<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61857</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิล เกตส์ กับคำเตือน ไวรัสระบาดระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คำเตือนของบิล เกตส์, ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ Microsoft เมื่อปี 2015 ใน TED Talk เรื่องโรคระบาดไวรัสลามโลกไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ 5 ปีก่อน บิล เกตส์ บอกว่า สงครามครั้งต่อไปจะไม่ใช่เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ แต่จะเป็น &amp;ldquo;วายร้ายชื่อไวรัส&amp;rdquo; ซึ่งสามารถจะฆ่าคนได้ถึง 30 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังเตือนด้วยว่า หากเกิดโรคระบาดร้ายแรงอย่างที่เขากลัวจริง ระบบสาธารณสุขของสหรัฐและของโลกจะไม่สามารถรองรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(&amp;ldquo;If anything kills over 10 million people in the next few decades, it&amp;rsquo;s likely to be a highly infectious virus rather than a war. Not missiles, but microbes.)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี 2018 หรือสองปีก่อนหน้านี้เอง บิล เกตส์ ก็ส่งคำเตือนทำนองเดียวกันนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาขึ้นเวทีของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดและทำนายว่าโรคระบาดร้ายแรงระดับโลกที่เขากลัวนั้นอาจจะเกิด &amp;ldquo;ภายในสิบปีข้างหน้า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาเข้าจริงๆ เพียงแค่สองปีเศษๆ หลังจากเขาพยากรณ์ เจ้า Covid-19 ก็อาละวาดอย่างหนักหน่วงและรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บิล เกตส์ ไม่เพียงแต่แสดงความเห็นด้วยวาจาเท่านั้น เขายังแสดง &amp;ldquo;ภาพจำลอง&amp;rdquo; ของ Institute for Disease Modeling ที่วิเคราะห์ล่วงหน้าว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคระบาดปี 1918 คร่าชีวิตคน 50 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเกิดโรคระบาดแบบเดียวกันนี้อีก จะมีคนตาย 30 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคระบาดที่ว่านี้อาจจะเกิดจากฝีมือผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรืออาจจะมาจากความบิดเบี้ยวของธรรมชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเตือนว่า &amp;ldquo;เราจะต้องเตรียมการตั้งรับโรคระบาดรอบใหม่อย่างจริงจัง เหมือนกับที่เราเตรียมการสำหรับสงครามกันเลยทีเดียว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนเรียก Virus แต่นักวิชาการด้านนี้บางคนเรียกมันว่า Killer Germs
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อน บิล เกตส์ ถูกพิธีกรรายการ TED ของสหรัฐถามว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าคุณเป็นประธานาธีบดีสหรัฐวันนี้ คุณจะสู้กับ Covid-19 อย่างไร?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมจะให้คนอเมริกันกักตัวเองทั่วประเทศ (isolation)...เพื่อ flatten the curve เพราะไม่มีทางอื่นที่จะเอาอยู่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า isolation หมายถึงการแยกให้โดดเดี่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ flatten the curve คือการทำให้เส้นกราฟของจำนวนผู้ติดเชื้อ &amp;ldquo;แบน&amp;rdquo; ด้วยการกดไม่ให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่าในกรณีจีนนั้น เมื่อเขา &amp;ldquo;ปิดเมือง&amp;rdquo; ก็ใช้เวลา 6 สัปดาห์ก็ทำให้ตัวเลขนิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจึงต้องเตรียมตัวเพื่อทำอย่างนี้...และต้องทำให้ดีด้วย และหากเราทำอย่างนั้นสัก 20 วัน เราก็จะเริ่มให้ตัวเลข (คนป่วย) เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และนั่นหมายความว่าเรากำลังมาถูกทาง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บิล เกตส์ ยอมรับว่าผลเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคระบาดครั้งนี้สาหัสมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจสหรัฐไม่เคยเจอกับภัยคุกคามหนักหน่วงขนาดนี้มาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อภิมหาเศรษฐีคนนี้บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เงินอาจจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม แต่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจนั้นง่ายกว่าการเอาชีวิตคืนฟื้นจากความหายนะ เราจึงต้องยอมรับความเจ็บปวดอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจเพื่อลดความเสียหายและเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่ของเชื้อโรคและความตาย...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิธีกรถามว่า &amp;ldquo;คุณคิดว่า isolation (การแยกกักตัว) ไปถึงระดับไหนจึงจะเป็นที่ยอมรับได้ของสังคมวันนี้?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาตอบว่า &amp;ldquo;คุณจะออกไปซื้อข้าวของไหม...ถ้าระหว่างทางที่คุณเดินไปนั้นเต็มไปด้วยกองศพ?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนาดอภิมหาเศรษฐีระดับโลกยังยอมรับว่า เอาเข้าจริงๆ เมื่อจะต้องเลือกระหว่างชีวิตกับเงินแล้ว, ชีวิตย่อมจะสำคัญกว่าเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากมนุษย์ต้องตายกันเป็นล้านๆ แล้ว เงินก็คงไม่มีความหมายอะไรต่อสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เมื่ออเมริกากลายเป็น &amp;ldquo;ศูนย์แพร่โรคระบาด&amp;rdquo; ของโลก และมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดของโลกโดยที่ยังไม่มีสัญญาณจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะแก้วิกฤติครั้งนี้อย่างไร บิล เกตส์ กับผู้นำเอกชนของสหรัฐก็คงต้องแสดงบทบาทของกลุ่มก้อนทางสังคมที่ต้องกดดันให้ฝ่ายการเมืองต้องทำอะไรที่เด็ดขาดและชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลันแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขวัญของทรัมป์ที่ว่า America First กลับมาหลอกหลอนเขา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอเมริกา first จริง...ด้วยจำนวนคนป่วยด้วยโรคระบาดที่กำลังทำลายล้างความมั่งคั่งและมั่นคงของมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างน่ากลัวยิ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61857</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กาแฟดำ, บิล เกตส์ กับคำเตือน ไวรัสระบาดระดับโลก, สุทธิชัย หยุ่น, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a1204492e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
