<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กป๊อก’ชี้การขยายเวลาทำบัตรประชาชนใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 &amp;ndash; พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ซึ่งสถานการณ์มีการแพร่ระบาดของโรคออกเป็นวงกว้างกระจายไปในหลายพื้นที่ และมีการตรวจพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศมีจำนวนสูงขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ชุมนุมชนต่าง ๆ เพื่อเป็นการร่วมแก้ไขปัญหาสถานการณ์ และระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามนโยบาย ศบค. และเพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ขอรับบริการ จึงใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ลงวันที่ 12 ม.ค. 64 โดยให้ขยายกำหนดเวลาการขอมีบัตร การขอมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรในทุกท้องที่จังหวัดและกรุงเทพมหานคร จากภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ต้องมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตร เป็นภายในวันที่ 30 เม.ย. 64 ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 26 ม.ค.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ การเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่อยู่ในกิจกรรมแออัดซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด เพื่อเป็นการป้องกันตนเองและหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้โดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91144</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรประชาชน, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_6010d6e0cd956.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้เฒ่าลีซอ&#039; ปลื้มได้บัตรปชช.ใบแรกในชีวิต &#039;ครูแดง&#039; เผยคนสูงวัยไร้สัญชาติทั่วประเทศมี 7.7 หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง นอกจากนี้ยังได้มอบบัตรประชาชนให้นายอาเหล งัวยา วัย 82 ปีและภรรยาคือนางอาหวู่มิ งัวยา ผู้เฒ่าเผ่าลีซู ซึ่งเป็นชาวเขาดั้งเดิมหมู่บ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย และมอบบัตรตัว G ให้กับเด็กนักเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆแต่งชุดประจำเผ่ามาร่วมให้กำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้เฒ่าอาเหลและภรรยา รวมทั้งลูกหลานของนายอาเหลและนางอาหวู่มิ ที่ได้เดินทางกันมานับสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมอบบัตรประชาชนให้นายอาเหลครั้งนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากนายอาเหลเกิดที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่บนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย โดยทั้งคู่มีมีบุตรด้วยกัน 11 คนซึ่งทั้งหมดได้รับบัตรประชาชนไทยเรียบร้อยแล้ว แต่นายอาเหลและนางอาหวู่มิ กลับยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน เนื่องจากในการสำรวจของเจ้าหน้าที่ทางการเพื่อทำทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงเมื่อปี 2534 ได้บันทึกข้อมูลของนายอาเหลผิดข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า นายอาเหลเกิดประเทศพม่า ทำให้นายอาเหลมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขอสัญชาติไทยของนายอาเหลมีปัญหามาโดยตลอด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมแก้ไขให้ โดยอ้างว่าเคยมีคำสั่งของกรมการปกครองที่ระบุว่า ห้ามแก้ไขผลการสำรวจบุคคลที่ระบุว่าเกิดนอกประเทศเป็นเกิดในประเทศ เนื่องจากกรมการปกครองเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุของการทุจริตคอรัปชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้เฒ่าที่เป็นชาวเขาเผ่าดั้งเดิมจำนวนมากประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ทำให้มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)ได้ทำการสำรวจและหาทางช่วยเหลือทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ซึ่งกรณีของนายอาเหล ได้มีการประสานกันระหว่างครอบครัวนายอาเหล มูลนิธิพชภ. อำเภอแม่จันและกรมการปกครอง โดยอำเภอแม่จันได้ทำหนังสือขอหารือไปยังจังหวัดเชียงราย และกรมการปกครอง เกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูล ซึ่งนายธนาคม อธิบดีกรมการปกครองได้ตอบกลับมาว่า ให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในการแก้ไขข้อมูลในลักษณะนี้ ซึ่งในที่สุดนายอาเหลและภรรยาจึงได้รับการรับรองสัญชาติไทย และถ่ายบัตรประชาชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาเหล กล่าวว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้บัตรประชาชน แต่ไม่ได้คิดอยากไปต่างประเทศหรอก แค่เป็นคนญาติเยอะ มีลูกหลานมากมายจึงอยากไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนจะไปไหนแต่ละทีต้องไปขออนุญาต ยิ่งพอเจอตำรวจก็กลัวจนตัวสั่นทุกครั้ง แต่หลังได้บัตรประชาชน คงไม่ต้องกลัวแล้ว โดยจะเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่ป่วยหนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอาหวู่มิ วัย 78 ปีกล่าวว่ารู้สึกตื้นเต้นที่ได้ถ่ายรูปและทำบัตรประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ตนมีวันนี้ โดยความใฝ่ฝันของตนคือการได้เดินทางไปเที่ยวทะเล แต่ไม่รู้จะได้มีโอกาสไปหรือไม่ ที่สำคัญคือการได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุซึ่งที่ผ่านมาตนได้แต่มองเพื่อนๆ บ้านที่มีบัตรประชาชนรับเบี้ยผู้สูงอายุ และตนไม่มีโอกาส ครั้งนี้ตนรู้สึกดีใจที่จะได้รับกับเขาบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิ พชภ.กล่าวว่า จากรายงานสถิติบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อายุเกิน 61 ปี ขึ้นไปของกรมการปกครอง ณ เดือนกรกฎาคม 2563 &amp;nbsp;ระบุว่า มีบุคคลอายุเกิน 61 ปีขึ้นไปซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อีก 77,638 คนทั่วประเทศ ที่ได้รับการสำรวจ มีบัตรประเภทต่างๆ แล้ว (ยังไม่รวมผู้เฒ่าที่ถือบัตรตามพรบ.การทะเบียนราษฎร มาตา38 วรรค2 และผู้เฒ่าไร้รัฐที่ยังตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร) ยังมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเร่งรัดการแก้ปัญหาผู้สูงอายุไร้รัฐไร้สัญชาติให้สำเร็จได้โดยเร็ว ให้เป็นไปตามคำมั่นที่ผู้แทนไทยให้คำมั่น ต่อที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) นครเจนีวาสมาพันธ์สวิส ที่7ตุลาคม 2563 โดยระหว่างนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงสาธารณสุข ควรทบทวนสิทธิในสวัสดิการสังคมและสิทธิในหลักประกันสุขภาพของผู้สูงอายุที่ยังไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อให้รัฐบาลได้พิสูจน์ว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยเหตุแห่งความไร้รัฐไร้สัญชาติ&amp;quot;นางเตือนใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีนัส สีสุข รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่าถึงการที่ยังมีผู้เฒ่าอีกกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศที่ยังประสบปัญหาสัญชาติว่า ต้องแยกจำนวนตัวเลขกลุ่มต่างๆ ออกจากกัน โดยผู้เฒ่าส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เกิดนอกประเทศจึงได้รับสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้เฒ่าที่เกิดในประเทศนั้น จะได้การรับรองเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายด้วยว่ามองปัญหาของคนกลุ่มนี้อย่างไร ถ้าเกิดข้อติดขัดทางปฏิบัติจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะทุกวันนี้เรามีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนที่มีน้อยและทำให้ไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของผู้เฒ่าอาเหลจะเป็นแนวปฎิบัติให้กรณีอื่นๆ ที่มีปัญหาการบันทึกข้อมูลผิดหรือไม่ นายวีนัส กล่าวว่าใช้เป็นแนวทางได้เพราะหนังสือที่อธิบดีกรมการปกครองส่งมานั้นเป็นการสั่งการทั่วไป และไม่ได้เป็นเฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด แต่ต้องยึดการแก้ไขตามระเบียบของกรมคือถ้ามีเอกสารราชการอ้างอิงก็สามารถแก้ไขได้เลย ถ้าไม่มีก็ให้ใช้พยายานบุคคลซึ่งเป็นอำนาจที่นายอำเภอใช้ดุลพินิจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาทางอำเภอมักไม่กล้าแก้ไขข้อมูลที่บันทึกผิดเพราะมีการอ้างอิงคำพิพากษาของศาลอาญากรณีหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการทุจริต ทำให้ผู้ปฎิบัติงานเกิดความกังวล แต่เมื่อมีหนังสือสั่งการออกมาจากอธิบดีกรมการปกครองแล้ว จะช่วยแก้ไขความกังวลเหล่านี้ได้&amp;rdquo; นายวีนัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องรับรองสัญชาติเกิดการทุจริตอยู่เสมอจะแก้ไขอย่างไร รองอธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองก็พยายามเน้นย้ำเสมอและกำชับมาโดยตลอด หากข้าราชการเข้าไปยุ่งกับผลประโยชน์เหล่านี้ หากตรวจพบว่ามีมูลก็จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง ก็ได้มีการย้ายนายอำเภอ ส่วนที่จังหวัดเชียงรายก็มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตอยู่บ้างโดยขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชุติ งามอุรุเลิศ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเป็นเรื่องที่เรื้อรังมานานโดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดนั้น ไม่เคยมีนายอำเภอคนใดกล้าทำเพราะกลัว แต่ครั้งนี้เมื่อ มูลนิธิพชภ.ได้ดำเนินการจนทางกรมการปกครองมีหนังสือสั่งการมาถึงอำเภอแม่จันเพื่อยืนยันให้ทำได้ จึงทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นตันแบบและมาตรฐานใหม่ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ควรมีการปรับโครงสร้างระบบราชการ เพราะระบบในปัจจุบันไม่เอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านเพราะยังมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรมการปกครองและฝ่ายทะเบียน ควรมีการปฎิรูปโครงสร้างการทำงานงานด้านสถานะบุคคล เช่น ให้มีฝ่ายที่ทำเรื่องสัญชาติโดยเฉพาะแยกออกมาจากงานทะเบียนราษฏร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะบางครั้งปัญหาของคนเฒ่าไร้สัญชาติก็ถูกเก็บเอาไว้ก่อนเพราะเขาคิดว่าไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน เขาไม่ได้คิดว่าคนเฒ่าเหล่านี้รอความหวังและไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตต่อไปได้อีกกี่วัน จริงๆแล้วเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรรีบทำ&amp;rdquo; นายชุติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78512</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, จังหวัดเชียงราย, บัตรประชาชน, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, เตือนใจ ดีเทศน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6c34364e953.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกม.ฉบับยกเว้นค่าธรรมเนียมทำทะเบียนราษฎร-บัตรปชช.ลดค่าใช้จ่ายช่วงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.63-คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ เพื่อยกเว้นและลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร ทะเบียนครอบครัว ทะเบียนชื่อบุคคลและบัตรประชาชนสำหรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการติดต่อขอรับบริการเกี่ยวกับการทะเบียนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19
.
ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยปฏิบัติเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ปละวิธีการจดทะเบียนชื่อสกุลและค่าธรรมเนียมการออกหนังสือสำคัญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
.
โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับคนสัญชาติไทย ในเขตพื้นที่ประสบภัยตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ทั้งการขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนารายการทะเบียนราษฎร การออกบัตรประจำตัวประชาชนการแจ้งเกิดและการตายต่างท้องที่ การแจ้งการย้ายที่อยู่ และการขอรับสำเนาทะเบียนบ้าน ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ประสบภัยหรือได้รับผลกระทบจากภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้แก่ การออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย การขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนารายการทะเบียนหรือบัตรประจำตัวและรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร แจ้งเกิดและการตายต่างท้องที่ แจ้งการย้ายที่อยู่ ขอรับสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และในช่วงสถานการณ์ที่เกิดสาธารณภัยอื่นด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69502</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรประชาชน, พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร, มติครม., ยกเว้นค่าธรรมเนียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef1dd1038c88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วอนเร่งช่วยคนไทยพลัดถิ่นกว่า 4 หมื่นคนลำบากหนักจากภัยโควิด ชุมชนหน้าด่านสิงขร จ.ประจวบฯ ไร้ข้าวกิน-ตกงานอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63 - นายภควินทร์ แสงคง ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น และอดีตคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นซึ่งอาศัยอยู่ใน 4-5 จังหวัด อาทิ ประจวบฯ ระนอง ชุมพร ประมาณ 4 หมื่นคนกำลังเผชิญความเดือดร้อนเนื่องจากไม่สามารถทำมาหากินได้ ทั้งในส่วนของคนที่ได้บัตรประชาชนและยังไม่มีบัตรประชาชน โดยคนที่มีบัตรประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐ ส่วนคนที่ไม่มีบัตรยิ่งลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนไทยพลัดถิ่นไม่มีต้นทุนใดๆที่จะได้มาซึ่งผลผลิตอะไรเลย เพราะเขาไม่มีที่ดิน ส่วนใหญ่กินค่าจ้างรายวัน เมื่อแต่ละเมืองมีการล็อคดาวน์ พวกเขาส่วนใหญ่ที่ทำงานรับจ้างต่างก็ตกงาน ภาครัฐควรเร่งส่งความช่วยเหลือโดยผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทย เพราะคนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน รัฐบาลต้องสร้างความร่วมมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ เพราะเขารู้จำนวนคน&amp;rdquo;นายภควินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญเสริม ประกอบปราณ ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น จ.ประจวบฯ กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ที่บ้านไร่เครา หน้าด่านสิงขร อ.เมือง จ.ประจวบฯ กว่า 200 ครอบครัว กำลังประสบความเดือดร้อนมากนับตั้งแต่มีการปิดด่านสิงขร ทำให้คนที่มีรายได้จากการเป็นลูกจ้างหรือการค้าขาย ต่างตกงานโดยสิ้นเชิง ตอนนี้แทบไม่เหลือข้าวสารกิน แต่ยังดีที่ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านนำข้าวสารมาแจกครอบครัวละ 5 กิโลกรัม พอช่วยประทังความเดือดร้อนไว้ได้ชั่วคราว แต่อีกไม่นานข้าวสารก็จะหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญเสริม กล่าวว่า คนไทยพลัดถิ่นในพื้นที่อื่น อาจไม่ลำบากเท่ากับคนไทยพลัดถิ่นที่ไร่เครา เพราะหลายพื้นที่ยังรับจ้างในสวนเกษตรต่างๆ เช่น สวนมะพร้าว สวนยางพารา แต่คนที่ไร่เคราไม่สามารถไปรับจ้างที่ไหนได้เลย ที่น่ากังวลคือจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ดังนั้นเมื่อถึงสิ้นเดือนแล้วไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้านเช่าจะไล่ออกหรือไม่ก็ยังไม่รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความต้องการเร่งด่วนคือ พวกถุงยังชีพและอาหารที่นำมาเลี้ยงปากเลี้ยงปากท้องได้ บางคนที่เคยขายของก็พยายามขอความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐบาล 5,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ คนที่ยังไม่มีบัตรยิ่งแล้วใหญ่เพราะออกไปไหนไกลก็ไม่ได้&amp;rdquo;นายบุญเสริม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุมาลี ประกอบปราณ อายุ 31 ปี ชาวบ้านไทยพลัดถิ่นในชุมชนไร่เครา กล่าวว่า เดิมทีมีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ที่หน้าด่านสิงขร แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคม ตนได้คลอดลูกซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาด ทำให้ต้องเดือดร้อนอย่างหนักเพราะเงินที่เก็บสะสมไว้ก็หมดไปกับการคลอดลูก แถมยังต้องตกงานเพราะด่านสิงขรปิดตัวลง ขณะที่แฟนก็ป่วยจนทำงานหนักไม่ได้ จึงแทบไม่มีข้าวสารกิน ยังดีที่ได้รับแจกมาจากผู้ใหญ่บ้าน 5 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ก็หมดแล้ว อาศัยว่าน้องสามีส่งเงินมาให้ 500 บาท จึงยังอยู่ได้ถึงวันนี้ แต่เขาก็มีครอบครัวและสามารถจะช่วยเหลือเราได้บ่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฉันเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ลูก 3 คนก็ยังเล็ก แฟนก็ป่วย แม้เขาจะมีบัตรประชาชนคนไทย แต่ขอความช่วยเหลือ 5 พันบาทตามมาตรการของรัฐบาลก็ไม่ได้ ตอนนี้ขอแค่มีข้าวสารให้ลูกๆได้กินก็พอ ส่วนกับข้าว หาปลาและเก็บผักบุ้งแถวนี้เอาก็ได้&amp;rdquo;นางสุมาลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุมาลี กล่าวว่า เดิมทีตนเองเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่บ้านสิงขรในฝั่งพม่า และได้อพยพข้ามมาอยู่ฝั่งไทยเมื่อกว่า 10 ปีก่อนซึ่งที่ผ่านมาได้ทำเรื่องขอคืนสัญชาติไทยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ ทำให้เข้าไม่ถึงบริการใดๆของรัฐบาล แม้แต่การเดินทางออกไปนอกพื้นที่ก็ทำไม่ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64336</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กระทรวงมหาดไทย, คนชายขอบ, คนด้อยโอกาส, คนยากไร้, คนไทยพลัดถิ่น, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, บัตรประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea578c8d71c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เตือนภัยหลอกเชิดรถเช่า งัดอุบายใช้บัตรปชช.ที่ถ่ายไว้ในมือถือทำสัญญา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.62- นางทัศน์ดาว แซ่เฉี่ย อายุ35ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 7 ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เจ้าของร้านจำหน่ายเสื้อผ้าและเช่ารถจักรยานยนต์ ชื่อร้านมุมทิพย์จุดชมวิวชายหาดชะอำ กล่าวว่า ถูกคนร้ายเป็นชาย1ราย &amp;nbsp;ทราบชื่อคือนายศุภณัฐ &amp;nbsp;อ่อนส้มกิจ อายุ20ปี &amp;nbsp;อยู่บ้านเลขที่ 72/1 หมู่4 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม สวมใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีขาว ตัดผมรองทรงไว้หนวด สูงประมาณ160-170 เซนติเมตร &amp;nbsp;ทำทีเข้ามาขอซื้อเสื้อผ้าและก่อเหตุเช่ารถจักรยานยนต์ &amp;nbsp;ยี่ห้อฮอนด้าคลิก 12 ไอ &amp;nbsp; สีแดง &amp;nbsp;เลขทะเบียน 1 กจ 1183-เพชรบุรี มูลค่า 60,000 บาท &amp;nbsp;สภาพกลางเก่ากลางใหม่จำนวน &amp;nbsp;1 คัน โดยเช่า 3 วันในราคา 600บาท &amp;nbsp;ก่อนครบ 3 วันติดต่อไม่ได้คาดคนร้ายเชิดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไป &amp;nbsp; โดยมีภาพกล้องวงจรปิดภายในร้านจับภาพคนร้ายขณะก่อเหตุไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทัศน์ดาว เล่าว่า คนร้ายได้ทำสัญญาเช่า รถจักรยานยนต์กับทางร้านตามปกติ&amp;nbsp;ตนเองจึงขอบัตรประชาชนคนร้าย &amp;nbsp;โดยคนร้ายอ้างว่านำบัตรประชาชนไปเช่าโรงแรมไพศิริริมชายหาดชะอำไปแล้ว &amp;nbsp;แต่ได้ถ่ายบัตรประชาชนไว้ในโทรศัพท์มือถือ ตนเองจึงแจ้งคนร้ายไปว่าต้องไปถ่ายสำเนาบัตรประชาชนเป็นเอกสาร เพื่อมาทำสัญญาเช่ารถจักรยานยนต์กับทางร้าน จากนั้นก็ทำสัญญาเช่าตามปกติ&amp;nbsp;จนครบ 3 วันในวันที่ 26ตุลาคม จึงโทรไปหาคนร้ายเพื่อแจ้งว่ารถคันดังกล่าวหมดสัญญาเช่าแล้วให้นำมาคืนทางร้าน แต่เบอร์โทรที่คนร้ายให้ไว้ในสัญญาเช่ายังไม่เปิดใช้บริการจึงติดต่อไม่ได้&amp;nbsp;ตนเองจึงคิดว่าถูกหลอกแล้ว จึงดำเนินการเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตามชะอำ เพื่อให้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทัศน์ดาว ระบุว่า ฝากบอกคนร้ายว่าอยากให้คนร้ายนำรถคันดังกล่าวมาคืนกับทางร้าน มีอะไรก็ให้เอากลับมาคืน ยังให้โอกาสคนร้าย แก้ตัวนำรถมาคืนกับทางร้าน &amp;nbsp;พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการรถเช่าริมชายหาดทั่วประเทศ ว่าควรทำเอกสารให้รัดกุมมากกว่านี้ &amp;nbsp;กิจการรถเช่าเวลาใช้บริการลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวควรจดหมายเลขเครื่องยนต์ และเลขตัวถังรถจักยานยนต์ ถ่ายบัตรประชาชนตัวจริง &amp;nbsp;ถ่ายรูปขณะเช่ารถ และเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ &amp;nbsp; ให้รัดกุมมากกว่านี้เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ หรือคนร้ายที่อาจจะก่อเหตุในลักษณะนี้ได้อีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49004</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรประชาชน, หลอกเช่ารถริมหาดชะอำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db66e4e92549.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป็อก&#039;โต้มท.เปล่าเก็บบัตรประชาชนที่พัทลุง แค่ประชาชนไม่มาเอาคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.62 - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนการเลือกตั้ง ว่า เมื่อ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งออกมา กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ประกาศหน่วยเลือกตั้งตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แบ่งไว้ และจะได้ดำเนินการเรื่องทะเบียนราษฎร โดยสำรวจรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งคือ บุคคลที่เกิดภายในปี 2544 และแจ้งไปยังที่อยู่ภูมิลำเนาให้ทราบ เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสข่าวการตั้งศูนย์ดูแลการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มี ทุกอย่างที่จะดำเนินการต้องเป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ไม่มีการตั้งกรรมการอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดขณะนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ก็เห็นพรรคต่างๆ ลงพื้นที่เพื่อไปเสนอแนวทางดำเนินการ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่ทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อย ขณะนี้ไม่มีอะไรจำเป็นต้องจับตาเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงกรณีกลุ่ม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จากหลายพรรคใน จ.พัทลุง ร่วมแถลงข่าวประเด็นการเก็บบัตรประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนติดตามจากสื่อ และสอบถามในเบื้องต้น ไม่ใช่การเก็บบัตรประชาชน แต่เป็นกรณีที่บางหน่วยงานรับบัตรประชาชนไว้ แล้วประชาชนไม่มาเอาคืน ซึ่งไม่ใช่การเก็บบัตรประชาชนของคนกลุ่มใดโดยเฉพาะ เพียงแต่เขาไม่มารับคืนแล้วไปแจ้งบัตรหาย ซึ่งตนสามารถให้รายละเอียดจากกรมการปกครองได้ ว่าบัตรแต่ละใบแจ้งหายเมื่อใด มันไม่ใช่เพิ่งเกิด ถ้าเก็บกันตอนนี้ก็ต้องแจ้งหายกันตอนนี้ แต่จากการตรวจสอบมีการแจ้งหายนานแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรืออะไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27215</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรประชาชน, บิ๊กป๊อก-อนุพงษ์, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พัทลุง, มท.1, รมว.มหาดไทย, ไม่มารับคืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4daa945b1e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 22:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 22:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาอินเดียชี้ บัตร ปชช.ชีวมิติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่การใช้ต้องมีขอบเขต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลฎีกาอินเดียชี้ขาด ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลทางชีวมิติขนาดใหญ่สุดในโลก ที่รัฐบาลบังคับให้ประชาชนกว่า 1,000 ล้านคนทำบัตรประชาชนแบบชีวมิติที่เก็บทั้งลายพิมพ์นิ้วมือและสแกนม่านตานั้น ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญและไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ต้องกำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 สตรีชาวอินเดียสแกนลายนิ้วมือขณะทำบัตรอัดฮาร์ ที่เมืองอมฤตสาร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตัดสินของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา 5 ท่านของศาลสูงสุดอินเดียเมื่อวันพุธที่ 26 กันยายน 2561&amp;nbsp; ชี้ขาดข้อขัดแย้งที่ฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนโครงการนี้โต้เถียงกันมานานหลายปี นักวิจารณ์กล่าวว่า&amp;nbsp; อัดฮาร์ (รากฐาน) คุกคามสิทธิส่วนบุคคลและเสี่ยงที่จะเปลี่ยนประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2&amp;nbsp; ของโลกแห่งนี้ให้เป็นรัฐสอดแนม ขณะที่รัฐบาลยืนกรานว่าอัดฮาร์จะช่วยปรับปรุงการให้บริการสวัสดิการของรัฐและขจัดการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า อัดฮาร์คือการจัดทำบัตรประชาชนพลเมืองอินเดียด้วยการกำหนดตัวเลข 12&amp;nbsp; หลักพร้อมกับข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือและการสแกนม่านตาของแต่ละคน โดยรัฐบาลอินเดียอ้างเหตุผลว่า ข้อมูลชีวมิติแบบนี้เป็นวิธีโปร่งใสที่สุดที่จะรับประกันว่าโครงการแจกจ่ายอาหาร เชื้อเพลิง และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับคนยากจนที่สุดในประเทศที่มีประชากร 1,250 ล้านคนแห่งนี้ จะไม่โดนพวกคนกลางที่ทุจริตยักยอกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตัดสินของศาลฎีกาให้คงโครงการนี้ไว้ โดยให้เหตุผลว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงมาก คณะผู้พิพากษาระบุด้วยว่า บุคคลใดก็ตามที่ต้องการใช้บริการจากภาครัฐ ไม่ว่าการยื่นขอคืนภาษีหรือการขอสวัสดิการหรือบำเหน็จบำนาญ จำเป็นต้องมีเลขบัตรประชาชนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็ไม่สามารถบังคับให้ลูกค้ามอบข้อมูลอัดฮาร์เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สตรีชาวอินเดียมองผ่านเครื่องอ่านชีวมิติดวงตา ที่สแกนม่านตาสำหรับบัตรอัดฮาร์ ที่เมืองอมฤตสาร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายที่เป็นกังวลเรื่องสิทธิส่วนบุคคลพากันวิจารณ์ว่าอัดฮาร์ถูกนำมาใช้อย่างเลยเถิด และทำให้บริษัทเอกชนเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ คำตัดสินนี้จำกัดขอบเขตดังกล่าว เช่นห้ามผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือหรือธนาคารบังคับให้ลูกค้าจดทะเบียนโดยใช้เลขบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการริเริ่มสมัยรัฐบาลของพรรคคองเกรสเมื่อปี 2553 แต่ได้ขยายขอบเขตในสมัยรัฐบาลบีเจพีของนายกฯ นเรนทรา โมดี เมื่อปี 2557 โครงการที่แต่เดิมเป็นความสมัครใจได้กลายเป็นภาคบังคับสำหรับประชาชนที่ต้องการเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนที่เข้าโครงการนี้แล้วมากกว่า&amp;nbsp; 1,000 คน แม้แต่เด็กนักเรียนที่ต้องการมื้อกลางวันฟรีของรัฐก็ต้องมีอัดฮาร์ ซึ่งคำพิพากษานี้สั่งให้ยกเลิกแล้วเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลกล่าวว่า เด็กทุกคนไม่ควรถูกปฏิเสธการเข้าร่วมกับโครงการใดก็ตามหากพวกเขาไม่สามารถบอกเลขอัดฮาร์ของตนได้ นอกจากนี้นักเรียนนักศึกษาก็ไม่ควรถูกปฏิเสธการสมัครเข้าเรียน หากพวกเขาไม่มีบัตรประชาชน เพราะสิทธิในการศึกษาคือสิทธิพื้นฐานของชาวอินเดียทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้ตกเป็นข่าวครึกโครมแล้วหลายครั้ง เช่นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เด็กหญิงอายุ 11 ปีจากครอบครัวยากจนในภาคตะวันออกของอินเดียตายเพราะอดอาหาร หลังจากครอบครัวไม่มีอัดฮาร์ที่นำไปขออาหารปันส่วนได้ และยังมีข่าวอื้อฉาวที่ว่าข้อมูลอัดฮาร์ถูกอาชญากรนำไปขายทางออนไลน์ และผู้สื่อข่าวที่เปิดโปงเรื่องเหล่านี้ก็โดนตามล่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18518</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชีวมิติ, บัตรประชาชน, ศาลฎีกาอินเดีย, อัดฮาร์, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180926/image_big_5baba144ccde2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
