<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2025 12:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แจกแหลก &#039;ครม.&#039; เคาะเพิ่มวงเงินผ่านบัตรคนจน-คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้ ให้จับจ่ายก่อนสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 นายพรชัย&amp;nbsp; ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ความเห็นชอบและอนุมัติการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการ ดังนี้ (1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3) (2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ) (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และ (4) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ตลอดจนเพื่อพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*เดิมที่ผ่านมาช่วง ก.ค. - ต.ค. รัฐบาลให้เพิ่มเดือนละ 200 บาทอยู่แล้ว แต่รอบใหม่ พ.ย. - ธ.ค. ให้เดือนละ 200 + 300 (ที่ ครม. มีมติเพิ่มให้วันนี้) รวมให้เดือนละ 500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยอัตโนมัติ) ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 28,000,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มวงเงินสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ของรัฐ จำนวน 3,000 บาทต่อคน ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จำนวนไม่เกิน 1,000,000 คน โดยมีผลกับวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.1สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาท&amp;nbsp; ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 จะนำยอดใช้จ่ายมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ได้ ดังนี้ (1) ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 10 ของยอดใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน (2) ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,000 &amp;ndash; 80,000 บาท ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 6,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.2 สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher เต็มจำนวน 60,000 บาท &amp;nbsp; ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 ซึ่งมีสิทธิได้รับ e-Voucher จำนวน 7,000 บาทเรียบร้อยแล้ว จะมีสิทธิได้รับ e-Voucher เพิ่มเติม หากมีการใช้จ่ายเพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับสิทธิ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายเพิ่มเติมดังกล่าว แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้จะได้รับสิทธิ e-Voucher รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ และสามารถใช้จ่าย e-Voucher ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมทั้ง 4 โครงการรวมกว่า 40.04 ล้านราย ยอดใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 114,819.9 ล้านบาท โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 13.54 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 10,515.1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวนกว่า 1.21 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 770.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 25.21 ล้านราย จากผู้ได้รับสิทธิ 27.7 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 100,734.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 51,195.3 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 49,539.0 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 82,872 ราย จากผู้ได้รับสิทธิกว่า 4.78 แสนราย โดยเป็นยอดการใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 2,663 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายส่วน e-Voucher สะสม 137 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ยังสามารถลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องได้ตั้งแต่เวลา 06.00 &amp;ndash; 22.00 น. ของทุกวัน ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; จนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิเหลือกว่า 2 แสนสิทธิ สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิคงเหลือกว่า 5.2 แสนสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;dara168 m358 megame888 mslot99x win9999 zata888 jun88 bigboxfun bigwin168 cr168 fin88x iconxfun scg9 superbetvip vodka168 zeed777plus panama888 168bet 789pro 789step betflix1688 fenix168x hunter1688 nexobet ufalion168&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120206</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ครม., บัตรคนจน, ยิ่งใช้ยิ่งได้, เพิ่มกำลังซื้อ, เพิ่มวงเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156d41b5f92d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.ค.2565เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ. ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนให้ทั่วถึง ความคืบหน้า กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งจะปรับปรุงเงื่อนไขการลงทะเบียนให้รัดกุมยิ่งขึ้น และป้องกันการแอบอ้างสิทธิ เช่น ปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่กำหนดไว้เดิม 100,000 บาทต่อปี เป็นให้ใช้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนแทน รวมถึงนำทรัพย์สินมาเป็นเกณฑ์พิจารณาด้วย เช่น บ้าน ที่ดิน หรือสลากออมทรัพย์ต่างๆ คาดว่าจะสามารถนำหลักเกณฑ์เสนอ ครม. พิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเดือนมกราคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมประมาณ 22 ล้านคน โดยแยกเป็นผู้ประกัน มาตรา 33 ที่เป็นคนไทยประมาณ 11 ล้านคน มาตรา 39 ประมาณเกือบ 2 ล้านคน และมาตรา 40 ที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อขอนำฐานข้อมูลผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่จะลงทะเบียน ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์รายได้ และเกณฑ์ด้านอื่น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องสามารถช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตัวจริง &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอในการทำงานให้แต่ละกระทรวงบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกันเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด ในครั้งนี้กับกระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงานก็ได้ร่วมกันดำเนินการตามข้อสั่งการนายกฯ ในการคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่จะลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้มีความถูกต้อง และลดความซ้ำซ้อนการได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐ โดยรัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับคณะกรรมการนโยบายลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขความยากจนอีกทาง พร้อมทั้งเพิ่มหลักเกณฑ์รายได้ครัวเรือนในการคัดกรอง &amp;nbsp;เพื่อให้คนที่ได้รับสิทธิเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง โดยจะรีบกำหนดช่วงเวลาที่จะเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้เร็วที่สุดโดยดูความเหมาะสมของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคู่ไปด้วย คาดไว้ประมาณเดือนมกราคม 65
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119604</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนกร วังบุญคงชนะ, บัตรคนจน, โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61654e651b348.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะงบกลาง 2.7 หมื่นล้าน ลดค่าน้ำค่าไฟ หนุนใช้สอย พร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการและขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา อนุมัติงบกลาง ปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 27,005.66 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ 1.วงเงิน 2,018 ล้านบาท เพื่อขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;กันยายน 2565 (12 เดือน) -กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี ตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กรณี ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด ครอบคลุม 1.9 ล้านครัวเรือน โดยประมาณ,&amp;nbsp;สนับสนุนค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาท /ครัวเรือน /เดือน ในกรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท โดยส่วนเกินต้องชำระด้วยตนเอง และกรณีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีบัตรฯ รับภาระในการชำระค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ครอบคลุมประมาณ 186,625 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า 2.วงเงิน 18,815 ล้านบาท สนับสนุน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ โดยผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 55บาท/คน/3 เดือน,&amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก. ระบบ&amp;nbsp;e-Ticket /รถไฟฟ้า บขส. รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน,&amp;nbsp;เบี้ยความพิการ จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วงเงิน 1,642 ล้านบาท ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการบัตรฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วงเงิน 4,530.66 ล้านบาท สำหรับจัดสรรสวัสดิการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีบัตรฯ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจทำให้ผู้สมัครรอบใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือลดอัตราค่าน้ำ/ค่าไฟ ตลอดจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลห่วงใยเพื่อให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ รวมทั้งการยกระดับและพัฒนา คุณภาพชีวิตแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; นายธนกร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117424</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัว ‘คลัง’จ่อเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนอีกครั้ง ผู้ถือบัตรเดิมต้องทำใหม่   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างวางหลักเกณฑ์ เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;nbsp;(บัตรคนจน)&amp;nbsp;รอบใหม่ เพื่อเสนอคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เป็นประธาน พิจารณา ว่าจะเปิดให้มีการลงทะเบียนภายในปีนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การลงทะเบียนรอบใหม่ จะเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์เข้ามาลงทะเบียน โดยคาดว่าจะมีกลุ่มตกหล่นจากมาตรการของรัฐที่ผ่านมาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น กรณีไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถเข้าร่วมบัตรคนจนได้อีกกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านราย ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับสิทธิ์เดิม&amp;nbsp;13.65&amp;nbsp;ล้านคน ก็จะต้องมาลงทะเบียนใหม่ เพราะกระทรวงการคลังจะมีการปรับเงื่อนไขผู้ได้รับสิทธิ์ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เกณฑ์ต่าง ๆ เสร็จเกือบทั้งหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางฝ่ายนโยบายว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คงต้องพิจารณาให้เหมาะสม โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะส่งผลกระทบอย่างไร หากมีการเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่หรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า เบื้องต้น หลักเกณฑ์การร่วมโครงการบัตรคนจนรอบใหม่จะเปลี่ยนไป โดยจะพิจารณาจากรายได้ของผู้ขอรับสิทธิ์ เช่น จากเดิมกำหนดรายละไม่เกินละ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แสนบาทต่อปี ก็จะปรับเป็นรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อหัว กรณีแม่บ้านไม่มีรายได้ แต่เฉลี่ยรายได้ต่อหัวต่อครัวเรือน ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ก็จะยังได้รับสิทธิ์ ส่วนกรณีผู้ที่ไม่เคยมีรายได้มาก่อน แต่ในช่วงที่ผ่านมามีงานทำ มีรายได้ถึงเกณฑ์ แต่ยังมีบัตรคนจนอยู่ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ เช่น ข้าราชการ พนักงานเอกชน เป็นต้น รวมทั้งจะมีการนำสินทรัพย์เข้ามาเป็นเกณฑ์พิจารณาด้วย เช่น สมุดบัญชี ที่ดิน บ้าน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ จะช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ปิดช่องไม่ให้คนจนไม่จริงเข้ามาแอบอ้างสิทธิ์ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าการลงทะเบียนรอบใหม่จะมีผู้ได้รับสิทธิ์มากหรือน้อยกว่าเดิมที่&amp;nbsp;13.65&amp;nbsp;ล้านคน เพราะจะมีทั้งคนที่เข้ามาเพิ่ม และคนที่ไม่ผ่านสิทธิ์ เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ทุกกรณี แต่บัตรคนจนรอบใหม่ จะทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและทบทวนข้อมูลทุกปี เช่น ปีนี้หากมีรายได้ ไม่ได้รับสิทธิ์ แต่หากปีต่อไปไม่มีรายได้ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการคนละครึ่งเฟส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ณ วันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ก.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า มีผู้ได้รับสิทธิ&amp;nbsp;26.8&amp;nbsp;ล้านราย ผู้ใช้สิทธิ&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ล้านราย โดยเป็นผู้ที่ใช้สิทธิครบ&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท จำนวน&amp;nbsp;9.1&amp;nbsp;ล้านราย มียอดใช้จ่ายสะสม&amp;nbsp;64,291.9&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม&amp;nbsp;32,686.1&amp;nbsp;ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม&amp;nbsp;31,605.8&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง พร้อมจะโอนวงเงินรอบที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค.- 31&amp;nbsp;ธ.ค.2564&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท โดยผู้ที่ใช้จ่ายวงเงิน&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท ในรอบแรก&amp;nbsp;( 1&amp;nbsp;ก.ค.-30&amp;nbsp;ก.ย. 2564)&amp;nbsp;ไม่หมด สามารถนำไปทบในรอบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ได้ และสามารถใช้จ่ายได้จนถึง&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค. 2564&amp;nbsp;ไม่ถูกตัดสิทธิ์แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116174</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ลงทะเบียนใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>1 ก.ย.นี้ผู้ถือบัตรคนจน รอรับเงินสูงสุด 500 บาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64 &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ประจำเดือนกันยายน 2564 กรมบัญชีกลาง ในสังกัดกระทรวงการคลัง พร้อมโอนเงินเยียวยาตามเงื่อนไขที่กำหนด
เช็กสิทธิบัตรคนจนวันที่ 1 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนละ 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
คนละ 300 บาทต่อเดือน แบ่งตามเกณฑ์รายได้ ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี
ต้องใช้จ่ายให้หมดทุกๆเดือนไม่สบทมเดือนถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินเพิ่มกำลังซื้อ เงินเยียวยาพิเศษช่วยเหลือบัตรสวัสดิการทั่วประเทศได้คนละ 200 บาท ใช้ซื้อสินค้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ ร้านค้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 3
วันที่ 1 ก.ค. 64 จำนวน 200 บาท
วันที่ 1 ส.ค.64 จำนวน 200 บาท
วันที่ 1 ก.ย.64 จำนวน 200 บาท
วันที่ 1 ต.ค.64 จำนวน 200 บาท
วันที่ 1 พ.ย64 จำนวน 200 บาท
วันที่ 1 ธ.ค.64 จำนวน 200 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินช่วยเหลือค่าเดินทางรถโดยสารสาธารณะ (ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้) รถเมล์ รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดิน คนละ 500 บาทต่อเดือน
ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาท ต่อ 3 เดือน ใช้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115115</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ตอกกลับนักวิจารณ์ยันเยียวยาเหมาะสมทุกกลุ่ม แจงยิบบัตรคนจนรับชดเชยกว่า 11,800บาท/คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีข้อวิจารณ์มาตรการเยียวยาประชาชนว่าคนที่เดือดร้อนมากหรือคนยากจนได้รับเงินช่วยเหลือน้อยกว่าคนที่เดือดร้อนน้อยหรือคนไม่ยากจน ว่า โครงการของรัฐบาลถูกออกแบบมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งเพื่อการบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการสนับสนุนมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การให้สวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุมประชากร จำนวนกว่า 13.65 ล้านคน โดยเริ่มมีการให้สวัสดิการตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งแบ่งเป็นสวัสดิการหลัก ได้แก่ บรรเทาค่าครองชีพ วงเงินสิทธิค่าอุปโภค/บริโภค จำนวน 200 บาท/คน จำนวนประมาณ 3.6 ล้านคน และ 300 บาท/คน จำนวนประมาณ 10 ล้านคน, บรรเทาค่าเดินทาง ได้แก่ ค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า 500 บาท/คน/เดือน, ค่า บขส. 500 บาท/คน/เดือน, ค่ารถไฟ 500 บาท/คน/เดือน, ค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาท/คน/3 เดือน, ค่าประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน, ค่าไฟฟ้า 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และสวัสดิการอื่น ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายปลายปี 2561 จำนวน 500 บาท ค่าใช้จ่ายปลายปี 2562 สำหรับผู้สูงอายุเกิน 60 ปี จำนวน 500 บาท สำหรับผู้มีบุตร จำนวน 300 บาท สำหรับคนพิการ จำนวน 200 บาท ผ่านช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) โดยรวมแล้วผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับความช่วยเหลือสวัสดิการหลักกว่า 2,000 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในการเยียวยาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้มีการเพิ่มเติมวงเงิน (Top up) ค่าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยตลอดช่วงการระบาดของโควิด-19 เริ่มจากปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีการเพิ่มวงเงินสิทธิให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แก่ ตั้งแต่ต.ค. 2563-มี.ค. 2564 โดยเพิ่มให้ 500 บาทต่อคน ระยะเวลา 6 เดือน รวมเป็นวงเงินสิทธิ 3,000 บาทต่อคน ภายใต้โครงการเพิ่มกำลังซื้อระยะที่ 1 และ 2 และช่วง ก.พ. 2564เป็นต้นมาเพิ่มเติมสิทธิวงเงินอีก 7,400/7,600 บาท ต่อคน ภายใต้โครงการเราชนะ ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้ถึง มิ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในโครงการเพิ่มกำลังซื้อ ระยะที่ 3 ที่กำลังจะเริ่มในเดือน ก.ค. 2564 เป็นการเพิ่มสิทธิวงเงินจำนวน 200 บาทต่อคน ระยะเวลา 6 เดือน รวม 1,200 บาทต่อคน สามารถนำไปใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 โดยไม่มีเงื่อนไขที่ประชาชนจะต้องใช้จ่ายเงินของตัวเองเพื่อให้ได้รับสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับความช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมจากรัฐในช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมเป็นเงินกว่า 11,600/11,800 บาทต่อคน&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ ไม่เกิน 4 ล้านคน ซึ่งประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีการเติมเงินของตัวเองเข้า g-wallet ก่อน เพื่อไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการซึ่งจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) และการที่จะได้รับ e-Voucher สูงสุดจำนวน 7,000 บาทต่อคน ประชาชนต้องมีการใช้จ่ายเงินตัวเองเป็นจำนวน 60,000 บาทต่อคน ในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย. 2564 ซึ่งหากมีการใช้จ่ายจริง 1-40,000 บาทแรก ก็จะได้รับ e-Voucher คืน 10% หรือไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน หรือ 40,001-60,000 บาท ก็จะได้รับ e-Voucher คืน 15% หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน และต้องใช้จ่าย e-Voucher ที่ได้รับภายในเดือน ธ.ค. นี้ โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้จำนวน 4 ล้านคน ใช้จ่ายเต็มสิทธิ จะส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ จำนวน 240,000 ล้านบาท และเมื่อประชาชนมีการนำ e-Voucher กลับมาใช้ก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มอีก 28,000 ล้านบาท รวมเป็น 268,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106420</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, คนละครึ่ง, บัตรคนจน, มาตรการเยียวยาประชาชน, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d9368830d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลยคลังโอนเงิน&#039;เราชนะ&#039;กลุ่มบัตรคนจนงวดที่ 4 วันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.พ. 2564 โครงการ&amp;nbsp;&amp;quot;เราชนะ&amp;quot;&amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ด้วยการมอบ&amp;nbsp;&amp;quot;เงินเยียวยา&amp;quot;&amp;nbsp;ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยและได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ วงเงินรวม 7,000 บาท (ระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2564) โดยในวันที่ 26 ก.พ.นี้&amp;nbsp;รัฐได้โอนเงินให้ประชาชนผู้เข้าข่าย&amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่ม1&amp;quot;&amp;nbsp;หรือผู้ที่ถือบัตรคนจน&amp;nbsp;ของโครงการเราชนะ เช็คสิทธิ&amp;nbsp;อีกครั้ง&amp;nbsp;เป็นงวดที่&amp;nbsp; 4จำนวน 675 หรือ 700 บาท


ทั้งนี้ ประชาชนผู้เข้าข่ายกลุ่ม1&amp;nbsp;คือ กลุ่มที่ไม่ต้องลงทะเบียนเราชนะ&amp;nbsp;เพราะกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิอัตโนมัติ&amp;nbsp;โดยรัฐจะโอนเงินให้เลยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน)&amp;nbsp;ซึ่งมาตรการนี้ได้เริ่มโอนเงินเยียวยาให้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 64 ที่ผ่านมาเป็นงวดที่ 1, วันที่ 12&amp;nbsp;ก.พ. 64 เป็นงวดที่ 2, วันที่ 19&amp;nbsp;ก.พ. 64 เป็นงวดที่ 3 และงวดที่ 4 วันที่&amp;nbsp; 26 ก.พ. 64 (โอนให้ทุกๆ วันศุกร์)
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94301</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, รับสิทธิ์เราชนะ, โอนเงินเข้าเป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602b2b327cb67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
