<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเมินภาพรวมสิ่งแวดล้อมไทย  สู่แผนการกำกับดูแลในพื้นที่อีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการตื่นตัวเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมาตลอดเวลา และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ประเทศผู้นำระดับโลกได้เริ่มมุ่งความสนใจไปยังประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีการประกาศแผนการดำเนินงานสำคัญต่างๆ ออกมา ยิ่งเป็นสัญญาณที่ต้องทำให้ทุกประเทศปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวน &amp;nbsp;เนื่องจากในอนาคตการดูแลสิ่งแวดล้อมเหมือนจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายๆ &amp;nbsp;ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้เองแม้ประเทศไทยจะมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร จึงเกิดคำถามขึ้นว่า การดำเนินงานของประเทศไทยนั้นไปในแนวทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? และผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือผู้ที่ต้องทำงานด้านนี้จนมีความเชี่ยวชาญ และมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ​ปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp; หนึ่งในนักวิชาการ คนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีในวงการสิ่งแวดล้อมมาตลอดหลายปี จึงถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่จะตอบคำถามด้านนี้ได้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภาพรวมด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยถือว่ามีการทำงานด้านนี้มาโดยตลอด จุดแข็งของประเทศไทยคือการมีหน่วยงาน มีกฎหมาย และแผนการทำงานในทุกระดับ รวมทั้งยังมีคณะกรรมการระดับชาติครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ทะเล ที่ดิน &amp;nbsp;แร่ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศ และถูกกำกับดูแลจากระดับรองนายกฯ นั่งเป็นประธาน เมื่อมาดูที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีกว่า 50 ฉบับ และจะมีมากขึ้นในอนาคต ซึ่งในหลายๆ เรื่องอยู่ระหว่างการจัดทำใกล้จะออกมาบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน ต้องยอมรับว่าการทำงานของประเทศในด้านนี้ไม่ได้บูรณาการร่วมกันในหลายเรื่อง แม้ว่าจะมีของในมือเยอะก็ตาม เพราะว่าการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการแยกส่วนการดูแล แต่ละคณะกรรมการจะมีแผน นโยบายหรือแผนแม่บทอยู่แล้ว แต่เมื่อนำไปสู่การใช้จริงนั้นมักเกิดปัญหา และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเสมอคือเรื่องการของบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากแผนเหล่านั้นมักจะเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานของหลายๆ กระทรวง และแต่ละกระทรวงเมื่อไปของบมาดำเนินงานจะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ในบางกรณีงบประมาณอาจจะไม่ครอบคลุมถึงหน่วยงานนั้น จากแผนที่ควรจะทำประกอบกันจากภารกิจของหลายหน่วยงาน ก็ไม่มีงบประมาณในการดำเนินงานให้ครบ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ แผนงานที่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องแรกๆ อาจจะไม่ได้งบมาดำเนินการ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ควร ก็คือความไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ถึงแม้ว่าในประเทศจะมีกฎหมายอยู่จำนวนมาก แต่ก็ถูกจัดทำและร่างขึ้นมาในช่วงต้นปี 2500 ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนกติกาและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และในปัจจุบันยังมีกฎหมายหลายตัวที่ไม่ได้มีการแก้ไข ซึ่งถือเป็นการกำกับดูแลที่เก่าและย้อนหลังไปกว่า 30 ปี ในเรื่องความเท่าทันในการเปลี่ยนแปลงจึงล่าช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย กฎหมายเหล่านั้นเมื่อจะถูกแก้ไขแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงถูกล้มเลิกไปและทำขึ้นมาใหม่ จึงถือว่าตกขบวน และอีกกรณีหนึ่งก็คือ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ ห้าม บังคับ และมีบทลงโทษ แต่กฎหมายในเชิงส่งเสริม &amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือสร้างแรงจูงใจในทางบวก ที่มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีอยู่น้อย ถึงที่ผ่านมาจะมีการพยายามที่จะร่างกฎหมายรูปแบบดังกล่าวขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จเลยสักครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความตื่นตัวของภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเอกชนที่ตื่นตัวขึ้นมาในปัจจุบันเป็นทิศทางที่ดี &amp;nbsp;หลายๆ หน่วยงานจะต้องมีแผนดำเนินการเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของโลก อาทิ &amp;nbsp;การออกประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่กำหนดว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องมีการรายงาน ESG หรือแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหลายประเทศบนโลกมีการกำหนดการดูแลสิ่งแวดล้อมจากสินค้าหรือการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ ที่ชัดเจน ซึ่งหากไม่มีการดูแลที่ดีพอก็อาจจะไม่สามารถทำการซื้อขายในประเทศนั้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยกับพลังงานทดแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความชัดเจนของการผลักดันเรื่องพลังงานทดแทนในประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากการตอบสนองด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศไทยเองในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะด้านที่เห็นชัดที่สุดคือเรื่องของมลภาวะและขยะ จึงเกิดแผนพลังงานหรือการใช้พลังงานที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของประเทศที่มีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ ว่าจะเป็นการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานทดแทนก็เป็นแนวทางการดำเนินงานของแผนพลังงานด้วยเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ &amp;nbsp;หรือพีดีพี ที่มีการกำหนดสัดส่วนของพลังงานทดแทนที่ต้องมีในประเทศไทย อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อภาคเอกชนใช้พลังงานสะอาด หรือมีการดูแลสิ่งแวดล้อม ก็จะไปเข้ากับกลไลการค้าที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ โดยในหลายประเทศมีการดำเนินเรื่องการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในขั้นตอนการดำเนินงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่อีอีซีกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พื้นที่อีอีซีนั้นเป็นพื้นที่ที่ต้องการจะส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคต หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่ (นิวเอส-เคิร์ฟ) ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาด ซึ่งเมื่อการลงทุนนั้นเกิดขึ้นอย่างครบวงจร เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีปัจจัยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เมื่อเทียบกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ของอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นจะเน้นการลงทุนที่เป็นปิโตรเคมี อาจจะทำให้เกิดมลพิษจนต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันพื้นที่อีอีซีการลงทุนยังมีอยู่น้อย ที่พอเห็นในตอนนี้จะมีด้านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า &amp;nbsp;(รถอีวี) ขณะที่นิวเอส-เคิร์ฟตัวอื่นๆ เช่น เมดิคอลหรือด้านเทคโนโลยีและโรโบติกส์ยังเห็นน้อยอยู่ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปัจจัยที่กระทบต่อปัญหาการลงทุนอย่างโควิด-19 ด้วย &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปอาจจะชัดเจนขึ้น เพราะทิศทางของภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันพื้นที่อีอีซีมีกรรมการพัฒนาที่ชัดเจน มีกฎหมายและข้อบังคับหลายมาตราที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม ซึ่งมีแผนงานที่ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอยู่ด้วย โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังคงมีอยู่ คือเรื่องการจัดการขยะ กับการดูแลสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่ออกมาจากกระบวนการด้านปิโตรเคมีและการใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ให้ลุล่วง และวางระบบให้เหมาะกับการพัฒนาพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพูดถึงแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่จะพูดได้ดีที่สุดคงเป็นผู้ที่ทำงานในส่วนนั้น โดย นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำกับดูแลงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี ได้อธิบายแผนงานดังกล่าวไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีอีซีได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าดำเนินการตามแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561-2564 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรฯ จัดทำแผนสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 ได้รับทราบในหลักการร่างแผนสิ่งแวดล้อมในอีอีซี พ.ศ.2561-2564 ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2562 ทั้งนี้ แนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซีมี 4 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความสำคัญกับการลดมลพิษ เน้นบำบัด กำจัดของเสีย &amp;nbsp;และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยเร่งกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดในพื้นที่ การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมี พัฒนาระบบประกันความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง และชุมชนน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ป่าในเมือง &amp;nbsp;เพิ่มพื้นที่ดูดซับมลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี) และเมืองการบินภาคตะวันออก ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวางผังใช้ประโยชน์ที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้รองรับคนทุกกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมการผลิต บริการ และบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนเครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหมู่บ้าน, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล เป็นต้น รวมทั้งเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลำธาร ทรัพยากรดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ บริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิต ส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ และลดการรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมลงไม่น้อยกว่า 10% ในแต่ละจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นกรอบแนวทางบริหารจัดการที่เน้นจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เตรียมความพร้อม รู้เท่าทัน การจัดการสิ่งแวดล้อม และรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต ของพื้นที่อีอีซี และเชื่อว่าจะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิต อยู่ในสิ่งแวดล้อมเมืองที่ดีได้มาตรฐานสากล ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลเป็นธรรมแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106332</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นิวเอส-เคิร์ฟ, บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, สิ่งแวดล้อม, ิอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c6fefe21ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กกพ.หนุน77รพ.ทั่วประเทศ ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (&amp;nbsp;กกพ.) ให้การสนันสนุนเทลสกอร์ และภาคีจากภาครัฐและเอกชนรวม 25 องค์กร จัดทำโครงการด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาด 26 โครงการ &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด Clean Energy for Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้สังคมและประชาชนมีความรู้ ตระหนัก มีส่วนร่วมด้านไฟฟ้า เข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาล 77 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo;

ดร.บัณฑูร &amp;nbsp;เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Affordable and Clean Energy) เป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ดังนั้น กกพ. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงานด้านกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติ จึงต้องการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผ่านการสื่อสาร จากความสำเร็จของโครงการในปีที่แล้ว ที่สามารถสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ &amp;nbsp;ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางสังคม สู่การปรับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยในปี 2563-2564 จึงเดินหน้าต่อยอดไปสู่กลยุทธ์การสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดการสร้างเครือข่ายใหม่ด้านพลังงานหมุนเวียน &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด Clean Energy for Life ที่เป็นพลังงานสะอาด หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของโครงการสื่อสารในปีนี้คือการดึงอินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายวงการเข้ามาช่วยเผยแพร่เนื้อหาผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โครงการ &amp;nbsp;Clean Energy for Life &amp;nbsp;จะสร้างประโยชน์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;นำไปสู่การเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เข้าถึงได้ &amp;nbsp;ท้ายสุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ จะช่วยพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุลในทุกมิติ เชื่อมโยงไปถึงทุกระดับ จากครัวเรือนสู่ชุมชน สู่สังคมประเทศ และสู่ระดับโลก &amp;quot;
&amp;nbsp;
โครงการ &amp;nbsp;Clean Energy for Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทุกคน ได้ดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ให้โรงพยาบาล 77 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo; ซึ่งต้นทุนสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์กำลังผลิต 100 กิโลวัตต์นั้น สามารถช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้เดือนละประมาณ 60,000 บาท หรือในระยะเวลา 1 ปี โรงพยาบาล จะลดภาระค่าไฟฟ้าได้ราว 720,000 บาท ต่อ 1 โรงพยาบาล และใช้งบประมาณไม่เกิน 4 ล้านบาทในการติดตั้ง เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งาน 25 ปี หรือช่วยโรงพยาบาลลดภาระค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 18 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการใช้งาน &amp;nbsp;โดยส่วนต่างจากการจ่ายค่าไฟที่น้อยลง สามารถนำไปจัดหาอุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เพิ่มมากขึ้น นับเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ทางกกพ.ได้เลือกเทลสกอร์ (Tellscore) หนึ่งในผู้นำด้านอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์ม ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) &amp;nbsp;มาดำเนินการ สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore กล่าวว่า แคมเปญการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ดังกล่าวมี 3 ระยะด้วยกัน คือ &amp;nbsp;1 การสร้างการตระหนักรู้เบื้องต้นด้านพลังงานสะอาด และแนะนำภาพรวมแนวคิด Clean Energy for Life &amp;nbsp;ผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่จะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ระยะที่ 2 เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ซึ่งจะถูกจะถ่ายทอดผ่านโครงการ &amp;ldquo;สร้างการตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในเรื่องของการใช้พลังงานสะอาด&amp;rdquo; เพื่อ 77 โรงพยาบาลทั่วไทย ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo; และระยะที่ 3 &amp;ldquo;Waste Journey การเดินทางของขยะ ที่ทุกคนต้องรู้&amp;rdquo; เป็นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานขยะ (Waste to Energy) &amp;nbsp;เพื่อสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีลดการสร้างขยะด้วยแนวคิด 3R และการแยกขยะอย่างถูกวิธี เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าร่วมสร้างพลังด้านการสื่อสาร อาทิ อเล็กซ์ เรนเดลล์, เรย์ แมคโดนัล, แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์, ศรราม น้ำเพชร, โต้ง Twopee, โตโน่ ภาคิน, สิงห์ วรรณสิงห์, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เป็นต้น โดยอินลูเอนเซอร์แต่ละท่านจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาดตามแนวทางการสร้างคอนเทนต์ของตน &amp;quot;สุวิตา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90931</URL_LINK>
                <HASHTAG>77โรงพยาบาล, Clean Energy for Life, กกพ., บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, พลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e506b427f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โครงการ &quot;ทางเลียบเจ้าพระยา&quot;  บททดสอบปฏิรูปประเทศ-โจทย์ที่รัฐยังตีไม่แตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา หรือทางเดิน-ปั่นเลียบแม่น้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันทีที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี สั่งเดินหน้าโครงการพัฒนาทางเลียบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันอยู่ขั้นหารือเรื่องภูมิสถาปัตย์และการออกแบบก่อสร้างระหว่างกรุงเทพมหานครและกรมศิลปากร เบื้องต้นหน่วยงานเห็นชอบร่วมกันที่จะก่อสร้างช่วงที่ 1 ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทาน สามเสน ระยะทางประมาณ 2.99 กิโลเมตร และช่วงที่ 3 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เริ่มจากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัด ระยะทาง 3.20 กม.จากทั้งหมด 4 ช่วงระยะทาง 14 กม.&amp;nbsp; จากนั้นจะจัดซื้อจัดจ้างหรือประมูลผู้รับเหมาในเดือนพฤษภาคมปีหน้าเป็นอย่างช้า เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์เร็วที่สุดและเป็นแลนมาร์กของกรุงเทพฯ นับเป็นสัญญาณล่าสุดรัฐบาลยังไม่ถอยโครงการนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนไปเมื่อ3ปีที่แล้ว โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือทางเดิน-ปั่นเลียบแม่น้ำ มาจากนโยบายของรัฐบาลเมื่อปี 2558 ที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรและพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมฝั่งแม่น้ำสำหรับประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อคุณภาพชีวิต เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม&amp;nbsp; โดยรัฐใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;Chao Phraya For All&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เจ้าพระยาเพื่อทุกคน&amp;rdquo; ซึ่งกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้สำนักโยธา กรุงเทพมหานครจัดทำแผนแม่บทริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เป็นที่ปรึกษาการสำรวจออกแบบ และจัดทำแผนแม่บทดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากแต่ตลอด 3 ปี โครงการทางเลียบนี้ที่จะมีการปักเสาเข็มและสร้างทางลงในแม่น้ำเจ้าพระยามีเสียงท้วงติง และคำถามถึงความเหมาะสมอย่างมากมายจากสมัชชาแม่น้ำ ประชาชน และชุมชนริมน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังบิ๊กป้อม สั่งให้กลุ่มมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมสิ่งแวดล้อม สมัชชาแม่น้ำ และ Friends of the River เปิดเวทีเสวนา&amp;quot;แม่น้ำเจ้าพระยาที่รัก มารักก่อนที่จะสายไป My Chaophraya &amp;quot; ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความเสี่ยงที่จะทำลายคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยา หากทางเลียบแม่น้ำเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ภราเดช พยัฆวิเชียร กก.ผู้ทรงคุณวุฒิอนุรักษณ์กรุงรัตนโกสินทร์ ท้วงติงความไม่เหมาะสมทางเลียบเจ้าพระยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ภราเดช พยัฆวิเชียร นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และกรุงเก่า กล่าวว่า โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีดำริมาจากพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เราเห็นด้วยกับแนวคิดรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการคิดและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ผิดพลาด&amp;nbsp; มีแบบก่อสร้างออกมาก่อนจัดแผนแม่บทเสียอีก รัฐมีคำตอบก่อนที่จะศึกษาโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งไม่คำนึงถึงระบบนิเวศน์แม่น้ำเจ้าพระยามีระบบน้ำขึ้นน้ำลง&amp;nbsp; พื้นที่ริมฝั่งมีคุณค่า มีชุมชน อาชีพที่ผูกพันกับแม่น้ำ หากเดินหน้าโครงการจะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ผมได้ให้ความเห็นกับกรุงเทพมหานคร โดยต้องแยกแผนแม่บทและแผนการศึกษาเพื่อการก่อสร้าง โดยจัดทำเป็นจุดบริเวณ ที่มีความพร้อมและความชัดเจน ไม่ใช่แผนแม่บทยาว 14 กิโลเมตร เป็นก้อนเดียวกันปัจจุบัน กทม. ตัดเป็น 4 ตอน จะทำโครงการนำร่องด้านบน&amp;nbsp; เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ เพราะก่อนหน้านี้มีมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ไม่เห็นชอบกับการศึกษาและกระบวนการทำงานแบบนี้&amp;nbsp; สะท้อนถึงส่วนราชการไม่สนใจความเห็นของนักวิชาการ ทั้งที่ต้องใส่ใจทำนุบำรุงดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เจตนาแบบนี้แสดงว่าหลบเลี่ยงเพื่อให้การก่อสร้างทางเลียบดำเนินไปได้ &amp;quot;&amp;nbsp; อาจารย์ภราเดช กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้ทรงคุณวุฒิคนเดิมย้ำว่า การดำเนินการของรัฐ ชุมชนต้องได้ประโยชน์จากการพัฒนา แต่ขณะนี้ยังไม่รู้ทางเลียบมีทางเข้า ออกให้ชุมชน บริเวณไหนบ้าง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตราบใดโครงการไม่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ตั้งอยู่จะขาดการดูแล มีเสียงคัดค้าน บทเรียนมีมากมายทางจักรยานริมแม่น้ำ ถูกร้านค้ารื้อหมด อยู่ไม่ได้ เพราะไม่เกิดประโยชน์ร่วมกัน ทางเลียบแม่น้ำมา สิ่งที่จะหายไป คือ โอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะไม่มีทางเข้า แต่หากมีการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำอย่างแท้จริงจะยกระดับรายได้ ชุมชนอาจรวมตัวกันทำโฮมสเตย์ เปิดร้านอาหาร เมื่อได้ประโยชน์จะดูแล รักและหวงแหน เพราะมีความเป็นเจ้าของ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ถ้าโครงการนี้สร้างขึ้นจะแก้ไขไม่ได้ เป็นความเสียหายของประเทศอย่างสูงสุด การพัฒนาที่เป็นทางเลือก ที่ควรเป็น ที่เรายอมรับ คือ มีโครงการนำร่อง แต่หมายความว่า ศึกษาทำบริเวณพื้นที่ใดได้ก่อน ปัจจุบันมีพื้นที่ริมน้ำที่ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาแล้ว รวมถึงพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำ สามารถเชื่อมโยงกัน จุดไหนไม่ได้ ให้ใช้ถนนหลังบ้านแทน &amp;quot; อาจารย์ภราเดช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต กล่าวว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ทำให้แม่น้ำกลายเป็นหลังบ้าน เป็นจุดเริ่มต้นหายนะซึ่งเกิดขึ้นแล้ว และกลายเป็นท่อระบายน้ำทิ้ง&amp;nbsp; ระบบนิเวศถูกตัดขาด และเขื่อนปูนที่สร้างกั้นยิ่งทำให้วิถีห่างเหินแม่น้ำ อีกทั้งประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ครั้งเดียวนำมาสู่กำแพงกั้นน้ำทั่วประเทศ เกิดความเหลื่อมล้ำ คนรวยยิ่งถมที่ให้สูง คนจนรับกรรม น้ำที่เคยระบายอย่างรวดเร็ว กลับลงแม่น้ำไม่ได้ ติดเขื่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ย้ำทางเลียบเจ้าพระยาไม่ใช่การพัฒนาแม่น้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปริญญา ยังระบุแม่น้ำเจ้าพระยามีปัญหาวิกฤตขยะ พบขยะทุกประเภทคนทิ้งลงน้ำ ไม่ใช่แค่ขวดพลาสติก ต้องกระตุ้นให้คนไทยหันมารักแม่น้ำอีกครั้งหนึ่ง นายกฯ มีนโยบายฟื้นฟูคลองแสนแสบ ทุ่ม 7 พันล้าน ทำให้น้ำใส ถามว่าจะยั่งยืนมั้ย ถ้าคนไทยยังทิ้งขยะเช่นนี้ เงินที่รัฐใช้ไปจะสูญเปล่า&amp;nbsp; หากจะแก้ไขได้ทุกคูคลองต้องหยุดปล่อยน้ำเสีย ขยะในแม่น้ำ&amp;nbsp; น้ำที่ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีเสื่อมโทรมน้อยลง&amp;nbsp; เช่นเดียวกับทางเลียบที่มีราคาแพงจะซ้ำเติมปัญหาหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทางเลียบเจ้าพระยาคิดแต่เรื่องความสวยงาม แต่จะเกิดผลกระทบทางนิเวศวิทยา มีการปักตอม่อลงในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำแคบลง นอกจากนี้ทำลายคุณค่าชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัด สถานที่สำคัญ แต่คนกรุงเทพฯ รู้จักแม่น้ำเจ้าพระยาน้อยมาก&amp;nbsp; หากต้องการให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงแม่น้ำมากกว่านี้ไม่ใช่ทำถนนเลียบเจ้าพระยา โครงการนี้มีปัญหามีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องจัดทำรายงานอีเอชไอเอ&amp;nbsp; ตอนนี้ยังไม่ทำ อีกทั้งกระทบสิทธิชุมชน โครงการนี้แม้รัฐบาลอยากให้เกิด แต่ประชาชนไม่เห็นด้วย ก็เกิดไม่ได้อย่างแน่นอน อยากให้รัฐคำนึงถึงธรรมาภิบาล&amp;nbsp; แม้พ้นรัฐบาล คสช. รัฐบาลใหม่ก็ไม่ควรทำ มีผู้คัดค้านรอบด้านทั้งสถาปนิก ผังเมือง สิ่งแวดล้อม &amp;quot; ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว และฝากให้คนกรุงเทพฯ ทวงถามนโยบายแต่ละพรรคการเมือง ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ต่อโครงการทางเลียบเจ้าพระยานี้ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลียบแม่น้ำสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ มีมุมมองบนเวทีเดียวกันของ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โครงพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; วิสัยทัศน์ดีจะฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน ส่วนกระบวนการมีส่วนร่วมของโครงการเขียนไว้ในเอกสารราชการว่า ชุมชนได้รับความเป็นธรรมและยอมรับการตัดสิน แม้ความพยายามในการสร้างการมีส่วมร่วมของประชาชนมีอยู่ โดย 12 ชุมชนริมแม่น้ำร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น&amp;nbsp; แต่คำถามผู้มีส่วนได้ส่วนได้ส่วนเสียแค่ชุมชน 12 แห่ง เพียงพอหรือไม่กับโครงการพัฒนานี้&amp;nbsp; หรือจะเป็นคนกรุงเทพฯ ทั้งหมด คนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา คนลุ่มน้ำน่าน เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; 40% มาจากต้นน้ำน่าน จนกระทั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติเกี่ยวข้องหรือไม่&amp;nbsp; อีกประเด็นการจัดประชาพิจารณ์หลายร้อยครั้ง แต่ไม่ได้ให้ประชาชนร่วมออกแบบตัดสินใจ ก็เป็นเพียงพิธีกรรม&amp;nbsp; นอกจากนี้ อยากให้รัฐรอ&amp;nbsp; พ.ร.บ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในนโยบายสาธารณะ จะได้มีกติกาการมีส่วนร่วมตามวัตถุประสงค์โครงการ ไม่จำกัดแค่ระเบียบสำนักนายก เอากฎหมายฉบับใหม่นี้มาเป็นกติการ่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑูร กล่าวต่อว่า มีความกังวลรัฐกำลังจะละเมิดกฎหมายเอง เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 58 การดำเนินการของรัฐที่จะกระทบทรัพยากรธรรมชาติ คุณสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ส่วนได้เสียต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องให้มีการศึกษารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือ อีเอชไอเอ&amp;nbsp; ซึ่งโครงการถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในข่ายนี้เจ้าของโครงการนี้ได้ตระหนักหรือไม่ว่าทำโครงการละเมิดรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งพบว่า ผู้ทำโครงการได้มีการตอบความเห็นของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ อย่างคลุมเครือ อย่าง สมาคมสถาปนิกสยามตั้งคำถามโครงการจะลดศักยภาพการไหลและการระบายน้ำ แต่กลับไปตอบว่า การตอกเสาเข็มจะมีการยกตัวของน้ำ&amp;nbsp;ซึ่งมีประเด็นแบบนี้มากมายที่ไม่สามารถทำให้การตัดสินใจเป็นที่ยอมรับได้ เพราะคำอธิบายไม่ตรงกับคำถาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; นอกจากนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน มี 17 เป้าหมาย&amp;nbsp; เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราสามารถนำตัวชี้วัดมาเทียบกับโครงการทางเลียบแม่น้ำ จะทำลายระบบนิเวศ สังคมหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเป็นต้องทำ เพราะเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ &amp;quot; ดร.บัณฑูร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละเลยทางเลือกเป็นอีกประเด็นที่บัณฑูรหยิบยกมาแลกเปลี่ยน โดยระบุในเอกสารมีการหยิบยกประเด็นทางเลือกพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; เสนอทางเลือกไว้ 3 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 การเชื่อมโยงเส้นทางพื้นที่ชุมชนและศาสนสถาน รูปแบบที่ 2 พื้นที่สาธารณอื่นๆ บริเวณหลังเขื่อน&amp;nbsp; ไม่รุกเจ้าพระยา แต่สองรูปแบบแรกไม่ได้ถูกนำมาใช้ กลับเป็นรูปแบบที่ 3 พื้นที่ทางเดินริมแม่น้ำ ตนเห็นว่า&amp;nbsp; ต้องมีการประเมินการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA เป็นการมองทางเลือกของการแก้ปัญหา&amp;nbsp; เป็นที่ทราบกันแม่น้ำเจ้าพระยามีปัญหาหลายมิติ ขยะในแม่น้ำ&amp;nbsp; คุณภาพน้ำ การรุกล้ำ ความเสื่อมโทรมทางกายภาพริมแม่น้ำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำท่วม เขื่อนริมน้ำ มีทางแก้ในวิธีอื่นๆ&amp;nbsp; โครงการทางเลียบแม่น้ำไม่ได้ตอบโจทย์เหล่านี้&amp;nbsp; ฉะนั้น ควรยกระดับความขัดแย้งในการศึกษาไปสู่การประเมิน SEA&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot; โครงการมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้าน กระทบมากมาย ทางเลือกที่ยังไม่ได้ศึกษา ความสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ รอให้กฎหมายมีส่วนร่วมประชาชนออกก่อนดีหรือไม่ ไม่ใช่แค่การมีส่วนร่วมในระดับล่าง แต่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในระดับตัดสินใจอย่างแท้จริง ในแผนจะมีทางจักรยาน 7 กิโลเมตร แต่แลกด้วยต้นทุนทางสังคมชุมชนริมน้ำ ตั้งคำถามว่า ใครจะอยากปั่นเส้นทางนี้ โครงการเร่งรัดไปและคิดทางเลือกไม่ครบถ้วน &amp;quot; ดร.บัณฑูร กล่าว พร้อมทิ้งท้ายโครงการนี้จะเป็นบททดสอบการปฏิรูปประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ร่วมแลกเปลี่ยนคุณค่าเจ้าพระยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม&amp;nbsp; กล่าวว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีคุณค่าในมิติต่างๆ วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมผูกพันกับแม่น้ำ เป็นทางสัญจร และพื้นที่ทางนิเวศน์ แต่เรากลับหลงลืมและปู้ยี้ปู้ยำแม่น้ำ แม่ของตัวเอง รัฐมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองทางเศรษฐกิจ ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนริมน้ำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นคุณค่าของแม่น้ำลำคลอง วันที่ 9 ธันวาคมนี้ จะทรงนำปั่นจักรยานจากพระลานพระราชวังดุสิตข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปคลองลัดโพธิ์&amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ อีกทั้งโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพัฒนาขุดลอกคูคลอง ทรงเป็นแบบอย่างให้คนไทยไม่ทำลายแม่น้ำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญญาชนสยาม กล่าวต่อว่า การพัฒนาแม่น้ำมีทางเลือกมากมาย เช่น หากฟื้นฟูคมนาคมทางน้ำได้จะแก้ปัญหาจราจร มลพิษอากาศได้ ขณะที่การรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะอาดคุณภาพน้ำไม่เสื่อมโทรม สัตว์น้ำจะกลับมา แม่น้ำเป็นทั้งความดี ความงาม และความจริง ต้องตีโจทย์ให้แตก&amp;nbsp; ตนยืนยันว่า การทำทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจะส่งผลกระทบต่อคุณค่าเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ภารณี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม กล่าวว่า เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคมพยายามติดตามทวงถามข้อมูลความคืบหน้าโครงการทางเลียบเจ้าพระยา แต่ก็ไม่ได้รับความชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากเว็บไซต์ของสำนักโยธา&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร มีรายละเอียดของการตั้งงบใน 4 ช่วง&amp;nbsp; ช่วงละ 2-3 พันล้านบาท ระยะทาง 14 กม. และมีคำสั่งการจากรองนายกฯ จะสร้างช่วงที่ 1 และช่วงที่ 3 ก่อน เราจะปล่อยให้ความเสียหายจากโครงการเกิดขึ้นเป็นรอยด่างของเจ้าพระยาแม่น้ำประวัติศาสตร์ของประเทศไม่ได้ ต้องเคลื่อนไหวเพื่อชะลอโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จะพัฒนาอย่างไรให้ยั่งยืน กระบวนการยุติธรรมประชาชนจะพึ่งได้หรือไม่ ต้องติดตามกัน ข้อเสนอและข้อท้วงติงจากเวทีวันนี้ รวมถึงการเสวนาย่อยที่จะเกิดขึ้นอีก 2 ครั้ง เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคมร่วมกับชุมชนริมแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบจะนำมารวบรวมใส่ในเอกสารเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในประเด็นแผนงานและโครงการไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;nbsp; และยังไม่มีรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมออกมา อีกทั้งขาดกระบวนการส่วนร่วม&amp;nbsp; ขอเชิญชวนคนรักแม่น้ำเจ้าพระยาไปร่วมแสดงพลังหยุดภัยคุกคามแม่น้ำจ้าพระยาที่ศาลปกครอง วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ โดยพร้อมเพรียงกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ภารณี กล่าวในท้ายที่สุด&amp;nbsp; .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนสนใจนิทรรศการภัยคุกคามทางเลียบแม่น้ำ&lt;/p&gt;


	
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา หรือทางเดิน-ปั่นเลียบแม่น้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22192</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน, บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, ภราเดช พยัคฆวิเชียร, ส.ศิวรักษ์, สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมสิ่งแวดล้อม สมัชชาแม่น้ำ, เสวนา&quot;แม่น้ำเจ้าพระยาที่รัก มารักก่อนที่จะสายไป My Chaophraya &quot;, โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา หรือทางเดิน-ปั่นเลียบแม่น้ำ, โครงการรักเจ้าพระยาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf0ca8100112.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรกูเลเตอร์ ม.44</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ต้องกำกับกิจการพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ทั้งเรื่องการผลิตไฟฟ้า การดูแลประชาชนไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งหลังจากมีคำสั่งฟ้าผ่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2561 ม.44 แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 7 คน แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ยังไม่หมดวาระ มีผลทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยคณะกรรมการชุดใหม่นั้น มีนายเสมอใจ ศุขสุเมฆ เป็นประธานกรรมการ กกพ. และกรรมการอีก 6 คน ประกอบด้วย นายสุธรรม อยู่ในธรรม, นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ, นายพีระพงศ์ อัจฉริยชีวิน, นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, นายสหัส ประทักษ์นุกูล เป็นกรรมการ กกพ. เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และ 7.นางอรรชกา สีบุญเรือง เป็นกรรมการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั่งศึกษาข้อมูล ความเป็นไปเป็นมาของงานที่คณะกรรมการฯ ต้องเข้าไปมีบทบาท และตัดสินใจมานานร่วมเดือน การคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ก็แสดงฤทธิ์ทันที ประกาศไม่อนุมัติให้ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ GPSC ในบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) โดยให้เหตุผลว่า การดำเนินการดังกล่าวส่งผลต่อการลดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน และขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 รวมทั้งการพิจารณาของ กกพ. ยังเป็นการพิจารณาที่ตระหนักถึงการสร้างบรรทัดฐานในการพิจารณาในระยะยาวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ยังมีเรื่องสำคัญๆ ที่ยังคงรอให้ กกพ.เข้ามาตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป ที่ยังรอความชัดเจนในเรื่องของกติกา รูปแบบ จะเป็นอย่างไร แล้วถ้าเปิดจะเปิดอย่างไร รวมไปถึงการจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลกระทบกับประชาชนโดยตรง และขณะนี้อยู่ระหว่างที่ กกพ.จัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่เพื่อบังคับใช้ช่วง 3 ปีข้างหน้า (2561-2564) คาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการช่วงกลางปี 2561 เพื่อบังคับใช้กับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติงวดสุดท้ายของปี คือ ก.ย.-ธ.ค.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังไม่รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ feed-in tariff นั้น ที่เป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐที่เป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และอื่นๆ กับเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโรงไฟฟ้านั้น ซึ่งยังมีความกังวลใน 2 ประเด็น คือ ความล่าช้าในการพิจารณาอนุมัติโครงการจากหน่วย และราคารับซื้ออยู่ที่ 3.66 บาท/หน่วย ถือว่าเป็นระดับราคารับซื้อที่แพงกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1 บาท/หน่วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีงานเรื่องการเปิดเสรีนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แม้ว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลจะมีนโยบายเปิดเสรีก๊าซเพื่อส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรี LNG สามารถนำเข้า หรือใช้ท่อร่วมกับ ปตท.ได้ แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้เสรีจริงจัง เพราะการขออนุญาตนำเข้านั้นยังต้องขออนุมัติจาก กกพ. นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านพลังงาน และการกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและแหล่งกักเก็บพลังงานสำรอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องจับตาดูกันว่า หลังจากที่คณะกรรมการ กกพ.ชุดใหม่ ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดย ม.44 นั้น จะเข้ามาเร่งรัดงานต่างๆ ที่รอการตัดสินใจอย่างไร เพราะแต่ละท่านล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานด้านพลังงานทั้งนั้น โดยเฉพาะท่านประธานเสมอใจ ที่มีดีกรีถึงผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแห่งชาติ (สนพ.) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์กรมหาชน) แถมยังเคยเป็นกรรมการปฏิรูปพลังงาน แม้ว่าตอนนี้จะลาออกแล้วก็ตาม ฝีไม้ลายมือก็คงไม่เบา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นแบบนี้แล้วก็โล่งอก ว่างานที่ค้างคามานานก็คงผ่านฉลุยไปทุกอย่างแน่ ด้วยดีกรี ผอ.สนพ.และเรกูเลเตอร์ ม.44 คงเดินหน้าลุยงานอย่างคร่ำเคร่ง ไม่เห็นกับความสุขสบายส่วนตัว มีรถประจำตำแหน่งโก้ มีเงินเดือนสูง นั่งเฟิร์สคลาส &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่สำคัญ คงเป็นต้นแบบให้กับประชาชน &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเรื่องของการประหยัดพลังงาน แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทำแล้วไม่บอกกล่าว ไม่มีใครเค้ารู้เค้าเห็นนะท่านประธาน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19712</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ, บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, พีระพงศ์ อัจฉริยชีวิน, สหัส ประทักษ์นุกูล, สุธรรม อยู่ในธรรม, เสมอใจ ศุขสุเมฆ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
