<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 12:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  โอบอุ้ม &quot;คุ้งบางกระเจ้า&quot; สู่พื้นที่พิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot;ปอด และโอเอซีส ของคน&amp;nbsp;กรุงเทพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเปรียบเทียบ&amp;quot;ภูเก็ต &amp;quot;เป็นไข่มุกแห่งอันดามัน &amp;quot;บางกระเจ้า &amp;quot;ก็เปรียบเสมือน&amp;quot;เพชรเม็ดงาม&amp;quot;ของคนเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ &amp;nbsp;จากทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ เลียบถนนพระราม3 เพียงข้ามไปอีกฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาก็ถึงบางกระเจ้าแล้ว &amp;nbsp;และถ้าวัดระยะจากสีลมย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใจกลางกรุงเทพ ก็ห่างจากบางกระเจ้าเพียงแค่ 5 กม.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่องเรือท่องเที่ยวชมสภาพธรรมชาติ ที่เป็นป่าชายแลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางกระเจ้าที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่บนบริเวณส่วนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา มีรูปร่างคล้ายกระเพาะหมู มีพื้นที่โดยรวม 12,000ไร่ ใน 6ตำบล ได้แก่ ต.บางกระเจ้า ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางกอบัว ต. บางกระสอบ ต.บางยอ ต.ทรงคนอง กลับทำหน้าที่ปอดฟอกอากาศและมลพิษต่างๆและคายกลับออกมาในรูปของออกซิเจน กลายเป็นอากาศสะอาดให้คนเมืองได้สูดหายใจได้สะดวก &amp;nbsp;โดยในแต่ละปีลมตะวันตกเฉียงใต้ จะพัดพาออกซิเจน และความชุ่มชื้นจากบางกระเจ้า เข้าสู่กรุงเทพมหานครนานถึง &amp;nbsp;9 เดือน &amp;nbsp; บางกระเจ้าจึงทำหน้าที่ปอดฟอกอากาศและมลพิษต่างๆและคายกลับออกมาในรูปของออกซิเจน กลายเป็นอากาศสะอาดสดใสให้คนเมืองได้สูดหายใจได้คล่อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขี่จักรบาน ชม 6เส้นทางท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2549 นิตยสาร Time Asia &amp;nbsp;ได้ยกย่องให้คุ้งบางกระเจ้า เป็น&amp;quot;ปอดกลางเมือง&amp;quot;ที่ดีที่สุดในเอเชียแห่งหนึ่ง ในอดีต และ&amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot; ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่อยู่ใกล้กรุงเทพที่สุด &amp;nbsp;คนที่มาเยือน จะได้เห็นถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชุมชน &amp;nbsp;ชื่นชมกับศิลปวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาพื้นถิ่น พร้อมกับสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดได้เต็มที่ &amp;nbsp; แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากไม่มีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม หรืออนุรักษ์สิ่งต่างๆดั้งเดิมไว้ ก็อาจจะเกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับบางกระเจ้า ดังจะเห็นได้จาก แม้กระทั่งการเป็นพื้นที่ 3น้ำ คือ มีน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย หมุนเวียนในแต่ละปี ก็เหลือแต่สภาพน้ำเค็มกับน้ำกร่อยเท่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่านี่คือบางกระเจ้า ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2520 จะมีมติให้อนุรักษ์บางกระเจ้าเป็นพื้นที่ธรรมชาติ อุดมด้วยต้นไม้ และมีกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงในพื้นที่ &amp;nbsp;แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะโอบอุ้ม พิทักษ์&amp;quot;บางกระเจ้า&amp;quot; ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอก ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;จึงมีโครงการอนุรักษ์บางกระเจ้าเกิดขึ้น &amp;nbsp;โดยคณะอนุกรรมการกำกับโครงการรักษ์น้ำ รักษ์ป่ารักษ์คุ้งบางกระเจ้า ที่มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมการ บริหารการท่องเที่ยวยั่งยืน(อพท.)ได้ขับเคลื่อน โครงการตามแนวพระราชดำริใน &amp;nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา &amp;nbsp;ในการพัฒนาคุ้งบางกระเจ้า และมอบหมายให้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรืออพท.ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ซึ่งต่อมาอพท.ได้ทำงานในพื้นที่ สร้างเครือข่ายส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยว ในระดับชุมชน 6 ตำบล และภาครัฐ ได้แก่ คณะทำงานประชารัฐขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนคุ้งบางกระเจ้า ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อมาภายหลังกลไกนี้ พัฒนาไปรวมกับคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้คณะอนุกรรมการกำกับโครงการ Our Khung Bangkachao &amp;nbsp;ภายใต้โครงการนี้ ต่อมามีการเปิดตัว 6เส้นทางท่องเที่ยวในบางกระเจ้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใต้สะพานภูมิพล 1 ตรงจุดคลองลัดโพธิ์&amp;nbsp; จะเห็นตึกสูงของกรุงเทพฯ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตามโครงการ &amp;ldquo;OUR Khung BangKachao&amp;rdquo; ได้ผนึกกับ 34 องค์กรขับเคลื่อน 6 แผน พัฒนาคุ้งบางกะเจ้าสู่ความยั่งยืนผนึกกำลังหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน พร้อมเครือข่ายชุมชน กำหนดแนวทางการบูรณาการทำงานร่วมกัน (Social Collaboration) มุ่งเป้าหมายสร้างความเจริญเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) เพิ่มขึ้น 20 % ภายใน 5 ปี (ปี 2561-2565) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนสีเขียวในเมืองของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มองจากคุ้งบางกระเจ้า อีกฝั่งเป็นพระราม 3 &amp;nbsp;มีตึกสูงเรียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการน้ำและการกัดเซาะริมตลิ่ง ด้านการจัดการขยะ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านการท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละองค์กรสมาชิกในโครงการฯ ได้นำความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้ นวัตกรรมเทคโนโลยีหลากหลายมาบูรณาการเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติ มุ่งบรรลุเป้าหมายและผลลัพธ์ร่วมกัน สอดคล้องกับความต้องการชุมชน และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแม่น้ำเจ้าพระยากางกั้น อีกฟากที่คนางกระเจ้ามองเห็นฝั่งกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คณะทำงานทั้ง 6 ด้านได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน และจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ 6 ตำบลในคุ้งบางกะเจ้า โดยเป้าหมายในระยะแรกมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียว ซึ่ง คณะทำงานพื้นที่สีเขียว นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำหนดเป้าหมายมุ่ง &amp;ldquo;รักษาและพัฒนาพื้นที่สีเขียวในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้ได้ 6,000 ไร่ ภายใน 5 ปี&amp;rdquo; พร้อมสร้างอัตลักษณ์พื้นที่สีเขียวต้นแบบในแต่ละตำบล โดยในปี 2562 มีแผนดำเนินการระยะเริ่มต้นก่อน 400 ไร่ ในพื้นที่ราชพัสดุของกรมป่าไม้ โดยออกแบบวางแผนการปลูกและบำรุงรักษาร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวทั้ง 6 ตำบลฯ ปัจจุบันมีองค์กรภาคีที่ร่วม และมี15 องค์กร สนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;309.50 ไร่ (77 แปลง) ซึ่งนอกจากช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่แล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นทรัพยากรพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของประเทศต่อไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีเสวนาเรื่องการยกระดับบางกระเจ้าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษเพื่อความยั่งยืน จัดโดยอพท.(ขวา)อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร จากนิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยการพัฒนาบางกระเจ้า ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษที่ยั่งยืน กล่าวว่า ชุมชนบางกระเจ้ามีประวัติศาสตร์ ลุ่มลึกยาวนาน ก่อตั้งก่อนยุครัตนโกสินทร์ มีวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมชาวมอญตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน บางกระเจ้าจึงมีเสน่ห์ ทั้งในแง่การเป็นพื้นที่สีเขียว และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เหมาะกับการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างมาก แต่การเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จะทำให้ บางกระเจ้า มีโอกาสถูกทำลายทางธรรมชาติได้เช่นกัน ปัจจุบันบางกระเจ้ามีพื้นที่สีเขียว 58% ของพื้นที่ทั้งคุ้ง ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย และอุตสาหกรรมบางชนิด 42% &amp;nbsp;ซึ่งการที่เราตั้งใจให้บางกระเจ้ามีพื้นที่สีเขียว 60% หรือเพิ่มขึ้นอีก 2% ประมาณ 200 ไร่นั้น &amp;nbsp;แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่มาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับชุมชนบางกระเจ้า &amp;nbsp; ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือ การให้คนในพื้นที่เห็นชอบร่วมกันกับแนวคิดนี้ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ &amp;nbsp; เหมือนเช่นกรณีหิ่งห้อยที่เคยหายไปจากบางกระเจ้า แต่ชุมชนได้ช่วยกัน พลิกฟื้นทำให้หิ่งห้อยกลับคืนมาได้อีกครั้ง &amp;nbsp;ซึ่งในกรณีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;
การเป็นพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;และทำหน้าที่ปอดให้คนกรุง &amp;nbsp;โดยถูกกฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ฉบับ ควบคุมจำกัดการใช้พื้นที่ โดยบางกระเจ้ามีกฎหมายพิเศษ ห้ามเจ้าของที่ดินสร้างบ้านเกิน 25% ของพื้นที่ที่ครอบครอง และสูงไม่เกิน 12เมตร และยังต้องปลูกต้นไม้ในพื้นที่อยู่อาศัยตามที่ถูกกำหนดอีกด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแม่น้ำเจ้าพระยากางกั้น อีกฟากคือฝั่งกรุงเทพ ที่ได้ประโยชน์ขจากระบบนิเวศที่ยังเป็นธรรมชาติของบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ไชยณัฐ &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp;การปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นปอดให้คนกรุงเทพ &amp;nbsp;ถือว่าเป็นความเสียสละของคนบางกระเจ้า แต่คนบางกระเจ้าไม่ได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ &amp;nbsp; และอย่าว่าแต่การผลิตออกซิเจนให้คนเมืองสูดหายใจเลย การที่คนกรุงเทพ จากฝั่งพระราม 3 &amp;nbsp;ที่อยู่คอนโดย สามารถเห็นวิวเขียวขจีของบางกระเจ้าได้นั้น คนบางกระเจ้าก็ไม่ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวจึงควรมีแนวคิดว่า ควรจะมีการตอบแทนกลับคืนให้คนบางกระเจ้า เช่น การให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ที่คิดเป็นค่าคาร์บอนด์เครดิต &amp;nbsp;หรือการเก็บภาษีจากคนเมือง เพื่อมอบให้คนบางกระเจ้า ที่ทำหน้าที่ดูแลคุ้งให้เเต็มไปด้วยต้นไม้ เป็นปอดของคนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
การพัฒนาบางกระเจ้าให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษยั่งยืน และชณะนี้มีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา &amp;nbsp;โดย&amp;quot;อพท.&amp;quot; เตรียมเสนอให้รัฐบาลประกาศให้&amp;quot; บางกะเจ้า&amp;quot; เป็นพื้นที่พิเศษฯ ประมาณปลายปี 2564 &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนของอพท.เป็นอย่างไร นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ &amp;nbsp;อพท. กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมา อพท.ได้ลงพื้นที่เตรียมพร้อม ทำความเข้าใจกับผู้อยู่อาศัยชุมชนในชุมชน &amp;nbsp;และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งต้องมีส่วนร่วมดำเนินการตั้งแต่ต้น เป้าหมายหลักในแผนการพัฒนานี้การยกระดับมาตรฐานให้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวพิเศษที่มความยั่งยืน และในปีงบประมาณ24564 อพท. ได้จัดทำ 2โครงการสำคัญ คือ 1.โครงการศึกษาความเหมาะสมการประกาศพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้า และจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้า และ 2.โครงการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมาตรฐานสากล เป็นพื้นที่ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามเกณฑ์หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council และ Green Growth ตามโครงการOur Khung BangKachao GSTC โดยได้รับกรสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยแลนวัตกรรม หรือ สกสว. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ &amp;nbsp;อพท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ คือ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนในฐานะผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ และในแผนยุทธศาสตร์นี้ &amp;nbsp;ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน &amp;nbsp;ขณะที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ก็จะได้รับแผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ที่อพท. ได้ศึกษาและจัดทำขึ้น และจะมีการทำแผนพัฒนา เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณการดำเนินการต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป้าหมายเราคือ การทำให้บางกระเจ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวพิเศษที่มีความยั่งยืน &amp;nbsp;พื้นที่สามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดและเกิดผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุดต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ประชาชนที่อยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ใช้ประโยชน์และคุณค่าจากฐานทุนทางธรรมชาติแลวัฒนธรรมที่มี &amp;nbsp; เสริมสร้างศักยภาพ และมีชื่อเสียงของบางกระเจ้าให้โดดเด่นยิ่งชึ้นกว่าเดิม &amp;nbsp;แต่การจะบรรลุเป้าหมายได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด &amp;quot;ผอ.อพท.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำผ้ามัดย้อมของชนชาวมอญ บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมี่ยงกลีบบัวมรดกวัฒนธรรมทางอาหาร ของบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางจักรยาน ถ้าได้มาคุ้งบางกระเจ้า ควรมีโอกาสไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติรอบเกาะ

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98262</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, นิด้า, บางกระเจ้า, อ.ไชยณัฐ เจติยานุวัตร, อพท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210404/image_big_606949fa55ace.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2018 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิทักษ์&quot;บางกระเจ้า&quot;สู่ป่ากลางเมืองใหญ่ที่สุดในเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คุ้งบางกะเจ้า นับว่าเป็นแหล่งโอโซนใหญ่ในเมือง ที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด เพราะยังมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติ สามารถพบต้นไม้ที่ขึ้นตามป่าชายเลนหลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นแหล่งผลิตโอโซนลำดับที่ 7 ของโลก เปรียบได้กับปอดของคนกรุงเทพ จึงนับเป็นแหล่ง Blue Carbon ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังเคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ไทม์ส (Times)ให้เป็น The BestUrban Oasis of Asia&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยากาศในคุ้งบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุรักษ์บางกระเจ้า ให้มีสถานะปอดกลางเมือง ทำให้มีการพัฒนากฎเกณฑ์ในการดูแลรักษาบางกระเจ้าขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กำหนดให้พื้นที่ ต.ทรงคนอง ต.บางกระสอบ ต.บางน้ำผึ้ง ต.บางยอ ต.บางกะเจ้า และต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จำนวนพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ ให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดขอบเขตเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการประกอบพาณิชยกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้กำหนดมาตรการห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร เช่น การสร้างโรงแรมหรืออาคารชุด กำหนดหลักเกณฑ์การก่อสร้าง และการวัดความสูงของอาคาร พร้อมทั้งกำหนดมาตรการห้ามกระทำการหรือกิจกรรม เช่น การถมหรือปรับสภาพลำกระโดง คู คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งมีผลทำให้ตื้นเขินหรือเปลี่ยนทิศทางน้ำ หรือทำให้น้ำไม่อาจไหลได้ตามปกติหรือตามธรรมชาติ เว้นแต่การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำของทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเดินหน้าปฏิรูป 6 เรื่องหลัก ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปีแรก ด้วยงบเบื้องต้นกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp; ได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 55% ซึ่งสำหรับโครงการพัฒนาป่าในเมือง โครงการคุ้งบางกระเจ้า เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก โดยตั้งเป้าให้บางกระเจ้าเป็นป่าในเมืองเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยชื่อเสียงของบางกระเจ้าในฐานะปอดของคนกรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนริ่มสนใจและอยากไปสัมผัสบางกระเจ้ามากขึ้น ทำให้ในปี2547 ทางชุมชนได้ตัดสินใจเปิดพื้นที่ให้บางกระเจ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; โดยเฉพาะมีการเปิดตลาดบางน้ำผึ้งในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปเที่ยวบางกระเจ้าอย่างมากมาย&amp;nbsp; คนในชุมชนมีรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นกอบเป็นกำ แต่แม้เศรษฐกิจในชุมชนจะดีขึ้น แต่กลับพบว่า การเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทำให้ในพื้นที่มีปริมาณขยะเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลบางระเจ้าระบุว่า ปัจจุบันนี้ในเวลา1 สัปดาห์ บางระเจ้ามีปริมาณขยะเฉลี่ยมากถึง 8,000 กิโลกรัมต่อวัน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปริมาณเฉลี่ยเดิมที่ 4,500 กิโลกรัมต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มต้นวิ่งเก็บขยะ หรือ Plogging&amp;nbsp; ที่บางกระเจ้า ที่ริเริ่มโดยกลุ่ม Blue Carbon Society องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะในบางกระเจ้่าที่เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สัดส่วนขยะที่พบมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ ถุงพลาสติก 40% ขยะอินทรีย์ 26% ขยะรีไซเคิล (แก้ว และกล่องนม) 24% ขยะมูลฝอยทั่วไป 8% และขยะอันตราย 2% บางกะเจ้าจึงมีความเสี่ยงต่อการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทาง และอาจส่งผลไปสู่ระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งทะเลอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาขยะในบางกระเจ้า ที่เป็นผลพวงจากการท่องเที่ยวที่คึกคัก ทำให้องค์กรภาคเอกชน&amp;quot; บลูคาร์บอนโซไซตี้ (Blue Carbon Society)&amp;quot;ชวนพนักงานกลุ่มบริษัทดีที และเชลล์ฮัท พร้อมผู้สนใจ คนในชุมชนกว่า 300 คน ได้ทำกิจกรรมวิ่งเก็บขยะ &amp;ndash; Blue Plogging&amp;nbsp; ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ (คุ้งบางกะเจ้า) เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงปัญหาขยะที่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งแม้จะเป็นขยะบนบกในวันนี้ แต่ก็มีโอกาสที่จะไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นขยะทะเลได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะขยะพลาสติกซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. ชวัลวัฒน์ และคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blue Carbon Society กล่าวว่า การวิ่ง plogging หมายถึง Jogging + Picking up หรือ Plocka Upp ในภาษาสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่จัดการวิ่งประเภทนี้ในปี 2559 ก่อนจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก นับเป็นการวิ่งจ็อกกิ้งไปพร้อมๆกับการเก็บขยะ&amp;nbsp; มีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของผู้วิ่งและส่วนรวมคือชุมชนสะอาด และในการทำกิจกรรมครั้งนี้ Blue Carbon Society ได้ขอให้ผู้วิ่งจากกลุ่มบริษัทดีทีและเชลฮัทนำถุงพลาสติกเก็บขยะและกระบอกน้ำมาเองจากบ้าน เพื่อไม่สร้างขยะพลาสติกเพิ่มจากการจัดกิจกรรม โดยได้ประสานกับบริษัทคัดแยกขยะรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด เพื่อมารับขยะไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกวิธี นอกจากนั้น ยังมีคูลเลอร์จัดวางตามจุดให้ผู้วิ่งเติมน้ำใส่กระบอกน้ำได้ตลอดเส้นทางอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ชุมชนบางกระเจ้า และทุกฝ่ายต้องเริ่มต้นดูแลและฟื้นฟูพื้นที่บริเวณคุ้งบางกะเจ้า ให้ลดความเสี่ยงต่อปัญหาปริมาณขยะโดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่เราทำคือการรณรงค์ ให้มีการลดขยะบนบกเพื่อป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเล ถือเป็นปฐมบทแห่งการดูแลรักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศทาง ทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; ซึ่งจากข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีการปล่อยขยะลงสู่ท้องทะเลถึงกว่า 1 ล้านตันต่อปี&amp;nbsp; ลองคิดดูว่าโดยเฉลี่ย 1 คน วิ่งเก็บขยะได้ประมาณ 2 กิโลกรัมภายในครึ่งวัน ถ้าคนไทยทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ช่วยกันวิ่งเก็บขยะ ก็จะช่วยลดปริมาณขยะได้มากถึง 120 ล้าน กิโลกรัม นี่คือพลังสังคมที่เราอยากปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมาปกป้องท้องทะเลร่วมกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านทิพพาภรณ์กล่าวว่า การตระหนักปัญหาขยะบนบก ที่อาจจะไหลลงสู่ทะเล&amp;nbsp; นับเป็นการต่อชีวิตยืดอายุสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา แมงดาทะเล ให้อยู่ในท้องทะเลอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเมื่อสัตว์ทะเลเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเล ก็จะอยู่ในระบบนิเวศท้องทะเลอย่างสมดุล ทำให้มีพื้นที่ Blue Carbon เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปริมาณขยะที่เก็บได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนอาจสงสัยว่าบางกระเจ้าจะเป็นป่ากลางเมืองได้อย่างไร แต่ถ้าได้มีโอกาสไปเยือนสักครั้ง ก็จะรู้ว่าบางกระเจ้ามีป่ากลางชุมชน &amp;quot;สวนป่าเกดน้อมเกล้า &amp;quot; ที่มีขนาดพื้นที่ 1,200 ไร่ หรือประมาณ 10% ของพื้นที่บางกระเจ้า นับเป็นป่าชุมชนที่อยู่ภายในต้การดูแลของสำนักป่าาชุมชน กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงสมาน เสถียรบุตร ผู้อาวุโสของชุมชน แกนนำอนุรักษ์บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาน สถียรบุตร ผู้อาวุโสแกนนำของกลุ่มรักษ์บางกระเจ้า&amp;nbsp; เล่าถึงที่มาของป่าชุมชนในบางกระเจ้าว่า ในสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการประกาศให้บางกระเจ้าทั้งเกาะเป็นป่าสงวน และให้ชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมมาหลายร้อยปี อพยพออกไป แต่ระหว่างนั้นพอดี นายกำพล วัชรพล เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ไปที่บางกระเจ้าและแนะนำให้ชาวบ้านถวายฎีกาต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; ทรงรับฏีกาไว้และทำให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9ก็ทรงแนะนำให้ชาวบ้านที่ต้องการอพยพออกไป ขายที่ดินให้กับกรมป่าไม้ ซึ่งที่ดินที่ชาวบ้านขายปัจจุบันกลายเป็นป่าชุมชน &amp;quot;สวนเกดน้อมเกล้าฎที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหนสีเขียวปกคลุม บึงน้ำกร่อย ที่อยู่ในป่าชุมชนขนาด1,200 ไร่ ของบางกระเจ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพ3น้ำ มีทั้งน้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อยที่ล้อมรอบบางกระเจ้า&amp;nbsp; มีทั้งบึงน้ำกร่อย น้ำจืดในพื้นที่เดียวกัน เป็นระบบนิเวศที่มีความผสมผสาน ทำให้บางกระเจ้ามีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีต ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนผลไม้ ซึ่งพบว่าบางกระเจ้ามีพืชพื้นเมือง 35วงศ์ 72สกุล 81ชนิด และมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของบางกระเจ้า ลุงสมานเล่าว่า ต้องยกความดีให้กับสภาพน้ำกร่อย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นนิเวศที่ทุกอย่างไม่ว่าพืชหรือสัตว์ต้องพึ่งพาอาศัย&amp;nbsp; ต้นไม้ก็ต้องอาศัยเพื่อเพิ่มรสชาติ&amp;nbsp; ของผลไม้ ยิ่งสัตว์น้ำ ทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์น้ำเค็ม ล้วนต้องมาวางไข่ที่น้ำกร่อย อย่างกุ้งก้ามกราม เวลาวางไข่ก็มาวางรอบเกาะที่เป็นน้ำกร่อย พอโตถึงจากไปสู่ทะเล&amp;nbsp; พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นแหล่งบริบาลสัตว์น้ำ แต่เมื่อ2-3 ปีที่ผ่านมา มีคนรู้ว่าตรงแถบนี้เป็นที่วางไข่ของกุ้งก้ามกราม ก็เอายามาโรยล้วจับ&amp;nbsp; แต่ได้กุ้งไม่ถึงเปอร์เซ็นต์เพราะกุ้งจะตายก่อนจับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;น้ำกร่อยเหมือนเป็นกรดอ่อนๆ อย่างเพาะปลากัดก็จะติดง่าย ไข่ไม่ค่อยฝ่อ ปูทะเลถ้าไข่วางน้ำจืดจะฝ่อหมดด้วยเหมือนกัน ต้องมาวางไข่ที่น้ำกร่อย สัตว์พวกนี้อยู่ตามป่าชายเลนตัวเล็กๆเต็มไปหมด ปลากระบอกถ้าไปหาที่น้ำธรรมดาน้ำจืดไม่มี แต่ลูกปลาจะมาอยู่ตามป่าชายเลนริมแม่น้ำพอน้ำเค็มมา เขาก็ไปลงทะเล&amp;nbsp; พอเริ่มจะวางไข่ก็มาที่นี่อีก สมัยก่อนผมเด็กๆ ตกปลากระพงขาวๆ ตัวใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสิบๆโล ชาวบ้านก็เอากุ้งก้ามกราม เกี่ยวเบ็ด รอสักพักก็ได้ เดี๋ยวนี้มีแต่น้อยลง เทียบกับตอนเด็กๆพวกปลาทะเล ปลากระพง ปลาอุก อะไรพวกนี้ เราตกแถวนี้แหล่ะ &amp;quot;ลุงสมานเล่าความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันเวลาที่ผ่านพ้นไป ทำให้บางกระเจ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงหลังๆที่บางกระเจ้าบูมขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น ก็ทำให้คนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมขายที่ อพยพไปอยู่ที่อื่น ลุงสมานเล่าว่า ทุกวันนี้มีคนบางงกระเจ้าดั้งเดิมอยู่อาศัยเพียง 50% เท่านั้น&amp;nbsp;อีกทั้ง กฎหมายผังเมืองบางกระเจ้าก็ปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ จากเดิมที่บังคับให้เจ้าของที่ดินสามารถปลูกพักที่อยู่อาศัยได้ 75%ของพื้นที่ดินที่ครอบครอง แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาเป็นให้ปลูกบ้านได้เพียง 25% ของพื้นที่เท่านั้น&amp;nbsp; ที่เหลือต้องปลูกต้นไม้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว และยังห้ามสร้างตึกสูง หรือสูงได้ไม่เกิน 15เมตร ก็ทำให้บางคนรู้สึกโดนบีบบังคับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้ายแสดงบอกเล่าเรื่องราวความหลากหลายทางชีวภาพ และพันธุ์ไม้น้ำกร่อยดั้งเดิมที่อยู่ในบางกระเจ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กฎผังเมืองบังคับอย่างที่บอก ชาวบ้านอย่างผมคิดว่า ไม่แฟร์ บังคับโน่น บังคับนี่ แต่ไม่เคยมาสนับสนุนอะไรเลย เราทำสวนมีศัตรูพืช มีด้วง มีขโมย แต่ไม่เคยช่วยอะไรเราเลย &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงสมาน&amp;nbsp; ยืนยันว่าแม้จะมีบางสิ่งบางอย่างในบางกระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เขาจะไม่อพยพไปอยู่ที่อื่นแน่นอน ทุกวันนี้ ยึดอาชีพขาวสวนที่เป็นอาชีพตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เพาะปลูกไม้หายาก ที่ลุงสมานบอกว่า ไม่ขายให้ แต่ให้เลย เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ดั้งเดิม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดอกหางนกยูงสีส้ม ที่ร่วงหล่นบนพื้นในบริเวณป่าชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ก่อนคนพื้นเพที่นี่อยู่คล้ายๆพี่น้อง ผมสมัยเด็กๆเราทำอาหารแบ่งกันทุกบ้าน บ้านอื่นเขาก็มาแบ่งเรา แลกเปลี่ยนอย่างนี้ประจำ ทุกวันนี้เหลือแต่พี่น้องแล้วที่แลกเปลี่ยนกัน เหลือแค่นี้แล้ว เพื่อนบ้านมาใหม่ ไม่รู้จักกันเลย วัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปเยอะ ต่างชาติ ก็เยอะ แต่ผมจะไม่หนีไปไหน อยู่ที่นี่แหล่ะ เพราะที่นี่เป็นบ้านผม&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10570</URL_LINK>
                <HASHTAG>blue carbon society, plogging, ตม.สมุทรปราการ, บางกระเจ้า, บางน้ำผึ้ง, ปอดคนกรุงเทพ, ป่่ากลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, วิ่งเก็บขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b135fc11b392.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
