<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองผบ.ตร. เผยพบผู้เสียหายถูกดูดเงินกว่าหมื่นราย สูญ 100 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของประชาชนจำนวนมาก ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์&amp;nbsp;รอง ผบ.ตร.เปิดเผยว่า การพูดคุยในวันนี้ได้พูดถึงเรื่องการป้องกันตัดโอกาสไม่ให้มีการกระทำผิดขึ้น รวมถึงการให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ไปในทุกช่องทาง เพื่อลดช่องโอกาสในการตกเป็นเหยื่อ โดยการบูรณาการร่วมกับทางธนาคาร และตำรวจที่รู้แผนการประทุษกรรมในเบื้องต้นตรวจพบมีผู้เสียหายจากผู้ใช้บัตรเครดิต 5,700 ราย ผู้ใช้บัตรเดบิต 4,800 ราย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ทางธนาคาร ได้รับเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ โดยธนาคารต่างๆ จะมีการตรวจสอบความผิดปกติในการโอนเงินของบัญชีต่างๆ ควบคู่กับการรับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ส่งให้ตำรวจติดตามหาตัวคนร้ายต่อไป ทำให้ผู้เสียหาย ไม่ต้องเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่สามารถเข้าติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีได้โดยตรง ขณะเดียวกันจะมีการตั้งผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น เชื่อมั่นว่า จะสามารถตามจับคนร้ายได้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติ ก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือสัญญาต่างตอบแทน แต่เบื้องต้น ขอให้รู้ตัวคนร้ายให้แน่ชัดก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ตัวแทนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยว่า ทาง ปปง. มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารต่าง ๆ ตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ย้อนกลับไปหาตัวคนร้ายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; ระบบธนาคารมีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งในส่วนของการเยียวยากรณีที่ผู้เสียหาย ได้รับผลกระทบจากบัตรเดบิต จะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ผู้เสียหายไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ โดยทางธนาคาร พร้อมรับผิดชอบคืนเงินให้ผู้เสียหายทุกกรณี ซึ่งเมื่อธนาคาร ตรวจสอบพบความเสียหายแล้ว จะติดต่อกลับไปยังผู้เสียหาย เพื่อคืนเงินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;ยอมรับว่า กรณีนี้ คนร้ายใช้ช่องโหว่ของการอำนวยความสะดวกด้านการทำธุรกรรมทางการเงินในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สร้างความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งมีหลายวิธีการ จากการตรวจสอบพบแล้ว 5 วิธีการ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด เพราะอาจเป็นการชี้ช่องให้มิจฉาชีพนำไปใช้ได้ โดยจากนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารต่างๆ จะมีการปรับปรุงระบบให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธวัช ไทรราหู ประธานชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงข้อกังวลของประชาชนบางส่วน ที่อาจไม่เคยทำบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต แต่ถูกหักเงินในบัญชีไป โดยยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากแอปดูดเงินอย่างที่มีข้อกังวล ส่วนกรณีนี้มีการนำข้อมูลของบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ไปสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะบัตรเดบิตที่มีการผูกไว้กับบัญชีเงินฝากของประชาชน เมื่อมีการถูกตัดเงิน จึงเกิดผลกระทบทันที แต่กรณีที่ผู้เสียหายไม่เคยผูกบัญชีไว้กับการใช้จ่ายใดๆนั้น ก็อาจได้รับผลจากการใช้บริการร้านค้าออนไลน์บางประเภทได้ เช่น การซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ผ่านร้านค้า, การเช่าเว็บไซต์ หรือ การได้สิทธิเข้าเล่นเกมรายครั้ง ซึ่งจากนี้ ต้องเดินหน้าให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120197</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทย, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e75bed5814.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท-สมาคมแบงก์&#039; จับมือเพิ่ม 4 แนวทางป้องกันการตัดเงินผิดปกติจากบัตรเครดิตและเดบิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 &amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. )และสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงความคืบหน้า กรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่ามิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากระบบธนาคาร โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตรและนำไปสวมรอยทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศ ที่ไม่มีการใช้ One Time Password (OTP) โดยตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม มีบัตรที่มีการใช้งานผิดปกติจากเหตุข้างต้นจำนวน 10,700 ใบ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นรายการใช้จากบัตรเดบิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่มีจำนวนเงินต่อรายการต่ำ เช่น 1 ดอลลาร์ สรอ. และมีการใช้เป็นจำนวนหลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้ ธนาคารมีระบบตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดเพดานและเงื่อนไขการใช้งานของบัตรตามลักษณะประเภทร้านค้าและประเภทสินค้าแตกต่างกันไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ยกระดับความเข้มข้นในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ ให้ครอบคลุมทั้งธุรกรรมที่มีจำนวนเงินต่ำและที่มีความถี่สูง หากพบธุรกรรมที่ผิดปกติ ธนาคารจะระงับการใช้บัตรทันทีและแจ้งลูกค้าในทุกช่องทาง รวมทั้งติดตามเฝ้าระวังรายการธุรกรรมจากต่างประเทศเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มการแจ้งเตือนลูกค้าในการทำธุรกรรมทุกรายการ ตั้งแต่รายการแรกผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ระบบ Mobile banking อีเมล หรือ SMS &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กรณีที่ตรวจสอบพบว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากการทุจริตตามข้างต้น กรณีบัตรเดบิต ลูกค้าจะได้รับการคืนเงินภายใน 5 วันทำการ ส่วนกรณีบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการดังกล่าว ลูกค้าไม่ต้องชำระเงินตามยอดเรียกเก็บที่ผิดปกติ และจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะเร่งหารือกับผู้ให้บริการเครือข่ายบัตร เช่น Visa Mastercard เพื่อกำหนดให้มีการใช้การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เช่น OTP กับบัตรเดบิตสำหรับร้านค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีลูกค้าพบความผิดปกติของธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนทั่วไป ควรตรวจสอบการทำธุรกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังการผูกบัตรเดบิตในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยง เช่น เกมออนไลน์ แพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งาน หรือไม่มี OTP ทั้งนี้ สำหรับบางธนาคาร ลูกค้ายังสามารถเปิด/ปิดการใช้งานของบัตร หรือเปลี่ยนแปลงวงเงินการใช้บัตร หรืออายัดบัตรได้ด้วยตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคาร นอกเหนือจากการติดต่อกับธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. และ สมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารมีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ธปท. และสถาบันการเงินจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับมาตรการและประสิทธิภาพการตรวจจับและตอบสนองต่อรายการผิดปกติ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120164</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูแลธุรกรรมผิดปกติ, ธปท., บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, สมาคมธนาคารไทย, เพิ่ม 4 แนวทาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดฉาก! คลังแจกโชคล้านบัตรเดบิต ปลื้มกระตุ้นยอดใช้พุ่ง 62.1%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปิดฉาก! คลังแจกโชคล้านบัตรเดบิต ปลื้มกระตุ้นยอดผู้ใช้บัตรพุ่ง 62.1% ปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 38.3% มูลค่าธุรกรรมทะลักแตะ 1.48 แสนล้านบาท พร้อมเร่งติดตั้งเครื่องอีดีซี หลังประชาชนใช้บริการคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 61 ๐ นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตครั้งที่ 12 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (อีเพย์เม้นต์) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บัตรเดบิตและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทนเงินสด รวมถึงส่งเสริมให้ร้านค้าติดตั้งเครื่องชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ใช้บัตรและร้านค้าขนาดเล็กที่ติดตั้งเครื่องอีดีซี จะได้รับรางวัลทุกเดือน อย่างละ 1 ล้านบาท มาเป็นเวลา 12 เดือน โดยกระทรวงการคลังจะไม่ต่ออายุมาตรการนี้ออกไปอีก เพราะมาตรการที่ดำเนินมาได้กระตุ้นให้มีผู้ใช้บัตรเดบิต และยอดเงินผ่านเดบิตเพิ่มขึ้นสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนมีมาตรการจับรางวัลบัตรเดบิตมีผู้ใช้บัตรเพียง 10 ล้านใบ แต่ล่าสุดเดือนเม.ย. 2561 มีผู้ใช้บัตรเดบิตเพิ่มขึ้นเป็น 62.1 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 11.2% ประกอบกับธุรกรรมตลอดโครงการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีปริมาณธุรกรรมทั้งสิ้น 80.2 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 38.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนดำเนินโครงการ และมูลค่าธุรกรรมรวม 1.48 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;rdquo; นายประสงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้โครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตได้สิ้นสุดลง แต่ประโยชน์จากการรับจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด ทั้งในการลดต้นทุนการบริหารจัดการ การเพิ่มความรวดเร็ว ปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดต่อไป รวมถึงให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการติดตั้งเครื่องอีดีซี ตอนนี้ติดตั้งไปแล้ว 2 แสนเครื่อง โดยมีการเพิ่มเป้าหมายจะติดตั้งให้ได้ 5 แสนเครื่อง เนื่องจากมีร้านค้าเข้าโครงการร้านธงฟ้าเพื่อรับบัตรสวัสดิการภาครัฐจากผู้มีรายได้น้อยมาซื้อของได้ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าอีกจำนวนมากที่มีเครื่องอีดีซีอยู่แล้ว แต่ต้องการติดเพิ่มเนื่องจากมีลูกค้ามาใช้บริการมาก ทำให้การชำระเงินไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของการติดตั้งเครื่องอีดีซีภาครัฐ ขณะนี้ได้ดำเนินการไปหมดแล้ว 1.8 หมื่นเครื่อง โดยการชำระเงินต่าง ๆ ต้องทำผ่านบัตรเดบิต ไม่สามารถรับเงินสดได้อีกต่อไป เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และลดปัญหาการรั่วไหลเงินของรัฐบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10387</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บัตรเดบิต, ประสงค์ พูนธเนศ, ปลัดกระทรวงการคลัง, รูดบัตร, อีเพย์เมนต์, เครื่องอีดีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad612ed4d523.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังมอบโชครูดบัตรเดบิตครั้งสุดท้าย ปลื้มยอดใช้พุ่งกระฉูด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งสุดท้าย! คลังประกาศรายชื่อผู้โชคดีและร้านค้าที่ได้รับรางวัล 1 ล้านบาทจากการใช้บัตรเดบิต ฟุ้งโครงการดันยอดทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น 4 เท่า ยอดผู้ใช้บัตรเพิ่มเกือบ 3 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค. 61 - นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมอบโชคเงินล้านในโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิต ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของการดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนและร้านค้าไปสู่ทางเลือกใหม่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนเงินสด โดยผู้โชคดีได้แก่ คุณปรางทิพย์ มีเดช ซึ่งเป็นผู้โชคดีจากการใช้บัตรเดบิตของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท และร้านทองสง่าการค้า ซึ่งเป็นผู้โชคดีด้านร้านค้าจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท โดยมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับรางวัลที่ www.epayment.go.th และธนาคารจะติดต่อผู้มีสิทธิ์ได้รับรางวัลโดยตรงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิต เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ National e-Payment โดยตลอดการดำเนินโครงการมีความก้าวหน้าต่อเนื่อง ประชาชนมีแนวโน้มหันมาใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายรายการย่อยในชีวิตประจำวัน จำนวนบัตรเดบิตในระบบเพิ่มขึ้น และร้านค้ามีการวางเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) เพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ดำเนินโครงการพบว่า ธุรกรรมบัตรเดบิตที่มีสิทธิ์เข้าร่วมลุ้นรับโชคในด้านร้านค้ามีเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า และด้านผู้ใช้บัตรเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้โครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตได้สิ้นสุดลง แต่ประโยชน์จากการรับจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด ทั้งในการลดต้นทุนการบริหารจัดการ การเพิ่มความรวดเร็ว ปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดต่อไป โดยสามารถเลือกใช้ช่องทางได้อย่างหลากหลายตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิต พร้อมเพย์ และ QR Code รวมถึงช่องทางออนไลน์อื่นของธนาคาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9327</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรเดบิต, พรชัย ฐีระเวช, สศค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af458ce89f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
