหม่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมต่าง ๆ เร็วเกินไป ล่าสุดที่อินเดียจนทำให้เกิดการระบาดใหญ่ นอกจากนี้ความสะดวกของการเดินทางระหว่างประเทศก็เป็นแรงส่งให้การระบาดสามารถกระจายตัวได้เร็วและหยุดยาก เพราะการเดินทางมีอยู่ตลอดเวลาด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามปัจจัยนี้โดยเฉพาะปัจจัยที่สองเรื่องความเหลื่อมล้ำจะทำให้สถานการณ์การระบาดจะไม่จบง่าย ๆ เพราะการป้องกันการระบาดทำกันในระดับประเทศ ซึ่งประเทศยากจนเสียเปรียบไม่มีทรัพยากร ขณะที่โรคระบาดเป็นปัญหาระดับโลก ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ดังนั้นถ้าจะหยุดการระบาดให้ได้เร็ว หรือรับมือกับการระบาดของไวรัสตัวใหม่ ๆ ในอนาคตได้จริงจัง การหยุดการระบาดต้องเป็นมาตรการหรือความพยายามระดับโลก ที่มาจากความร่วมมือของประเทศทั่วโลกไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นนี้ น่าสนใจว่ารายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุด ที่ศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ทำงานให้องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นให้ข้อสรุปว่า การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ที่การระบาดใหญ่เกิดขึ้นก็เพราะมีจุดอ่อนในทุกจุดที่เกี่ยวกับการเตรียมการ (Preparedness) และการตอบโต้ (Response) นอกจากนี้ระบบเตือนภัยขององค์การอนามัยโลกก็ทำงานช้าเกินไป และเบาเกินไป คือ ไม่หนักแน่น รวมถึงขาดภาวะผู้นำระดับโลกที่จะสนองตอบกับปัญหา ทำให้การแก้ไขเกิดขึ้นช้า จนไม่สามารถหยุดการระบาดที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานได้เสนอให้มีการปฏิรูปหล่ายอย่างเพื่อการเตรียมตัวที่ดีขึ้นในระดับโลกที่จะตั้งรับสถานการณ์การระบาดในอนาคต เช่น จัดตั้งสภาสาธารณสุขโลกเป็นผู้นำความร่วมมือและความรับผิดรับชอบทางการเมืองในการป้องกันปัญหา มีระบบเฝ้าระวังที่โปร่งใสและให้อำนาจองค์การอนามัยโลกที่จะเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการระบาด รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบสถานการณ์ ผลักดันความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านสาธารณสุขระดับประเทศ รวมถึงสรรหาบุคคลากรและเงินทุนช่วยเหลือเมื่อเกิดการระบาด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามต่อมาคือ ประเทศเราต้องเตรียมการอะไรหรือไม่ ถ้าโควิดจะอยู่กับเราอีกนาน คือ ประชาชนต้องระวังภัยทางสาธารณสุขขณะเดียวกันก็ต้องทำมาหากิน ผมว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต้องเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพราะคงเกิดขึ้นแน่ ๆ และรัฐไม่ควรทำนโยบายแบบตามสถานการณ์อย่างที่เกิดขึ้น เพราะทำให้เสียเวลาและสูญเสียมาก ผมว่ามีสามเรื่องที่ต้องคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ความเข้มแข็งของระบบสาธารสุขสำคัญที่สุด เพราะต้องดูแลคนทั้งประเทศให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งรัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเตรียมตัวในเรื่องอุปกรณ์ ยา บุคคลากร จำนวนเตียงคนไข้ และระบบงานต่าง ๆ ให้พร้อม ที่ผ่านมาคนไทยมีความภูมิใจมากกับความสามารถของบุคคลากรการแพทย์ และระบบสาธารณสุขของเรา สร้างความสบายใจให้กับประชาชนและประชาชนไว้วางใจ ความเข้มแข็งเหล่านี้เหล่าต้องรักษาไว้ โดยมาตรการของภาครัฐที่จะเสริมสร้างความพร้อม โยกย้ายทรัพยากรต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือ ภายใต้หลักการว่าทำมากดีกว่าทำน้อย เพราะความไม่แน่นอนมีมาก ความเข้มแข็งนี้บวกกับการช่วยเหลือแบ่งปันระหว่างประชาชนด้วยกันและโดยภาคธุรกิจจะเสริมให้สังคมมีความพร้อมและเข้มแข็งที่จะอยู่กับปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ดังนั้นรัฐต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ภาคธุรกิจและประชาชนต้องปรับตัวและยอมรับความจริงว่า โลกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม ทำให้การใช้ชีวิตต้องเปลี่ยน ต้องระมัดระวังมากขึ้นในแง่สาธารณสุข ต้องช่วยเหลือกันมากขึ้น มองความอยู่รอดของสังคมเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งความคิดหนึ่งที่คนไทยยอมรับมากจากเหตุการณ์โควิดระบาดครั้งนี้ คือ ชีวิตจากนี้ไปโดยเฉพาะหลังโควิดจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้ เราต้องใช้ชีวิตให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการมีความสุขกับสิ่งที่เรามีในชีวิตมากกว่าการแสวงหาอย่างไม่สิ้นสุด ปรับปรุงชีวิตของเราให้มีคุณค่ากับตัวเองและสังคม ศรัทธาในตัวเองและสร้างความภูมิใจกับชีวิตเราเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม บทบาทภาครัฐก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน การระบาดครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความอ่อนแอในสังคมของเรามีมาก ที่คนจำนวนมากคือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศไม่สามารถดูแลตัวเองได้เมื่อมีวิกฤติหรือตกงาน ขณะที่ความยุ่งยากและความสลับซับซ้อนของปัญหาก็เลยความสามารถ (Capacity) ของภาครัฐ โดยเฉพาะนักการเมือง และระบบราชการที่จะบริหารจัดการ ในหลายกรณี ช่องว่างระหว่างภาครัฐและปัญหามีมาก ทำให้การแก้ไขออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ทันการและไม่ตรงจุด เหมือนอยู่กันคนละโลก คือ โลกของภาครัฐที่เน้นการประชุมสั่งการ การปฏิบัติตามขั้นตอนตามระเบียบและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งต่างกับภาคเอกชนและประชาชนที่อยากเห็นการทำนโยบายที่มองไปข้างหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยง ลดโอกาสของการเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสินใจตามสถานการณ์ และขาดสำนึกหรือ sense ของความเร่งด่วน เช่น กรณีสิ่งผิดกฎหมายที่เปิดพื้นที่ให้เชื้อเข้ามาระบาดในประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการทำหน้าที่ที่หละหลวมหรือถูกแทรกแซงด้วยเป้าหมายทางธุรกิจหรือการเมือง ทำให้การแก้ไขปัญหาอย่างที่ควรต้องทำไม่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวิกฤติคราวนี้ เราเห็นชัดว่า ภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลมีอำนาจมากและอาจมีอำนาจมากเกินไป ส่วนดีในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าอำนาจถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทุกปัญหาก็จะแก้ไขได้ เราจะได้การตัดสินใจที่ดีที่ประชาชนเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าการใช้อำนาจถูกบิดเบือนด้วยเหตุผลอื่น เช่น เหตุผลทางการเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่ภาครัฐทำก็จะไม่ตรงจุดและแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นการเผาผลาญทรัพยากรของประเทศโดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในโลกใหม่จากนี้ไป ภาครัฐเองก็ต้องไม่กลับไปเหมือนเดิมเช่นกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานและการใช้อำนาจเพื่อสนับสนุนให้สังคมปรับตัวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น มีคุณค่าขึ้น เพื่อให้ประเทศและคนในสังคมมีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจโลก และสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยศักดิ์ศรีและความภูมิใจตามศักยภาพที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุด ในระดับปัจเจกบุคคล เราเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและปรับตัวมาก เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว สำคัญที่สุดคือ หนึ่ง พยายามทำงานหรือมีงานทำเพราะการมีรายได้สำคัญมาก ต้องพร้อมปรับตัวเพื่อให้มีรายได้ และรักษางานไว้ สอง ดูแลรักษาสุขภาพ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นภูมิต้านทานที่ดีสุดในโลกที่การระบาดยังมีอยู่ ทำให้เราจะสามารถทำงานได้ สาม ประหยัดมากขึ้นเพราะโลกจะมีแต่ความไม่แน่นอน ถ้าเราฟุ่มเฟือยเราก็จะหมดเงินเร็วหรือไม่มีเงินออม และถ้าพลาดพลั้งไม่มีงานทำเราก็จะไม่มีเงินใช้จ่าย ทำให้ชีวิตจะลำบากมาก การประหยัดก็คือ การปรับตัวที่จะหาความสุขจากสิ่งที่เรามี โดยไม่สร้างปัญหาให้กับตนเองครอบครัวและคนอื่น ๆ เพราะถ้าทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ได้ ชีวิตก็จะมีปัญหามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือประเด็นที่อยากฝากไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105032</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของโควิดทั่วโลก, บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b616d1bfe32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขียนให้คิดถึงอนาคตประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนต้นเดือนวันที่ 8 เมษายน พอเริ่มมีการระบาดของโควิดรอบสาม สำนักข่าวต่างประเทศได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผมในประเด็นผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ให้ความเห็นสองเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง การระบาดรอบนี้จะรุนแรงเพราะเป็นการแพร่ระบาดในประเทศระหว่างคนในประเทศ โดยเชื้อที่สามารถแพร่ได้เร็ว ทำให้การอัตราการแพร่ระบาดจะเร่งตัวมาก และเทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้ประเทศเราก็การ์ดตกทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การระบาดจะแพร่เร็วมาก และให้ความเห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจคงมีแน่นอน และจุดสมดุลระหว่างการลดการระบาดกับการดูแลไม่ให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมากนั้นไม่มี แต่ต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญอันไหนก่อนระหว่างการแก้ปัญหาสาธารณสุขคือ หยุดการระบาดกับการแก้เศรษฐกิจ ซึ่งผมให้ความเห็นว่าต้องเลือกสาธารณสุขก่อน ควรพยายามหยุดการระบาดโดยเร็ว ด้วยมาตรการที่ทำเต็มที่ และควรทำแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และถ้าดูจากปีที่แล้วประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือในการหยุดการระบาด เพราะทุกคนไม่อยากให้ประเทศมีการระบาดรุนแรงเพราะเสี่ยงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผมให้ความเห็นว่าการใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก การขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลง แต่จะลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่ว่าการระบาดคราวนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการที่ภาครัฐจะใช้ควบคุมการระบาดว่าจะเข้มข้นเอาจริง และมีประสิทธภาพแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้ก็ชัดเจนในทั้งสองเรื่องคือ รัฐบาลเลือกที่จะประคับประคองเศรษฐกิจ ดูจากมาตรการวันที่ 16 เมษายน คือ ไม่ได้ออกมาตรการเต็มที่ ๆ จะหยุดการระบาด ไม่มีล็อคดาวน์ ไม่มีเคอร์ฟิว มีเพียงยกระดับพื้นที่ 18 จังหวัดเป็นพื้นที่สีแดง ห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ บวกกับมีการปรับเวลาเปิดปิดร้านและห้าง โดยจะใช้มาตรการเหล่านี้ 14 วัน เริ่ม 18 เมษายน จากนั้นก็เสริมด้วยมาตรการระดับจังหวัด โดยเป็นอำนาจของแต่ละจังหวัดในการออกประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ห่วงกันขณะนี้คือมาตรการระดับนี้ไม่ใช่ยาแรงและจะหยุดการระบาดได้หรือไม่ และถ้าการระบาดยืดเยื้อเพราะมาตรการไม่เข้มพอหรือช้าเกินไป ผลต่อเศรษฐกิจจะมีมากและอาจออกมาเป็นกรณีเลวร้าย (Worst Case) สำหรับเศรษฐกิจตามที่แบงค์ชาติได้ประเมินไว้เมื่อวันที่ 9 เมษายน คือ การระบาดยืดเยื้อไปถึงครึ่งหลังของปีนี้ การฉีดวัคซีนในประเทศล่าช้าและการระบาดรอบสามทำให้เป้าหมายการเปิดประเทศของรัฐบาลต้องเลื่อน ผลคือการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ต้องปรับลงมาก หรืออาจติดลบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราขณะนี้มีมาก ทั้งในระยะสั้นคือ ดูแลผลกระทบของการระบาดรอบสามและรอบต่อ ๆ ไปที่จะมีต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ และในระยะยาวคือ นำเศรษฐกิจไปสู่การฟื้นตัวเพื่อให้ประเทศและคนในประเทศมีรายได้ที่จะนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากสามเงื่อนไขที่ต้องมีหลังโควิดจบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เศรษฐกิจต้องสามารถขยายตัวได้สูงพอ คือ ในอัตรามากกว่าร้อยละ 4 ต่อปี เพื่อให้ประเทศมีรายได้มากพอที่จะกระจายไปสู่คนทุกกลุ่มในสังคม และรัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีพอที่จะชำระหนี้เพราะระดับหนี้ภาครัฐได้เพิ่มขึ้นสูงมากจากการกู้ยืมของรัฐเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง กระบวนการเติบโตของเศรษฐกิจ หลังโควิดจะต้องแตกต่างไปจากเดิมคือ เป็นกระบวนการเติบโตที่ให้ประโยชน์กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง (Inclusive) เพื่อลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีและให้ความมั่นใจว่าทุกชีวิตจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม การเติบโตต้องอาศัยบทบาทของภาคเอกชนเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ต้องมาจากทุกส่วนของภาคเอกชน ไม่ใช่เฉพาะแต่บริษัทใหญ่ ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะภาคเอกชนมีทรัพยากรมาก ขณะที่ภาครัฐมีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้นมากและต้องบริหารการชำระหนี้ ทำให้จะไม่มีทรัพยากรการเงินมาใช้จ่ายมากเหมือนเดิม และรัฐควรใช้เวลาและอำนาจที่มีแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศมี เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น การแข่งขันที่มีน้อยลง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนและเติบโต และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือการบ้านที่รออยู่ที่ต้องการแก้ไข คำถามคือ เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หรือไม่ภายใต้ความเป็นจริงที่มีอยู่ขณะนี้ไม่ว่าในภาครัฐและภาคเอกชน และถ้าไม่ได้อะไรจะเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบในเรื่องนี้อยู่ที่บทบาทใหม่ที่ต้องมีทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ที่ต้องช่วยกันลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เป็นสาเหตุที่กำลังฉุดรั้งประเทศ เปลี่ยนเป็นความคิดใหม่พลังใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้า ไม่จมปลักอยู่กับปัญหาและความไม่ถูกต้องอย่างในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาครัฐ ซึ่งรวมถึงนักการเมืองและข้าราชการประจำ ปัญหาหลักของภาครัฐคือ การตัดสินใจและทำหน้าที่ไม่แก้ไขปัญหาที่ประเทศมี แต่กลับสร้างปัญหามากขึ้นจากการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ทำตามหน้าที่ ทำให้ภาครัฐเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ เห็นได้ชัดจากวิกฤติคราวนี้ ที่การระบาดทั้งสามรอบมาจากความหละหลวมในการทำหน้าที่ของภาครัฐทั้งสิ้น ทำให้สิ่งที่ผิดกฎหมายมีอำนาจเหนือระบบราชการจนสร้างปัญหาให้กับคนทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหาภาครัฐคือ ปฏิรูปการทำงานภาครัฐในสามเรื่อง หนึ่ง วิสัยทัศน์ของผู้นำต้องอยู่การสร้างประเทศ และการสร้างชาติให้เข้มแข็งเพื่ออนาคตของคนไทยรุ่นต่อ ๆ ไป สอง ประสิทธิภาพของระบบราชการที่ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนด้วยระบบงานที่ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำนโยบายที่มองยาวเพื่อประโยชน์ของประเทศและของประชาชนทุกส่วนอย่างเป็นธรรม สาม ทัศนคติของข้าราชการที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ใช้อำนาจหน้าที่หาประโยชน์ให้ตัวเองหรือนักการเมือง จนประเทศเดินถอยหลังด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคธุรกิจปัญหาหลัก ๆ มีสองเรื่อง หนึ่ง ธุรกิจไทยแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้เพราะระดับของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคธุรกิจของเราต่ำมาก จนอาจเป็นอันดับท้าย ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก วัดจากการใช้จ่ายในเรื่อง R&amp;amp;D การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีต่างประเทศแบบมีใบอนุญาติ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการกระบวนการผลิต ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาล่าสุดของธนาคารโลก และสะท้อนการที่ภาคธุรกิจไทยไม่ได้ลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลากว่ายี่สิบปี ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเสื่อมถอยลง สอง การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเรามีน้อยลงจากบทบาทของบริษัทใหญ่ที่มีมากขึ้น จนเข้าข่ายเป็นเศรษฐกิจกึ่งผูกขาด หรือมีการแข่งขันน้อยราย ลักษณะของเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดมากขึ้นแบบนี้ ทำให้บริษัทใหญ่ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องนวัตกรรมเพราะไม่ได้แข่งขันกับใครในต่างประเทศ ตรงข้ามเมื่อไม่ไปแข่งขันนอกประเทศหรือแข่งขันไม่ได้ก็ขยายธุรกิจในประเทศแทน โดยเข้าไปทำธุรกิจในสาขาอื่น ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ผลคือประเทศไม่มีการลงทุนในภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง เศรษฐกิจเติบโตลดลง และความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจที่พูดถึงนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระทบหลายฝ่าย ที่สำคัญคนที่มีอำนาจในปัจจุบันทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจก็ใกล้ชิดกันและคงปกป้องและรักษาสิ่งที่มีอยู่มากกว่าจะแก้ไขปัญหา เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บ้านเมืองไม่ค่อยมีไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่แย่ลง เพราะกลุ่มผลประโยชน์ไม่ต้องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะกระทบสถานะของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศจึงเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง ทางแรก คือ ทางที่เรากำลังเดินขณะนี้ที่รัฐบาลคงจะไม่ทำอะไรจริงจังในการแก้ปัญหาโครงสร้าง และผู้นำภาคเอกชนก็ไม่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ผลคือ ประเทศไม่เติบโต ไม่มีการพัฒนา และปัญหาต่าง ๆ จะยิ่งสะสมและรุนแรงมากขึ้น อีกทางคือ มีการเปลี่ยนแปลง มีการเริ่มทำอะไรจริงจังที่จะแก้ปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ความหวังกับคนทั้งประเทศว่าประเทศและอนาคตของตนกำลังจะดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการตั้งข้อสังเกตุว่าทางแพร่งที่สองนี้เกิดได้ยากมากภายใต้การนำของนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการที่มีอำนาจและได้ประโยชน์จากปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการบรรจบกันของคนสองรุ่นที่ได้รับผลกระทบขณะนี้ที่จะเป็นความคิดใหม่ เป็นพลังใหม่ที่ต้องการสร้างชาติ สร้างประเทศให้ดีขึ้น เพื่ออนาคตของตนเองและคนรุ่นต่อไป ไม่ใช่เพื่อรักษาอำนาจและไม่แก้ปัญหาอย่างปัจจุบัน คนสองรุ่นนี้คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่นแรก เยาวชนและคนหนุ่มสาว อายุตั้งแต่ 15-30 ปี ที่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น แต่ไม่มีพลังที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ในฐานะผู้นำ มีแต่พลังและความตั้งใจสูงที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อน เพื่ออนาคตของประเทศและของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่นที่สอง คือ รุ่นที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นป้า เป็นน้าของคนรุ่นแรก อายุ 30-54 ปี ที่เข้าใจ ห่วงใย และผิดหวังกับสถานะและการใช้อำนาจปัจจุบัน ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศดีขึ้น มีความรู้และมองเห็นชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาที่ประเทศมี เข้าใจในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศดีขึ้นอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีประสบการณ์ และมองเลยประโยชน์ของตัวเอง มองและห่วงอนาคตของประเทศ พร้อมที่จะเสียสละเป็นผู้นำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผนึกกำลังของคนทั้งสองรุ่นที่พูดถึงคือ ประชาชนรุ่น Gen-X,Gen-Y และบางส่วนของ Gen-Z ที่อายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป รวมแล้วประมาณ 58.7% ของประชากรทั้งประเทศ คือพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ไม่ใช่รุ่นสูงวัย หรือรุ่น Baby Boomer ที่อายุ 54 ปีขึ้นไป ประมาณ 24.8% ของประชากรทั้งหมด คนรุ่นสูงวัยนี้คือรุ่นที่ทำให้ประเทศมีปัญหามากขณะนี้ เพราะผู้มีอำนาจทั้งในภาครัฐและเอกชนก็อยู่ในรุ่นนี้ ที่ทะเลาะกันมาก ไม่ยอมวางมือ ไม่ยอมหยุด แย่งอำนาจกันจนประเทศเสียหาย ข้อดีคือคนรุ่นอาวุโสนี้นับวันจำนวนจะลดลงและสัดส่วนในประชากรประเทศจะน้อยลงมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า เปิดทางให้คนรุ่นใหม่คือ Gen-X ถึง Z เข้ามาสร้างชาติสร้างประเทศให้ดีขึ้น ซึ่งทำได้แน่นอน ดูตัวอย่างจีน 40 ปีที่ผ่านมาที่จีนเปลี่ยนประเทศได้แบบพลิกฝ่ามือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือความหวังและอนาคตที่ต้องพูดถึงและคงเกิดขึ้น เห็นได้ว่าคนทุกรุ่นมีหน้าที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ดังนั้นจึงยังไม่สายที่จะช่วยกันสร้างประเทศให้กลับมาเข้มแข็ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์. เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101613</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, เขียนให้คิดถึงอนาคตประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fa4d2293b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ฤาเราจะใช้ชีวิตผิดมาตลอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครที่เป็นแฟนวรรณคดีต่างประเทศ โดยเฉพาะเคยอ่านงานเขียนของลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) นักเขียนระดับอัจฉริยะชาวรัสเซียที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนรัสเซียสมัยศตวรรษที่ 19 คงจะจำท่อนคำพูด &amp;quot;ฤาเราจะใช้ชีวิตผิดมาตลอด&amp;quot; (What if my whole life has been wrong) ได้ว่ามาจากหนังสือ &amp;quot;มรณกาลของอีวาน อิลิช&amp;quot; (The Death of Ivan ILyich) วรรณกรรมเรื่องสั้นที่ตอลสตอยเขียนปี 1886 เป็นคำพูดที่อีวานตัวเอกของเรื่องรำพึงรำพันกับตัวเองช่วงที่เขาป่วยหนักอยู่ที่บ้านก่อนตายว่า เขาอาจใช้ชีวิตผิดมาตลอดเพราะความสำเร็จที่เขาได้ทุ่มเทให้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ฐานะในสังคม หรือความรุ่งโรจน์ของครอบครัว ดูจะไม่มีความหมายเลย เมื่อเขาต้องมานอนรอความตายอย่างทรมานด้วยโรคที่หมอรักษาไม่ได้ เป็นความว่างเปล่าที่ตัวเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน และไม่มีใคร ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูก เพื่อน หรือหมอ ที่จะเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรในช่วงสุดท้ายของชีวิต มีแต่กาซิม คนรับใช้จากชนบทที่มีน้ำใจต่อเขา สงสารเขา และพร้อมช่วยเขาทุกอย่างด้วยความเมตตา เพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้นในวาระสุดท้ายของชีวิต ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่ทำมาทั้งชีวิตนี้เพื่ออะไร อะไรคือความสำเร็จ อะไรคือชีวิต เป็นหนังสือผลงานชิ้นเอกของตอลสตอยและเป็นหนึ่งในสามงานเขียนที่ดีที่สุดของเขารองจาก สงครามและสันติภาพ (War and Peace) และอันนา คาเรนินา (Anna Karenina)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลีโอ ตอลสตอย เกิดวันที่ 9 กันยายน คศ.1828 หรือ พ.ศ. 2371 ตรงกับรัชสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม เกิดในครอบครัวฐานะดี ตอนใต้ของกรุงมอสโคว เขากำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่เด็ก และโตมาด้วยการเลี้ยงดูของญาติ ชีวิตวัยหนุ่มของตอลสตอยค่อนข้างระเกระกะ จนได้แต่งงานเริ่มใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเองและเขียนหนังสือ เขาเขียนสงครามและสันติภาพ เมื่ออายุ 41 เขียนอันนา คาเรนินา ตอนอายุ 49 ซึ่งทั้งสองเล่มประสบความสำเร็จมาก ตอลสตอยมองงานเขียนไม่ใช่เป็นเพียงศิลปะ แต่ต้องเป็นสื่อที่จะทำให้มนุษย์นำสิ่งที่ดีที่สุดในตนเองออกมา เช่น ศีลธรรม และมีความเมตตา ตอนมีชีวิตอยู่ ตอลสตอยได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับรางวัลโนเบิล สาขาวรรณกรรมถึงห้าครั้ง ช่วงปี 1902-06 และด้านสันติภาพสามครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหนังสือมรณกาลของอีวาน อิลิช ตอลสตอยชี้ให้เห็นถึงภัยของสังคมชนชั้นกลางที่ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาตำแหน่ง ชื่อเสียง เงินทอง และฐานะทางสังคม โดยเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จของชีวิต แม้ลึก ๆ แล้วอาจไม่ตรงกับใจของตน อีวานตัวเอกของเรื่องก็เช่นกัน ชีวิตอีวานไต่เต้าตามระเบียบของสังคม ระมัดระวังที่จะทำแต่ในสิ่งที่ &amp;quot;ถูก&amp;quot; เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและสังคม แม้กระทั่งแต่งงานกับหญิงในครอบครัวดีที่เขาไม่ได้รัก อีวานเติบใหญ่จนได้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แต่ก็ล้มป่วยลงกะทันหันโดยตัวเขาเองไม่คาดคิด และเมื่อความตายใกล้เข้ามา เขาก็เข้าใจว่าชีวิตที่ผ่านมาจริง ๆ คือโลกมายา คนตีหน้าเข้าหากัน ไม่มีใครกล้าพูดความจริง หรือจริงใจต่อกัน แม้แต่คนรอบข้างเขาคือ ครอบครัว และเพื่อนสนิท ก็ไม่ตระหนักว่ากำลังอยู่ในโลกมายาเช่นกัน จนลืมว่าวันหนึ่งทุกคนก็ต้องตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่จากการอ่าน แต่จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Ikiru กำกับโดย อาคิระ คูโรซาว่า เป็นหนังขาวดำถ่ายทำปี 1952 ที่เนื้อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือมรณกาลของอีวาน อิลิช ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกสมัยเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ เป็นเรื่องของข้าราชการเทศบาลระดับหัวหน้างานในญี่ปุ่นที่ใกล้เกษียณชื่อ วาตานาเบ้ (Watanabe) ที่วัน ๆ พยายามไม่ทำอะไร ไม่ติดสินใจอะไรแบบข้าราชการ ไม่ตอบรับที่จะแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านมี วาตานาเบ้ล้มป่วยลงกะทันหันด้วยโรคมะเร็งที่หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงปี หลังลาป่วยและพยายามใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเพื่อลืมความทุกข์ เขาก็ได้ข้อคิดว่า ยังไม่สายเกินไปที่จะทำอะไรที่มีความหมาย จากนั้นเขาก็เปลี่ยนไป กลับมาทำงาน และตอบรับที่จะแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านมีอย่างจริงจัง คือสร้างสนามเด็กเล่นที่ชาวบ้านร้องขอ ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จแม้จะต้องคุกเข่าฝ่าด่านความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของระบบราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉากตอนจบของหนังเรื่องนี้คือตัวเอกของเรื่อง วาตานาเบ้นั่งเล่นชิงช้าเด็กอยู่คนเดียวในความมืดในสนามเด็กเล่นที่เขาผลักดันให้สร้างจนสำเร็จ ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาและอากาศที่หนาวเย็นพร้อมฮัมเพลงญี่ปุ่น Gondola no Uta เสมือนจะพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองได้ทำ ด้วยเสียงที่โหยหวลและก็สิ้นใจอยู่ตรงนั้น วันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ตอลสตอยพยายามสื่อผ่านตัวเอกของเรื่องทั้ง อีวาน และวาตานาเบ้ ก็คือชีวิตคนเป็นสิ่งที่มีศักยภาพมาก สามารถทำประโยชน์ได้มากต่อสังคมและมนุษย์ชาติ เพียงแต่เราจะต้องรู้สึกตัวคือ &amp;quot;ตื่น&amp;quot; และตระหนักในศักยภาพที่มี ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมผมถึงเขียนเรื่องนี้วันนี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องของเรื่องก็คือ อาจมีคนจำนวนมากในบ้านเราในวัยเกษียณอย่างผมคือ รุ่นเบบี้บูมเมอร์ เกิดระหว่างปี 2489-2507 ทั้งในภาคราชการและภาคเอกชนที่อาจตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง คือ รู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จ มีตำแหน่งหน้าที่ดีตอนทำงาน มีชื่อเสียง มีฐานะที่ดีในสังคม และสามารถอยู่ได้อย่างสบายในวัยเกษียณ แต่ก็ไม่มีความสุข และที่ไม่มีความสุขไม่ใช่จากเรื่องส่วนตัว แต่ไม่สบายใจมาก ๆ กับสภาพและสถานการณ์ของประเทศขณะนี้ ที่ประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่เคยภูมิใจได้กลายเป็นประเทศที่มีปัญหามาก ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารราชการ การทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การบังคับใช้กฎหมาย ความยากจน คุณภาพการศึกษา การเมือง และความแตกแยกของคนในสังคม สิ่งเหล่านี้สวนทางกับความพยายามและความตั้งใจของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงการทำงานทั้งหมดของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคืออะไรเกิดขึ้น ทำไมประเทศเราจึงเป็นแบบนี้ ทำไมประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ตามศักยภาพที่มีทัดเทียมหรือแซงหน้าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่เริ่มการพัฒนามาพร้อม ๆ กับเรา แต่เรากลายเป็นประเทศที่มีปัญหามาก หรือคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์จะสร้างบ้านเมืองได้เพียงแค่นี้และทิ้งปัญหาไว้มากให้กับคนรุ่นหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้เคยมีนักการทูตต่างประเทศวิเคราะห์ว่า ที่ประเทศเรามาถึงจุดนี้คือ มีปัญหามากก็เพราะกลุ่มคนที่มีความรู้ของประเทศไม่ทำหน้าที่ (Thai Intelligensia has failed Thailand) คือ สอบตกในการทำหน้าที่สาธารณะที่จะนำพาประเทศไปในทางที่ดี ตรงกันข้ามกลับยอมรับความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ง่ายเกินไปจนทุกอย่างสะสมและกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนประเทศในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟังแล้วผมว่าหลายคนคงไม่ปฏิเสธข้อสังเกตุนี้ และคำตอบส่วนหนึ่งอาจมาจากหนังสือที่ผมเขียนถึงวันนี้ของตอลสตอยที่เรา หมายถึงรุ่นเบบี้บูมเมอร์และคนรุ่นต่อมาที่กำลังทำหน้าที่และมีตำแหน่งขณะนี้ อาจทุ่มเทกับการแสวงหาเพื่อตนเองมากเกินไปจนลืมทำหน้าที่สาธารณะในฐานะพลเมืองของประเทศที่จะดูแลให้สิ่งที่ถูกต้องเกิดขึ้น เราอาจยอมหรือ Compromise กับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรง่ายเกินไปจนปัญหาต่าง ๆ บานปลาย และเราอาจมุ่งแต่การทำหน้าที่เพื่อส่วนตน โดยไม่สนใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม เหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือแล้วเราจะทำอะไรได้หรือไม่ตอนนี้ ที่ไม่มีหัวโขนแล้ว เป็นพลเมืองเต็มตัว ที่จะช่วยทำให้บ้านเมืองดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ ผมเคยพูดหลายครั้งว่าบ้านเมืองหรือสังคมคือ สิ่งมีชีวิต เปรียบได้เหมือนร่างกายมนุษย์ เมื่อร่างกายเจ็บป่วย ร่างกายคนเราก็จะมีกลไกในตัวเองที่จะรักษาซ่อมแซมให้ร่างกายหายจากการเจ็บป่วย สังคมก็เช่นกัน เมื่อสังคมมีปัญหา สังคมก็จะมีกลไกในตนเองที่จะแก้ปัญหา ใช้ความรู้ความสามารถที่สังคมมีร่วมกันแก้ปัญหา แต่การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนในสังคมสามารถร่วมมือกันได้ ใช้ความรู้ความสามารถที่สังคมมีช่วยกันแก้ปัญหา โดยไม่มีใครหรือกลไกใดเข้ามาปิดกั้นการร่วมมือกันของคนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นอย่างที่ตอลสตอยบอก ถ้าเรา &amp;quot;ตื่น&amp;quot; และยังไม่ตาย ก็ยังไม่สายไปที่จะทำอะไร เรามีเวลาที่จะทำอะไรได้อีกมาก มีเวลาที่จะทำหน้าที่พลเมืองของเราให้ถูกต้อง ไม่ยอมอะไรง่าย ๆ กับสิ่งที่ไม่ดี ช่วยกันแก้สิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำเท่าที่ทำได้ แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไรในสังคม เช่น หนึ่ง อยู่อย่างง่าย ๆ ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นภาระให้กับใคร สอง เคร่งครัดที่จะทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้องให้เป็นแบบอย่างแม้จะเพื่อตัวเอง สาม สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองและใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามเรื่องนี้ถ้าเราทำได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เราก็จะสบายใจได้มากขึ้น ใจสงบขึ้น จะภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำ และจะไม่ตั้งคำถามกับตัวเองในช่วงท้ายของชีวิตว่า เราได้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะตรงกับใจของตอลสตอย ที่ลึกๆคิดว่า ชีวิตที่มีความหมาย คือ ชีวิตที่อยู่เพื่อคนอื่น เหมือน อดัม สมิธ ผู้บุกเบิกวิชาเศรษฐศาสตร์เมื่อเกือบสามร้อยปีก่อนที่คิดเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87756</URL_LINK>
                <HASHTAG>What if my whole life has been wrong, บัณฑิต นิจถาวร, มรณกาลของอีวาน อิลิช, ฤาเราจะใช้ชีวิตผิดมาตลอด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201223/image_big_5fe2b26ca35c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาธิปไตยอเมริกาและการบ้านที่รออยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงต้นเดือน โลกทั้งโลกจับจ้องอยู่ที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าจะออกมาอย่างไร ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีในตำแหน่งที่เข้าแข่งขันเพื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง กับนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงพรรคเดโมเครต อดีตรองประธานาธิบดีแปดปี สองสมัย สมัยประธานาธิบดีโอบามา การเลือกตั้งคราวนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญทั้งต่อสหรัฐและประเทศทั่วโลก เพราะจะกำหนดท่าทีและทิศทางของสหรัฐในฐานะผู้นำโลก สำหรับประชาชนอเมริกันการเลือกตั้งคราวนี้สำคัญอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากปัญหาความขัดแย้งและสถานการณ์หลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประชาชนสหรัฐมีความแตกแยกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความแตกแยกนี้ปรากฏให้เห็นชัดในสังคมอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การสื่อสาร และชีวิตความเป็นอยู่ เราเห็นความแตกแยกในเรื่องความเชื่อทางการเมือง สีผิว ความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ โอกาสในสังคม เรื่องภาวะโลกร้อน และท่าทีของคนอเมริกันต่อผู้อพยพ นักศึกษา และคนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในสหรัฐ สะท้อนให้เห็นจากการประท้วงที่เกิดขึ้น การจราจลที่รุนแรง และความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้ไปใช้สิทธิมากในการเลือกตั้งคราวนี้ และถ้าผลการเลือกตั้งออกมาสูสีก็อาจจะไม่ยอมรับกัน นำไปสู่ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง การเลือกตั้งเกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สงบในสหรัฐ และช่วงเลือกตั้งก็มีการระบาดประทุขึ้นอีกครั้งทั่วประเทศเป็นรอบที่สาม ล่าสุด สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก คือ มีผู้ติดเชื้อ 10.8 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 0.247 ล้านคน ที่สำคัญจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นระดับ 140,000 คนต่อวันซึ่งสูงมาก สถานการณ์ดังกล่าวกระทบชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 90 ปี ที่น่าผิดหวัง คือ การระบาดและความสูญเสียเกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐเป็นประเทศที่มีความรู้และความพร้อมทางการแพทย์มากที่สุดในโลกรวมถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ดังนั้น คำถามจึงชี้ไปที่ความสามารถของรัฐบาลในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะความจริงใจของรัฐบาลทรัมป์ที่จะแก้ไขปัญหาที่กระทบคนส่วนล่างของสังคมมากที่สุด มีการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์โควิดอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งคราวนี้ที่จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์หลุดจากตำแหน่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดที่รุนแรงทำให้หลายรัฐในสหรัฐต้องออกมาตรการรักษาระยะห่าง และล็อกดาวน์เพื่อหยุดการระบาด ทำให้ประชาชนไม่มีความสะดวกที่จะออกจากบ้านในวันเลือกตั้ง การลงคะแนนล่วงหน้าและลงคะแนนทางไปรษณีย์ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ประชาชนจำนวนมากใช้ โดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคเดโมเครตที่พรรคได้แนะนำให้สมาชิกและผู้สนับสนุนลงคะแนนล่วงหน้าหรือทางไปรษณีย์เพื่อป้องกันความไม่สะดวกในวันเลือกตั้ง ซึ่งทางเลือกนี้ก็ส่งผลอย่างสำคัญต่อผลการเลือกตั้งคราวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ในแง่เศรษฐกิจและต่างประเทศ การเลือกตั้งคราวนี้จะมีผลต่อทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายด้านต่างประเทศที่จะกระทบประเทศทั่วโลก ชัดเจนว่าสี่ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของทรัมป์ สหรัฐได้ทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามที่ทรัมป์หาเสียงไว้ คือ นโยบายเศรษฐกิจเอาใจธุรกิจขนาดใหญ่ ชนชั้นนำ และตลาดการเงิน ลดจำนวนผู้อพยพเข้าสหรัฐจากต่างประเทศ เปลี่ยนข้อตกลงทางการค้าจากระบบพหุภาคีเป็นทวิภาคี ประกาศสงครามการค้ากับจีน และทำให้ประชาคมโลกรู้สึกว่าจีนเป็นคู่ปรับหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ดังนั้น ถ้าทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แนวนโยบายเหล่านี้คงจะเดินหน้าต่อไปอีกสี่ปีและอาจจะยิ่งหนักมือขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไบเดนมองปัญหาที่สหรัฐอเมริกามีตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องการให้ความสำคัญทันทีกับการแก้ปัญหาในประเทศ คือ หยุดการระบาดของโควิดโดยใช้ความรู้ด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แก้วิกฤติเศรษฐกิจ โดยทุ่มทรัพยากรไปช่วยเหลือคนส่วนล่างของสังคมที่ถูกกระทบ ชดเชยโดยการขึ้นภาษีภาคธุรกิจและคนรวย และต้องการนำสหรัฐกลับไปสู่ฐานะความเป็นประเทศผู้นำที่ทั่วโลกเคารพและให้การยอมรับ เป็นทิศทางนโยบายที่แตกต่างจากทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญทั้งต่อสหรัฐและเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือบริบทของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และเมื่อวันเลือกตั้งมาถึงก็ไม่ผิดคาด ประชาชนอเมริกันเกือบ 160 ล้านคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คิดเป็นร้อยละ 66.9 ของผู้มีสิทธิลงคะแนน สูงสุดในรอบ 120 ปี และคะแนนเลือกตั้งก็สูสีกันมากตั้งแต่เริ่มต้นนับคะแนน โดยทรัมป์มีคะแนนเลือกตั้ง (Electoral votes) นำในช่วงต้น จนการนับคะแนนมาถึงโค้งสุดท้าย คือ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่เหลือต้องนับ ที่ไบเดนเริ่มมีคะแนนผู้เลือกตั้งนำจนเกินจำนวน 270 ที่ถือเป็นเส้นชัย ล่าสุด ไบเดนได้ 290 คะแนนผู้เลือกตั้งเทียบกับทรัมป์ที่ได้ 217 เหลืออีกสามรัฐ คือ จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา และอลาสก้า ที่การนับคะแนนยังไม่ยุติในช่วงที่ผมเขียนต้นฉบับเพราะสูสีกันมาก สามรัฐนี้มีคะแนนผู้เลือกตั้งรวมกัน 34 คะแนน ดังนั้นแม้จะมีการนับคะแนนใหม่ซึ่งทำได้ตามกฏหมายของแต่ละรัฐถ้าคะแนนห่างกันไม่มาก คือ ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 แต่ทุกรัฐจะต้องสรุปผลคะแนนให้ได้สิ้นเดือนนี้ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ โจ ไบเดน จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้ง และระบบประชาธิปไตยที่สหรัฐถือเป็นต้นแบบ ผมว่ามีสามประเด็นที่สรุปได้ชัดเจนจากสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ผลการเลือกตั้งสะท้อนชัดเจนถึงความแตกแยกที่มีอยู่ในสังคมสหรัฐ เป็นความแตกแยกที่มาจากวัฒนธรรมในสังคมสหรัฐที่ฝังรากอยู่บนความแตกต่างระหว่างสีผิว ความรวยความจน ศาสนา และระบบการศึกษา นำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจระหว่างคนในสังคม ที่กำลังขับเคลื่อนการเมืองสหรัฐอยู่ขณะนี้ นำไปสู่ความเห็นที่แตกต่างของคนในสังคม ในเรื่องภาวะโลกร้อน สิทธิในการทำแท้ง และการมีอาวุธปืนในครอบครอง ชัดเจนว่าการเลือกตั้งคราวนี้ คนอเมริกันผิวขาวรวมถึงผู้ที่อยู่ในชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่จะลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันและเลือกทรัมป์ และช่วงสี่ปีที่ผ่านมาชนชั้นผู้นำพรรครีพับลิกันก็ค่อนข้างจะยะโสในอำนาจและฐานะทางสังคมที่มี ใช้โอกาสนี้หาประโยชน์โดยใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีสร้างความมั่งคั่งให้กับกลุ่มและชนชั้นของตน ทำให้โอกาสไต่เต้าของคนส่วนล่างของสังคม หรือผู้ที่มาใหม่เหมือนถูกปิดกั้นมากขึ้น สร้างความไม่พอใจและความผิดหวังต่อระบบทุนนิยม การเมืองในสหรัฐ และระบบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเลือกตั้งคราวนี้ เราจึงเห็นกลุ่มแรงงานผิวสี และผู้ด้อยโอกาสในสังคมลงคะแนนให้พรรคเดโมเครตอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน มองว่าพรรคเดโมเครตให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นธรรมในสังคม ขณะที่พรรครีพับลิกันยิ่งนับวันจะยิ่งอนุรักษ์นิยมหนักขึ้น จนถึงเน้นความสำคัญเรื่องจารีตนิยม คือ ความเป็นสังคมอเมริกาดั้งเดิมที่ผู้เข้ามาใหม่ที่อพยพเข้ามาอยู่อเมริกาในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเชื่อมต่อได้ และเริ่มรู้สึกว่าอเมริกาไม่ได้เป็นดินแดนแห่งโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวเหมือนแต่ก่อน ความรู้สึกนี้ถ้าไม่แก้ไขก็จะมีอยู่ต่อไปแม้ทรัมป์จะไม่อยู่และพรรคเดโมเครตกลับมาเป็นรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เราเห็นความเป็นสถาบันของกลไกในระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ นับตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง ระบบการลงคะแนน แม้จะมีหลายวิธีก็ชัดเจนและประชาชนปฏิบัติตาม ระบบการนับคะแนน แม้จะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ แต่ทุกรัฐก็มีวิธีการของตนเองที่โปร่งใสชัดเจนและยึดถือปฏิบัติ การประกาศคะแนน การโต้แย้งคะแนน และการนับคะแนนใหม่ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้โดยแต่ละรัฐและมีเงื่อนเวลาแน่นอน ทำให้ประชาชนสหรัฐมีความมั่นใจว่า ทุกเสียงที่ลงคะแนนจะถูกนับและการนับคะแนนจะตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้ชนะที่จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปเป็นคนที่ประชาชนเลือก ไม่มีใครจะแทรกแซงได้ แม้แต่ประธานาธิบดีในตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเข้มแข็งนี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ประเทศไทยไม่มี และต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น ไม่มีคณะกรรมการเลือกตั้งจากส่วนกลางที่คอยสั่งการ มีแต่กรรมการของท้องถิ่นที่สะท้อนการกระจายอำนาจทำให้ระบบการตรวจสอบ หรือ Check and balance เข้มแข็ง มีการนับคะแนนอย่างเป็นระบบ เป็นมาตรฐาน ไม่มีบัตรเขย่ง ผลการเลือกตั้งระดับรัฐไม่ต้องมารวมผลในส่วนกลาง สามารถประกาศได้เลย และเมื่อรวมคะแนนเสร็จ ผู้ที่มีคะแนนผู้เลือกตั้งเกินครึ่งก็จะถูกยอมรับว่าเป็นประธานาธิบดีที่ประชาชนเลือก ไม่ต้องมี สว. 250 คนเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของประชาชนอย่างบ้านเรา ทำให้ผู้นำประเทศเข้ามาด้วยความภูมิใจ ด้วยความชอบธรรม และด้วยความถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ท่ามกลางความแตกแยกในสังคมที่มีมาก ปัจจัยสำคัญที่ตัดสินผลการเลือกตั้งคราวนี้ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจและความสามารถของรัฐบาลในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนและส่วนรวม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของโควิด-19 ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ และความไม่สามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหาได้ทำให้ความเชื่อมั่นในความจริงใจและในฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทรัมป์ลดลงอย่างมาก จริงอยู่ในรัฐที่มีการระบาดมากและเป็นพื้นที่สีแดงของพรรครีพับลิกัน คะแนนเสียงที่ทรัมป์ได้ก็ยังเหนียวแน่น แต่ในพื้นที่ที่พรรคเดโมเครตเคยเสียคะแนนให้กับพรรครีพับลีกันในการเลือกตั้งคราวที่แล้วและส่งให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เช่น เพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนธิน คราวนี้ก็กลับมาเป็นพื้นที่สีน้ำเงินเหมือนเดิม แม้จะเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดมาก ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจที่ลำบากโดยเฉพาะอัตราการว่างงานที่สูงถึง 14.7 เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมามีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งคราวนี้ ชี้ว่าสิ่งที่ประชาชนหวังจากรัฐบาลคือ ความสามารถที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น ประชาชนก็จะไม่พอใจและพร้อมที่จะปฏิเสธความเป็นผู้นำของของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 19 มกราคมปีหน้าจะเป็นวันที่ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ดังนั้นจากวันนี้ถึงวันนั้น ซึ่งนานเกือบสองเดือนสหรัฐก็จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ช่องว่างนี้จะทำให้ทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจ และการระบาดของโควิดจะยิ่งแย่ลงอีก ทำให้จะเป็นความท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้น การบ้านที่รัฐบาลไบเดนจะต้องให้ความสำคัญทันทีจะมีสามเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ยุติการระบาดของโควิดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและควบคุมได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและฟื้นเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม เยียวยาความแตกแยกในสังคม โดยนโยบายและท่าทีของรัฐบาลที่ต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบ้านเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ และอยู่ในวิสัยที่ประเทศอย่างสหรัฐจะทำได้ แต่ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้น การเปลี่ยนผู้นำจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรัฐบาลในระบบประชาธิปไตย ที่จะต้องตามมา คือ คนในสังคมต้องให้ความร่วมมือและเห็นด้วยในสิ่งที่รัฐบาลจะทำ เชื่อมั่น และ Trust ในภาวะผู้นำของรัฐบาล นี่คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ได้สร้างประเทศสหรัฐอเมริกาในอดีต และเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกประเทศในระบบประชาธิปไตย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84254</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, เลือกตั้งสหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201114/image_big_5fafccb6a4698.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรจึงสำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ที่แล้วผมไปบรรยายให้หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 12 เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ในฐานะประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ก็เห็นพ้องต้องกันว่าธรรมาภิบาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศเรา และเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมต้องให้ความสำคัญ วันนี้เลยเขียนเรื่องนี้โดยพูดถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของภาคประชาสังคม ที่สามารถผลักดันสังคมให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพ รวมถึงขับเคลื่อนธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ยอมรับว่าธรรมาภิบาลสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควร คือ การขาดธรรมาภิบาล หรือความพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อคนในสังคมไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศเราจึงมีปัญหามาก และปัญหาสำคัญที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ และการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนมีต้นเหตุมาจากการขาดธรรมาภิบาลทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ประเทศมีโดยทำให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่จึงจำเป็นและสำคัญทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบ้านเราภาคเอกชนมีการพัฒนาธรรมาภิบาลดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะหลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ก็ยังมีความท้าทายอีกมาก ที่ทำได้ส่วนหนึ่งเพราะภาคเอกชนมีกลไกตรวจสอบจากภายนอก เช่น หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน องค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน และกรรมการอิสระ ช่วยเป็นหูเป็นตาและดูแลให้พฤติกรรมในภาคเอกชนอยู่ในกรอบของธรรมาภิบาล ซึ่งต่างจากภาครัฐที่ไม่มีกลไกตรวจสอบจากภายนอกเหล่านี้ ทำให้การทำงานของภาครัฐขาดการตรวจสอบอย่างที่ควร เอื้อให้เกิดการใช้อำนาจที่ผิด เกิดประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น การดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดความไม่เป็นธรรมในภาคธุรกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้สร้างความสูญเสียให้กับสังคมและเศรษฐกิจและทำลายโอกาสในการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคประชาสังคมแม้บทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยตรงในปัจจุบันจะยังน้อย แต่การเติบโตขององค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของภาคประชาสังคมในระบบเศรษฐกิจนับวันจะมีมากขึ้น ๆ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่จะเป็นกลไกของภาคประชาสังคมในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้การมีธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ออมทรัพย์ วัด และมหาวิทยาลัย จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพ รวมถึงผลักดันธรรมาภิบาลในภาครัฐและภาคเอกชนให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรไม่แสวงหากำไรนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นในบ้านเรา เพราะองค์กรเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม จากที่องค์กรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชน เช่น การศึกษา การออม ศาสนา วัฒนธรรม บริการสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กีฬา การรักษากฎหมาย สิทธิประชาชน และความเป็นธรรมในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายขององค์กรไม่แสวงหากำไร คือ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและองค์กรเหล่านี้ก็มีกฎหมายและข้อบังคับของทางการกำกับการจัดตั้งอยู่ การบริหารองค์กรทำโดยคณะกรรมการที่มาร่วมกันทำงานโดยสมัครใจเพื่อให้พันธกิจขององค์กรประสบความสำเร็จภายใต้การสนับสนุนของสมาชิกหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้องค์กรไม่แสวงหากำไรจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล เพื่อให้การทำหน้าที่ขององค์กรเป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งขององค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น วัด มหาวิทยาลัย มูลนิธิ จะทำให้ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของสังคม เช่น หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่น และบริษัทเอกชน เข้มแข็งตามไปด้วย จากตัวอย่างของการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสเป็นระบบและตรวจสอบได้ ผลักดันให้ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรในระบบเศรษฐกิจ และมองเห็นถึงศักยภาพขององค์กรไม่แสวงหากำไรในการผลักดันธรรมาภิบาลของประเทศให้ดีขึ้น ผ่านการพัฒนาธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงกำไรเอง จึงได้จัดทำและเผยแพร่แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลขององค์กรไม่แสวงหากำไรสำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร แนวปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการตรวจสอบ และแนวปฏิบัติการประชุมกรรมการ เพื่อเป็นแนวทางที่จะส่งเสริมการทำหน้าที่ของคณะกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาล โดยเน้นการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลดังกล่าว เน้นความแตกต่างระหว่างองค์กรไม่แสวงหากำไรกับบริษัทธุรกิจ เพราะบริษัทธุรกิจมีเป้าหมายอยู่ที่การทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ ต่างจากองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีเป้าหมายอยู่ที่ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ความแตกต่างนี้สำคัญมากทำให้แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลของคณะกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไรจะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับแนวปฏิบัติของคณะกรรมการบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรายละเอียดแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำขึ้น ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ออมทรัพย์ วัด และมหาวิทยาลัย ในเก้าเรื่องคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง คณะกรรมการและผู้บริหารขององค์กรต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ และวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นอย่างดี เพื่อให้งานขององค์กรบรรลุตามวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง คณะกรรมการต้องมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรให้ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม คณะกรรมการต้องดูแลให้องค์กรดำเนินงานภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ คณะกรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวัง รอบคอบ ร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมที่จะช่วยให้พันธกิจขององค์กรประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า คณะกรรมการต้องให้ความสำคัญและกำกับการบริหารความเสี่ยงและดูแลระบบควบคุมภายใน เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หก คณะกรรมการและผู้บริหารต้องทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ ตระหนักถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สาธารณชนมีต่อองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ็ด คณะกรรมการต้องมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่องานขององค์กร สามารถร่วมกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปด คณะกรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส วางระบบงานที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้ มีการเปิดเผยข้อมูลและจัดทำรายงานตามเกณฑ์มาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เก้า คณะกรรมการและผู้บริหารต้องให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้งานขององค์กรเป็นไปตามการคาดหวัง และได้รับการสนับสนุนการดำเนินกิจการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือ แนวปฏิบัติเก้าด้านที่ถือเป็นหัวใจของการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาล แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการไปแล้วกับสองสถาบันสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรในบ้านเรา คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ และวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีความสำคัญในระบบการเงินของประเทศ มีขนาดสินทรัพย์เป็นอันดับสาม รองจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยมูลนิธิฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่สนับสนุนด้านวิชาการ จัดหลักสูตรอบรมธรรมาภิบาลแก่กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ตามแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่มูลนิธิฯ ได้พัฒนาขึ้นข้างต้นซึ่งประสบความสำเร็จมาก โดยปีที่แล้วและต้นปีนี้มีการจัดอบรมให้กับกรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ 18 แห่งจากทั่วประเทศรวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหกรณ์ออมทรัพย์ มีผู้เข้าอบรมทั้งหมดประมาณ 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัด วัดมีบทบาททางสังคมที่สำคัญต่อคนไทย ให้ความช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับคนในชุมชน ขณะเดียวกันวัดก็อาศัยความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในการทำนุบำรุงและรักษาวัด ผ่านการบริจาคและการให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นการบริหารจัดการวัดบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและให้การดำเนินการต่าง ๆ ของวัดสามารถตรวจสอบได้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้มูลนิธิฯ ได้พัฒนาหลักธรรมาภิบาลในการบริหารวัดในพระพุทธศาสนาและคู่มือการกำกับดูแลวัด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการบริหารจัดการวัดภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่แยกการกำกับดูแลและการบริหารงานวัดออกจากกันตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอันจะนำไปสู่การรักษา ศรัทธาและความน่าเชื่อถือเพื่อการทำนุบำรุงและสืบทอดพุทธศาสนาต่อไป ขณะนี้มูลนิธิฯ กำลังทำงานกับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและนอกพระพุทธศาสนาเพื่อให้หลักปฏิบัติดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและให้มีการนำไปปฏิบัติใช้โดยสมัครใจ เพื่อเป็นต้นแบบให้มีการนำหลักดังกล่าวไปปฏิบัติใช้ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือความสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรที่กำลังมีการผลักดันและขับเคลื่อนในส่วนต่าง ๆ ของสังคม และจากที่องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นสถาบันภาคประชาสังคมที่มีประชาชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรจะเป็นแรงกดดันสำคัญให้
ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนั้นหลังการบรรยายผู้ฟังหลายท่านแสดงความสนใจและเสนอตัวที่จะช่วยเหลือเพื่อช่วยกันผลักดัน ซึ่งน่ายินดีมาก ผู้อ่านที่สนใจจะร่วมขับเคลื่อนหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผมได้ที่ bandid.n@ppgg.foundation โดย ppgg ย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของมูลนิธิ คือ Foundation for Public Policy and Good Governance หวังว่าคงจะได้มีโอกาสร่วมงานกันครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81126</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200919/image_big_5f65ea063f299.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 15:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 15:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประเทศจะเปลี่ยนอย่างไรหลังโควิด-19         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; วันนี้พยายามตอบคำถามข้างต้นคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไรหลังวิกฤติโควิด-19 เป็นคำถามที่มีคนมาถามผมเสมอ เป็นคำถามที่ท้าทายและตอบยาก เพราะต้องอาศัยการวิเคราะห์และมองไปข้างหน้ามากพอควร &amp;nbsp;ซึ่งไม่ง่ายเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะหลังโควิด-19 ความไม่แน่นอนจะยิ่งมีมาก โดยเฉพาะในเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ในประเทศเองก็จะมีแรงกดดันจากหลายด้านให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของโควิดที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็จะลองตอบดู แม้จะไม่ชัดเจน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ การอุบัติขึ้นของโควิด-19 เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ก่อน เป็นภัยต่อมนุษยชาติที่โยงกับการเปลี่ยนแปลง หรือการขาดความสมดุลของธรรมชาติ เป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดต่ำ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วความเสียหายจะมาก &amp;nbsp;และนับตั้งแต่การระบาดเริ่มขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ถึงขณะนี้การระบาดก็ยังไม่หยุด ล่าสุดยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีมากกว่า 30 ล้านคน และยอดสะสมผู้เสียชีวิตมีกว่า 9 แสนคน ถือเป็นการระบาดที่รุนแรงกระทบทั้งเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ แม้โลกจะมีพัฒนาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ดีมาก แต่ถึงวันนี้เราก็ยังหายารักษาและพัฒนาวัคซีนขึ้นมาป้องกันไม่ได้ ทำให้มีความไม่แน่นอนมากว่าการระบาดของโควิด-19 จะจบได้เมื่อไร และจะจบอย่างไร แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางที่โลกมีจากความเสี่ยงที่มาจากภัยธรรมชาติ ในปีนี้นอกจากโควิด-19 เราก็เห็นเหตุการณ์ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง เช่น กรณีไฟป่าที่ออสเตรเลีย น้ำท่วมหนักที่จีน และล่าสุดไฟป่าที่อเมริกาเหนือ ของเราเองก็มีกรณีน้ำท่วม/น้ำแล้ง และหมอกควันจากไฟไหม้ป่าในภาคเหนือที่นับวันจะยิ่งรุนแรง ปฏิเสธไม่ได้ว่าภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเป็นภัยต่อความคงอยู่ของคนทั่วโลกได้ ดังนั้นการรักษาความสมดุลของธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งจากนี้ไป ทั้งต่อเศรษฐกิจและต่อความเป็นอยู่ของคนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่เศรษฐกิจ ประเทศเราก่อนโควิด-19 ก็อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นกัน เป็นประเทศสามต่ำ หรือสามสุดโต่งที่ประเทศไทยมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่ำที่สุดในอาเซียน ช่วงห้าปีที่ผ่านมา สอง ประเทศเรามีความเหลื่อมล้ำมาก โดยเฉพาะในแง่ความมั่งคั่ง หรือ Weatlh ที่ความเหลื่อมล้ำมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก สาม ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศเรารุนแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับการพัฒนาเดียวกัน คือเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงเหมือนกับเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามปัญหานี้เป็นผลผลิตของการพัฒนาและไม่พัฒนาประเทศที่สะสมมาตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจนปัญหารุนแรงอย่างที่เห็น นำมาสู่การขาดโอกาสอย่างน่าเสียดายของประเทศจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของเราที่อ่อนแอลงเทียบกับประเทศอื่นๆ จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบือนที่การเติบโตของเศรษฐกิจทำให้คนจนยิ่งจนลง และมีจำนวนมากขึ้น &amp;nbsp;ขณะที่คนรวยรายได้เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และจากปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่ประเทศมี คือ ระบบการลงโทษคนทำผิดไม่เข้มแข็งจนกลายเป็นแรงจูงใจให้การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น แทนที่จะลดลง คนกล้าโกงและไม่กลัวกฎหมาย โกงกันอย่างเป็นระบบ นี่คือความอ่อนแอที่ประเทศเรามีก่อนเกิดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิด-19 ที่เป็นทั้งวิกฤติด้านสาธารณสุขและวิกฤติด้านเศรษฐกิจก็เข้ามาซ้ำเติมความอ่อนแอเหล่านี้ ทำให้เราเห็นปัญหาที่ประเทศมีอย่างชัดเจน รวมถึงตระหนักถึงศักยภาพและความสามารถของฝ่ายรัฐในการแก้ปัญหา ในบทความนี้สำหรับการมองไปข้างหน้าเพื่อตอบคำถามว่าประเทศเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังโควิด-19 ผมอยากจะพูดถึงสามเรื่องที่จะเป็นพลวัตสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศหลังโควิด นั่นคือความสามารถในการบริหารจัดการของภาครัฐ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกของประชาชนทั้งความกลัวและความกล้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องแรกนั้นเกี่ยวกับการเมืองของประเทศและระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องที่สองเกี่ยวกับโครงสร้างของเศรษฐกิจ และเรื่องที่สามเกี่ยวกับความรู้สึกและทัศนคติของประชาชนต่ออนาคตของประเทศจากนี้ไป เรามาดูทีละเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง หน้าที่สำคัญของฝ่ายการเมืองและระบบราชการ คือ บริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่ประเทศมีเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน หน้าที่ดังกล่าวเป็นการทำเพื่อส่วนรวม โดยใช้ทรัพยากรของภาครัฐที่มาจากภาษีและเงินกู้ของประชาชน วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นจึงเป็นบททดสอบสำคัญของการทำหน้าที่นี้ของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะในสองเรื่องคือ ควบคุมการระบาดและแก้ไขผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่การควบคุมการระบาด เป็นที่ยอมรับว่าประเทศเราทำได้ดีมาก ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยและความสามารถทางวิชาชีพที่มีอยู่ในระบบสาธารณสุขของเรา และประชาชนก็ให้ความไว้วางใจในความสามารถดังกล่าว นำไปสู่การตัดสินที่ดี และระบบการป้องกันการระบาดที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในส่วนของการแก้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าเราทำได้ไม่ดีพอเทียบกับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;ที่เห็นชัดเจนก็คือ ความไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจด้านนโยบายที่ดีในการแก้ปัญหา แม้ความรู้ความสามารถในภาคธุรกิจและระบบราชการจะมีมาก แต่ก็มีข้อจำกัด คือไม่สามารถแปลหรือขับเคลื่อนแนวคิดและความรู้ที่มีมาเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาที่ตรงเป้าและทันเวลา ผลคือ การแก้ไขปัญหาล่าช้า และไม่เป็นระบบ ส่วนหนึ่งเพราะมีช่องว่างมากระหว่างการบริหารจัดการของฝ่ายการเมืองที่ต้องแก้ปัญหากับปัญหาที่ประเทศมี และความเร่งด่วนของปัญหาที่ต้องแก้ไข พูดง่ายๆ ก็คือ ระบบการเมืองของประเทศดูเหมือนจะอยู่คนละโลกกับปัญหาที่ประเทศมี นี่คือช่องว่างที่ทำให้การแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ที่ประเทศมีไม่เกิดขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากโควิด-19 ก็เช่นกัน ทำให้นักการเมืองที่ทำหน้าที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และระบบการเมืองของประเทศไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากวิกฤติคราวนี้รุนแรงและกระทบคนทุกระดับ แต่ที่ถูกกระทบมาก คือ ผู้ใช้แรงงาน เจ้าของกิจการรายเล็ก รายกลางในภาคบริการ และคนงานรับจ้างในธุรกิจนอกระบบ เห็นได้จากจำนวนคนที่มาขอความช่วยเหลือจากภาครัฐตามมาตรการเยียวยา ช่วงสามเดือนที่มีการล็อกดาวน์ที่มีจำนวนมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานของประเทศ และกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนได้ลดลงไปกว่าครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่ความเหลื่อมล้ำ วิกฤติคราวนี้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่ประเทศมี จากที่คนจนถูกกระทบมากจากวิกฤติคราวนี้ ดูได้จากตัวเลขเงินเยียวยาที่ได้พูดถึง มาตรการล็อกดาวน์ก็กระทบความเป็นอยู่ของคนจนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเทียบกับคนมีเงิน เช่น เด็กครอบครัวยากจนไม่มีเครื่องมือที่จะเรียนหนังสือออนไลน์ และกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยก็ไม่มีระบบประกันสังคมรองรับ ไม่มีเงินออม ทำให้ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางสังคมที่ประเทศเรามี คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ถ้าขาดรายได้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำได้มาถึงจุดที่จะต้องแก้ไขอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลของโควิด-19 สังคมไทยขณะนี้เป็นเหมือนสังคมซ้อนสังคม คือ สังคมส่วนบนที่มีสายป่านยาว มีเงินออม มีรายได้จากการทำงาน หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ยังทำธุรกิจอยู่ กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกว่าสำหรับพวกเขาวิกฤติโควิดได้จบลงแล้ว สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติจากที่ไม่มีการระบาดในประเทศ แต่เศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรงมีผลต่อธุรกิจของเขาและต่อการหารายได้ และเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่มีรายได้ ไม่มีกำลังซื้อ ในสายตาคนกลุ่มนี้ รัฐบาลควรแก้ปัญหาโดยการกู้เงินมากขึ้น สร้างหนี้มากขึ้น และนำเงินที่กู้มาเยียวยาหรือแจกจ่ายให้กลุ่มคนที่ไม่มีรายได้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้ธุรกิจของพวกเขาได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกกลุ่มคือ คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีรายได้ หรือรายได้ลดลงจากผลของวิกฤติ ทั้งจากธุรกิจของตนที่ต้องปิด หรือตกงาน ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่มีเงินออม ไม่มีระบบประกันสังคมเข้ามารองรับ คนกลุ่มนี้ต้องการให้รัฐช่วยเหลือด้วยการสร้างงาน เพื่อให้มีรายได้ ต้องการให้รัฐดูแลในเรื่องหลักประกันพื้นฐานเพื่อให้มีความมั่นคงในชีวิตและไม่ลำบากเกินไป สำหรับคนกลุ่มนี้วิกฤติคราวนี้รุนแรงมากและยังไม่จบ ยังต้องต่อสู้อีกมาก พวกเขาต้องการโอกาสของการมีการงานทำ มีรายได้ เพื่อดูแลครอบครัวและให้การศึกษาแก่บุตรหลานเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นนี่คือโจทย์ด้านนโยบายที่รอการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองที่ต้องชั่งน้ำหนักและตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ความไม่แน่นอนและความไม่ปลอดภัยด้านสุขภาพที่มากับวิกฤติโควิดนานติดต่อกันกว่าแปดเดือน ทำให้คนในประเทศมีความกล้าและความกลัวเกี่ยวกับอนาคตแตกต่างกัน &amp;nbsp;ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจ คือ สำหรับกลุ่มผู้มีอายุ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ นักบริหาร นักธุรกิจที่เป็นเจ้าของทุน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้คนเหล่านี้กลัวความเสี่ยงที่มากับภัยธรรมชาติ กลัวการระบาดของโควิด-19 จะกลับมาอีก &amp;nbsp;และกลัวการระบาดของไวรัสตัวใหม่ๆ ในอนาคต ความกลัวลักษณะนี้มีในทุกระดับของผู้ที่มีอายุ ทั้งที่ทำงานอยู่และไม่ทำงาน ทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่คนเหล่านี้จะเสี่ยงหรือจะลงทุน คือ กลัวและไม่กล้าเสี่ยง ชอบจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ผลคือระบบเศรษฐกิจจะขาดการลงทุน ทำให้ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวจะลดลง กระทบอนาคตของเศรษฐกิจ เพราะการเชื่อมต่อระหว่างทุนกับแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการเติบโตของเศรษฐกิจได้ถูกทำลายลง คือไม่มีการลงทุนใหม่ และจะสร้างปัญหาการว่างงานให้รุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่ไม่มีรายได้ และต้องการการมีงานทำ ก็จะยิ่งถูกกระทบ เพราะไม่สามารถมีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง มีการประเมินว่าทั่วโลกกลุ่มคนวัย 7-21 ปี เป็นกลุ่มคนที่ถูกกระทบมากที่สุดในวิกฤติคราวนี้ ทั้งจากชั่วโมงการเรียนการสอนที่ต้องลดลงจากผลของวิกฤติและการไม่มีงานทำ เกิดเป็นความผิดหวังต่อระบบปัจจุบัน เพราะทุกคนอยากมีงานทำ อยากมีอนาคตที่ดี ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ความรู้สึกนี้มีทั่วโลก และคนรุ่นหนุ่มสาวพร้อมที่จะขับเคลื่อนผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อให้พวกเขามีความหวังผ่านการแสดงออกทางการเมือง &amp;nbsp;เป็นความกล้าของคนรุ่นใหม่ขนานไปกับความกลัวของคนรุ่นเก่าที่จะมีผลต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งบ้านเราก็ไม่ต่างจากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือพลวัตสามด้านที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจของเราหลังโควิด-19 และถ้ายิ่งการระบาดยืดเยื้อจบช้า ความไม่แน่นอนก็จะมีมากขึ้น กดดันให้พลวัตสามด้านนี้มีพลังมากขึ้น แน่นอนที่สุดคือ เศรษฐกิจโลกถูกกระทบมากจากวิกฤติคราวนี้ และเศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19 จะอ่อนแอกว่าเดิมมาก การฟื้นตัวจะช้า โดยคนส่วนน้อยจะได้ประโยชน์ ขณะที่คนส่วนใหญ่จะลำบาก เป็นโลกเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของเรา คาดเดาได้ว่าพลวัตสามด้านจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ในระบบเศรษฐกิจเราอย่างไม่เคยมีมาก่อน คือ ระบบเศรษฐกิจภายใต้โครงสร้างเดิมจะไม่เป็นที่ยอมรับเพราะทำให้เกิดทั้งปัญหาเศรษฐกิจไม่ขยายตัว และความเหลื่อมล้ำที่สูง ประชาชนต้องการแก้ไขปัญหาความบิดเบือนที่มีอยู่ อยากให้มีมาตรการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่ให้โอกาสและเป็นธรรมต่อคนทั้งประเทศมากกว่าที่ผ่านมา &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ต้องการการเมืองที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของส่วนรวม &amp;nbsp;สามารถตรวจสอบได้และโปร่งใส ไม่ใช่การเมืองแบบในปัจจุบัน ขณะที่คนหนุ่มสาวต้องการมีส่วนร่วมในทางการเมือง เพื่อร่วมการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรเศรษฐกิจ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา ต้องการเห็นช่องว่างระหว่างการเมืองกับการแก้ไขปัญหาของประเทศมีน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นและอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็หวังเพียงว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะราบรื่นนำมาสู่เศรษฐกิจหลังโควิดที่ดีกว่าเดิม และเป็นเศรษฐกิจที่ให้ความหวังต่อคนทั้งประเทศมากกว่าปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่ความเหลื่อมล้ำ วิกฤติคราวนี้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่ประเทศมี จากที่คนจนถูกกระทบมากจากวิกฤติคราวนี้ ดูได้จากตัวเลขเงินเยียวยาที่ได้พูดถึง มาตรการล็อกดาวน์ก็กระทบความเป็นอยู่ของคนจนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเทียบกับคนมีเงิน เช่น เด็กครอบครัวยากจนไม่มีเครื่องมือที่จะเรียนหนังสือออนไลน์ และกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยก็ไม่มีระบบประกันสังคมรองรับ ไม่มีเงินออม ทำให้ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียว ทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางสังคมที่ประเทศเรามี คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ถ้าขาดรายได้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำได้มาถึงจุดที่จะต้องแก้ไขอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เขียนให้คิด
บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78124</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfcbfdc82295.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
