<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 20:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิตคอยน์กระอัก ธนาคารกลางจีนชี้ธุรกรรมเงินเข้ารหัสทุกชนิดผิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกลางของจีนออกกฎระบุชัดเจนเมื่อวันศุกร์ว่า การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินตราเข้ารหัสลับทุกชนิดเป็นสิ่งผิดกฎหมายในจีน ชี้เงินสกุลดิจิทัลเหล่านี้เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของประชาชนจีน มูลค่าบิตคอยน์ดิ่งรับข่าวร้ายกว่า 7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ค่าเงินตราเข้ารหัสลับ (cryptocurrency) ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงสกุลบิตคอยน์ มีความผันผวนอย่างหนักในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากกฎระเบียบของจีน ที่พยายามป้องกันการเก็งกำไรและการฟอกเงิน ในขณะที่จีนระบุไว้ตั้งแต่ปี 2562 ว่าการสร้างและค้าขายเงินเข้ารหัสเป็นสิ่งผิดกฎหมายในจีน แต่คำประกาศของธนาคารประชาชนจีน (พีบีโอซี) เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กันยายน ถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดว่าจีนปิดประตูสำหรับเงินตราดิจิทัลเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเสมือนจริงเป็นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย&amp;quot; ธนาคารกลางจีนประกาศผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อวันศุกร์ โดยเสริมด้วยว่า ผู้ที่กระทำความผิดจะถูกสอบสวนความรับผิดทางอาญาตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พีบีโอซีกล่าวว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การซื้อขายบิตคอยน์และสกุลเงินเสมือนจริงชนิดอื่นๆ กลายเป็นสิ่งแพร่หลายที่ขัดขวางความเป็นระเบียบทางการเงินและเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดการฟอกเงิน, การระดมทุนอย่างผิดกฎหมาย, การฉ้อโกง, การล่อลวงแบบพีระมิด และกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลค่าของบิตคอยน์ ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลใหญ่ที่สุดในโลก ร่วงลงมากถึง 7.57% มาอยู่ที่ 41,320 ดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลา 19.35 น.ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์กล่าวกันว่า จีนกลัวการขยายตัวของการลงทุนที่ผิดกฎหมายและการระดมทุนจากเงินเข้ารหัสในจีนซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก และมีกฎระเบียบเข้มงวดเกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุน การปราบปรามเงินเข้ารหัสยังเปิดประตูให้จีนเสนอเงินสกุลดิจิทัลของจีน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ที่จะทำให้รัฐบาลกลางสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117771</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีนปราบเงินดิจิทัล, บิตคอยน์, เงินตราเข้ารหัสลับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614dd6f06960d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 22:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 22:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำเอลซัลวาดอร์เล็งดัน‘บิตคอยน์’ถูกกฎหมายชาติแรกของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์หวังยกสถานะเงินตราดิจิทัลสกุล &amp;quot;บิตคอยน์&amp;quot; เป็นเงินตราถูกกฎหมาย เตรียมเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาให้บิตคอยน์เป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ ชี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาเงินตราที่ส่งกลับมาจากต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะทำให้เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับอย่างเป็นทางการให้ระบบเงินตราที่ผ่านการเข้ารหัส หรือคริปโตเคอร์เรนซี สกุลเงิน &amp;ldquo;บิตคอยน์&amp;rdquo; เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีบูเคเลกล่าวว่า การทำให้บิตคอยน์ถูกกฎหมายจะช่วยให้ชาวซัลวาดอร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนส่งเงินกลับมาบ้านได้ง่ายขึ้น ช่วยจะสร้างงานและทำให้ผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจหลายพันคนสามารถมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูเคเลประกาศเรื่องนี้ทางวิดีโอระหว่างการประชุม &amp;ldquo;บิตคอยน์ 2021&amp;rdquo; ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายนว่า ในสัปดาห์หน้า ตัวเขาจะเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาให้บิตคอยน์เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างงานในประเทศที่ประชากร 70% ไม่มีสมุดบัญชีธนาคารและทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายนี้ ที่จะต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาที่ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรกับบูเคเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินที่ชาวซัลวาดอร์ที่ทำงานในต่างแดนส่งกลับประเทศถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์ หรือเท่ากับราว 22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รายงานของทางการระบุว่า ในปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเงินส่งกลับมาเอลซัลวาดอร์รวม 5,900 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูเคเลระบุว่า เงินบิตคอยน์เป็นวิธีการโอนเงินที่เติบโตเร็วที่สุด ที่ชาวซัลวาดอร์จะใช้ในการส่งเงินกลับประเทศและยังป้องกันการสูญเสียเงินหลายล้านไปกับตัวกลางทางการเงินด้วย &amp;quot;ต้องขอบคุณการใช้บิตคอยน์ ครอบครัวรายได้ต่ำมากกว่า 1 ล้านครอบครัวได้เงินเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์มาทุกปี&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากคอยน์มาร์เก็ตแคปเผยว่า ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเติบโตเป็นมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ด้วยแรงหนุนส่งจากความสนใจเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มนักลงทุนที่จริงจัง ตั้งแต่วอลล์สตรีทจนถึงซิลิคอนวัลเลย์ แต่ความผันผวนของบิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 1 บิตคอยน์เท่ากับ 36,127 ดอลลาร์ และสถานะทางกฎหมายที่มืดมน ก่อคำถามว่าเงินดิจิทัลสกุลนี้จะสามารถแทนที่เงินกระดาษที่ใช้ทำธุรกรรมในกิจวัตรประจำวันได้หรือ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105474</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโตเคอร์เรนซี, ดันบิตคอยน์ถูกกฎหมาย, บิตคอยน์, ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล, เงินดิจิทัล, เงินตราถูกกฎหมาย, เอลซัลวาดอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bce5c8d6d1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2018 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สามพี่น้อง &#039;จารวิจิต&#039; ให้การปฏิเสธคดีฟอกเงินบิตคอยน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ย. 61 - ที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีแก๊งบิตคอยน์ หมายเลขดำ ฟย.50/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายปริญญา จารวิจิต อายุ 37 &amp;nbsp;ปี, นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม อายุ 27 ปี นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง และ น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต อายุ 32 ปี สามพี่น้องร่วมกันเป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำผิดฐานฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อต้นเดือน มิ.ย.- 30 ธ.ค. 2560 ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีก 6 คนได้วางแผนและสมคบกันหลอกลวงชักชวนใหนายเออาร์นีย์ โอตาวา ซาริมา มหาเศรษฐีชาวฟินแลนด์ ผู้เสียหาย ให้มาร่วมลงทุนทำธุรกิจซื้อหุ้นของบริษัท 3 บริษัทจนนายเออาร์นีย์ หลงเชื่อ โอนเงินสกุลบิตคอยน์หลายครั้ง เข้ากระเป๋าอิเล็กทรอนิส์ของจำเลยทั้งสามกับพวก ที่เปิดรองรับไว้แล้วเป็นจำนวนเงิน 797,408,455 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ส่วนนายปริญญา ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัว ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล โดยเมื่อถึงเวลานัด ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยทั้งสามฟังพร้อมสอบถามคำให้การ ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไปในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพวกจำเลยที่ได้รับการประกันตัวออกจากห้องเวรชี้ก็ได้เดินทางกลับทันที โดยหลบออกทางด้านหลังอาคารศาลอาญา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21537</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, นายปริญญา จารวิจิตร, บิตคอยน์, ฟอกเงิน, สุพิชฌาย์ จารวิจิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181107/image_big_5be2894551937.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บูม&#039;-พี่ชายพบกองปราบรับทราบข้อหาฉ้อโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน คดีหลอกลวง นายเออาร์นี ออตตาวา ซาอ์มิมาอ์ สัญชาติฟินแลนด์ลงทุนธุรกิจบิตคอยน์ สูญเงินกว่า 797 ล้านบาท พร้อมนายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชาย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมคือร่วมกันฉ้อโกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 5 คน ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต, นายปริญญา จารวิจิต, นายธนสิทธิ์ จารวิจิต, นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท เอ็กเปย์ และนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้น แต่ช่วงบ่ายวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายชาคริส และนายประสิทธิ์ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาก่อนวันนัดของพนักงานสอบสวน โดยมีผู้เสียหายเดินทางมาด้วย และมีการเจรจาทำบันทึกข้อตกลงจะจ่ายทรัพย์สินคืนให้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยคดีฉ้อโกง เมื่อสามารถตกลงกันได้ผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ทั้งนี้จะเหลือเพียงนายปริญญา ผู้ต้องหาคนสำคัญของคดียังอยู่ที่ต่างประเทศ หากยังไม่มาในวันนี้ พนักงานสอบสวนจะได้ขออนุมัติหมายจับต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบฯ, ฉ้อโกง, บิตคอยน์, บูม, ฟอกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86170182be4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธรรมนัสติดโผพันบิตคอยน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กองปราบฯ ออกหมายเรียก 8 ผู้เกี่ยวข้องพันบิตคอยน์ชี้แจง &amp;ldquo;ธรรมนัส&amp;rdquo; ติดโผกับเขาด้วย &amp;nbsp;เหตุรับโอนหุ้นจากพี่ชายบูม &amp;ldquo;ผู้กองตุ๋ย&amp;rdquo; ลั่นเป็นการทำธุรกรรมปกติ หวังให้คดีดังจึงมีชื่อมาเอี่ยว แต่สุดท้ายเชื่อเรื่องโอละพ่อ พร้อมไปตามหมายเรียก ส่วน &amp;ldquo;ปริญญา&amp;rdquo; แจงข้ามประเทศ ไม่ได้หนี พร้อมกลับไทยสู้คดีแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีโกงเงินบิตคอยน์มูลค่า 797 ล้านบาท ว่าพนักงานสอบสวนจะนำหมายเรียกไปส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจนและพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ประกอบด้วย 1.นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงหนุ่ม 2.นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายบูม ที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินไปแล้วก่อนหน้านี้ 3.นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องนายปริญญา&amp;nbsp;
4.นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด และ 5.นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ที่อ้างกับนายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ผู้เสียหายว่าจะขายหุ้นบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ให้ผู้เสียหาย 500 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ แต่กลับหาหุ้นมาให้ได้เพียง 345 ล้านหุ้นเท่านั้น และเป็นคนที่ไปเจรจานอกรอบกับผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายไม่ยอมความ โดยให้ทั้ง 5 คนเข้ามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีนายปริญญาที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องออกหมายเรียกไปตามขั้นตอน หากไม่มาพบก็จะออกหมายจับทันที
&amp;ldquo;อีกกลุ่มหนึ่งต้องเรียกมาสอบปากคำก่อน คือ นางเลิศฉัตรกมล และนายสุวิทย์ จารวิจิต พ่อแม่ของนายบูม ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท ให้เข้ามาให้ปากคำในวันที่ 27 ส.ค.นี้ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองตุ๋ย อดีตทหารที่รับโอนหุ้นจากพี่ชายบูม ซึ่งจะเรียกเข้ามาสอบปากคำในวันที่ 28 ส.ค. ถึงที่มาทรัพย์สินและหุ้นว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินเช่นกัน&amp;rdquo; พ.ต.อ.ชาคริตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างนายปริญญากับนายเออาร์นี &amp;nbsp;ขณะที่นายประสิทธิ์ ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับตนเอง ได้พานายเออาร์นีมาหาเพื่อไปเอาเงินคืนจากนายปริญญา โดยมีการจดจำนำหุ้นไว้ส่วนที่หนึ่งจำนวน 340 ล้านหุ้น ซึ่งได้รับการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่สองประมาณ &amp;nbsp;500 ล้านหุ้น ยังไม่ได้มีการจ่ายเงิน แต่เป็นลักษณะของการจดจำนองหุ้นไว้ แต่นายปริญญาไม่โอนเงินคืน ทางนายประสิทธิ์ก็พาฝรั่งมาหา บอกว่าจะโอนหุ้นลอยมาให้ ถ้านายปริญญาจ่ายเงินก็ต้องคืนหุ้นเขา เป็นลักษณะของการทำธุรกิจ ซึ่งได้จดแจ้งกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าเป็นการโอนลอย ยังไม่มีการซื้อขาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องไม่มีอะไรเลย เป็นการทำธุรกิจ ไม่ได้ไปรับจ้างทวงหนี้ อย่าเอาผมไปเกี่ยวข้อง คนที่เอาผมไปโยงต้องการให้คดีดังหรืออย่างไร ข่าวที่ออกมาทำให้ผมเสียชื่อเสียง ตอนนี้ผมกำลังทำงานเรื่องส่วนรวม ทำอย่างนี้ผมเสียหาย แต่ก็จะไปตามหมายเรียก ตำรวจคงกันผมไว้เป็นพยาน ว่าเรื่องเกิดอะไรขึ้น ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แล้วมันเป็นเรื่องโอละพ่อ &amp;nbsp;คนที่กล่าวหาผมให้เกิดเสียหายก็ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสกล่าว &amp;nbsp;และว่า ยังไม่ได้รับหมายเรียก แต่พร้อมชี้แจง ทั้งนี้ วันที่ 18 ส.ค.นี้เป็นวันเกิดรอบ 53 ปีของตนเอง จะเดินทางกลับไปทำบุญที่บ้านเกิด จ.พะเยา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวนายปริญญาว่า ได้รับการประสานจากนายธนสิทธิ์ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ ว่าจะรีบเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยเร็วที่สุด แต่ขอเตรียมเอกสารรวบรวมพยานหลักฐาน และเกลี้ยกล่อมให้นายปริญญาพี่ชายคนโต ที่ถูกออกหมายให้เข้ามอบตัวพร้อมกัน เพราะคดีนี้ทำให้พ่อแม่รู้สึกเครียดและไม่สบายใจอย่างหนักจนล้มป่วย
ขณะเดียวกัน นายปริญญาเปิดใจผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ว่าไม่ได้หลบหนี เพราะก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเอกสารทางคดี ซึ่งตำรวจก็รับทราบแล้ว และยืนยันว่าจะกลับมาสู้คดีแน่นอน เพราะคดีนี้มีเพียงตนเองและนายธนสิทธิ์เท่านั้นที่รู้เรื่อง ส่วนพ่อแม่ บูม และ น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต ไม่รู้เรื่องด้วย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;คำให้การของนายเออาร์นีที่บอกว่าผมเชิญชวนไปลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงินสกุลบิตคอยน์นั้น ไม่จริง แต่เป็นตัวนายเออาร์นีเองที่ขอแลกเงินบิตคอยน์กับเงินสดของผม เนื่องจากไม่อยากแลกกับตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล เพราะหากแลกไปจำนวนมากจะทำให้เพดานการซื้อขายผันผวนมากเกินไป และอาจทำให้เงินบิตคอยน์ราคาตกต่ำลง จึงได้มาขอให้ผมยอมแลกเป็นเงินสด และเสนอจะให้ค่าตอบแทนเพิ่ม 25% ผมก็ยอมแลกไป&amp;rdquo; นายปริญญากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญญาชี้แจงอีกว่า ที่นายเออาร์นีแจ้งว่าได้ฉ้อโกงนั้น น่าจะเกิดจากช่วงที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนซื้อขายหุ้นบริษัท Xpay ที่ลงทุนอยู่ โดยนายเออาร์นีกำลังพยายามออกเหรียญเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง และอยากได้บริษัทนี้มาใช้ออกเหรียญดังกล่าว จึงได้ติดต่อกับเพื่อนอีกคนเพื่อขอซื้อหุ้นของตนเองในบริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้ทำสัญญาถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสัญญาที่ทำกับเพื่อนของตนเองนั้น นายเออาร์นีได้ทำสัญญาไปนั้น มีระบุเรื่องการแลกเปลี่ยนหุ้นกับเงินบิตคอยน์&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ปกติแล้วราคาบิตคอยน์จะแปรผันตลอดเวลา คนที่ทำสัญญาต้องรับความเสี่ยงเอง ซึ่งนายเออาร์นีก็พยายามบ่ายเบี่ยงการโอนเงินสกุลบิตคอยน์หลังจากราคาขึ้น ขณะเดียวกันพอราคาลงก็จะรีบโอนเงินบิตคอยน์แลกหุ้นทันที ด้วยความที่ราคาแปรผันตลอดเวลาตามข้างต้น ยืนยันว่านายเออาร์นีได้รับหุ้นและมีการซื้อขายกันอย่างถูกต้องตามสัญญา นอกจากนี้นายเออาร์นียังเคยฟ้องในศาลแขวงดุสิตในคดีฉ้อโกงเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ยังคงสู้คดีกันอยู่ในชั้นศาล&amp;rdquo; นายปริญญาชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปริญญายังให้สัมภาษณ์ถึงการกระจายเงินให้ครอบครัวว่า เรื่องนี้นายธนสิทธิ์เป็นคนดำเนินการทั้งหมด ซึ่งนายเออาร์นีเป็นคนเปิดกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ และจ้างน้องชายเป็นคนดำเนินการรับแลกเปลี่ยนบิตคอยน์เป็นเงินสด ซึ่งก็มาทราบภายหลังว่าน้องชายใช้บัญชีเพื่อนและครอบครัวในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดออกมา โดยครอบครัวไม่ทราบ รวมทั้งรู้สึกเป็นห่วงครอบครัวมากหลังจากเห็นข่าว โดยเฉพาะบูม และอยากให้ทุกคนให้กำลังใจนายบูม และยืนยืนว่าน้องชายไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น และจะรีบกลับมาสู้คดีภายในเดือนหน้าแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15627</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโกงเงินบิตคอยน์มูลค่า 797 ล้านบาท, บิตคอยน์, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b76d4d02ce00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายเรียก &#039;ผู้กองมนัส&#039; พร้อมพวก 8 คนปมบิตคอยน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีโกงเงินบิตคอยน์ ว่า ทางพนักงานสอบสวนจะนำหมายเรียกไปส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจนและพร้อมจะแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหา &amp;quot;ฉ้อโกงทรัพย์&amp;quot; ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงหนุ่ม&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของนายบูม ที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินไปแล้วก่อนหน้านี้&amp;nbsp;,นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องของนายปริญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด และ นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ที่อ้างกับผู้เสียหายว่าจะขายหุ้นบริษัทดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ให้กับผู้เสียหาย 500 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ แต่กลับหาหุ้นมาให้ได้เพียง 345 ล้านหุ้นเท่านั้น และเป็นคนที่ไปเจรจานอกรอบกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมความ โดยให้ทั้ง 5 คน เข้ามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีนายปริญญา ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศก็ต้องออกหมายเรียกไปตามขั้นตอน หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการออกหมายจับทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ชาคริต กล่าวต่ออีกว่า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่จะต้องเรียกมาสอบปากคำก่อน คือ นางเลิศฉัตรกมล และนายสุวิทย์ จารวิจิตร พ่อแม่ของนายบูม ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท ให้เข้ามาให้ปากคำในวันที่ 27 ส.ค.นี้ และนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตทหาร ที่รับโอนหุ้นจากพี่ชายบูม ซึ่งจะต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ถึงที่มาทรัพย์สินและหุ้น ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15596</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิตคอยน์, ธรรมนัส พรหมเผ่า, บิตคอยน์, พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b767a2acfde6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลงทุนบิตคอยน์ศึกษาให้ดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นข่าวการโกงเหรียญบิตคอยน์อภิมโหฬาร จำนวนเกือบ 800 ล้านบาทในประเทศไทย นับเป็นการช่อโกงรูปแบบใหม่ ที่ควรต้องเฝ้าระวังและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการลงทุนบิตคอยน์ หรือสกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency กำลังเป็นเรื่องที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นของใหม่และมีผลตอบแทนสูง ทำให้มีคนสนใจที่อยากจะเข้ามาลองเสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าเรื่องของกติกาและการกำกับดูแลการซื้อขายเงินดิจิทัล ยังไม่ได้มีความชัดเจนมากนัก แต่ก็มีคนไม่น้อยที่พร้อมที่จะเข้ามาอยู่ในวงของการลงทุนรูปแบบนี้ &amp;nbsp;โดยมีหลายบริษัท ที่ประกาศระดมทุนด้วยวิธีการเสนอขายเหรียญดิจิทัลให้คนทั่วไป (ไอซีโอ) และเป็นกลายกระแสฮือฮาในแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อนจนทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องรีบวางกฎเกณฑ์ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา จนในที่สุดก็มีการออก พ.ร.ก.ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ออกมากำกับดูแล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งกติกาที่ออกมามีความเกี่ยวข้องกับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลด้วยกระบวนการไอซีโอ และการให้ความเห็นชอบให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอพอร์ทัล) ซึ่งใน พ.ร.ก.กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะออกไอซีโอต้องผ่านการคัดกรองจากไอซีโอพอร์ทัล ส่วนตัวของไอซีโอพอร์ทัล ก.ล.ต.จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงื่อนไขของไอซีโอพอร์ทัลจะต้องเป็นบริษัทไทย มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบงาน ตลอดจนบุคลากรที่เหมาะสมเพียงพอต่อการประกอบธุรกิจ และมีความพร้อมในการทำหน้าที่คัดกรองผู้ระดมทุน ประเมินแผนธุรกิจและโครงสร้างการกระจายโทเคนดิจิทัล ตรวจสอบชุดรหัสทางคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในกระบวนการไอซีโอ (ซอร์สโค้ด) ให้ตรงกับข้อมูลที่เปิดเผย ทำความรู้จักตัวตนและสถานะของผู้ลงทุน ตลอดจนประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ทั้งนี้ เมื่อมีไอซีโอพอร์ทัลที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ก.ล.ต.จะเริ่มพิจารณาคำขออนุญาตออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลของผู้ประสงค์ออกไอซีโอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การออกไอซีโอแต่ละครั้งสามารถเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ นิติบุคคลร่วมลงทุน และกิจการเงินร่วมลงทุนได้โดยไม่จำกัดวงเงิน ส่วนการเสนอขายต่อผู้ลงทุนรายย่อยในแต่ละครั้งจะจำกัดวงเงินที่รายละไม่เกิน 3 แสนบาท นอกจากนี้ วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อย ต้องไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด โดยผู้ออกไอซีโอสามารถรับชำระค่าโทเคนดิจิทัลเป็นเงินบาท หรือคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้สนใจระดมทุนด้วยไอซีโอทั้งคนไทยและเป็นบริษัทร่วมทุนคนไทยและต่างชาติมาติดต่อและสอบถามถึงข้อกฎหมายในการออกไอซีโอแล้ว 50 ราย รวมถึงต้องการเป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ไอซีโอพอร์ทัล) ที่ยื่นเอกสารเข้ามาให้พิจารณาแล้ว 3 ราย จากที่แจ้งความจำนง 5 ราย และต้องการสมัครเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (เอ็กซ์เชนจ์) แล้ว 20 ราย สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ที่สนใจต้องการระดมทุนผ่านไอซีโอเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างชัด แต่การลงทุนไอซีโอยังเป็นของใหม่ในประเทศไทยมาก และมีรายละเอียดมากมายที่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาให้รอบคอบ โดยเฉพาะรายย่อย หรือบุคคลธรรมดา การที่จะเทรดเงินเหรียญดิจิทัล อาจจะต้องระมัดระวัง และเรียนรู้การลงทุนอย่างละเอียด &amp;nbsp;เพราะด้วยความยากและซับซ้อน ทำให้อาจถูกมิจฉาชีพใช้ช่องว่างในการหลอกลวงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เฉพาะแค่การลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ตอนนี้เรื่องของบิตคอยน์ยังถูกนำไปใช้ล่อลวงอีกหลายอย่างโดยเฉพาะ ในวงการแชร์ลูกโซ่ &amp;nbsp;ที่มักจะมีกระแสชวนคนเข้าไปลงทุนในบิตคอยน์หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เยอะขึ้น ซึ่งกลุ่มหลอกลวงนี้ดูง่าย คือ ถ้ามีการันตีว่าเอาลงทุนเท่านี้แล้วจะได้ผลตอบแทนเท่านี้ทุกเดือน แบบนี้หลอกหลวงแน่นอน เพราะบิตคอยน์ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ หรือมีผลตอบแทนพิเศษจากการชวนคนอื่นมาลงทุนเพิ่ม ซึ่งทาง ธปท.ก็พยายามออกโรงเตือนการลงทุนรูปแบบนี้.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15318</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บิตคอยน์, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
