<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บาซูกา&#039;ไทยแรงพอสู้ Covid-19 ได้ไหม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จะเรียกมาตรการชุด &amp;ldquo;สู้ Covid-19&amp;rdquo; ที่ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าเป็นชุด &amp;ldquo;บาซูกา&amp;rdquo; (Bazooka) ได้หรือไม่ยัง ต้องดูว่าจะเอาเงินนี้ไปช่วยตรงจุดหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บาซูกา&amp;rdquo; คืออาวุธเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังแบบไร้แรงสะท้อนถอยหลังขนาดพกพา ใช้งานอย่างแพร่หลายโดยกองทัพสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงการทหารเรียกปืนประเภทนี้อีกชื่อหนึ่งว่า &amp;quot;สโตฟไพพ์&amp;quot; (Stovepipe) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมันยึดบาซูกาได้หลายกระบอกในการรบกันที่ทัพแอฟริกาเหนือ ไม่ช้าไม่นานเยอรมันก็สามารถออกแบบปืนที่เป็นบาซูกาเวอร์ชั่นของตนเองด้วยการเพิ่มขนาดหัวรบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.8 ซม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงสงครามใกล้ยุติ ญี่ปุ่นก็พัฒนาอาวุธคล้ายคลึงกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคำว่า &amp;quot;บาซูกา&amp;quot; ถูกใช้เป็นศัพท์ทั่วไป อ้างถึงอาวุธขีปนาวุธที่ยิงด้วยการประทับบ่าจากภาคพื้น รัฐบาลเห็นชอบให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเงิน 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการสู้โควิดชุดล่าสุดจะใช้เงินทั้งหมด 1.9 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของผลผลิตมวลรวม หรือ GDP ของประเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับ &amp;ldquo;บาซูกา&amp;rdquo; ของหลายประเทศที่เพิ่งประกาศออกมาก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุม ครม. คือร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบประมาณ 1 ล้านล้านบาทก้อนนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายสองส่วนคือ 6 แสนล้านบาท สำหรับรักษาและเยียวยาด้านสุขภาพของประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีก 4 แสนล้านบาท สำหรับฟื้นฟูและเยียวยาระบบเศรษฐกิจ โดยงบทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถปรับโอนไปมาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับที่ ครม.อนุมัติเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงินรวม 9 แสนล้านบาท คือร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจ ธปท.ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อดูแลภาคธุรกิจ วงเงิน 5 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และร่าง &amp;ldquo;พ.ร.ก.ดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน&amp;rdquo; เพื่อให้ซื้อตราสารหนี้เอกชน วงเงิน 4 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย้ำว่า &amp;quot;ไม่ใช่กู้เงิน แต่เป็นการเพิ่มอำนาจ ธปท.ในการบริหารจัดการ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้ตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนและปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณปี 2563 เพื่อโอนงบของหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่ราว 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท มาเป็น &amp;quot;งบกลาง&amp;quot; ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลบอกว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงินมีเป้าหมายสำคัญเพื่อหาเงินจ่ายเป็นเงินเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ &amp;quot;เราไม่ทิ้งกัน&amp;quot; รับเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด คุณอุตตม สาวนายน รมว.คลัง บอกว่าจะขยายเวลาในการจ่ายเงินเยียวยาออกไปเป็น 6 เดือน หรือจ่ายให้ถึงเดือนกันยายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการคลังจะทยอยโอนเงินเยียวยาให้ผู้ผ่านเกณฑ์กลุ่มแรกราว 1.6 ล้านคนช่วง 8-10 เมษายน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย, ขับแท็กซี่, ขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง, มัคคุเทศก์ และขายสลากกินแบ่งรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งบฉุกเฉินสู้ภัยโควิด&amp;rdquo; เช่นนี้เกือบทุกประเทศต้องทำ เพราะศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงจริงๆ จะใช้มาตรการธรรมดา หรือ &amp;ldquo;หนังสติ๊ก&amp;rdquo; เอาไม่อยู่แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จะ &amp;ldquo;เอาอยู่หรือไม่&amp;rdquo; ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของเงินอย่างเดียว หากแต่จะต้องอยู่ที่การนำไปใช้ถูกจุด ถูกทาง และทันการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะที่ &amp;ldquo;บาซูกา&amp;rdquo; กลายเป็นอาวุธที่โด่งดังในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เพราะมีพลังทำลายสูง ไม่ใช่เพียงเพราะขนาดใหญ่โตหรือส่งเสียงดัง แต่เพราะยิงแม่น เป็นที่เกรงขามของศัตรู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีพลังสูงถึงขั้นที่ศัตรูต้องยอมถอย แค่ได้ยินกิตติศัพท์ของอาวุธชิ้นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยอมยกธงขาวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระดับโลกมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าโควิด-19 เป็นภยันตรายต่อเศรษฐกิจระดับสากลอย่างรุนแรงชนิดที่ &amp;ldquo;ไม่เคยปรากฏมาก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเพิ่งเคยเห็นผู้อำนวยการของ IMF กับ WHO แถลงข่าวไปแนวทางเดียวกันเป็นครั้งแรก เพื่อตอกย้ำถึงความรุนแรงของโรคระบาดครั้งนี้ต่อทั้งสุขอนามัยทางด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เราเกือบจะไม่เคยเห็นความโยงใยระหว่างสององค์กรนี้ แต่ครั้งนี้แม้แต่ธนาคารโลก หรือ World Bank ก็ยังเข้ามาร่วมวิเคราะห์สถานการณ์โลกในมุมมองร่วมกับด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ของไอเอ็มเอฟ Kristalina Georgieva บอกว่า &amp;ldquo;เรากำลังเห็นเศรษฐกิจโลกหยุดนิ่ง นี่เป็นวิกฤติที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน โลกกำลังอยู่ในภาวะถดถอย (recession) มันเลวร้ายกว่าวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008-2009 มากๆ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความหมายย่อมชัดเจนว่าความเสียหายครั้งนี้รุนแรงหนักหน่วงกว่าวิกฤติการเงินก่อนหน้านี้มากมายหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเทียบกับ &amp;ldquo;วิกฤติต้มยำกุ้ง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์&amp;rdquo; หรือความเสียหายอันเกิดจากโรคระบาด SARS, Ebola หรือ MERS
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานธนาคารโลก David Malpass บอกว่าความรุนแรงของโรคระบาดครั้งนี้เป็นวิกฤติสุขภาพที่มาพร้อมกับความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างปฏิเสธไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเรียกมันว่า &amp;ldquo;วิกฤติปากท้อง&amp;rdquo; ที่มาพร้อมกับ &amp;ldquo;อาการหายใจไม่ออก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอเอ็มเอฟกับธนาคารโลกจะเรียกร้องให้ประเทศเจ้าหนี้ทั้งหลายระงับการทวงหน้า และหาทางปรับโครงสร้างหนี้เพื่อเปิดทางให้ทั้งโลกร่วมมือกันในการฟันฝ่าอุปสรรคครั้งใหญ่ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากประเทศกลางและเล็กไม่รอด ชาติใหญ่ๆ ก็ไม่อาจจะลุกขึ้นได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยเราต้องสร้าง &amp;ldquo;ภูมิคุ้มกัน&amp;rdquo; ของตนเอง และขณะเดียวกันก็ประสานกับประชาคมโลกเพื่อแก้ปัญหาสาหัสระดับโลกครั้งนี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บาซูกา&amp;rdquo; ของเราไม่จำเป็นต้องใหญ่และแพง...แต่ต้องยิงแม่น, ตรงเป้า และปราดเปรียวในสมรภูมิทุกนาทีจากนี้ไป!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62566</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bazooka, Covid-19, กาแฟดำ, บาซูกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
