<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หายห่วง &#039;บีไอจี&#039; การันตี &#039;ออกซิเจน&#039; มีเพียงพอรองรับความต้องการทางการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2564 นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี ในฐานะผู้ผลิตออกซิเจนรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19ที่หลายประเทศยังคงประสบปัญหาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไทยที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมีความกังวลต่อความเพียงพอของออกซิเจนทางการแพทย์นั้น บีไอจีขอให้ความมั่นใจว่าสามารถผลิตออกซิเจนเพื่อรองรับระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างเนื่องและเพียงพอในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากในขณะนี้บีไอจีมีกำลังการผลิตออกซิเจนสูงถึง1,000 ตัน/วัน ขณะที่ความต้องการใช้ในภาวะปกติ อยู่ที่ 300-350ตัน/วัน แต่ด้วยสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ต่อวันมากกว่าปกติ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 20% หรือเพิ่มขึ้นเป็น400ตัน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19ระลอกใหม่ในประเทศไทยเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และจำนวนผู้ป่วยใหม่ที่เข้ารักษาในสถานพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นออกซิเจนทางการแพทย์คือหัวใจของการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อทางปอดและอยู่ในขั้นวิกฤติ บีไอจีมีแผนเตรียมพร้อมเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นไว้แล้ว และบีไอจีขอให้ความมั่นใจว่าปริมาณออกซิเจนทางการแพทย์สามารถรองรับความต้องการของโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศและโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ป่วยขั้นวิกฤติยังคงพอเพียงไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บีไอจีได้เตรียมพร้อมการบริหารจัดการกำลังการผลิต การขนส่ง รวมถึงการสำรองออกซิเจนเหลวในถังเก็บสำรองที่อยู่พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ขนาดความจุมากกว่า 7,300 ตัน และในเดือนส.ค. 2564 ที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดโรงงานแยกอากาศ (ASU) แห่งใหม่ ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นอีก 140 ตัน/วัน รวมเป็นเกือบ 1,150 ตัน/วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ขาดแคลนออกซิเจนในหลาย ๆ ประเทศนั้น อุปสรรคที่นอกเหนือจากปริมาณการผลิตออกซิเจนทางการแพทย์ที่จำกัดแล้ว ยังมีสาเหตุมาจากการขนส่งออกซิเจนในรูปแบบสถานะก๊าซ (Gas) ทำให้ปริมาณการขนส่งในแต่ละครั้งมีความจำกัด ในขณะที่ประเทศไทย การขนส่งออกซิเจนเป็นในรูปแบบของเหลว (Liquid) และนำมาเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซ ณ โรงพยาบาล ซึ่งทำให้มีปริมาณออกซิเจนมากกว่าการขนส่งในรูปแบบก๊าซกว่า800 เท่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นที่ต้องการใช้ออกซิเจนอย่างเร่งด่วน บีไอจีสามารถปรับเปลี่ยนระบบการแยกอากาศให้ผลิตออกซิเจนเพิ่มขึ้นโดยลดการผลิตไนโตรเจนลงรวมทั้ง การนำออกซิเจนจากภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความบริสุทธิ์ด้วยมาตรฐานเดียวกันมาเสริมความต้องการออกซิเจนทางการแพทย์ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ บีไอจีขอให้มั่นใจว่าปริมาณออกซิเจนทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการของโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลสนามที่กำลังเปิดใหม่ยังคงพอเพียงไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความต้องการออกซิเจน, บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี), บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส, ปิยบุตร จารุเพ็ญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec1303cf0eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีไอจีส่งออกซิเจนจากไทยช่วยอินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เมษายน 2564 นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี : BIG) ในฐานะผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมของประเทศไทย พร้อมบริษัท แอร์โปรดักส์ แอนด์ เคมิคัลส์ อิงค์ (แอร์โปรดักส์ : Air Products) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบีไอจีจากสหรัฐอเมริกา ได้ประสานไปยังกองทัพอากาศอินเดียในการขนส่งจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังอินเดียเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนออกซิเจนเพื่อใช้ในทางการแพทย์ สาธารณสุข รวมถึงภาชนะบรรจุ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่เป้นความจำเป็นในการชาวยเหลือรักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศอินเดีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้อินเดียกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนทางการแพทย์อย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นจำนวนมาก บีไอจีและแอร์โปรดักส์จึงได้ให้ทีมวิศวกรของบีไอจีดำเนินการเรื่องออกซิเจนและภาชนะบรรจุให้สำเร็จอย่างเร่งด่วน ด้วยความช่วยเหลือของครัยโอเทค เอเซีย (Cryotech Asia) ซึ่งเป็นผู้ผลิตภาชนะบรรจุออกซิเจนเหลวชั้นนำ กับเบสท์ โกลบอล โลจิสติกส์ (Best Global Logistics) และพาร์ทเนอร์ในการอำนวยความสะดวกและประสานงานทั้งหมด ผ่านการขนส่งด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศอินเดีย และได้ส่งมอบให้กับตัวแทนประเทศอินเดียสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี บีไอจีจึงขอร่วมเป็นตัวแทนของประเทศไทยช่วยเหลือประเทศอินเดียด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้&amp;rdquo; นายปิยบุตร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทยเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและสังคมในวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด จากจำนวนผู้ป่วยใหม่ที่เข้ารักษาในสถานพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น บีไอจีได้เตรียมความพร้อมในการรับมือด้านความต้องการออกซิเจนเหลวทางการแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยวิกฤตที่เพิ่มมากขึ้น โดยดึงเอาศักยภาพทางเทคโนโลยีของบีไอจีเข้ามาช่วยเหลือในวิกฤตครั้งนี้ ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตออกซิเจนเหลวทางการแพทย์เพื่อช่วยผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำการกลับมาเดินเครื่องการผลิต (Restart)ใหม่ของ โรงแยกอากาศ (Air Separation Unit : ASU) โรงงาน 1 ซึ่งเป็นโรงแยกอากาศแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและไม่ได้ดำเนินการผลิตในช่วงเวลาปกติ แต่ยังมีศักยภาพในการผลิตออกซิเจน ส่งผลให้มีขีดความสามารถในการรองรับกับความต้องการออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นได้อีก 30% จากความต้องการในปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทยพบว่ามีผู้ติดเชื้อสะสมและผู้ป่วยหนักจำนวนมาก เมื่อเทียบกับการระบาดรอบที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นความต้องการออกซิเจนทางการแพทย์ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในฐานะที่บีไอจีมีกำลังการผลิตออกซิเจนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกว่า 1,000 ตันต่อวันซึ่งมากกว่าความต้องการออกซิเจนทางการแพทย์ในขณะนี้อยู่ประมาณกว่า 300 ตันต่อวัน &amp;nbsp;บีไอจีจึงเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพการขาดแคลนออกซิเจนเหมือนหลาย ๆ ประเทศ &amp;nbsp;ดังนั้นบีไอจีจึงได้กลับมาเดินเครื่องโรงแยกอากาศเพื่อผลิตออกซิเจนอีกครั้ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ด้วยกัน บีไอจี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือทุกฝ่ายริเริ่ม ช่วยเหลือ สนับสนุน บุคลากรทางการแพทย์และประเทศไทยเพื่อคนไทยทุกคน&amp;rdquo;นายปิยบุตร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101167</URL_LINK>
                <HASHTAG>บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส, บีไอจี, ปิยบุตร จารุเพ็ญ, ส่งออกซิเจน, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a6534e7cff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.-บีไอจี ทุ่ม1,500 ล้านสร้างหน่วยแยกอากาศ LNG</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ปตท. &amp;ndash; บีไอจีร่วมวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างหน่วยแยกอากาศที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แห่งแรกในประเทศไทยในนามบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด มูลค่าการลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมมากถึง 450,000 ตันต่อปี ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 พ.ย.62 - นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)​ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างหน่วยแยกอากาศ (Air Separation Unit : ASU) ที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แห่งแรกในประเทศไทย ในนาม บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (Map Ta Phut Air Products Co., Ltd. : MAP) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม สนับสนุนกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือที่เรียกว่า New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญด้วยนวัตกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ที่จะยังคงขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ โครงการหน่วยแยกอากาศที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นความร่วมมือในการศึกษาต่อยอดนวัตกรรมระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เพื่อนำพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะของ LNG ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันพลังงานความเย็นนี้ถูกปล่อยไปกับน้ำทะเล โครงการ ASU นี้จะช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 28,000 ตันต่อปี และลดการปล่อยน้ำเย็น ลงสู่ทะเล 2,500 ตันต่อชั่วโมง พร้อมสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ประธานกรรมการบริษัท จำกัด (เอ็มเอพี) เปิดเผยว่า โครงการหน่วยแยกอากาศที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว ณ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง นี้มีมูลค่าลงทุนกว่า1,500 ล้านบาท มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมมากถึง 450,000 ตันต่อปี ซึ่งจะเป็นหน่วยแยกอากาศแห่งแรกของประเทศไทยที่นำพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะ LNG มาใช้ ซึ่งจะสามารถผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไนโตรเจนที่ผลิตได้จากหน่วยแยกอากาศนี้ สามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมในการรักษาคุณภาพความสดใหม่ของผลไม้ก่อนที่จะนำไปเก็บในห้องเย็น ยืดเวลาการเก็บรักษาผลไม้ให้นานขึ้นและมีคุณภาพที่ดีขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรและมุ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้โลกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50118</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส, ปตท., มาบตาพุด แอร์โปรดักส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca7e244e8f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีไอจีโชว์ความสำเร็จทำระบบการเงินดิจิทัลพร้อมก้าวสู่สังคมไร้เงินสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีไอจีผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมโชว์ผลสำเร็จการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัล ทั้งการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า มั่นใจช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเพิ่มขีดแข่งขันให้กับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย. 62 - นางสาวธฤติมา บุญมาก ผู้จัดการอาวุโสส่วนบริหารความเสี่ยง บริษัท &amp;nbsp;บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp;บีไอจีผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจรในประเทศไทย เล็งเห็นความสำคัญในการปรับตัวเพื่อให้ตอบรับกับสังคมยุคดิจิตัล โดยการพัฒนาและจัดทำระบบทางการเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ทั้งภายในองค์กรและกับคู่ค้าของบีไอจี กล่าวคือ การพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) รวมถึง ระบบใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลผลักดันให้ภาคเอกชนมีการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อที่จะก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ (Cashless Society) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ โดยบีไอจีเป็นบริษัทนำร่องรายแรก ๆ ของประเทศที่ได้พัฒนาและใช้งานระบบการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) &amp;nbsp;ซึ่งสำหรับระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ลูกค้าสามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบ BIG e-Invoice ในเว็บไซต์ของบีไอจี (www.bigth.com) จากนั้นเลือกรายการที่ต้องการทำธุรกรรมและทำตามขั้นตอนของระบบฯ เบื้องต้นรองรับการชำระเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ และจะขยายการชำระเงินกับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจากการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี&amp;rdquo; นางสาวธฤติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับประโยชน์ของ e-Payment คือ การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเพิ่มความคล่องตัวของการทำธุรกรรมในยุคดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนการจัดการเช็คหรือเงินสด ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและโอกาสในการทำธุรกิจ ช่วยให้คู่ค้าสามารถชำระเงินออนไลน์ได้ในทันทีหรือสามารถตั้งเวลาชำระเงินล่วงหน้า และช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจ่ายเงิน &amp;nbsp;เช่นเดียวกับระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่จะสามารถลดภาระการจัดเตรียมเอกสารเพื่อเสียมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุนการจัดทำเอกสาร ประหยัดเวลาในการรอใบกำลังภาษีสำหรับการวางบิล ลดปัญหาการติดตามใบกำกับภาษีทางโทรศัพท์และอีเมล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนุชนาถ สังฆคุณ ผู้จัดการแผนกการเงิน บีไอจี &amp;nbsp;กล่าวว่าบริษัทเป็น 1 ใน 10 ของกลุ่มธุรกิจเอกชนแนวหน้าอาทิ การบินไทย เอสซีจี และธนาคารกรุงเทพ ฯลฯ ที่มีระบบการจัดการใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ระบบยังรองรับการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างครบวงจรซึ่ง เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีที่ก้าวอย่างรวดเร็วนั้นหากเรานำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เราก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเราไปด้วยและที่สุดจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34197</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซอุตสาหกรรม, บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส, บีไอจี, สังคมยุคดิจิตัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190422/image_big_5cbd7c1a5f3a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยกระดับ“อีอีซี” ผ่านเน็ตเวิร์คอุตสาหกรรม (สถานีอีอีซี)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานีอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกระดับ&amp;ldquo;อีอีซี&amp;rdquo;ผ่านเน็ตเวิร์คอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากภาครัฐพยายามผลักดันให้โครงพัฒนาพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีเกิดขึ้น ก็มีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ความสนใจกันจำนวนมาก ในยามนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะเป็นที่ทราบกันดีว่าเขตภาคตะวันออกเนื้อหอมมากขนาดไหน โดยเฉพาะเรื่องของราคาที่ดินก็ปรับตัวสูงขึ้นรับกระแสข่าวของอีอีซีมาพักใหญ่แล้วเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด&amp;rdquo; หรือ BIG ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ถือหุ้นชาวไทย โดยบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ 10% และบริษัท แอร์โปรดักส์ แอนด์ เคมิคอลส์ จำกัด บริษัทแม่ของบีไอจีจากประเทศสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการถือหุ้น 49% ที่เหลือเป็นพาร์ทเนอร์ของ BBL อีก 41% ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 30 ปี เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีโรงงานทางแถบภาคตะวันออก ทั้งในจังหวัดระยองและชลบุรี กำลังจะเดินหน้าลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต รองรับความต้องการหรือดีมานด์ที่กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายปิยบุตร จารุเพ็ญ&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG กล่าวว่า อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมก๊าซนั้น จะเป็นไปตามสถานการณ์ของอุตสาหกรรมของประเทศไทย เนื่องจากโรงงานการผลิตแทบทุกแห่งต้อใช้กันแทบหมด หากย้อนกลับไปจะพพบว่าที่ผ่านมาดัชนีอุตสาหกรรมติดลบมาตลอด แต่ในส่วนของบริษัทมีกลยุทธ์ของการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่ได้ผลิตเพียงเฉพาะตามความต้องการและปริมาณเท่านั้น แต่ยังได้มีการใช้นวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวช่วยกับทุกอุตสาหกรรม อาทิ การนำเอาออกซิเจนเข้ามาใช้ประหยัดพลังงานกับการหลอมเหล็กหรือกระจก ส่งผลให้บริษัทเติบโตได้ 8 % นับว่าสวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่ติดลบ 3-4% หรือเรียกว่าบีอีจีเติบโตกว่าสองเท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ BIG เป็นผู้ให้บริการก๊าซอุตสาหกรรมพร้อมงานติดตั้งสถานี เพื่อจ่ายก๊าซเข้าในระบบการผลิตของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปลอดภัย ได้มาตรฐานโลก มีผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการครอบคลุมก๊าซหลายชนิด อาทิ ออกซิเจน ไนโตรเจน อาร์กอน ไฮโดรเจน ฮีเลี่ยม คาร์บอนไดออกไซด์ อะเซทิลีน ก๊าซชนิดพิเศษ ก๊าซผสม รวมทั้งงานออกแบบทางวิศวกรรม และงานบริการด้านวิศวกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทงบลงทุนมากสุดเป็นประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;ในระว่างปี 2561-2563 มูลค่าการลงทุนของบีไอจีมีมากถึง 4,000 ล้านบาท หลังจากไม่ได้มีการลงทุนและใช้การผลิตเดิมมาตลอด โดยการลงทุนที่อยู่กำลังดำเนินการของปี 2561 ประกอบด้วยกัน 3 การราย คือ 1. จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างบีไอจีกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยบีไอจีถือหุ้น 51% อมตะถือหุ้น 49% เพื่อสร้างโรงงานผลิตไนโตรเจนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เฟสแรก มีลูกค้าเปฌรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง โพสโค ผู้ผลิตเหล็ก รวมถึงซูมิโตโม รับเบอร์ ที่ใช้ไนโตรเจนเยอะมาก จึงสนใจไปสร้างโรงงานการผลิต โดยใช้ระบบเดินท่อเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหรรมมาบตาพุด คาว่าจะเปิดดำเนินงานช่วงเดือน ม.ค. 2562 ภายใต้เงินลงทุน 400 ล้านบาท และเฟสแรกจะมีกำลังการผลิต 5 หมื่นตันต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สร้างโรงงานผลิตไฮเดรเจนที่มาบตาพุดแห่ง ภายใต้งบประมาณกว่า 600 ล้านบาท เริ่มดำเนินงานช่วงเดือน ม.ค. 2563 เพื่อผลิตไฮโดรเจนให้กับ PTTGC ซึ่งกำลังมีหลายโครงการที่ต้องใช้ไฮโดรเจนพอสมควร มีกำลังผลิต 1.5 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง &amp;nbsp; รวมถึงจะขยายต่อไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และ3. จัดตั้งโรงโรงแยกอากาศในนิคมอุตสาหรกรมติวาลาที่ประเทศเมียนมา ใช้งบลงทุนไป 500 ล้านบาท มีลูกค้าหลักเป็น JFE จะเป็นการส่งผ่านระบบท่อเช่นเดียวกัน เปิดดำเนินงานช่วงเดือน ม.ค. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนงานการลงทุนในปี 2562 เตรียมขยายโรงแยกอากาศที่มาบตาพุด เนื่องจากจากอีอีซีที่รัฐบาลกำลังผลักดัน และหลายโครงการที่กำลังเข้ามาลงทุน ซึ่งทำให้บริษัทต้องรองรับการเติบโต จะใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท น่าจะเปิดดำเนินงานได้ปลายปี 2563 สำหรับโรงงานแห่งนี้จะผลิตไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน กำลังการผลิตน่าจะอยู่ที่ 4 แสนตันต่อปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;**************************************************************************&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมไทย
นายปิยบุตร กล่าวว่า นับเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐกำลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เนื่องในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยเติบโตมาจากแมสโปรดักส์หรือทำมากได้น้อย ผลิตออกมาจำนวนมาก เพื่อทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูก ลักษณะของของสินค้าก็เหมือนกัน เน้นราคาถูก ขณะที่การผลิตปริมาณมากนั้น ไม่ได้ทำให้ผลกำไรมากขึ้นตามไปด้วย บางครั้งจะพบว่ากำไรเท่าเดิมหรือไม่ก็ลดลง หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เมืองไทยเองก็แทบไม่มีข้อได้เปรียบสักเท่าไหร่ ทั้งในเรื่องค่าแรง ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน การที่พยายามทำไทยแลนด์ 4.0 นั่นคือทำน้อยแล้วได้มาก ทำได้เป็นยูนิคโปรดักส์ และสร้างมูลค่าเพิ่ม แข่งเรื่องความแตกต่าง และคุณค่ามากกว่าราคาการผลิตจึงจำต้องมี Productivity โดยให้สินค้าของบริษัท เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลของการผลิต รวมถึง Efficiency ของการช่วยลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และทำให้การใช้ทรัพยากรของโรงงานอุตสาหกรรมยั่งยืน หรือเรียกว่า Sustainability ซึ่งมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การลงทุนจากดังกล่าวเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างมาก แน่นอนว่าบริษัทลงทุนเพื่อรองรับอีอีซี รวมถึงการเติบโตของนวัตกรรมที่อุตสาหกรรมเมืองไทยกำลังมุ่งไปทางนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมของไทยเดินไปสุดทางแล้ว หากไม่ปรับตัวก็ต้องย้ายฐานการผลิต แต่ทว่าการหนีไปใช่ว่าจะรอด บริษัทที่เป็นของคนไทย หากไม่ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นเข้าไปยาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน็ตเวิร์คระหว่างผู้ประกอบการ
ปิยบุตร ได้กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้อีอีซียังขาดเรื่องความร่วมมือ เดิมกรอบความคิดของอุตสาหกรรมของประเทศไทย มองแค่ว่าต้องผลิตเยอะไว้ก่อน ไม่มองเป็นเน็ตเวิร์ค หรือเครือข่ายยึดตัวเองเป็นหลัก อย่างจะตั้งอุตสาหกรรมที่ผลิตหุ่นยนต์ ต้องดูว่าใครจะใช้หุ่นยนตร์ ต้องมานั่งคุยกันว่าอุตสาหกรรมไหนจะได้อานิสงส์ &amp;nbsp;หากผู้ประกอบการจะผลิตอะไร อีกบริษัทก็ไม่ได้ต้องมาผลิตเหมือนกัน หรืออุตสาหกรรมเดิมที่มีส่วนสำคัญอย่างอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ จะเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกันอย่างไร เมืองไทยยังขาดตรงนี้ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็มีความน่ากังวลมองว่าสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำและพลังงาน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามให้มีการประกวดโครงการอนุรักษ์พลังงานมาบ้างแล้ว ซึ่งจริงๆ ต้องมานั่งคุยกันกันทั้งเชน ว่าใช้พลังงานเท่าไหร่ น้ำเท่าไหร่ จะทำให้ดีขึ้นด้วยวิธีไหนบ้าง อย่างน้ำใช้แล้วทิ้ง จะมีวิธีการกลับมารีไซเคิลได้อย่างไร หรือน้ำทิ้งเป็นศูนย์ ส่วนเรื่องของไฟฟ้าก็สำคัญ การมาของโซลาเซลล์ดีมาก แต่จะมีวิธีการจัดเก็บอย่างไกร เพื่อให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
ต่างชาติแห่ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเติบโตทางอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของนวัตกรรม จะเห็นได้ว่าดัชนีอุตสาหกรรมเติบโต 4% หรือกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง การใช้กำลังการผลิตเดิมที่มีอยู่ 60% กลับมาอยู่ 80% ขณะเดียวกันมีส่วนขยายของโครงการจากผู้ประกอบการ อย่างในมาบตาพุดก็มีการลงทุน หรือในเหมราชเองก็มีนักลงทุนสนใจเข้ามาเยอะ โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาส่วนมากจะมาจากประเทศจีน แต่สิ่งสำคัญต้องคอยดูว่าจะอยู่ระยะยาวหรือไม่ ธุรกิจเราเองก็คงซัพพลายเป็นของเหลวที่ใช้รถขนส่งแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตเคยมีจีนมาลงทุนบางธุรกิจอย่างโซลาเซลล์ ก็มาเร็วไปเร็ว เนื่องจากการตั้งโรงงานของธุรกิจดังกล่าวทำได้ง่าย ตอนนี้การผลิตเมดอินไชน่าอาจมีปัญหาสำหรับการส่งออกไปยังบางตลาด หลายรายจึงเลือกมาผลิตในไทยดีกว่า ส่วนหนึ่งก็คงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากอเมริกา หากเป็นเหล็ก ปิโตรเคมี โรงกลั่น จะเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ระยะยาว การจะมองว่านักลงทุนจีนที่เข้ามาเป็นระยะยาวหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม อย่างระยะยาวจะเป็นอุตสาหกรรมยาง &amp;nbsp;หรือหากทำเพื่อการส่งออกจะย้ายฐานได้ง่าpเพราะดีมานด์ไมได้อยู่ไทย ต้องดูว่าซัพพลายเชนว่าส่งให้ใคร หรือเป็นเพียงแค่หาข้อได้เปรียบทางทรัพยากรด้านการผลิตแล้วไป แต่หากซัพพลายให้กับเมืองไทยในประเทศน่าจะอยู่ได้นานกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ยังกล่าวอีกว่า สมัยก่อนอุตสาหกรรมบ้านเรา อย่างในรถยนต์ ก็จะมีส่วนประกอบเป็นผู้ผลิตกระจก ยาง ล้อเหล็ก ถัง รถหนึ่งคันมีซัพพลายเชนเยอะ ซึ่งเขาก็ไปบอกซัพพลายเออร์ว่าทุกปีต้องลดต้นทุน 5% หรือ 10% หากทุกคนในพาร์ทของซัพพลายเชนลดราคาหมด สุดท้ายทุกอุสาหกรรมจะเหมือนกันหมด ค่าแรง ก๊าซธรมชาติ ไฟฟ้า เท่าเดิมไม่ได้ลด ซัพพลายเชนควรมาดูกันว่าการใช้พลังงานตั้งแต่ผลิต จนกระทั่งเป็นรถหนึ่งคัน สูญเสียพลังงานไปเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ แล้วเยอะมากที่เสียไป หากมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็มจะดีกว่าไหม ที่จะทำให้ลดต้นทุนได้ ทำให้ประสิทธิภาพของทั้งอุตสหากรรมการผลิตดีขึ้น แต่ต้องเปลี่ยน Mindset ของอุตสาหกรรมก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17221</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลบุรี, ธนาคารกรุงเทพ, บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส, บีไอจี, ระยอง, อมตะ, อีอีซี, โครงพัฒนาพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96312da33a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
