<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีดีพี64เหลือ2.8 ลุ้นผลฉีดวัคซีน ฟื้นการท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; หั่นจีดีพีปี 64 เหลือ 2.8% ต่อปี หลังทนพิษโควิด-19 ไม่ไหว ท่องเที่ยวยังอ่วม บาทแข็งโป๊ก น้ำมันพุ่งกดดันหนัก ลุ้นวัคซีนแผลงฤทธิ์หนุนต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลัง หวังอานิสงส์ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-เราชนะ&amp;rdquo; ช่วยประคองเศรษฐกิจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มกราคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้นที่ระดับติดลบ 6.5% ต่อปี จากคาดการณ์เดิมที่ ติดลบ 7.7% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงรัฐบาลมีการผลักดันมาตรการฟื้นฟูแลเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การส่งออก ขยายตัวติดลบ 6.6% ดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัวได้เร็วและดีกว่าที่คาด หลังจากหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนการนำเข้า ติดลบ 12.5% การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 0.9% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชน ติดลบ 8.9% ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2563 ยังมีทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2563 หลังจากเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าวขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จึงเป็นแรงส่งสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวว่า สำหรับปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3% ต่อปี ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5% ต่อปี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตัวเลขจีดีพีปี 2564 ที่ปรับตัวลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงที่มีการประมาณการครั้งก่อนยังไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง ทำให้ยังเชื่อมั่นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังฟื้นตัวได้ โดยจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง และฐานะการคลังที่มีความมั่นคง มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 วงเงิน 2.25 หมื่นล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท และจะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่โครงการเราชนะ วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท จะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก 15 ประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.2% และแนวโน้มเงินบาทที่ปีนี้คาดว่าจะยังแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ระดับ 29.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.69-30.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 4.5% จากปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% ต่อเนื่องในปีนี้ รวมถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้มีความสามารถรองรับความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะทรงตัวที่ระดับ 50.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 19.5% จากปีก่อน ตามความต้องการใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกจะเริ่มกลับมาได้ หลังจากมีการแจกจ่ายวัคซีนและสต๊อกน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2564 ลดลงมาอยู่ที่ 5 ล้านคน ลดลง 25.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 8 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ลดลง 22.1% เนื่องจากเป็นการประเมินตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ทั้งในไทยที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และในหลายประเทศทั่วโลก คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ปี 2563 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 6.7 ล้านคน ลดลง 83.2% รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท ลดลง 82.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การเบิกจ่ายเงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 7.11 แสนล้านบาท คิดเป็น 71.2% และมีการเบิกจ่ายแล้ว 3.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 52.1% ประเมินว่าในปีงบประมาณ 2564 จะมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ 5.07 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2565 จะมีการเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีก 1.4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดเศรษฐกิจไทย (GDDP) ปีนี้จะเติบโต 3.1% โดยมองว่าการเริ่มให้มีการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 น่าสนใจ เนื่องจากคาดว่าภาครัฐจะสามารถฉีดวัคซีนได้ 50% ของจำนวนประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มฉีดได้ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ และอาจจะมีจำนวนผู้ฉีดวัคซีนมากกว่าที่ภาครัฐบาลคาดการณ์ไว้ หากประชาชนบางส่วนเข้ารับการฉีดวัคซีนผ่านโรงพยาบาลเอกชน โดยมองว่าวัคซีนจะช่วยทุกๆ อย่างปรับตัวดีขึ้น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91336</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ค่าเงินบาทแข็ง, จีดีพีปี 64, บาทแข็ง, ฟื้นการท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210128/image_big_6012c0e1718d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งัด3มาตรการคุมบาทแข็ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.คลอด 3 มาตรการคุมบาทแข็ง-สร้างสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ดีเดย์ปลาย พ.ย.เปิดให้คนไทยฝากเงินบัญชี FCD เสรี ปรับเกณฑ์ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ ส่วนลงทะเบียนแสดงตนซื้อขายตราสารหนี้เริ่มใช้ต้นปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยภายนอกทั้งผลของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จึงกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย ส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเร็ว ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเข้าดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความผันผวนของเงินบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.เห็นควรให้ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทย ช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้น ประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เปิดให้คนไทยฝากเงินตราต่างประเทศได้เสรี (Foreign Currency Deposit : FCD) และโอนเงินระหว่างบัญชี FCD ของคนไทยได้เสรี จะช่วยให้ผู้ส่งออกบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศและบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น สามารถทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดต้นทุนการโอนเงินและชำระเงิน ตลอดจนทำให้คนไทยสามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ และการซื้อขายทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ปรับกฎเกณฑ์และกระบวนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งในมิติของวงเงินและผลิตภัณฑ์ที่ลงทุนได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับคนไทยและสนับสนุนให้มีการกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้มากขึ้น ทั้งเพิ่มวงเงินลงทุนให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนโดยตรงได้เป็น 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากเดิม 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และไม่จำกัดวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ลงทุนผ่านตัวกลางในประเทศ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และไม่จำกัดวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศสำหรับนักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งเปิดให้มีการนำหลักทรัพย์ต่างประเทศมาซื้อขายในไทยได้โดยไม่จำกัดวงเงิน เช่น กองทุนรวมดัชนี (ETF) ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ (Bond Pre-trade Registration) ผู้ลงทุนในตราสารหนี้ไทยต้องลงทะเบียนแสดงตัวตนก่อนการซื้อขาย ทำให้ ธปท.ระบุตัวตนและติดตามพฤติกรรมของนักลงทุนได้อย่างใกล้ชิด เป็นการยกระดับการติดตามข้อมูลและเอื้อให้ ธปท.สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างตรงจุดและทันการณ์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินการของหลายประเทศ อาทิ เกาเหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน และมาตรการข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (FX ecosystem) ที่กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. และ ธปท. ผลักดันร่วมกันแบบองค์รวม เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทยอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธปท.ได้เข้าดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีความผันผวนเกินไปจนอาจกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางอยู่ในขณะนี้ ใน 3 มาตรการที่ ธปท.ออกมาครั้งนี้ เป็นมาตรการระยะยาว แต่ตอบโจทย์ระยะสั้นไปด้วยในตัว ช่วยทำให้ sentiment นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น ทำได้เสรีมากขึ้น สะดวกมากขึ้น&amp;quot; ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นางสาวชญาวดี ขัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ในปัจจุบันค่าเงินบาทมีความผันผวน แต่เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก ซึ่งในเรื่องของการพักเงิน เราติดตามใกล้ชิด ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้ามา ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่ไทยเจอประเทศเดียว แต่ประเทศอื่นๆ จะมีการไหลเข้าของเงินทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในตลาดบอนด์ ซึ่งปัจจุบันเงินทุนที่เข้ามาในตลาดของไทยยังไม่พบความผิดปกติ แต่จะติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววชิราชี้แจงว่า การเปิดให้คนไทยฝากบัญชี FCD ได้เสรีนั้น จะส่งผลดีต่อหลายฝ่าย ในแง่ของผู้ประกอบการที่ต้องบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ จะทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีต้นทุนลดลง เนื่องจากสามารถเก็บรายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือแลกเงินตราต่างประเทศเก็บไว้ก่อนได้ และสามารถแลกกลับมาเป็นเงินบาทในเวลาที่ต้องการได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในแง่ของการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศจะสามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น และในแง่ของประชาชนเองจะสามารถแลกเงินตราต่างประเทศเก็บไว้ใช้เพื่อการเดินทาง และซื้อสินค้าและบริการในต่างประเทศ รวมถึงการโอนเงินระหว่างกันได้สะดวกขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การเปิดให้นักลงทุนรายย่อยของไทยไปลงทุนในต่างประเทศหรือลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้มากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลให้กับเงินทุนเคลื่อนย้ายของประเทศ ที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่มักลงทุนในประเทศ ซึ่งทำให้กระจายความเสี่ยงได้ไม่มากนัก การที่สามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยของไทยมีทางเลือก ทำให้ช่วยกระจายความเสี่ยงของการลงทุนได้&amp;quot; นางสาววชิราระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า การจะทำให้คนไทยมั่นใจออกไปลงทุนต่างประเทศและบริหารความเสี่ยงได้นั้น ต้องทำให้ระบบและตลาดมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน ซึ่งทางการจะต้องติดตามข้อมูลต่างๆ ของตลาดอย่างเท่าทัน เพื่อติดตามและรู้ตัวตนของผู้ร่วมตลาด โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตร เนื่องจากเป็นตลาดที่มีผู้เล่นหลากหลาย ทั้งกลุ่ม real money ที่ต้องการลงทุนจริง ผู้เล่นระยะสั้น และผู้เล่นที่เก็งกำไร แม้ว่าการมีผู้เล่นหลากหลายเป็นผลดีกับตลาด แต่ในบางช่วงก็อาจมีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินได้ ธปท.จึงมองว่านักลงทุนควรต้องมาลงทะเบียนเพื่อให้ทางการได้ทราบว่าผู้เล่นเป็นใครบ้าง ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะปิดกั้นการลงทุน ทุกคนยังสามารถเข้ามาลงทุนได้เช่นเดิม เพียงแต่ขอให้มาลงทะเบียนในครั้งแรกก่อนทำการซื้อขายตราสารหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรารู้จักคนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ แต่เรายังไม่รู้จักตัวตนของนักลงทุนต่างประเทศ ดังนั้นการมีมาตรการที่ให้ลงทะเบียนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ จะทำให้เรารู้จักนักลงทุนที่เข้าออกประเทศเราได้เท่าๆ กัน&amp;quot; นางสาววชิรากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มาตรการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้นั้น คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ราวต้นปี 64 ส่วนมาตรการเปิดให้คนไทยฝากเงินตราต่างประเทศได้เสรี และโอนเงินระหว่างบัญชี FCD ได้เสรี รวมทั้งการปรับกฎเกณฑ์และกระบวนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศนั้น คาดว่าจะดำเนินการได้อย่างเร็วภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้ หลังจากวันนี้กระทรวงการคลังจะออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้ง ธปท.และ ก.ล.ต.จะทยอยออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทำธุรกรรมได้ภายในเดือน พ.ย.นี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84520</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., บาทแข็ง, ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201120/image_big_5fb7d63fb3b47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนเอกชนแกนนำใช้ESG ผู้ว่าธปท.ยันคุมค่าบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ว่าฯ ธปท.หนุนเอกชนเป็นแกนนำใช้ ESG แนะปรับตัวเด้งรับอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ชี้ไทยติดกับดักมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เน้นกู้ใช้จ่ายหวังตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตดีแต่ประชาชนเป็นหนี้ท่วม ยันไม่ได้เฉยหลังบาทแข็งต่อเนื่อง เตรียมพร้อมออกมาตรการดูแลค่าเงิน รับ 5 ปีขาดทุนยับหลังควักเนื้อ 1 แสนล้านดอลลาร์แทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ &amp;ldquo;ESG : Empowering Sustainable Thailand&amp;rsquo;s Growth&amp;rdquo; ในงานสัมมนา ESG อนาคตประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงเรื่อง ESG&amp;nbsp; (E = Environment สิ่งแวดล้อม, S = Social สังคม, G = Governance ธรรมาภิบาล) โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในระยะสั้นเป็นหลัก เช่น ในภาคการท่องเที่ยว ที่เน้นเชิงตัวเลข เน้นจำนวนคนเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียงหรือต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม หรือการเน้นกระตุ้นการบริโภค เน้นให้เกิดการกู้ยืมเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียงในเรื่องการก่อหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูง และยังเป็นความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิมองว่า หากประเทศไทยต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องเปลี่ยนแนวทางในการขับเคลื่อนโดยคำนึงถึงเรื่อง ESG มากขึ้น โดยต้องให้ ESG เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมที่มองหาโอกาสในการเติบโตในอนาคตต้องหันมาให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ด้วยการปรับตัวเพื่อตอบรับกับเรื่อง ESG เพราะในอนาคตหากอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในอนาคตได้ อาทิ อุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องสุขภาพ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ อุตสาหกรรมอาหารที่เน้นเรื่องออร์แกนิกเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประเทศไทยเคยถูกจัดให้เป็นประเทศที่เสี่ยงจะถูกน้ำท่วมเป็นอันดับ 7 ของโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเคยเจอปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ส่งผลให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาครัฐเองยังมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันจนถูกจัดให้อยู่ในประเทศที่มีการคอร์รัปชันอันดับ 100 ของโลก ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 4ของโลก ตรงนี้ผมรับไม่ได้ ดังนั้นหากประเทศไทยจะเดินไปยังอนาคตโดยไม่คำนึงถึงเรื่อง ESG คงไม่ได้ เพราะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกกระทบรออยู่ เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ IUU ที่มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐเสร็จสิ้น ทั้งหมดถือเป็นความเสี่ยงที่จะถูกหยิบมาเป็นประเด็นในอนาคตทั้งสิ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวอีกว่า ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะเดินหน้าเรื่อง ESG ได้เลย โดยไม่ต้องรอภาครัฐเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เนื่องจากเอกชนเองมีศักยภาพเพียงพอ ขณะที่ภาครัฐเองบางส่วนยังขาดข้อมูลที่จะสะท้อนสภาพตลาดอย่างครบถ้วน ดังนั้นการให้ภาครัฐเป็นตัวนำเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา ESG เพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในหัวข้อ &amp;quot;ถอดรหัสผู้นำ : บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;quot; ว่า ธนาคารออมสินกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม ซึ่งการไปสู่จุดนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากนัก เนื่องจากธนาคารมีเป้าหมายหลักในการดูแลประชาชนรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มฐานรากอยู่แล้ว แนวทางการดำเนินงานของธนาคารจึงไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องสามารถช่วยดูแลประชาชนรายย่อย และช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเป็นธนาคารเพื่อสังคมต้องไม่มุ่งหวังที่จะมีกำไรมากเสมอไป กำไรอาจจะน้อยลงหน่อย แต่จะต้องทำอะไรที่มีผลต่อสังคม ต้องช่วยเหลือคนได้ สามารถจับต้องได้อย่างชัดเจน&amp;quot; นายวิทัย กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิทัยกล่าวว่า การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น จะต้องเริ่มต้นจากภายในที่เข้มแข็ง มีการบริหารงานที่ดี มีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ มีพนักงานที่เข้มแข็ง รวมถึงการมีพันธมิตรที่เข้มแข็งด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชุมชน ผู้ค้ารายย่อย เป็นต้น จากสถานการณ์โควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้ตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยการจัดทำโครงการต่างๆ รวมทั้งหมด 16 โครงการ เพื่อช่วยให้ประชาชนในกลุ่มฐานราก และผู้ค้ารายย่อยกว่า 5 ล้านราย ในการเพิ่มสภาพคล่องและให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นผ่านโครงการต่างๆ กว่า 1.7 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยด้วยว่า ธปท.อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการเข้าไปดูแลสถานการณ์ค่าเงินบาท ซึ่งจะต้องเป็นมาตรการที่ดูในภาพรวม ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดูเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังบอกไม่ได้กำหนดเวลาว่ามาตรการดังกล่าวจะออกมาเมื่อไหร่ ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ความกังวลในเรื่องของเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกินไป เพราะหากเป็นสถานการณ์ปกติ การแข็งค่าของเงินบาทไม่ได้ส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ ที่มีผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้ประกอบการในภาคส่งออกที่สายป่านสั้นก็จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ธปท.เข้าใจความลำบาก และความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจที่มีต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยยืนยันว่า ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ บางช่วงที่เห็นเงินบาทแข็งค่า แต่เหมือน ธปท.ไม่ได้ทำอะไรนั้น ไม่ได้ชี้แจง หรือแถลง ไม่ได้หมายความว่า ธปท.ไม่ได้ทำอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาดูแลใน 2 เรื่อง คือ 1.การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ และ 2.การเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะ ธปท.เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่อยากทำ เพราะเมื่อตีมูลค่าแล้ว ทำให้ ธปท.ขาดทุนในปริมาณดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84435</URL_LINK>
                <HASHTAG>ESG, กระตุ้นเศรษฐกิจ, คุมค่าบาทแข็ง, ธปท., บาทแข็ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201119/image_big_5fb67a3f2ca34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;สั่งธปท.ดูแลสถานการณ์บาทแข็งชี้ตลาดหุ้นไทยแจ่มทุนนอกไหลเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย. 63 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทที่กำลังแข็งค่าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าภายในประเทศ ว่า ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่ามีหลายมาตรการในการดูแล ส่วนสถานการณ์การไหลเข้าของเงินทุนนั้น เป็นผลมาจากภาพรวมตลาดหุ้นของไทยที่ปรับตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จากปัจจัยสนับสนุนในเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐฯ รวมถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของการไหลเข้าของเงินทุนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องบริหารในหลาย ๆ ด้าน และเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีสิ่งที่ต้องระวังตามมาคือการเก็งกำไร โดยทั้งหมดต้องช่วยกันทั้งมาตรการทางการเงินของ ธปท. และมาตรการทางการคลังของกระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การไหลเข้าของเงินทุนต้องไปดูในรายละเอียด เพราะมีมาจากหลายแหล่ง ตอนนี้เป็นเงินดอลล่าร์ที่ไหลเข้า ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรได้ ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของไทยยังไม่ถึงเวลาในการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงต่าง ๆ ที่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี จากที่ผ่านมามีเพียงการนำเข้าขบวนรถไฟฟ้าสายสีชมพู กับสีเหลืองเท่านั้น โครงการต่าง ๆ จึงยังต้องใช้เวลา ดังนั้นอาจจะต้องมาดูในส่วนของเงินกู้ว่ามีส่วนไหนครบกำหนดเวลาชำระ จะได้จ่ายเงินดอลล่าร์ออกไป ก็จะช่วยผ่อนคลายได้บ้าง&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83974</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บาทแข็ง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f86b3c1b27d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกทีมเศรษฐกิจ ‘คลัง’นั่งดู‘ธปท.’ จัดการค่า‘บาท’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เรียก &amp;quot;สมคิด-อุตตม&amp;quot; หารือเครียดที่ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;&amp;quot;ขุนคลัง&amp;quot; แจงให้เกียรติ ธปท.ดูแลสถานการณ์บาทแข็งค่า ยันไม่มีนโยบายใช้มาตรการภาษีก้าวก่ายการทำหน้าที่ ยันหารือร่วมกันตลอด มาตรการคุมบาทมีมากมาย จะใช้ต้องรอจังหวะและเวลาเหมาะสม ด้าน &amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot; ติงอย่าด่วนสรุปพิษเศรษฐกิจทำให้คนฆ่าตัวตาย แนะจำกัดการนำเสนอข่าวประเภทนี้ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะอุปาทานหมู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยช่วงเช้าวันที่ 3 มกราคม เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าพบที่ห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่นายสมคิดจะเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่าเข้าพบนายกรัฐมนตรีเรื่องผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการหารือของ พล.อ.ประยุทธ์กับนายสมคิด และนายอุตตมนั้น นายอุตตมได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ในนโยบาย และนายกฯ ได้กำชับว่าการช่วยเหลือต่างๆ ต้องให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม เพื่อประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงวันหยุดปีใหม่ โดยหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั้น กระทรวงการคลังได้มีการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง แต่ขอบเขตความรับผิดชอบและอำนาจในการดูแลอยู่ที่ ธปท. ซึ่งกระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปก้าวก่าย และยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ผ่านมาการดูแลค่าบาทเป็นผลหรือไม่ อย่าไปคิดเชิงลบว่ากระทรวงการคลังและ ธปท.หารือร่วมกันหลายครั้ง แต่ไม่มีมาตรการอะไรออกมาเลย เพราะเรื่องนี้ต้องให้เกียรติ ธปท.ในการดูแลค่าเงินบาทด้วย เนื่องจากมีการดูแลต่อเนื่อง เรื่องค่าเงินบาทมีข้อดีข้อเสีย 2 ด้าน บาทแข็งจะกระทบกับการส่งออกก็จริง แต่ในทางตรงกันข้ามก็ส่งผลดีกับการลงทุน ซื้อเครื่องจักร เทคโนโลยี จากต่างประเทศ ก็มีต้นทุนถูก ซึ่งไทยต้องการการลงทุนในการพัฒนาประเทศอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ค่าเงินบาทจะหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐหรือไม่ ผมไม่ทราบ เป็นความเห็นและมุมมองของเอกชน แต่กระทรวงการคลังและ ธปท.หารือร่วมกันตลอด และคิดว่ายังมีเครื่องมืออีกมากที่จะใช้ดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะ ต้องใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ถูกจังหวะ&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า ในปี 2563 นอกจากเรื่องค่าเงินบาทแล้ว กระทรวงการคลังก็จะมีมาตรการในการดูแลกลุ่มผู้บริโภค ดูแลเรื่องสภาพคล่องในระบบและกลุ่มอื่นๆ ที่มีความจำเป็นในการดูแลให้เข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (แอลทีวี) นั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท.ให้ผ่อนปรนในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงปัญหาพิษเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตประชาชน ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายว่า อย่าเพิ่งไปกล่าวอ้างถึงประเด็นนั้นอย่างเดียว เหตุผลการทำร้ายตัวเองไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยฉับพลัน ถ้าไม่มีภาวะกระทบจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเราต้องจำกัดการนำเสนอข่าวประเภทนี้ให้มากที่สุด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะอุปาทานหมู่ได้ อย่างไรก็ดี กรมสุขภาพจิตได้มีการออกหน่วยดูแล เยียวยาสภาพทางด้านจิตใจผู้ประสบปัญหาอย่างใกล้ชิด แต่ต้องฝากญาติๆ ให้ช่วยดูแลใกล้ชิด หากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าหรือประสบภาวะกระทบต่อจิตใจอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กรมสุขภาพจิตมีการประเมินสถานการณ์หรือทำสถิติสาเหตุการฆ่าตัวตายว่าเกิดจากอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการจัดลำดับของการเจ็บป่วย เช่น ช่วงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหรือภัยแล้ง ได้มีการส่งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของผู้ได้รับความเดือดร้อน ส่วนเรื่องทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าช่วงสิ้นเดือน ม.ค.นี้ เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านการพิจารณาของสภาเป็นที่เรียบร้อย การใช้จ่ายหรือการลงทุนภาครัฐก็จะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลชุดนี้เข้ามาช่วงปลายปีงบประมาณพอดี การจัดสรรงบประมาณต่างๆ จึงเกิดความขรุขระ และเสียเวลาไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งคงว่ากันไม่ได้ เพราะเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่านสภาแล้ว คงมีการหมุนเวียนของเงินเข้ามาในระบบมากยิ่งขึ้น และต้องรีบเร่งใช้จ่ายงบประมาณให้เร็วและคุ้มค่าที่สุด&amp;rdquo; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่างบประมาณออกช้า ส่งผลกระทบต่อกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีผลกระทบบ้าง เพราะแทนที่เราจะไปปรับปรุงยกระดับหน่วยบริการ สร้างโรงพยาบาล หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ต้องรอ ไม่เป็นไร รอแค่อีก 2-3 เดือน แต่คงต้องไปเน้นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การเปิดประมูลให้คนเข้ามาทำสัญญาให้เร็วสุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมเศรษฐกิจ, ธปท., บาทแข็ง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการภาษีก้าวก่ายการทำหน้าที่, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200103/image_big_5e0f4c0ef08f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แจงบาทแข็งหลุด 30 บาท/ดอลลาร์เกิดจากการเร่งทำธุรกรรมก่อนสิ้นปี ขออย่าตกใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค.62&amp;nbsp;นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไแทย (ธปท.) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอ้างอิง (THBREF) ของวันที่ 30 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 30.12 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. แต่ในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว ค่าเงินบาทผันผวนกว่าปกติโดยแข็งค่าต่ำกว่าระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ก่อนปิดตลาด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะเป็นผลจากการเร่งทำธุรกรรมก่อนสิ้นปีของผู้ประกอบการบางรายในสภาวะที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ ความต้องการซื้อและขายเงินตราต่างประเทศไม่สมดุลในช่วงก่อนวันหยุดสิ้นปี นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. เทียบกับสกุลเงินภูมิภาคในช่วงปลายปีด้วย
&amp;nbsp;
หลังจากผ่านช่วงวันหยุดยาวไปแล้ว สภาพคล่องของตลาดจะกลับสูงขึ้นเป็นปกติ ธุรกรรมจะสมดุลมากขึ้นระหว่างฝั่งซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลง ทั้งนี้ ธปท. จะดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ขออย่าได้ตกใจกับความผันผวนระยะสั้นของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาก่อนสิ้นปีที่ปริมาณธุรกรรมเบาบาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53573</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., บาทแข็ง, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0abc3f5844c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.หั่นดอกเบี้ย0.25% งัดมาตรการลดบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.เสียงแตก 5 ต่อ 2 หั่นดอกเบี้่ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่ำสุดในประวัติการณ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังประเมินโตสุดแผ่ว ส่งออกยังโคม่า ธปท.ออก 4 มาตรการลดบาทแข็ง กกร.ชงปรับโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน เสนอตั้งคณะทำงานร่วมดูแลค่าเงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวภายหลังการประชุม กนง.ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% โดยให้มีผลทันที โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลงจากสงครามการค้าส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ มีปัจจัยเสี่ยงต้องติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ให้ลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และทำให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ขณะที่คณะกรรมการฯ อีก 2 คนเห็นว่าภาวะปัจจุบันนโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจมากนัก และจำเป็นต้องรักษาความสามารถดำเนินนโยบาย (Policy Space) ที่มีจำกัดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวตามรายได้ที่น้อยลงและการถูกเลิกจ้างงานในภาคการผลิตส่งออก รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การลงทุนภาคเอกชนก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปรับลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.25% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ เทียบกับช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เนื่องจาก กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะด้านต่างประเทศ ผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และปัจจัยภายในประเทศเรื่องการทุนภาครัฐและเอกชน ที่ กนง.ยังต้องติดตามใกล้ชิด&amp;quot; นายทิตนันทิ์ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราเงินเฟ้อปี 2562 และ 2563 ที่แนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ขณะเดียวกัน กนง.ยังเป็นห่วงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น คณะกรรมการฯ จึงสนับสนุนให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออก ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และช่วยให้ภาคเอกชนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้สะดวกขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.กล่าวว่า กนง.ได้ประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อเทียบกับที่ประเมินครั้งล่าสุดปีนี้ ที่คาดว่าที่ 2.8% มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาด ทั้งจากปัจจัยการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด การจ้างงานชะลอตัวเร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่ำ แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศของรัฐแล้วก็ตาม ทำให้การประชุมครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค. จะต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะต้องติดตามต่อเนื่อง เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด ส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้น ดอกเบี้ย MRR และดอกเบี้ย MOR ปรับตัวลดลงตาม แต่ดอกเบี้ย MLR ไม่ได้ปรับลง ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่ จะส่งผลให้ MLR ลดลงหรือไม่ จะต้องติดตาม และยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ส่งผลให้ Policy Space มีจำกัดมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ธปท.ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออก ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาท รวมทั้งจะช่วยให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 8 พ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 1.การยกเว้นการนำเงินรายได้จากการส่งออกกลับประเทศ อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 เหรียญสหรัฐ จากเดิม 50,000 เหรียญสหรัฐต่อใบขน สามารถฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา นอกจากนี้หากผู้ส่งออกมีรายได้สูงกว่าวงเงินข้างต้น ยังสามารถนำไปหักกลบกับรายจ่ายในต่างประเทศได้ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ ทั้งนี้ ธปท.ได้หารือเบื้องต้นกับ รมว.การคลัง ว่าจะขยายวงเงินรายได้จากการส่งออกไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อใบขน ภายในระยะ 3 เดือนข้างหน้า โดยการผ่อนคลายดังกล่าวจะครอบคลุมประมาณ 80% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เองในวงเงิน 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปี จากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางในประเทศ หรือต้องมีสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ ยกเว้นเพียงไม่กี่รายการ และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ สามารถโอนได้ในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และ 4.อนุญาตให้ลูกค้าคนไทยที่มีการลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้ ทั้งนี้เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ และหวังว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าและไหลออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท., สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่าที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าขณะนี้มีความจำเป็นต้องทบทวนนโยบายอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ควรต้องมีการปรับโครงสร้างระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบกึ่งจัดการในปัจจุบันให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยภายในสัปดาห์หน้าภาคเอกชนจะทำหนังสือขอเข้าหารือกับ ธปท. ว่ามีมาตรการอะไรที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นในระยะกลางกับระยะยาวหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย กล่าวว่า ในระยะสั้น กกร.ยังมีข้อเสนอให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจระหว่าง กกร., ธปท., กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาแนวทางดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และให้มีมาตรการลดผลกระทบเงินบาทแข็งค่าโดยเร็ว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า อย่างไรก็ตาม กกร.ยังมีมติคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.7-3% การส่งออกคาดอยู่ที่ติดลบ 2% ถึงโตได้ 0% และเงินเฟ้อคาดอยู่ที่ 0.8-1.2%.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49719</URL_LINK>
                <HASHTAG>1.25%, กนง., คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), ตั้งคณะทำงานร่วมดูแลค่าเงิน, ต่ำสุดในประวัติการณ์, บาทแข็ง, ปรับโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นดอกเบี้่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc2d70ad14c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
