<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ทุ่ม1.4แสนล้านเข็น4โครงการสู้พิษโควิด ฟุ้งเงินเข้าระบบ.4.73แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มิ.ย. 2564มีมติเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้&amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19&amp;nbsp;วงเงินรวม&amp;nbsp;140,380.19&amp;nbsp;ล้านบาท ประกอบด้วย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการ ครอบคลุมประชาชนประมาณ&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ล้านคน โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;แต่ไม่ได้เป็นการขยายตัวโดยบวกเพิ่มกับคาดการณ์เดิม ของ สศค.&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;2.3%&amp;nbsp;เนื่องจากคาดการณ์เดิม มีการนำตัวเลขบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ไปรวมอยู่ด้วยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการ ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ&amp;nbsp;13.65&amp;nbsp;ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือน วงเงินรวม&amp;nbsp;16,380.19&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประสงค์จะรับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องสละสิทธิการเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขอให้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;และจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ เป็นต้น&amp;nbsp;(ผู้ได้รับสิทธิเราชนะกลุ่ม&amp;nbsp;4)&amp;nbsp;ประมาณ&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;ล้านคน โดยจะช่วยเหลือค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือน เป็นวงเงินรวม&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ประสงค์รับสิทธิตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิตามโครงการดังกล่าว ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;และถือเป็นการสละสิทธิตามโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;โครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;โดยประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไม่เกิน&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ล้านคน จะได้รับสิทธิภาครัฐร่วมจ่าย&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และค่าบริการ อาทิ นวด สปา ทำผมทำเล็บ ค่าเดินทางโดยบริการขนส่งสาธารณะหรือขนส่งมวลชนสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ทั้งนี้ ไม่เกิน&amp;nbsp;150&amp;nbsp;บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาทต่อคน ในแต่ละรอบ รอบละ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน หรือไม่เกิน&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม&amp;nbsp;93,000&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชน โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน&amp;nbsp;186,000&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิ์คนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ล้านคน จะต้องยืนยันข้อมูลผ่านเป๋าตังอีกครั้ง ซึ่งระบบจะขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อาชีพ รายได้ปัจจุบัน โดยจะได้สิทธิ์ คนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต่อเนื่องทันที ส่วน ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนใหม่ ก็ลงได้ไม่ต้องแย่งกัน เพราะระบบ รับเพิ่มจนครบที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ล้านคน หรือ หรือเพิ่มอีกกว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ล้านคน ไม่จำกัดคนลงทะเบียนต่อวัน และจะปิดระบบเมื่อมีผู้ลงทะเบียนครบตามจำนวนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;nbsp;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นโครงการใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ได้รับสิทธิไม่เกิน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคน ที่ชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ ได้แก่ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ค่าบริการนวด สปา ทำผมทำเล็บ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ผ่าน&amp;nbsp;g-Wallet&amp;nbsp;บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับวงเงินสนับสนุนในรูปของบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;(e-Voucher)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ&amp;nbsp;e-Voucher&amp;nbsp;ไม่เกิน&amp;nbsp;60,000&amp;nbsp;บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายที่นำมาคำนวณสิทธิไม่เกิน&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาทต่อคนต่อวัน และจะได้รับสิทธิ&amp;nbsp;e-Voucher&amp;nbsp;สะสมสูงสุดไม่เกิน&amp;nbsp;7,000&amp;nbsp;บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่&amp;nbsp;1-40,000&amp;nbsp;บาทแรก ได้รับ&amp;nbsp;e-Voucher 10%&amp;nbsp;ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;4,000&amp;nbsp;บาทต่อคน และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่&amp;nbsp;40,001-60,000&amp;nbsp;บาท ได้รับ&amp;nbsp;e-Voucher 15%&amp;nbsp;ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;บาทต่อคน ซึ่งสิทธิ&amp;nbsp;e-Voucher&amp;nbsp;จะคืนเป็นวงเงินใน&amp;nbsp;g-Wallet&amp;nbsp;ทุกต้นเดือนถัดไป โดยไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ โดยประเมินว่าวงเงินสำหรับการดำเนินโครงการรวม&amp;nbsp;28,000&amp;nbsp;ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงิน&amp;nbsp;268,000&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะมีเม็ดเงินอุดหนุนจากภาครัฐประมาณ&amp;nbsp;28,000&amp;nbsp;ล้านบาท แต่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและต้องการรับสิทธิ&amp;nbsp;e-Voucher&amp;nbsp;สะสมสูงสุดไม่เกิน&amp;nbsp;7,000&amp;nbsp;บาทต่อคน จะต้องนำเงินเข้าใน&amp;nbsp;g-Wallet&amp;nbsp;สูงสุดที่&amp;nbsp;60,000&amp;nbsp;บาทอต่อคน ซึ่งหากกลุ่มเป้าหมายของโครงการทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคนมีการนำเงินเข้า&amp;nbsp;g-Wallet&amp;nbsp;ตามจำนวนดังกล่าว ก็จะทำให้มีเม็ดเงินจากประชาชนออกมา&amp;nbsp;240,000&amp;nbsp;ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ&amp;nbsp;268,000&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ส่วนต่างจากประชาชนจะมากกว่าของรัฐ เพราะโครงการพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มมีกำลังซื้อสูงเป็นหลัก&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า ทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการ คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดในวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ค.ถึง วันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค. 2564&amp;nbsp;แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงวันเริ่มใช้จ่าย กระทรวงการคลังจะแจ้งให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทะเบียนและการใช้จ่ายของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น ต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;06.00&amp;nbsp;น. &amp;ndash; 22.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;โดยผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ&amp;nbsp;(g-Wallet)&amp;nbsp;แอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือเว็บไซต์&amp;nbsp;www.คนละครึ่ง.com&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com&amp;nbsp;ตามต้องการ ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้จ่ายผ่าน&amp;nbsp;g-Wallet&amp;nbsp;ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ต้องการเข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประสงค์จะเปลี่ยนไปรับสิทธิอีกโครงการหนึ่งแทน จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิอีกโครงการหนึ่ง ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;และถือเป็นการสละสิทธิโครงการที่ได้รับสิทธิเดิม&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารกรุงไทย หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน&amp;nbsp;KrungthaiNext&amp;nbsp;และเมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินที่เข้าร่วมแต่ละโครงการได้ในเบื้องต้นตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ค.&amp;nbsp;ถึงวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค.2564&amp;nbsp;ในเวลา&amp;nbsp;06.00&amp;nbsp;น. &amp;ndash; 23.00&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อนำมาคำนวณสิทธิได้ในช่วงเดือน ก.ค.&amp;nbsp;จนถึงวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ก.ย. 2564&amp;nbsp;และใช้&amp;nbsp;e-Voucher&amp;nbsp;ได้ในช่วงเดือน ส.ค.&amp;nbsp;จนถึงวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เริ่มตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;มิ.ย. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป เวลา&amp;nbsp;06.00&amp;nbsp;น. &amp;ndash; 22.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นของรัฐที่มีแอปพลิเคชันถุงเงินแล้ว ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ส่วนผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการ/โครงการอื่นลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์&amp;nbsp;www.คนละครึ่ง.com&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com&amp;nbsp;ตามต้องการ หรือสาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทยฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลังคาดว่า การดำเนินการโครงการทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการดังกล่าว ครอบคลุมประชาชน&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ล้านคนจะช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จำนวน&amp;nbsp;473,000&amp;nbsp;ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี&amp;nbsp;2564&amp;rdquo;&amp;nbsp;นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104945</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรสวัสดิการของรัฐ, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0d7b2c94c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังกางแผนโอน500 บาท ของขวัญปีใหม่ให้คนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมบัญชีกลาง ลั่นพร้อมโอน500 บาท ของขวัญปีใหม่ให้คนรายได้น้อย&amp;nbsp; 11.4 ล้านคน เริ่ม 8 &amp;ndash; 10 ธ.ค. นี้ สำหรับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติมฯ กว่า 3 ล้านคน จะได้รับบัตรสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค.&amp;nbsp;

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายเงินตามมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 500 บาทต่อคน เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้กับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.4 ล้านคน ในระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 10 ธ.ค. 2561 ซึ่งกรมบัญชีกลางจะแบ่งการจ่ายเงินตามเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ดังนี้คือวันที่ 8 ธ.ค. 2561 จะจ่ายให้กับผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 32&amp;nbsp; 33 และ 34 มีจำนวนกว่า 4.08 ล้านราย , วันที่ 9 ธ.ค. 2561 จะจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 31&amp;nbsp; 35&amp;nbsp; 36&amp;nbsp; 37&amp;nbsp; 38 และ 39 มีจำนวนอีก 4.23 ล้านราย
และวันที่ 10 ธันวาคม 2561 จะจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 1&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; 5 และ 8 มีจำนวน 2.96 ล้านราย

สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้ส่งข้อมูลผู้มีสิทธิที่ผ่านคุณสมบัติรอบแรกให้กับธนาคารกรุงไทย&amp;nbsp; ดำเนินการผลิตบัตร จำนวน 3.04 ล้านใบ ซึ่งจะจัดส่งบัตรไปยังสำนักงานคลังจังหวัดทั้ง 76 แห่งทั่วประเทศและศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อไปยังผู้มีสิทธิ ได้รับบัตรฯ ผ่านทีมไทยนิยมยั่งยืน จนถึงระดับอำเภอ ตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร และเมืองพัทยา ในส่วนภูมิภาค และระดับเขต แขวง ในกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิกลุ่มดังกล่าว โดยจะเริ่มแจกบัตรฯ ให้กับผู้มีสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2561 จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธ.ค.2561 เพื่อจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่
1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป โดยสิทธิในกระเป๋าวงเงิน ประกอบด้วย วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้าประชารัฐ 200 บาทต่อคนต่อเดือน (ผู้มีรายได้เกินกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี) และ 300 บาทต่อคนต่อเดือน (ผู้มีรายได้ไม่เกิน 3หมื่นบาทต่อปี) ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่าโดยสารรถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ระบบ e-ticket/รถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าโดยสารรถ บริษัท ขนส่ง&amp;nbsp; (บขส.) 500 บาทต่อคนต่อเดือน และค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน&amp;nbsp;

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ม.ค. 2562 จะได้รับเงินตามมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปี 500 บาทต่อคน เงินชดเชยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยใช้ข้อมูลจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายดังกล่าวจะนำมาประมวลผลเพื่อจ่ายเงินชดเชย 6% ไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน (5% โอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อใช้จ่ายต่อไป และ 1% โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิเพื่อการออม กำหนดจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) ซึ่งเป็นสิทธิเช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีสิทธิ 11.4 ล้านคน ข้างต้น


ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในรอบแรกและได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ หากผ่านการพิจารณาอุทธรณ์แล้วมีสิทธิได้รับบัตรฯ จะดำเนินการผลิตบัตรฯ และแจกให้แก่ผู้มีสิทธิอีกจำนวน 2 รอบ คือ ภายในเดือนม.ค. และก.พ. 2562 ซึ่งกรมบัญชีกลางจะยกยอดวงเงินสวัสดิการทุกประเภทให้ไปใช้ต่อได้อีก 1 เดือน และจะโอนเงินตามมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 500 บาท ให้ในวันที่ 1 ก.พ. 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23765</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, ของขวัญปีใหม่, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการของรัฐ, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ, แจกเงินคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เว้นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องจ่าย 30 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ส.ค.61- &amp;ldquo;หมอปิยะสกล&amp;rdquo; ลงนามประกาศ สธ. รองรับมติ ครม. ยกเว้น &amp;ldquo;ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน&amp;rdquo; ไม่ต้องจ่ายค่ารักษา 30 บาทแล้ว มีผลบังคับใช้ถัดวันประกาศราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบที่กระทรวงการคลังเสนอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ &amp;ldquo;บัตรทอง&amp;rdquo; และเพื่อให้มีการดำเนินการตามมติ ครม.นั้น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง &amp;ldquo;บุคคลที่ต้องจ่ายค่าบริการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยให้ยกเลิกความใน (1) ข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 และให้ใช้ความแทนดังต่อไปนี้ &amp;ldquo;(1) ผู้มีรายได้น้อย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2537 ทั้งนี้ให้หมายความถึงผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลให้ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.4 ล้านคน ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ต้องจ่ายค่ารักษา และยืนยันว่าการยกเว้นการจ่ายค่ารักษาตามมติ ครม.นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการจ่ายโดยสมัครใจ โดยโรงพยาบาลคงถามเหมือนเดิมว่าจะจ่าย 30 บาทหรือไม่เท่านั้น&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15531</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., 30บาทรักษาทุกโรค, บัตรสวัสดิการของรัฐ, ผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐไม่ต้องจ่าย 30บาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b751c0112619.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
