<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ชี้แจงกรณี มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามนโยบายรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (7 ตุลาคม 2564) นายจุมภฎ หิมะเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงกรณี มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากนโยบายเดิมให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น เริ่มมีมาตรการตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยล่าสุด ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ได้ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 1 ปี คือ ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประจำเดือนตุลาคม 2564 ถึงกันยายน 2565 นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มจำนวนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากเดิมรายละ 230 บาทต่อเดือน เป็น 315 บาทต่อเดือน โดยผู้มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือยังต้องชำระค่าไฟฟ้าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดขั้นตอนการรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงรูปแบบเดิม คือ ในกรณีที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ยังไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน ให้ลงทะเบียนตามช่องทางของหน่วยงานการไฟฟ้าที่ดูแลในพื้นที่ของท่าน เช่น หากเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี หรือสมุทรปราการ สามารถลงทะเบียนผ่าน MEA ได้ที่ http://meagate1.mea.or.th/welfareregis แต่สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ ขั้นตอนต่อมา เมื่อ MEA แจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนแล้ว ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าชำระค่าไฟฟ้าตามปกติ หลังจากนั้น MEA จะส่งข้อมูลการชำระค่าไฟฟ้าให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งหากข้อมูลถูกต้องกรมบัญชีกลางจะโอนเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าคืนเข้ามาในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามจำนวนค่าไฟฟ้าที่ใช้จริง แต่ไม่เกิน 315 บาท ให้กับผู้ได้รับสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.1 ที่มีขนาดเครื่องวัดฯ ขนาด 5(15) แอมแปร์ เมื่อใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการในปัจจุบันแทนสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงผู้ที่แม้จะมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่หากใช้ไฟฟ้าเกิน 315 บาทต่อเดือน ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือในเดือนนั้น ๆ เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ข้อมูลการใช้งานสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร 02-109-2345 หรือสอบถามข้อมูลค่าไฟฟ้าได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ MEA ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line: @meathailand, Twitter: @mea_news, และ MEA Call Center โทร 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/5079394338754329/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Website : https://mea.or.th/content/detail/87/6115&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1445999045944561666?s=21&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=93602&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1163358734301063647&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Instagram : https://www.instagram.com/p/CUt6YQmPvoA/?utm_medium=copy_link&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119065</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID19, MEASmartService, ค่าไฟ, ชี้แจง, ช่วยเหลือค่าไฟฟ้า, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มติครม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eb528a6a3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะงบกลาง 2.7 หมื่นล้าน ลดค่าน้ำค่าไฟ หนุนใช้สอย พร้อมเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ย.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการและขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา อนุมัติงบกลาง ปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 27,005.66 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ 1.วงเงิน 2,018 ล้านบาท เพื่อขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;กันยายน 2565 (12 เดือน) -กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี ตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กรณี ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด ครอบคลุม 1.9 ล้านครัวเรือน โดยประมาณ,&amp;nbsp;สนับสนุนค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาท /ครัวเรือน /เดือน ในกรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท โดยส่วนเกินต้องชำระด้วยตนเอง และกรณีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีบัตรฯ รับภาระในการชำระค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ครอบคลุมประมาณ 186,625 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า 2.วงเงิน 18,815 ล้านบาท สนับสนุน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ โดยผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 55บาท/คน/3 เดือน,&amp;nbsp;ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก. ระบบ&amp;nbsp;e-Ticket /รถไฟฟ้า บขส. รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน,&amp;nbsp;เบี้ยความพิการ จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.วงเงิน 1,642 ล้านบาท ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการบัตรฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วงเงิน 4,530.66 ล้านบาท สำหรับจัดสรรสวัสดิการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีบัตรฯ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจทำให้ผู้สมัครรอบใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือลดอัตราค่าน้ำ/ค่าไฟ ตลอดจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลห่วงใยเพื่อให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ รวมทั้งการยกระดับและพัฒนา คุณภาพชีวิตแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; นายธนกร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117424</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, มติครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัว ‘คลัง’จ่อเปิดลงทะเบียนบัตรคนจนอีกครั้ง ผู้ถือบัตรเดิมต้องทำใหม่   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างวางหลักเกณฑ์ เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;nbsp;(บัตรคนจน)&amp;nbsp;รอบใหม่ เพื่อเสนอคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เป็นประธาน พิจารณา ว่าจะเปิดให้มีการลงทะเบียนภายในปีนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การลงทะเบียนรอบใหม่ จะเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์เข้ามาลงทะเบียน โดยคาดว่าจะมีกลุ่มตกหล่นจากมาตรการของรัฐที่ผ่านมาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น กรณีไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถเข้าร่วมบัตรคนจนได้อีกกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านราย ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับสิทธิ์เดิม&amp;nbsp;13.65&amp;nbsp;ล้านคน ก็จะต้องมาลงทะเบียนใหม่ เพราะกระทรวงการคลังจะมีการปรับเงื่อนไขผู้ได้รับสิทธิ์ ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เกณฑ์ต่าง ๆ เสร็จเกือบทั้งหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางฝ่ายนโยบายว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คงต้องพิจารณาให้เหมาะสม โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะส่งผลกระทบอย่างไร หากมีการเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่หรือไม่&amp;quot;&amp;nbsp;นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวอีกว่า เบื้องต้น หลักเกณฑ์การร่วมโครงการบัตรคนจนรอบใหม่จะเปลี่ยนไป โดยจะพิจารณาจากรายได้ของผู้ขอรับสิทธิ์ เช่น จากเดิมกำหนดรายละไม่เกินละ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แสนบาทต่อปี ก็จะปรับเป็นรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อหัว กรณีแม่บ้านไม่มีรายได้ แต่เฉลี่ยรายได้ต่อหัวต่อครัวเรือน ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ก็จะยังได้รับสิทธิ์ ส่วนกรณีผู้ที่ไม่เคยมีรายได้มาก่อน แต่ในช่วงที่ผ่านมามีงานทำ มีรายได้ถึงเกณฑ์ แต่ยังมีบัตรคนจนอยู่ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ เช่น ข้าราชการ พนักงานเอกชน เป็นต้น รวมทั้งจะมีการนำสินทรัพย์เข้ามาเป็นเกณฑ์พิจารณาด้วย เช่น สมุดบัญชี ที่ดิน บ้าน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เกณฑ์การลงทะเบียนรอบใหม่ จะช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ปิดช่องไม่ให้คนจนไม่จริงเข้ามาแอบอ้างสิทธิ์ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าการลงทะเบียนรอบใหม่จะมีผู้ได้รับสิทธิ์มากหรือน้อยกว่าเดิมที่&amp;nbsp;13.65&amp;nbsp;ล้านคน เพราะจะมีทั้งคนที่เข้ามาเพิ่ม และคนที่ไม่ผ่านสิทธิ์ เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ทุกกรณี แต่บัตรคนจนรอบใหม่ จะทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและทบทวนข้อมูลทุกปี เช่น ปีนี้หากมีรายได้ ไม่ได้รับสิทธิ์ แต่หากปีต่อไปไม่มีรายได้ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการคนละครึ่งเฟส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ณ วันที่&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ก.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า มีผู้ได้รับสิทธิ&amp;nbsp;26.8&amp;nbsp;ล้านราย ผู้ใช้สิทธิ&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ล้านราย โดยเป็นผู้ที่ใช้สิทธิครบ&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท จำนวน&amp;nbsp;9.1&amp;nbsp;ล้านราย มียอดใช้จ่ายสะสม&amp;nbsp;64,291.9&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม&amp;nbsp;32,686.1&amp;nbsp;ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม&amp;nbsp;31,605.8&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง พร้อมจะโอนวงเงินรอบที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต.ค.- 31&amp;nbsp;ธ.ค.2564&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท โดยผู้ที่ใช้จ่ายวงเงิน&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;บาท ในรอบแรก&amp;nbsp;( 1&amp;nbsp;ก.ค.-30&amp;nbsp;ก.ย. 2564)&amp;nbsp;ไม่หมด สามารถนำไปทบในรอบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ได้ และสามารถใช้จ่ายได้จนถึง&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ธ.ค. 2564&amp;nbsp;ไม่ถูกตัดสิทธิ์แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116174</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ลงทะเบียนใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d93ef63c89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม.เปิดให้ใช้ &#039;คนละครึ่ง&#039; ซื้อตั๋ว รถไฟฟ้า MRT ทั้งสีน้ำเงิน และสายสีม่วง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค. 2564 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของ COVID-19 รองรับผู้ใช้สิทธิ์โครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง เฟส 3&amp;rdquo; และโครงการ &amp;ldquo;เพิ่มกำลังซื้อ&amp;rdquo; โดยผู้มีสิทธิ์ในโครงการดังกล่าว สามารถนำมาใช้ชำระค่าตั๋วโดยสารในการเดินทางในระบบรถไฟฟ้า MRT ได้ทั้งสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;บัตรประชน&amp;rdquo; โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์โครงการดังกล่าว สามารถใช้สิทธิ์ซื้อเหรียญโดยสารประเภทบุคคลทั่วไป หรือ ประเภทผู้สูงอายุ (สำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิ์) ได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารทุกสถานี ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม &amp;ndash; 31 ธันวาคม 2564 โดยมีรายละเอียดการใช้สิทธิ์ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง เฟส 3&amp;rdquo;
ผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง เฟส 3&amp;rdquo; ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (G-Wallet) สามารถติดต่อซื้อเหรียญโดยสารได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารทุกสถานี โดยระบบจะตัดเงินจากโครงการ &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;ldquo;เพิ่มกำลังซื้อ&amp;rdquo;
ผู้ได้รับสิทธ์ในโครงการ &amp;ldquo;เพิ่มกำลังซื้อ&amp;rdquo; แบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้
&amp;bull; กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ &amp;nbsp;ต้องนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้สิทธิ์ โดยติดต่อซื้อเหรียญโดยสารได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารทุกสถานี
&amp;bull; กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ต้องนำบัตรประชาชนมาใช้สิทธิ์ โดยติดต่อซื้อเหรียญโดยสารได้ที่ห้องออกบัตรโดยสารทุกสถานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ได้รับสิทธ์ในสองโครงการดังกล่าว สามารถซื้อเหรียญโดยสาร ประเภทบุคคลทั่วไป หรือ ประเภทผู้สูงอายุ (สำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิ์) ได้เท่านั้น เมื่อซื้อเหรียญโดยสารแล้วไม่สามารถขอเปลี่ยนหรือคืนได้ทุกกรณี เหรียญโดยสารสามารถใช้เดินทางในวันที่และสถานีที่ออกเหรียญเท่านั้น สิทธิ์ในโครงการฯ ไม่สามารถใช้เติมเงิน เติมเที่ยวโดยสาร ชำระค่าที่จอดรถ หรือชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ ของรถไฟฟ้า MRT ได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้เงื่อนไขการเดินทางและเงื่อนไขการใช้บัตรโดยสารเป็นไปตามที่ รฟม. และบริษัทฯ กำหนด
ในกรณีที่ผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการฯ พบปัญหาการใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการฯ สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทย โทร. 02 2111 9999 กด 3 หรือ E-mail : Ktb.merchant@krungthai.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108256</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง เฟส 3, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, เพิ่มกำลังซื้อ, ใช้สิทธิ์คนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd32c821e3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ปชช. โรงรับจำนำรัฐนำร่อง ลดดอกเบี้ยผู้ถือบัตรคนจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.64-&amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ห่วงใยสถานการณ์หนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ประชาชนบางกลุ่มขาดรายได้ จนทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง จึงสั่งการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดแนวทางช่วยบรรเทาภาระหนี้ประชาชน โดยข้อมูลจากกรมบังคับคดีรายงานว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค. 63-เม.ย. 64) มีคดีแพ่งเข้าสู่การบังคับคดีจำนวน 138,997 คดี คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น 80-90% เป็นหนี้ครัวเรือน คือหนี้บัตรเครดิต เช่าซื้อรถ รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม คดีที่เข้ามาสู่การบังคับคดีนั้นส่วนใหญ่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นมาก่อนการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามข้อสั่งการนายกฯ หลายหน่วยงานได้ร่วมกันออกมาตรการแก้ปัญหามาระยะหนึ่งแล้ว อาทิ มหกรรมไกล่เกลียหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นความร่วมมือระหว่างทางธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานศาลยุติธรรม และกรมบังคับคดี ซึ่งประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก มีสินเชื่อที่ขอรับความช่วยเหลือแล้ว กว่า 7 แสนบัญชี เข้าเงื่อนไขได้รับการช่วยเหลือประมาณ 30% ผู้ที่สนใจยังสามารถขอไกล่เกลี่ยหนี้ฯได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ และยังมี มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานศาลยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมกับผู้ให้บริการ 12 แห่ง โดยผู้เช่าซื้อสามารถเจรจาปรับลดวงเงินรายเดือน ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือพักหนี้ได้หากจำเป็น นับตั้งแต่เริ่ม เมื่อ 1 มิ.ย. มีจำนวนผู้เช่าซื้อสนใจลงทะเบียนแล้ว 13,450 คัน และจะเปิดให้เข้าร่วมมหกรรมฯถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูล ได้ที่ 1213 ของธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง สถานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือโรงรับจำนำของรัฐ ทั้ง 40 แห่ง ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระรายจ่ายดอกเบี้ย ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19 แล้ว เป็นการจัดโปรโมชั่น &amp;ldquo;จ่ายคนละครึ่ง&amp;rdquo; ลดดอกเบี้ย 50% แก่ผู้มาใช้บริการที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน &amp;ndash; กรกฎาคม 2564 จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์ ต่อ 1 รอบตั๋วจำนำ โดยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ สามารถส่งดอกเบี้ยที่ ณ สาขา หรือผ่านร้าน 7-11 หรือกรุงไทย NEXT ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่านนายกฯมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบ็ดเสร็จ โดยมอบหมายคณะทำงาน ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ที่มี นายสุพัฒนพงศ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเน้นการขับเคลื่อน 3 เรื่องควบคู่กัน คือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน การกำกับดูแลเจ้าหนี้เพื่อให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม และการปรับโครงสร้างหนี้และการไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติจะประกอบด้วยมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การใกล่เกลี่ยหนี้สินลดการดำเนินคดี เช่น หนี้กยศ. หนี้สหกรณ์ การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ อาทิ สหกรณ์ สินเชื่อรายย่อยPICO และ NANO การส่งเสริมการแข่งขันให้ดอกเบี้ยถูกลง การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น ซึ่งความคืบหน้าการแก้ปัญหาจะมีการรายงานให้ท่านนายกทราบอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106770</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, หนี้ภาคประชาชน, โรงรับจำนำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เราชนะ&#039;ดันเงินสะพัด9.2หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2564 กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าโครงการเราชนะ ณ วันที่ 8 มี.ค. 2564 ว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 40,631 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะที่ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการแล้ว มีจำนวนมากกว่า 16.5 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 50,838 ล้านบาท และประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 0.5 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 1,106 ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์โครงการเราชนะรวมทั้งสิ้นจำนวน 30.7 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 92,575 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95408</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602b2b327cb67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ลุย‘คนละครึ่งเฟส2’ 2หมื่นล.ให้สิทธิ์5ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ทุ่ม 2.25 หมื่นล้านบาท สั่งลุย &amp;ldquo;คนละครึ่งเฟส 2&amp;rdquo; ให้สิทธิ์อีก 5 ล้านคน กดปุ่มลงทะเบียน 16 ธ.ค.นี้ ฟุ้งช่วยกระตุ้นจีดีพี 0.32% พร้อมอัดฉีดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 2 หมื่นล้านบาท หว่าน 14 ล้านคน รับเพิ่มอีก 500 บาท ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2563 มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 โดยรัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 14 ล้านคน ให้เป็นค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง มี.ค.2564 ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการเดิมที่สิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2563 ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น ช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นวงจรเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงไตรมาสที่ 1/2564 ผ่านการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป 50% แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะแบ่งกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์เป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ผู้ได้รับสิทธิเดิม ไม่เกิน 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.2564 ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม 3,000 บาท เท่ากับจะมีวงเงินรวม 3,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 มี.ค.2564 และ 2.ผู้ลงทะเบียนใหม่ ไม่เกิน 5 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 3,500 บาท สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะมีการเพิ่มปุ่มในแอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ผู้ที่มีสิทธิในโครงการคนละครึ่งกลุ่มเดิมกดยืนยันการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 และสำหรับกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ 5 ล้านคน กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนด้วยวิธีการเดิม ผ่านเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.2563 เป็นต้นไป ในระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งผู้ลงทะเบียนต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่ใช่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์จากการไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะแรกสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 ได้ใหม่ และขอย้ำว่าผู้ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะแรกและระยะที่ 2 จะไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืนได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่จำแนกกลุ่มเป้าหมายของโครงการและมาตรการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจนไม่ให้ซ้ำซ้อนลักลั่นกัน&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคนละครึ่ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.2563 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 9.4 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิ์แล้วจำนวน 9,537,093 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 39,318 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 20,091 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 19,227 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 176 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา ชลบุรี นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ ตามลำดับ สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ายังคงสมัครเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังหวังว่าโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่มอบให้แก่ประชาชน เพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ที่กระทรวงการคลังได้นำดำริของนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มของการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2564&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะใช้งบประมาณ 22,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ใช้งบประมาณ 20,635 ล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งทั้ง 2 ระยะ จะมีส่วนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มอีก 0.32% จากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบราว 105,000 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นจีดีพี, กระตุ้นเศรษฐกิจ, คนละครึ่งเฟส 2, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf8e3e1a4bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
