<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อนช่วยเพื่อน...บริจาคเบี้ยยังชีพ เข้า&quot;กองทุนผู้สูงอายุ&quot;รับมืออนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เพื่อให้การพัฒนาผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 โดยกรมกิจการผู้สูงอายุได้รับทราบแนวทางการดำเนิน &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ตามนโยบายรับมือผู้สูงวัยในอนาคต โดยตั้งเป้าผู้สูงวัยอายุ 60 ปีที่ได้รับเบี้ยยังชีพเข้ามาร่วมบริจาคเงินสนับสนุนดังกล่าวให้ได้ 5 หมื่นราย จากจำนวน 5 ล้านคน ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐในส่วนดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้สูงอายุที่ได้เบี้ยยังชีพจากภาครัฐอยู่ที่จำนวน 8 ล้านราย โดยนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ซึ่งอยู่ในโครงการลงทะเบียนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้จ้างกรมธนารักษ์จัดทำเหรียญเชิดชูเกียรติ และจัดส่งให้กับผู้สูงอายุที่บริจาคเบี้ยยังชีพตามโครงการดังนี้ด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับโครงการนี้มีนโยบายจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงวัยกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 11 ล้านคน และมีผู้สูงอายุรายได้น้อยที่รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐอยู่ที่ 8.4 ล้านคน ผ่านงบประมาณ 6 หมื่น 4 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2553 นโยบายของภาครัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยความเดือดร้อนลำบาก เพื่อให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่ต่อมาเน้นเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทั่วไปซึ่งมีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนไว้กับภาครัฐ ดังนั้นจึงมีการพิจารณากันว่าน่าจะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) จึงได้เกิดเป็นที่มาของ &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้มาจากเงินภาษียาสูบของกรมสรรพสามิต คิดเป็นประมาณ 2% หรือคิดเป็นยอดรวมทั้งหมดจำนวน 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำมาบวกลบคูณหารกับจำนวนผู้สูงอายุรายได้น้อยที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรผู้มีรายได้น้อย) ราว 3-4 ล้านคนในปัจจุบัน ผู้สูงอายุแต่ละท่านจะได้รับเงินประมาณคนละ 50 บาท ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างน้อย จากเงินที่ได้จากภาครัฐประมาณ 200-300 บาทต่อราย ประกอบกับงบจากภาษียาสูบ จำนวน 4,000 ล้านบาท จะต้องเข้ามาอย่างเป็นระบบ หรือเข้ามาเป็นรายวัน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ประกอบกับ &amp;ldquo;โครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เข้ากองทุนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ที่เริ่มเปิดให้ผู้สูงวัยอายุ 60 ปีที่ประสงค์จะบริจาคเบี้ยยังชีพตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม ปี 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนเพียง 515 ราย โดยมียอดเงินบริจาคอยู่ที่ 9 แสนบาท และเมื่อรวมกับเงินจากภาษียาสูบ ทำให้มีงบประมาณที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุรายได้น้อยซึ่งมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรรายได้น้อย) อยู่ที่ประมาณ 1,900 ล้านบาท เมื่อหารต่อคนแล้วก็ค่อนข้างได้จำนวนน้อย ทั้งนี้ ทางกรมกิจการผู้สูงอายุก็คาดหวังว่าจะมีผู้สูงวัยที่ได้รับเบี้ยยังชีพเข้ามาร่วมบริจาคเงินอยู่ที่ 5 หมื่นราย จากจำนวน 5 ล้านคนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับเบี้ยยังชีพจากภาครัฐซึ่งประสงค์จะเข้าร่วมบริจาคนั้น 1.สามารถแสดงความจำนงได้ที่หน่วยรับแจ้งการบริจาค ได้แก่ สำนักงานเขต กทม. อบต. เทศบาล และพัทยา ที่ตนได้ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมกรอกแบบฟอร์มที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยผู้สูงอายุที่บริจาคเบี้ยยังชีพจะได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นการตอบแทนการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทั้งนี้ หากในอนาคตผู้สูงอายุที่เคยบริจาคเบี้ยยังชีพต้องการยกเลิกการบริจาค ก็สามารถแจ้งความจำนงเพื่อขอยกเลิกการบริจาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;2.หน่วยรับแจ้งการบริจาคจัดส่งเงินบริจาค และข้อมูลของผู้บริจาคให้แก่กองทุนผู้สูงอายุตามขั้นตอนที่กำหนด โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งกองทุนผู้สูงอายุและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) จะจัดส่งใบเสร็จให้แก่ผู้บริจาคต่อไป รวมถึงสามารถติดต่อขอบริจาคได้ที่ ธนาคารของภาครัฐ อาทิ ธ.ก.ส, กรุงไทย, ออมสิน ทั้งนี้ สามารถบริจาคได้ตลอดโดยไม่จำกัดระยะเวลา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12251</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนผู้สูงอายุและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, คุณภาพชีวิต, นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ, บัตรผู้มีรายได้น้อย, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b338e8ef2886.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
