<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งคลายล็อกบัตรทองรักษาได้ทุกที่ไม่ต้องมีใบส่งตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25​ ต.ค. 2563 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.​ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการยกระดับระบบสวัสดิการแห่งรัฐด้านสาธารณสุข ด้วยการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรณีประชาชนผู้มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถเข้ารับการรักษาที่ใดก็ได้ และยกเลิกการต้องใช้ใบส่งตัวของผู้ป่วยในกรณีมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่รักษาพยาบาล โดยมีรายละเอียดการคลายล็อกดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประชาชนสามารถรับการรักษาพยาบาลที่ใดก็ได้​ โดยทดลองให้ประชาชนในกรุงเทพมหานคร สามารถไปรับบริการที่ &amp;ldquo;หน่วยบริการชุมชน อบอุ่น&amp;rdquo; อันประกอบด้วย คลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยบริการเฉพาะทางชุมชนอบอุ่น ได้ทุกแห่ง ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะถูกจับคู่กับหน่วยบริการประจำ (คลินิก) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาที่คลินิกประจำนั้นๆ หากป่วยหนักจนคลินิกรักษาไม่ไหว คลินิกก็จะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพให้รักษาต่อ​ แต่นโยบายใหม่นี้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่กทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่หลากหลายมากขึ้น โดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าที่จะประสานหน่วยบริการจำนวน 500 แห่ง ให้เข้ามาเป็น &amp;ldquo;หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น&amp;rdquo; (คลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยบริการเฉพาะทางชุมชนอบอุ่น) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ใช้สิทธิบัตรทองในกทม. จะสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการชุมชนอบอุ่นในเขตของตัวเองได้ทุกแห่ง และสามารถนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ โดย สปสช. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่าน App เป๋าตัง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน และจะขยายไปในกลุ่มผู้ป่วยนอกทั้งหมด ในระยะต่อไป​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;ldquo;ผู้ป่วยใน&amp;rdquo;ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีกต่อไป​ ทั้งนี้ &amp;ldquo;ใบส่งตัว&amp;rdquo; เป็นเอกสารที่ใช้สื่อสารลักษณะโรค อาการป่วย การรับการรักษาเบื้องต้น ซึ่งที่ผ่านมา หากหน่วยบริการประจำ (คลินิก) วินิจฉัยและส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ผู้ป่วยต้องไปรับใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก​ แต่นโยบายใหม่นี้ หากผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ แล้ว โรงพยาบาลวินิจฉัยว่าต้องแอดมิท (นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล) ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันที โดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวอีก เนื่องจาก สปสช. จะจัดทำระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเองโดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประชาชนแจ้งย้ายหน่วยบริการเมื่อใด รักษาที่ใหม่ได้ทันทีที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองขอย้ายหน่วยบริการ จะต้องรออีก 15วัน จึงจะไปรักษาที่หน่วยบริการแห่งใหม่ได้ แต่นโยบายใหม่นี้ ผู้ป่วยไม่ต้องรอ 15วันอีกต่อไป กล่าวคือ เมื่อมีความประสงค์ที่จะย้ายเมื่อใด ก็สามารถไปรักษาที่ใหม่ได้ทันที ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองจึงอุ่นใจได้ว่า เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน ก็จะสามารถย้ายหน่วยบริการและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันทีอย่างแน่นอน​ 4.ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและไม่แออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มะเร็งเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนอย่างมาก เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตสูง ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย และ ที่สำคัญคือ โรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็ง จึงเกิดปัญหาคอขวดในการเข้ารับบริการ เกิดความแออัด ต้องรอการนัดหมายที่ค่อนข้างนาน ซึ่งเมื่อผู้ป่วยเข้าถึงบริการรักษาล่าช้า ก็อาจทำให้มะเร็งลุกลามได้โดยไม่จำเป็น​ ทั้งนี้ สปสช. จึงมีแนวคิดในการยกระดับการรักษาใหม่ โดยเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง หน่วยบริการผู้วินิจฉัยจะส่งข้อมูลผู้ป่วยมายัง สปสช. เพื่อให้​ สปสช.ประสานจัดหาโรงพยาบาลที่ไม่แออัด และมีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งประเภทนั้นๆได้ทันที ประชาชนก็จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งบริการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน พร้อมด้วยการติดตามอาการและแนะนำการทานยาผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Telehealth) ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การคลายล็อกข้อจำกัดต่างๆของบัตรทองในครั้งนี้ คือนโยบายของรัฐบาลในความพยายามที่จะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการดูแลรักษาพยาบาลที่ดี มีมาตรฐาน ง่ายและสะดวกสำหรับประชาชนคนไทยทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81686</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรทอง, รักษาตัวที่ไหนก็ได้, หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6e0b2b78f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039; ลุยแจงรัฐบาลเพิ่มสิทธิบัตรทอง รักษาทุกที่ ยกระดับบริการด้านสาธารณสุขเพื่อประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.63 - นางสาว ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี &amp;nbsp;อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่พระราม2 &amp;nbsp;เขตจอมทอง &amp;nbsp;เพื่อรับร้องเรียนต่างๆ จากประชาชน และได้กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรณีผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้ว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนผู้ที่ได้สิทธิบัตรทองทั่วประเทศ ที่จะได้รับความสะดวกและมีทางเลือกในการเข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมและทั่วถึง ตามนโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางการแพทย์ &amp;nbsp;โดยมีการพัฒนาระบบบริการบริการดูแลผู้มีสิทธิบัตรทอง คือ 4 นโยบาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เมื่อเจ็บป่วยผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ในระบบบัตรทอง เริ่มนำร่องในกทม.และปริมณฑลในวันที่ 1 พ.ย.2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ในกรณีที่ใบส่งตัวครบกำหนด ผู้ป่วยในสามารถรั กษาต่อเนื่องได้ทันทีตามการวินิจฉัยของแพทย์ โดยไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวจากหน่วยบริการประจำ โดยปรับระบบให้ใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบตัวตนของผู้ป่วยเท่านั้น เริ่มวันที่ 1 พ.ย.2563 ในเขต 9 นครราชสีมา และวันที่ 1ม.ค.2564 ในกทม.และปริมณฑล &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมทุกแห่งทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 1 ม.ค.2564 &amp;nbsp;และ 4.ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน &amp;nbsp;โดยสถานพยาบาลสามารถพิสูจน์สิทธิ์และเบิกจ่ายค่าบริการได้ผ่านบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด เริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; จากนโยบายดังกล่าว &amp;nbsp;เป็นการเพิ่มสิทธิให้กับประชาชนผู้ถือบัตรทอง ไม่ใช่ลดสิทธิบัตรทอง อะไรที่เคยมีสิทธิอยู่ก็ยังคงไว้ &amp;nbsp; ขณะนี้มีความพยายามสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม &amp;nbsp;เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่พอใจให้กับพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;ฉะนั้นอย่าหลงเชื่อผู้ที่ไม่หวังดี ให้ข้อมูลบิดเบือน &amp;nbsp;โดยขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น &amp;quot;น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวอีกว่า ประชาชนยังคงต้องมีหน่วยบริการเป็นสิทธิหลักอยู่ และการไปใช้ได้ทุกที่ในพื้นที่นำร่องนั้น เป็นการไปใช้ในลักษณะเจ็บป่วยขั้นปฐมภูมิหรือเล็กน้อย ส่วนในกรณีการปิดคลีนิคไปเกือบ 200 แห่ง เพราะรัฐบาลตรวจสอบพบว่ามีการโกงประชาชนนั้น ขณะนี้รัฐบาลโดยหน่วยงานของ สปสช. จะดำเนินการย้ายหน่วยบริการที่ใกล้ที่สุดให้อัติโนมัติ ซึ่งมีกว่า 500 แห่งรองรับ ภายใน 1 พ.ย. นี้ และหากท่านใดไม่พอใจหน่วยบริการยังสามารถย้ายได้หลังระบบได้เปลี่ยนแปลงให้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี &amp;nbsp;จึงไม่อยากให้มองนโยบายในมิติทางการเมือง มากกว่า มิติทางด้านสาธารณสุข ฉะนั้นทุกฝ่ายควรจะช่วยกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ขอฝ่ายค้านไม่ใช่จ้องแต่จะดิสเครดิตรัฐบาลอย่างเดียว แต่ในทางกลับกันควรมองว่าหากรัฐบาลได้พัฒนาต่อยอด เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะนำไปสู่การลดเหลื่อมล้ำทางสังคมดีกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80066</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทิพานัน ศิริชนะ, บัตรทอง, พปชร., พลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f817c9370f66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;นำคนไข้บัตรทองพันคนบุกทำเนียบฯ ร้องนายกฯสอบ&#039;สปสช.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ (สปสช.) ได้ออกมาแถลงยกเลิกสัญญาการให้บริการบัตรทองของสถานพยาบาลใน กทม. หลายต่อหลายครั้ง หลังจากตรวจพบการทุจริตการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ขณะนี้มีการยกเลิกไปแล้วทั้งสิ้น 190 แห่ง กระทบประชาชนรวมกว่า 2 ล้านคนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการดังกล่าว มีการตั้งคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ โดยมีอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายประเมินผล เป็นประธาน โดยพุ่งเป้าไปที่โรงพยาบาล คลินิกเอกชน ซึ่งมีทั้งคลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกอายุรกรรม และคลินิกทันตกรรม ฯลฯ โดยมิได้แยกปลาแยกน้ำให้ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยต้องหาสถานพยาบาลแห่งใหม่กันอย่างโกลาหล และเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยอย่างมาก จากเดิมที่เดินทางไปตรวจรักษาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน ใช้เวลาไม่มากนัก แต่กลับต้องไปหาสถานที่ตรวจรักษาในสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งต้องไปแย่งกันเข้าคิวรอ ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันกว่าจะถึงคิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลจากปัญหาดังกล่าว ไม่มีใครพูดถึงหรือกล่าวถึง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหาร สปสช. และพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สปสช. ที่อนุมัติการเบิกจ่ายค่าบริการที่ไม่ถูกต้องของ 190 สถานพยาบาลดังกล่าวหรืออาจจะมากว่า 190 แห่ง ที่อาจเกิดขึ้นมานานตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 กระทั่งมีอดีตผู้บริหาร สปสช. บางคนออกมาตั้งคลินิกทั่วทั้ง กทม .และปริมณฑลมากมายหลายสาขา จนเป็นที่ผิดสังเกต เพราะมีการระดมหาผู้มาขึ้นทะเบียนในแต่ละคลินิกเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพในการตรวจรักษา และในแต่ละปีจะมีการทำเอกสารเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไปยัง สปสช. ในอัตราที่สูงมากจนผิดสังเกต แต่ทว่า สปสช. กลับมิได้เอะใจหรือทำอะไร นั่นแสดงว่าอาจมีคนวงในที่ล่วงรู้ระบบกลไกการทุจริตดังกล่าวมานานแล้ว แต่ไม่ยอมเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่เมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดเป็นข่าวครึกโครมขึ้นมา กลับเบี่ยงเบนประเด็นไปเล่นงานโรงพยาบาล และคลินิกเอกชนแทน เพื่อกลบเกลื่อนฝุ่นที่ซุกอยู่ใต้พรมของ สปสช.ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และผู้ป่วยบัตรทองทั่วกรุงเทพมหานคร พนักงานเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลต่างๆ เกือบพันคนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของ สปสช.ดังกล่าว จะร่วมกันเดินทางไปยื่นคำร้องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้บริหาร สปสช. ว่าเข้าข่ายการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือไม่ รวมทั้งการเสนอทางออกของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย โดยจะร่วมกันเดินทางไปยื่นคำร้องในวันอังคารที่ 6 ต.ค.63 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ (ตึก กพร.เดิม) ทำเนียบรัฐบาล.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79500</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบฯ, ทุจริต, บัตรทอง, ศรีสุวรรณ จรรยา, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f221b66e409c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดแล้วพบเพิ่มอีก 63 คลินิก โกงเบิกจ่ายบัตรทอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;15 ก.ค.63- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แถลงข่าวความคืบหน้า สปสช.ดำเนินคดี 18 คลินิกทุจริตเงินบัตรทอง พร้อมขยายผลตรวจสอบ พบอีก 63 แห่งข้อมูลไม่ถูกต้อง &amp;nbsp;โดยนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. &amp;nbsp;กล่าวว่า จากกรณีที่ สปสช.ตรวจพบการทุจริตการเบิกจ่ายเงินค่าบริการคัดกรองโรคในกองทุน สปสช. ในคลินิกเอกชน 18 แห่ง พื้นที่ กทม. ล่าสุด ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับคลินิกเอกชนที่ทุจริต &amp;nbsp;หลังจาก สปสช.ได้ขยายผลตรวจสอบหน่วยบริการในการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิกเพิ่มเติมอีก 86 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้าการดำเนินการกรณีคลินิกเอกชน 18 แห่ง ทุจริตเงินบัตรทองนั้น สปสช.ได้ดำเนินการดังนี้1.ระงับจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ของหน่วยบริการทั้ง 18 แห่ง2.เรียกคืนเงินตามจำนวนที่ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้อง โดยเป็นยอดเรียกคืนทั้งสิ้น 74,397,720 บาท ขณะนี้เรียกคืนแล้ว 60,773,809 บาท คงเหลือยอดค้างชำระรอเรียกคืน ณ วันที่ 30 มิ.ย. 63 จำนวน 13,623,911 บาท 3.แจ้งความตามคดีอาญา พร้อมส่งมอบเอกสารหลักฐานเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.วันที่ 7 ก.ค. 63 สปสช. ส่งเรื่องให้สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, แพทยสภา และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพอื่นด้วยหรือไม่ เพื่อดำเนินการเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว 5.บอร์ดสปสช. มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค.63 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี 18 คลินิกทุจริต &amp;nbsp;6.ยกเลิกสัญญาหน่วยบริการประจำทั้ง 18 แห่ง เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 63 โดย สปสช.จัดระบบให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 2 แสนรายใน 18 คลินิกได้รับการดูแลแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะได้รับการย้ายหน่วยบริการอัตโนมัติ ผู้ป่วยส่งต่อในระหว่างนี้ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว7.ขอความร่วมมือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตามกฎหมาย 8.เสนอเรื่องเข้าคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข 9.วันที่ 14 ก.ค.63 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี 18 คลินิกทุจริตประชุมนัดแรก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวถึงการขยายผลตรวจสอบหน่วยบริการที่มีการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิกเพิ่มเติมอีก 86 แห่ง ขณะนี้พบข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง เป็นจำนวนเงินที่ต้องเรียกคืนประมาณ 2.4 ล้านบาท แต่หลังจากแจ้งผลการตรวจสอบให้หน่วยบริการรับทราบ มีหน่วยบริการ 11 แห่งขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบ อีก 52 แห่งไม่อุทธรณ์ ซึ่ง สปสช.ต้องดำเนินการขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป &amp;nbsp;ขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม.ได้ขยายผลการตรวจสอบหน่วยบริการทั้ง 63 แห่ง ทั้ง 100% โดยจะมีการตรวจในวันที่ 30 ก.ค.-11 ส.ค.63 เป็นการตรวจสอบ ณ หน่วยบริการ และวันที่ 16 ก.ค. 63 &amp;nbsp;นำเสนอ อปสข.พิจารณาดำเนินการต่อไป
&amp;quot; ประเด็นที่เราตรวจพบ คือ ไม่มีเอกสารหลักฐานของประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง ขณะนี้ สปสช.เร่งดำเนินการตามกฎหมายและดำเนินคดี โดยในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค.) คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ หรือ อปสข.กทม. จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อการเรียกเงินคืน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลการจ่ายชดเชยค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของหน่วยบริการเพิ่มอีก 86 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน 20 แห่ง และคลินิกเอกชน 66 แห่งนั้น พบข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง เป็นจำนวนเงินที่ต้องเรียกคืน 2,473,600 บาท แต่เมื่อแจ้งผลการตรวจสอบให้หน่วยบริการรับทราบ มีหน่วยบริการ 11 แห่ง ขออุทธรณ์ผลการตรวจสอบ อีก 52 แห่งไม่อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.การุณย์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ตรวจพบคือ ไม่มีเอกสารหลักฐานของประชาชนที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง การตรวจพบดังกล่าวเป็นการตรวจพบเบื้องต้นจากการสุ่มตรวจ ยังไม่ได้ตรวจทั้ง 100% &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้ สปสช.เขต 13 กทม. เตรียมขยายผลการตรวจสอบหน่วยบริการทั้ง 63 แห่ง ทั้ง 100% &amp;nbsp; โดยจะมีการตรวจในวันที่ 30 ก.ค.-11 ส.ค.63 เป็นการตรวจสอบ ณ หน่วยบริการ โดยมีการเรียกเงินคืน พร้อมกับนำเสนอคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร หรือ อปสข.กทม.ครั้งที่ 3/2563 วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 พิจารณาการดำเนินการ ขยายการตรวจสอบไปยังรายการเบิกจ่ายตามรายการ (fee schedule) ทุกรายการ ในทุกหน่วยบริการทุกระดับ ระงับการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการทั้งหมดที่พึงได้รับของทั้ง 52 หน่วยบริการ ในปีงบประมาณ 2563 จนกว่าผลการตรวจสอบ จะเสร็จสิ้น, ให้ สปสช.เรียกคืนเงินจากทุกหน่วยบริการตามจำนวนที่ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ไม่ถูกต้อง พร้อมเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71534</URL_LINK>
                <HASHTAG>63คลินิกทุจริตบัตรทอง, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, บัตรทอง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200715/image_big_5f0ed7465201a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 21:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจออีก86 คลินิก มีพิรุธ เบิกค่ารักษาพยาบาล บัตรทองเกินจริง &quot;อนุทิน&quot;สั่งตรวจสอบทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.ต.63-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีการตกแต่งข้อมูลเพื่อเบิกจ่ายค่าบริการคัดกรองสุขภาพของคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่ง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ที่ผ่านมาได้สั่งกำชับให้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดำเนินการถึงที่สุด ทั้งในคดีแพ่ง คดีอาญา และจรรยาบรรณวิชาชีพ เพราะเป็นการทุจริตต่องบประมาณประเทศ ทุจริตภาษีประชาชน ทั้งงบประมาณก้อนนี้ยังใช้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่งแล้ว ในการประชุมบอร์ด สปสช. ที่ผ่านมา (8 ก.ค.) ได้มีรายงานการขยายการตรวจสอบเพิ่มเติมในคลินิกเอกชนที่พบข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ 86 แห่ง โดยพบข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง เป็นจำนวนเงินที่ต้องเรียกคืน 2,473,600 บาท ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อดำเนินการ ดังนั้นได้สั่งการเพิ่มเติมให้ สปสช. ขยายการตรวจสอบการเบิกจ่ายหมวยเงินที่จ่ายตามผลงานบริการในหน่วยบริการทุกแห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่า สปสช.จะเป็นผู้ตรวจสอบพบการรั่วไหลเอง ผมก็ไม่นิ่งนอนใจ ไม่แต่เฉพาะการเบิกจ่ายกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่รวมถึงการดำเนินการในเรื่องอื่นๆ ในทุกหน่วยงาน ทุกสังกัด ต้องมีการตรวจสอบเข้มงวด ไม่รั่วไหล ไม่มีการทุจริต ซึ่งผมขอให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกคน ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้&amp;rdquo; นายอนุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71162</URL_LINK>
                <HASHTAG>18คลินิกทุจริตบัตรทอง, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, บัตรทอง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f09d05be2565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.แจง ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยส่งต่อรักษาต่อเนื่อง ไม่ต้องมีใบส่งตัว มีผลถึง 30 ก.ย.63 นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24มิ.ย.63-จากกรณีพระสงฆ์ ร้องเรียนใช้สิทธิบัตรทอง ใบส่งตัวหมดอายุช่วงโควิด-19 ทำเข้าไม่ถึงการรักษาต่อเนื่อง ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และโฆษก สปสช. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในช่วงกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จากปัญหาใบส่งตัวหมดอายุในขณะที่ต้องรับการรักษาต่อเนื่องกรณีผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลรับส่งต่อว่า ในการส่งต่อรักษาต่อเนื่องกรณีผู้ป่วยนอก ตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเข้ารับบริการ โดยกรณีผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อรักษายังหน่วยบริการระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ หน่วยบริการประจำจะออกใบส่งตัว โดยกรณีผู้ป่วยนอกใบส่งตัวจะมีอายุ 90 วัน และกรณีผู้ป่วยในใบส่งตัวจะมีอายุ 60 วัน การที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการระบบบริการและการจัดการด้านงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายต่อประชาชน ลดการเดินทางโดยไม่จำเป็นของประชาชน สปสช.ได้มีหนังสือแจ้งการดำเนินการและการให้บริการสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องที่มีความจำเป็นต้องรับยาในหน่วยบริการที่ไม่ใช่หน่วยบริการประจำของตนเอง หรือมีความจำเป็นที่ต้องเข้ารับบริการในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น ให้ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินตามมิติของประชาชนภายใต้สถานการณ์ในช่วงแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หน่วยบริการอื่นสามารถให้บริการผู้ป่วยได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และเบิกค่าใช้จ่ายค่าเพื่อบริการสาธารณสุขกรณีผู้ป่วยนอกได้ตามแต่ละกรณี โดยไม่จำเป็นต้องมีใบส่งตัว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่อาจประสบปัญหาและมีข้อจำกัดในการเดินทางช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้กรณีที่เกิดขึ้นนี้ คาดว่าน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการบริการช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดย สปสช.จะมีการชี้แจงทำความเข้าใจต่อไป&amp;rdquo; ทพ.อรรถพร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69589</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., #โควิด-19, ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), บัตรทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef301d87ed16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.ขอเพิ่มงบบัตรทอง รองรับคนตกงานที่จะเข้าระบบอีก9.9แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;25พ.ค.63-ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2563 โดยเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) วาระ พ.ศ. 2563-2567 เป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และที่ประชุมได้เห็นชอบ &amp;ldquo;ข้อเสนอการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปี 2563-2564&amp;rdquo; จากผลกระทบกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ภายใต้เงินงบประมาณเงินกู้ 45,000 ล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรจากรัฐบาล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563-2564 ต้องปรับงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อรองรับดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพกรณีโควิด-19 ที่จำเป็นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง พร้อมสนับสนุนหน่วยบริการดำเนินการตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในการให้บริการประชาชน ทั้งบริการกรณีรักษาโควิด-19 (Covid-19) และบริการกรณีอื่นไม่ใช่โควิด-19 (Non Covid-19) เพื่อลดการติดต่อและแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการบริการที่กำหนดโดยกรมการแพทย์ รวมถึงกรณีการว่างงานของประชากรที่รับผลกระทบและจะโอนมาใช้สิทธิบัตรทอง โดยปีงบประมาณ 2563 ขอรับการสนับสนุนจำนวน 2,201.58 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบประมาณกรณีโควิด-19 ที่รัฐบาลจัดสรรก่อนหน้านี้ 4,280.12 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2564 สนับสนุนเพิ่มเติมอีก 12,643.84 ล้านบาท รวมงบประมาณที่ต้องขอรับจัดสรรจากรัฐบาลเพิ่มเติมทั้งสิ้น 14,845.42 ล้านบาท หลังจากนี้จะนำเสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้งบประมาณข้างต้นนี้ แยกเป็น &amp;ldquo;บริการกรณีโควิด-19&amp;rdquo; &amp;nbsp;(Covid-19) จำนวน 11,474.72 ล้านบาท แยกเป็นงบที่เพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 2,122.41 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 9,352.31 ล้านบาท ครอบคลุมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทั้งตรวจคัดกรองกลุ่มเป้าหมายตามมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติกำหนด บริการโรงพยาบาลสนาม หรือใน Hospital Quarantel เฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 และบริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ส่วนบริการรักษาพยาบาลได้เพิ่มเติมงบบริการผู้ป่วยใน บริการโรงพยาบาลสนามหรือใน Hospital เฝ้าระวังการติดเชื้อก่อนกลับบ้าน และบริการรับส่งต่อผู้ป่วยของหน่วยบริการเฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วน &amp;ldquo;บริการอื่นที่ไม่ใช่กรณีโควิด-19&amp;rdquo; (Non Covid-19) ได้เสนอเพิ่มเติมเป็นจำนวน 4,455.02 ล้านบาท แยกเป็นงบเพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 79.17 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 4,375.85 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนำร่องบริการสาธารณสุขทางไกลและระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth/Telemedicine) ในหน่วยบริการที่มีความพร้อม บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยที่บ้านทางไปรษณีย์เฉพาะผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ขยายเพิ่มเติมปี 2564 จากโครงการปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริการด้านยาและเวชภัณฑ์สำหรับร้านยา หรือ &amp;ldquo;โครงการรับยาใกล้บ้าน&amp;rdquo; เพิ่มเติมจัดบริการในรูปแบบที่ 3 ให้ร้านยาสำรองยาเองร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพิ่มจำนวนบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะมีความต้องการของกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 2.36 ล้านราย จากเดิมที่มีจำนวน 4.16 ล้านราย และบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกหน่วยบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไม่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาล โดยครอบคลุมรวมถึงบริการเจาะเลือดและขนส่งตัวอย่าง ประมาณการณ์ปี 2564 มีจำนวนบริการ 941,700 ครั้ง อัตราค่าบริการ 200 บาท/ครั้ง เป็นงบประมาณ 188.34 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ได้เพิ่มการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหาย ดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 เห็นชอบปรับอัตราจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการกรณีโควิด-19 จำนวน 2 เท่าจากอัตราเดิม และจำนวนผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยปี 2563 ของบสนับสนุนเพิ่มเติม &amp;nbsp;60.47 ล้านบาท และปี 2564 ขอเพิ่มเติมอีก 87.39 ล้านบาท และเพิ่มเติมงบประมาณรองรับการเพิ่มจำนวนของผู้มีสิทธิบัตรทองจากภาวะว่างงาน โดยปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 990,750 คน ย้ายมาจากสิทธิประกันสังคมเหตุว่างงาน ซึ่งได้คำนวณจากอัตราเหมาจ่ายรายหัวตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 3,719.23 บาทต่อผู้มีสิทธิ รวมเป็นงบประมาณที่ต้องเพิ่มเติม 3,684.82 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบหลักการตามข้อเสนอนี้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องเกณฑ์ราคาค่าบริการในบางรายการ เช่น ค่าตรวจเชื้อห้องปฏิบัติการ ค่าชุดป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น โดย สปสช.จะนำไปทบทวนราคาเพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะที่รายการบริการใหม่ในรูปแบบ New Normal ทั้งระบบการแพทย์ทางการ การส่งยาไปรษณีย์ รับยาใกล้บ้าน จะมีการติดตามการดำเนินการและประเมินประสิทธิผล นอกจากนี้จะมีการทบทวนงบประมาณในรายการบริการที่ลดลงจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการกระจายงบประมาณปี 2564 ต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66910</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คนตกงานเพิ่ม, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, บัตรทอง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecbb5777bc29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
