<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; ปลื้ม กำไรโต 59% ได้รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโซลาร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ส.ค. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด &amp;nbsp;(มหาชน) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ในไตรมาส 2/64 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564) มีกำไรสุทธิ 565ล้านบาท เพิ่มขี้นร้อยละ 59 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 355 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,088ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B ใน สปป.ลาว ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น และรับรู้รายได้เต็ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไตรมาสจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย กำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โครงการที่ซื้อเข้ามาในไตรมาส 3/63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซียและโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 และ 130 จากไตรมาส 2/2563 ตามลำดับ จากค่าไฟที่ถูกปรับขึ้น อีกทั้งยังได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า โดยในไตรมาส 2/64 มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 80 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/64 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 992 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 860 ล้านบาท จากแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมทั้งส่วนแบ่งกำไรที่เติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.2 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 928 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 1,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,684 ล้านบาท และมีรายได้รวมจำนวน 2,135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่คาดว่ามีอัตราการผลิตที่สูงขึ้น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทยอยเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน รวมส่วนที่มีผู้ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) จำนวนรวม 7.9 พันล้านบาท ไปขยายการลงทุนโครงการใหม่ตามแผน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่สามารถรับรู้รายได้ทันที ผลักดัน EBITDA ในปี 2564 โตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบีซีพีจี กล่าวอีกว่า ในช่วงไตรมาส 3/64 &amp;nbsp;บริษัทฯ มีแผนที่จะออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (กรีนบอนด์) เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ชำระคืนเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถจัดระยะเวลาการชำระหนี้ให้มีความเหมาะสมมากขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากขึ้น &amp;nbsp;พร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112790</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน), บัณฑิต สะเพียรชัย, ผลดำเนินงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6111ef3acf4c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; เตรียมออก กรีนบอนด์ ระดมทุนชำระคืนเงินกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ค. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ กรีนบอนด์ เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ชำระคืนเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนของบริษัท ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจัดระยะเวลาการชำระหนี้ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรีนบอนด์ของบริษัทได้รับการจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกินหนึ่งหมื่นล้านบาท ที่ระดับ &amp;ldquo;A-&amp;ldquo; จากทริสเรทติ้ง ขณะเดียวกัน ทริสฯ ยังคงอันดับเครดิตขององค์กรอยู่ที่ระดับ &amp;ldquo;A-&amp;rdquo; แนวโน้ม &amp;ldquo;คงที่&amp;rdquo; สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินและความคาดหวังที่บริษัทจะสามารถดำรงผลการดำเนินงานให้เป็นที่น่าพอใจได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างของหุ้นกู้ที่จะออก โดยได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟล์ลิ่ง) กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกขายหุ้นกู้ดังกล่าวได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110725</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนบอนด์, บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG), บัณฑิต สะเพียรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_6099cadf777c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 07:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 07:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีลุยสตาร์ทอัพไทยเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นพลังงานอัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ตัดสินใจลงทุนใน เอ็นเรส บริษัทสตาร์ทอัพของไทย ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ด้านการจัดการพลังงานด้วยสมองกลอัจฉริยะ แบบเรียลไทม์ โดยเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานแบบปัจจุบันที่ต้องพึ่งพาบุคลากรเป็นหลัก เป็นการปฏิบัติงานอัตโนมัติบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบคุณภาพไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้พลังงานของเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆในองค์กร เพื่อให้เกิดความมั่นใจด้านความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ โดย เอ็นเรส จะนำเงินลงทุนไปใช้ในการพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่น (ดิจิทัล โซลูชั่น) ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดที่มากขึ้น และสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากประสบการณ์ที่บีซีพีจี ได้ร่วมงานกับเอ็นเรส เราได้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาซอฟท์แวร์ด้านการจัดการพลังงานด้วยเทคโนโลยีชั้นนำมาโดยตลอด เนื่องจากบีซีพีจีมีประสบการณ์ในการพัฒนาโซลูชั่นและดำเนินการบริหารจัดการพลังงานให้กับเมืองอัจฉริยะ การร่วมลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทฯ สามารถนำนวัตกรรมที่เอ็นเรสได้พัฒนาขึ้น มาสร้างเป็นธุรกิจใหม่เชิงพาณิชย์ ผลักดันให้บริษัทฯ ไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในการให้บริการโซลูชั่นด้านพลังงานอัจฉริยะได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นายบัณฑิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเอ็นเรส โดยร่วมมือกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยบริษัทฯ ได้แลกเปลี่ยนความรู้และข้อแนะนำในการพัฒนาโซลูชั่นที่น่าสนใจเพื่อประยุกต์ใช้กับพลังงานหมุนเวียน ทำให้เอ็นเรส มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สร้างความแข็งแรงให้เอ็นเรสมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สตาร์ทอัพ เป็นผู้ประกอบการที่พวกเราต้องช่วยกันสร้างความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านความรู้และเงินทุน เพื่อเป็นกำลังในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของประเทศ บริษัทฯ ในฐานะผู้นำในการลงทุน (Lead Investor) ในครั้งนี้ ได้มองเห็นศักยภาพของคนไทย จึงได้ชักชวนบริษัทชั้นนำ อาทิ กองทุนร่วมลงทุน SMEs private equity trust fund ของธนาคารออมสิน บริษัท Expara (Thailand) มาร่วมลงทุน โดยเอ็นเรส เป็นสตาร์ทอัพไทยแห่งแรก ที่บริษัทฯ ตัดสินใจเข้าลงทุนด้วย&amp;rdquo; นายบัณฑิต กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟท์แวร์ด้านการจัดการพลังงานด้วยสมองกลอัจฉริยะ แบบเรียลไทม์, บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน), บัณฑิต สะเพียรชัย, เอ็นเรส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_6099cadf777c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039;ยิ้มทริสเรทติ้งจัดเครดิตองค์กรที่ A- แนวโน้ม “Stable”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) ได้จัดอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทฯ ที่ระดับ A- ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต &amp;ldquo;Stable&amp;rdquo; หรือ คงที่ โดยการจัดอันดับเครดิตดังกล่าวเป็นผลจากมุมมองของทริสเรทติ้งที่เห็นว่าบริษัทฯ มีสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่มีการกระจายตัวเป็นอย่างดีโดยมีความหลากหลายของแหล่งพลังงานในการผลิต ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 30 โครงการ ช่วยลดการพึ่งพิงผลการดำเนินงานของโครงการใดโครงการหนึ่งหรือเพียงไม่กี่โครงการลงได้ โดยปัจจุบันบีซีพีจีมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังน้ำ อยู่ในประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่ากลยุทธ์การลงทุนของบริษัทฯ ที่มีการกระจายตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงให้แก่บริษัทฯ ทั้งในส่วนของประเทศที่เข้าไปลงทุนและแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือพึ่งพาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการที่บริษัทฯ มีรายได้ที่มั่นคงจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับหน่วยงานการไฟฟ้าภาครัฐหรือหน่วยงานสาธารณูปโภคภูมิภาคของประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งสร้างรายได้ประมาณร้อยละ 75-80 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ มีการผลิตไฟฟ้าที่สามารถคาดการณ์ได้เนื่องจากมีความผันผวนของแหล่งพลังงานและมีความเสี่ยงในการดำเนินงานที่อยู่ในระดับต่ำ และมีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ บริษัทฯ ก็ได้มีการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานเป็นอย่างดี ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีการจ่ายไฟฟ้า (Capacity Factor) ได้เกินกว่าร้อยละ 90 นับตั้งแต่ที่บริษัทฯ เข้ามาลงทุนในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังเห็นว่า บริษัทฯ ได้มีการเตรียมความพร้อม เพื่อลดผลกระทบจากค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม หรือ Adder ที่กำลังจะทะยอยลดลงตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยบริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว จำนวน 2 แห่ง กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 114 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นอีก 75 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในปี 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การขยายกำลังการผลิตในประเทศญี่ปุ่นและ สปป.ลาว คาดว่าจะสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้แก่บริษัทฯ ที่ประมาณ 1.6-1.9 พันล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน บีซีพีจียังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีกหลายแห่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ได้แก่ โครงการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B &amp;nbsp;ใน สปป.ลาว ไปขายยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อลดความเสี่ยงจากการชำระค่าไฟฟ้าล่าช้าของการไฟฟ้าลาว (EDL) โดยบริษัทฯ ได้ลงนามขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้ภายในปี 2565 &amp;nbsp;และโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ใน สปป.ลาว โดยบริษัทฯ จะจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการนี้ให้แก่ EVN ภายใต้รูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2565 และจะเริ่มเปิดดำเนินงานได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกของ สปป.ลาว ซึ่งบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 45 และจะทำให้กำลังการผลิตของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 230 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทริสเรทติ้งยังคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะซื้อกิจการโครงการที่เปิดดำเนินงานแล้วเพิ่มอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยอาจจะมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2564 การลงทุนขนาดใหญ่นี้ จะช่วยเร่งกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ เนื่องจากโครงการเป้าหมายเหล่านี้จะสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทฯ ได้ทันที&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ เป็นบริษัทย่อยหลักของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับอันดับเครดิตที่ระดับ &amp;ldquo;A-/Stable&amp;rdquo; ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญในเชิงกลยุทธ์และเป็นผู้สร้างกำไรอย่างมีนัยสำคัญให้แก่กลุ่มบริษัท ทั้งนี้ บริษัทฯ เป็นหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของบริษัทบางจากฯ ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนกลยุทธ์ของกลุ่มบางจากในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน เพื่อที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัทฯ สร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คิดเป็นประมาณร้อยละ 30-40 ของทั้งกลุ่ม นอกจากนี้ กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพของบริษัทฯ ยังช่วยบรรเทาความผันผวนที่อยู่ในระดับสูงของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทบางจากฯ ได้เป็นอย่างมากอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทริสเรทติ้ง, บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fa3304430f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีแจงลาวชะลอจ่ายค่าไฟกระทบน้อยยันปี 65 เริ่มขายไฟไปเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
15 ก.พ. 2564 ตามที่มีกระแสข่าว กรณีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ทำหนังสือขอชะลอการจ่ายค่าไฟฟ้ามายังผู้ประกอบการที่ผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการของไทยที่ไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใน สปป. ลาว นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากกรณีดังกล่าว บริษัทฯ ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นสาระสำคัญ &amp;nbsp;แม้ที่ผ่านมาอาจมีการการชำระเงินล่าช้าบ้างแต่ยังคงได้รับการชำระอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทฯ &amp;nbsp;ได้ลงนามกับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ในการส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้า ใน สปป.ลาว ไปขายยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยจะเริ่มต้นขายไฟฟ้าได้ในปีหน้า (ปี 2565) ระยะเวลาตามสัญญา &amp;nbsp;25 ปี โดยการไฟฟ้าเวียดนามจะมีการรับประกันการรับซื้อไฟในรูปแบบ Take-or-Pay และมีการรับชำระค่าไฟฟ้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้ และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับบริษัทฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งขนาด 220 กิโลโวลต์ ระยะทางรวม 150 กิโลเมตร เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B ไปยังเวียดนาม โดยโครงการยังมีศักยภาพในการรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำโครงการอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่า 500 เมกะวัตต์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งการก่อสร้างมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนด สามารถขายไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้ตามแผนงานที่วางไว้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขายไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนามของโครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าไปยังประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีสภาวะเศรษฐกิจที่มั่นคงและเติบโตอย่างรวดเร็วแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นการช่วยจัดการปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินภายในประเทศได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้ สปป.ลาว อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ จะร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาวในการหารือกับ EVN ถึงแนวทางการเร่งรัดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าให้เร็วขึ้นกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93073</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, ลาวชะลอขายไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1928dbc71e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นยกมืออนุมัติแผนเพิ่มทุน &#039;บีซีพีจี&#039; คาดระดมได้หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานในที่ประชุม มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 10,000 ล้านบาท เป็น 16,508.50 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 1,301.70 ล้านหุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 5 บาท &amp;nbsp;แบ่งจัดสรรหุ้นจำนวน 250 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) อัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน ราคาเสนอขาย 11.50 บาท ขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิเพิ่มทุน (XR) ในวันที่ 14 ต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ได้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 674.5 ล้านหุ้น เสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด (PP) ในราคาหุ้นละ 11.50 บาท ให้แก่ Pilgrim Partners Asia (Pte.) Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% ของทุนชำระแล้ว และ Capital Asia Investments Pte. Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% และ จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 283 ล้านหุ้น เสนอขายให้ PP โดยผ่านกระบวนการเปิดให้ผู้ลงทุนสถาบันแสดงความประสงค์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ณ ระดับราคาที่ต้องการ (book Building)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 377.2 ล้านหุ้น รองรับการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ(วอร์แรนต์) จำนวน 4 รุ่น คือ BCPG-W1, BCPG-W2, BCPG-W3 และ BCPG-ESOP &amp;nbsp;โดยบริษัทฯ จะแจก BCPG-W1 ให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 2 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W2 &amp;nbsp;จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุนเช่นกัน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ &amp;nbsp;ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 3 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W3 จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มทุน PP ในอัตรา 2.1924 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 1 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 นอกจากนี้บริษัทฯ จะแจก BCPG-ESOP ให้กับกรรมการและพนักงานบริษัท โดยมีราคาใช้สิทธิครั้งแรก 13.70 บาท อายุ 5 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเมินว่าเงินที่ได้จากการการเพิ่มทุนในครั้งนี้รวมประมาณ 10,235 ล้านบาท จะนำไปใช้รองรับแผนการขยายธุรกิจ แบ่งเป็นการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ (MW) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 3,570 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการใช้เงินในปี 2563-2566 ชำระคืนเงินกู้สำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ ในประเทศไทย ในปี 2563-2565 &amp;nbsp;ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนสำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตรวม 114 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ รวมถึงเงินลงทุนสำหรับการติดตั้งสายส่งเพิ่มเติม ประมาณ 1,870 ล้านบาท ภายในปี 2563 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3,700 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ภายในปี 2563-2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79764</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7d85480ecd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีลุยโครงการสร้างสายส่งขนาด 220 กิโลโวลต์ สามารถขายไฟจากลาวไปเวียดนาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังผลิตรวม 114 เมกะวัตต์ ในเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าลาว (EDL) และได้ลงนามในสัญญาขายไฟให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เป็นเวลา 25 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 220 กิโลโวลต์ สามารถรองรับกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดว่าจะเป็นช่องทางขายไฟจาก สปป. ลาว ไปยังเวียดนามได้ตามแผนที่วางไว้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะใช้ในการส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตรวม 114 เมกะวัตต์ ของบีซีพีจีไปยังประเทศเวียดนาม ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับการไฟฟ้าเวียดนามซึ่งการไฟฟ้าเวียดนามจะมีการรับประกันการรับซื้อไฟในรูปแบบ Take-or-Pay และมีการรับชำระค่าไฟฟ้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ แล้ว โครงการสายส่งฯ ยังมีศักยภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการรองรับโครงการโรงไฟฟ้าโครงการอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การให้บริการสายส่งของบีซีพีจีในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติของ สปป. ลาว ในการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย และช่วยสร้างรายได้ให้ สปป. ลาว อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บีซีพีจีเรามีการวางแผน การดำเนินการ และการประเมินความเสี่ยง ในทุกโครงการที่ลงทุนเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนตลอดมา โครงการนี้ก็เช่นเดียวกัน เราเข้าไปลงทุนใน สปป. ลาว สอดคล้องกับจุดเด่นและยุทธศาสตร์ของ สปป.ลาว ในการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าของเอเชีย ขณะที่เรามองความต้องการ &amp;nbsp; การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นของประเทศเวียดนามจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โครงการผลิตไฟฟ้าใน สปป. ลาว เพื่อขายไฟไปยังเวียดนาม จึงเป็นหนึ่งในการดำเนินโครงการที่ทำให้สามารถเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้ และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับบริษัทฯ อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78485</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, โครงการสายส่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1928dbc71e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
