<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดอั้น!คนไทยเตรียมกินข้าวแพง &#039;หอมมะลิ&#039; ทะลุ 300บาท/ถุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หงษ์ทอง&amp;rdquo; คาดการณ์ราคาหน้าถุงข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ปีนี้ทะลุ 300 บาท เผยซัพพลายไม่พอ บวกต้นทุนเพิ่ม พร้อมกางแผน 5 ปี แตกไลน์ธุรกิจ ดันยอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตรา &amp;quot;หงษ์ทอง&amp;quot; เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของฝนที่ตกมาปริมาณมากเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อการปลูกข้าวหอมมะลิของเกษตรกร ซึ่งแม้ไม่ได้ลดจำนวนพื้นที่การเพาะปลูก แต่ฝนที่มากเกินไปไม่สามารถทำให้ปลูกข้าวหอมมะลิได้ เกษตรกรต้องหันไปปลูกนาปรังแทน จากปัจจัยดังกล่าวมีผลให้ราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน หรือหากเทียบเดือน ม.ค. ปีนี้กับปีที่ผ่านมาสูงขึ้น 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทได้ทำการเสนอเรื่องการปรับราคาข้าวถุงไปยังกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว โดยยื่นขอปรับราคาหน้าถุงของข้าวหอมมะลิขนาด &amp;nbsp;5 กิโลกรัมไปประมาณ 290 บาท/ถุง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ราคาขายอยู่ที่ 260 บาท/ถุง ส่วนตัวเชื่อว่าในปี 2561 นี้หลังมีโอกาสที่จะเห็นราคาข้าวหอมมะลิพุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ 300 บาท/ถุงอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามประคับประคองไม่ให้ราคาขายปลีกสูงจนเกินไป แต่ต้องยอมรับว่าราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เห็นจากราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่มีแนวโน้ม 18,000 บาทต่อเกวียน แม้ว่าเราจะขอปรับราคาหน้าถุงเป็น 290 บาท แต่ราคาขายจริงของขนาด 5 กิโลกรัมจะอยู่ที่ประมาณ 250 บาท/ถุง นับว่าสูงกว่าเดิมที่จำหน่ายในราคา 220-230 บาท&amp;quot; นายวัลลภ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แผนการลงทุนของบริษัทในช่วง 5 ปีนับจากนี้ เบื้องต้นน่าจะใช้เงินลงทุนปีละกว่า 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับสายการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น โดยโรงงานแรกที่จะติดตั้งออโตเมชั่นคือใน จ. นนทบุรี และจะค่อยขยายไปจนครบทุกแห่งที่มีอยู่ บริษัทมองว่าการลงเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ 5-10% เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานช่วงปลายการผลิตหรือขั้นตอนของการบรรจุถุงที่เดิมทีต้องใช้แรงงานค่อนข้างเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการแปรรูปสินค้าเป็นผลิตภัณท์อื่นๆนอกเหนือจากกลุ่มข้าว เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค และรับกับกระแสสุขภาพในปัจจุบัน เบื้องต้นได้ขยายไลน์กลุ่มสินค้าในหมวดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ เครื่องดื่มเสริมพลังงานจากข้าว , เครื่องดื่มน้ำนมข้าวหอมมะลิ รวมถึงการแปรรูปให้เป็นอาหารพร้อมทาน และขยายไปสู่ปลายน้ำในเรื่งของช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยปัจจุบันทางบริษัทมีร้านค้าปลีกในขื่อ &amp;quot;หงษ์ทองเฮลท์สเตชั่น &amp;quot; จำนวน 3 สาจา โดยล่าสุดได้เข้าไปซื้อกิจการของร้าน &amp;quot;ใบเมี่ยง&amp;quot; จำนวน 4 สาขา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวคิดของร้านเพื่อสุขภาพแนวใหม่ รวมถึงการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มเครื่งสำอางอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ด้านยอดขายของปี 2561 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10-15% จากปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการขาย(เชิงปริมาณ)ในประเทศ 55% และ ต่างประเทศ 45% &amp;nbsp;ทั้งยังตั้งเป้ายอดขายเป็น 9,000 -10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า จากที่ผ่านมายอดอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาทมาหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวถุง, ข้าวถุงแพง, ข้าวหอมมะลิ, บางซื่อโรงสีไฟ, ราคาข้าว, วัลลภ มานะธัญญา, หงษ์ทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe37424b9b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
