<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039;รายงานตัวฝากขังผัดสุดท้าย อัยการยังไม่ฟ้องม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.พ. 63 &amp;ndash; ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดรายงานตัวในวันครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย ในคดีที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอยื่นคำร้องฝากขังนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี และอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกในความผิดฐานอุ้มฆ่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 31 ปี นักสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 รวม 8 ข้อหา ซึ่งภายหลังอัยการสั่งฟ้องเพียงข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพียงข้อหาเดียว ในวันนี้นายชัยวัฒน์พร้อมพวกรวม 4 คน เดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตฯ กับนายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการสั่งฟ้องหรือไม่ในวันครบกำหนดฝากขังนี้ว่า ในขณะนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่ได้แจ้งการทำความเห็นแย้งเข้ามายังอัยการ ตามหลักปฏิบัติทางอัยการก็จะต้องรอขั้นตอนกระบวนการให้ดีเอสไอทำความเห็นแย้ง และอัยการสูงสุดชี้ขาดก่อนว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง กี่ข้อหาอย่างไร หากอัยการสูงสุดชี้ขาดแล้วว่าฟ้องกี่ข้อหา ค่อยให้พนักงานสอบสวนไปนำตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลได้ แม้จะหมดระยะเวลาการควบคุมตัวไปแล้ว ต้องปล่อยขาด แต่นายชัยวัฒน์เป็นข้าราชการมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หากภายหลังมีคำสั่งชี้ขาดแล้วก็สามารถนำตัวมายื่นฟ้องได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์, ดีเอสไอ, บิลลี่, ศาลอาญาคดีทุจริต, อัยการ, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e379f2d20548.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดีเอสไอ&#039; งัดข้อ &#039;อัยการ&#039; เตรียมทำความเห็นแย้งไม่สั่งฟ้อง&#039;ชัยวัฒน์-พวก&#039;คดีฆ่าบิลลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27​ ม.ค.63​ - ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) &amp;nbsp;พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ ผอ.กองคดีปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พร้อมด้วย พ.ต.ท.เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด รองผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ และน.พ.วรวีร์ ไวยวุฒิ ผอ.กองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกันแถลงกรณีอัยการมีความเห็นไม่ฟ้องคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ 7 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.วรวีร์ กล่าวว่า วิธีพิสูจน์หลักฐานด้วยการตรวจสอบไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอไม่ได้ใช้เฉพาะในประเทศไทย แต่ทั่วโลกก็ใช้วิธีนี้ ในประเทศไทยใช้พิสูจน์บุคคลสูญหาย กรณีที่โครงกระดูกมีความเสื่อมสภาพ ซึ่งมีหลายคดีที่ใช้ตรวจหาสารพันธุกรรมในวัตถุเสื่อมสภาพในชั้นศาล ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ไมโทคอนเดรียจะเป็นการสืบสายพันธ์จากแม่สู่ลูก &amp;nbsp;โดยสามารถติดตามได้ 2 รุ่น เมื่อถึงรุ่นที่ 3 ไมโทคอนเดรียจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพันธุกรรม ซึ่งชิ้นส่วนกระดูกที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้จากดีเอสไอ เมื่อเปรียบเทียบกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายบิลลี่ พบว่าไมโทคอนเดรียตรงกันทุกประการ ทำให้เราตีกรอบว่ากระดูกนี้น่าจะมีการสืบสายโลหิตในไมโทรคอนเดรียเดียวกัน เรายืนยันในเรื่องการสืบสายโลหิตหรือการมีแม่คนเดียวกันเท่านั้น ส่วนการยืนยันตัวบุคคลต้องใช้หลักฐานจากการสืบสวนสอบสวนถึงสายพันธุกรรมของนางโพเราะจี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.วรวีร์ กล่าวอีกว่า หลายคดีที่โครงกระดูกเสื่อมสภาพไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอปกติได้ จะใช้ไมโทคอนเดรียเป็นตัวเชื่อมโยงและใช้การสืบสวนประกอบว่าใครบ้างที่อยู่ในสายโลหิตนี้แล้วหายตัวไปในช่วงเวลาใด จากนั้นจะนำมาตีกรอบว่าเป็นบุคคลนี้ที่หายตัวไป ซึ่งมีหลายคดีที่ใช้ไมโทคอนเดรียเป็นหลักฐานประกอบให้ศาลรับฟัง ย้ำอีกครั้งว่าไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทุกประเทศทั่วโลกใช้หลักฐานไมโทคอนเดรียยืนยันตัวบุคคล ร่วมกับหลักฐานอื่นประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.ท.เสฏฐ์สถิตย์ กล่าวว่า กระบวนการติดตามตัวนายบิลลี่ ดีเอสไอดูข้อมูลและพยานหลักฐานสภาพพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดเป็นจุดผิดปกติจนกระทั่งปี 2562 ดีเอสไอพบสถานที่ผิดปกติบริเวณใต้สะพานแขวน ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำไม่เคยแห้งเหมาะสมที่กลุ่มคนร้ายจะนำของกลางไปซุกซ่อนไว้ ดีเอสไอจึงนำโดรนสำรวจใต้นำสำรวจจนได้ชิ้นส่วนกระดูกและวัตถุพยานอื่นๆ ขึ้นมา ยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ผู้สืบสายโลหิตฝ่ายแม่ของนายบิลลี่มีกี่คน และมีผู้ใดเสียชีวิตไปแล้ว เพราะอัยการไม่เชื่อว่าเป็นกระดูกศรีษะของนายบิลลี่ โดยอาจจะเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีสายโลหิตเดียวกัน พ.ต.ท.เชน กล่าวว่า ดีเอสไอสอบปากคำพยานไว้อย่างละเอียด ยืนยันว่าญาติพี่น้องร่วมมารดาของนายบิลลี่ไม่มีรายใดเสียชีวิต ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ส่วนญาติพี่น้องในรุ่นยายหรือแม่ของแม่บิลลี่ที่เสียชีวิตไปแล้วได้ประกอบพิธีทางศาสนาคือฝังตามธรรมชาติ มีแค่นายบิลลี่คนเดียวที่หายไปโดยไม่มีที่มาที่ไป เช่น พี่น้อง 4 คนไมโทคอนเดรียเดียวกัน แต่มีคนเดียวที่หายตัวไป เราไม่ได้ฟันธงว่ากระดูกเป็นนายบิลลี่ แต่ภาพรวมการสืบสวนบ่งชี้ว่าเป็นนายบิลลี่ หากถามว่ากระบวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมีความรัดกุมมากน้อยเพียงใด ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำสำนวนปกติ แต่ทำสำนวนเสนอศาลให้พิจารณาออกหมายจับ และยังดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรรวมถึงอัยการเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ มาตรฐานไม่แตกต่างจาก สำนักสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา​ (เอฟบีไอ)​ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพิจารณาสำนวนเป็นเรื่องของมุมมอง นักศึกษาที่เคยให้การกลับไปกลับมายืนยันว่าดีเอสไอไม่เคยใช้กำลังข่มขู่ การสอบสวนตรงไปตรงมา พยานให้การอย่างมีวุฒิภาวะ เดิมพยานอาจจะยังเป็นเด็กไปฝึกงานจึงให้การไปในลักษณะหนึ่ง แต่ปัจจุบันเรียนจบทำงานแล้ว เป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะทราบว่าอะไรควรเป็นอะไร จึงพูดไปตามความเป็นจริง&amp;rdquo;พ.ต.ท.เชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากผู้เสียหายอาจหมดหวัง และต้องการขอพยานหลักฐานไปฟ้องคดีอาญาเอง พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ขั้นตอนการสอบสวนและการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐยังไม่สิ้นสุดแม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิฟ้องคดีอาญาเองได้ แต่เมื่อกระบวนการยังไม่สิ้นสุด จึงขอให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานก่อน ทั้งนี้ คดีนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 131 ปาก เบื้องต้นดีเอสไอมีเวลา 1 เดือนในการทำความเห็นแย้ง หากพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงมีจำนวนมากก็สามารถขอขยายเวลาออกไปได้อีก &amp;nbsp;แต่คดีดังกล่าวดีเอสไอจะสอบสวนได้เท่าที่หลักฐานมีอยู่ในสำนวนเดิม ไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมได้ เพราะอัยการไม่ได้สั่งให้สอบเพิ่ม แต่มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55627</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, บิลลี่, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2ecf0976975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการแจงยิบเหตุสั่งไม่ฟ้องชัยวัฒน์  &#039;เมียบิลลี่&#039;เศร้าอาจต้องฟ้องเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.63 - เมื่อเวลา&amp;nbsp;10.30&amp;nbsp;น. ที่ห้องประชุมชั้น&amp;nbsp;11&amp;nbsp;สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แถลงข่าวชี้แจงการสั่งคดีที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อายุ&amp;nbsp;56&amp;nbsp;ปี ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างปี&amp;nbsp;2551-2557&amp;nbsp;กับลูกน้อง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คน ตกเป็นผู้ต้องหา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ปี นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;ซึ่งอัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้องข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าบิลลี่ โดยสั่งฟ้องเพียงข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของบิลลี่ ผู้เสียหายในคดี พร้อม น.ส.วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความของนางพิณนภา เดินทางมาร่วมฟังการแถลงข่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ กล่าวว่า ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนคดีอาญาให้สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาคดีระหว่าง น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ กับพวกรวม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;ผู้กล่าวหา&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, นายบุญแทน บุษราคัม, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงศ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่&amp;nbsp;1-4&amp;nbsp;นั้น ผลคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีนี้ดังนี้&amp;nbsp;1. เมื่อสำนักงานคดีพิเศษได้รับสำนวนดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp;นายฐาปนา&amp;nbsp;ใจกลม&amp;nbsp;อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ&amp;nbsp;ได้จ่ายสำนวนให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พิจารณา&amp;nbsp;และต่อมา&amp;nbsp;นายชวรัตน์&amp;nbsp;วงศ์ธนบูลย์&amp;nbsp;อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีสำคัญที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามคดีมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;จึงมีคำสั่งที่&amp;nbsp;26/2562&amp;nbsp;ตั้งคณะทำงานประกอบด้วยนายปกาศิต&amp;nbsp;เหลืองทอง&amp;nbsp;อัยการผู้เชี่ยวชาญเป็นหัวหน้าคณะทำงาน&amp;nbsp;โดยมี&amp;nbsp;พ.ต.ท.เดชาชัย ณ ลำปาง&amp;nbsp;อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด,&amp;nbsp;นายวรพงษ์ ทองแก้ว อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และนายเชาวพันธ์ ช่วยชู อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คณะทำงานร่วมกันตรวจพิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า&amp;nbsp;สำหรับข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&amp;nbsp;คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;จึงเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่&amp;nbsp;1-3&amp;nbsp;ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;83, 157&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;123/2, 172&amp;nbsp;และเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ข้อกล่าวหาอื่น คณะทำงานเห็นว่าทางคดีไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมใดๆ เพียงพอที่จะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำผิด มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง สำหรับข้อหาร่วมกันฆ่าบิลลี่ คณะทำงานตรวจสำนวนโดยละเอียดแล้วเห็นว่า ในชั้นนี้พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่เช่นกัน โดยคณะทำงานเห็นว่า บิลลี่ในชั้นแรกถูกกลุ่มผู้ต้องหาทั้งสี่ควบคุมตัวไปพร้อมน้ำผึ้งและรถจักรยานยนต์&amp;nbsp;แต่ต่อมามีพยานบุคคลยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ปล่อยตัวบิลลี่แล้ว&amp;nbsp;โดยทางคดีได้ความอีกว่าภรรยาและมารดาของนายพอละจีได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp;ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสี่ปล่อยตัวนายพอละจี&amp;nbsp;เพราะเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายแล้วได้มีคำสั่งยกคำร้อง เพราะมีพยานเบิกความต่อศาลว่านายพอละจีได้รับการปล่อยตัวแล้ว ซึ่งภรรยาของนายพอละจีได้ยื่นอุทธรณ์และฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรี แต่ทั้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาพิพากษายืน อันเป็นการชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้ว คดีเป็นที่สุด และต่อมาพยานที่เคยเบิกความในคดีที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้ให้การใหม่กับพนักงานสอบสวนของดีเอสไอตรงข้ามกับที่เคยเบิกความต่อศาล แต่พนักงานอัยการซึ่งเป็นคณะทำงานเห็นว่าตำเบิกความต่อศาลดังกล่าวน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักมากกว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ กล่าวถึงความเห็นคณะทำงานต่อไปว่า การตรวจพิสูจน์กระดูกซึ่งเป็นวัตถุพยานของกลางโดยวิธีไมโทรคอนเดรีย เป็นเพียงการตรวจเพื่อทราบถึงสื่อสัมพันธ์สายมารดาเท่านั้น โดยการตรวจวิธีนี้ไม่เพียงพอยืนยันตัวบุคคลที่ชี้ชัดได้ว่ากระดูกของกลางที่พบเป็นของบุคคลใด และสำนวนคดีไม่มีข้อเท็จจริงหรือประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมใดๆ เพียงพอที่จะเชื่อมโยงว่าผู้ต้องหาทั้งสี่เป็นผู้ร่วมกันฆ่านายพอละจีที่ไหน เมื่อไหร่ และโดยวิธีใด ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นล้วนเป็นสาระสำคัญที่อัยการต้องกล่าวบรรยายไว้ในฟ้อง รวมทั้งสำนวนการสอบสวนไม่มีพยานหลักฐานว่านายพอละยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะทำงานจึงมีความเห็นว่า ในชั้นนี้สำนวนยังมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอฟ้องผู้ต้องหา จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่และได้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นของคณะทำงานไปยังนายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด และเมื่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษพิจารณาแล้วได้มีความเห็นและคำสั่งตามที่คณะทำงานเสนอ ขณะนี้สำนักงานคดีพิเศษได้ส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป หากมีความคืบหน้าคดีเป็นประการใด งานโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะแถลงให้ทราบต่อไป&amp;rdquo; นายประยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า การฟ้องคดีสามารถทำได้ครั้งเดียว อัยการต้องพิสูจน์ให้ได้ชัดเจน ถ้าสืบแล้วยังมีข้อสงสัย โอกาสศาลยกฟ้องมีสูง ถ้าสั่งไม่ฟ้องแล้วมีพยานหลักฐานใหม่ อัยการสามารถหยิบยกมาได้ แต่ถ้าฟ้องไปแล้วศาลยกฟ้องเสียหายมากกว่า คดีมีอายุความ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปี โดยอธิบดีอัยการคดีพิเศษฝากเรียนญาติผู้เสียหายสามารถฟ้องเองได้ อัยการยินดีให้การสนับสนุน แต่ของอัยการฟ้องส่วนที่ชัดเจน หากยังไม่เพียงพอไม่ฟ้อง ทั้งนี้ ขั้นตอนต้องเสนอดีเอสไอพิจารณาเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าดีเอสไอมีความเห็นต่างต้องส่งอัยการสูงสุดชี้ขาดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าในระยะเวลาการฝากขังผู้ต้องหาทั้งสี่ใกล้ครบกำหนดวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ก.พ.นี้ อัยการสูงสุดจะสั่งคดีทันหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า ถ้าหากเป็นคดีร้ายแรง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี อัยการจะฟ้องไปก่อนในข้อหาที่มีการสั่งฟ้องแล้วก่อน แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อาจจะต้องรอ และหากมีคำสั่งถึงที่สุดประการใด ก็จะให้พนักงานสอบสวนนำตัวมาในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามหากพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย เหตุใดไม่สั่งสอบเพิ่มเติม นายประยุทธ กล่าวว่า หลักการสอบเพิ่มเติมนั้นต้องมีประเด็นที่อัยการจะต้องสั่งสอบเพิ่ม แต่คดีนี้ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยง ซึ่งขณะนี้มีพยานหลักฐานที่ดีเอสไอรวบรวมมา เรายังไม่เห็นความเชื่อมโยง จะไปสั่งให้สอบเพิ่มลอยๆ ไม่ได้ ต้องชี้จุดให้ไปสอบในเรื่องใด ก็เลยมีการลงความเห็นสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าคดีนี้มีประจักษ์พยานยืนยันว่ามีการควบคุมตัวบิลลี่ แต่พยานที่บอกว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้วมากลับคำให้การในชั้นสอบสวนดีเอสไอว่าไม่เห็นการปล่อยตัว ถือว่าเป็นพยานไม่อยู่กับร่องรอยจะน่าเชื่อถือว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่จริงหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า เมื่อบิลลี่โดนนายชัยวัฒน์นำตัวไปแล้วไม่ได้กลับบ้าน ทางภรรยาและมารดาได้ยื่นร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีขอปล่อยตัว เพราะเชื่อว่าถูกนายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีการสืบพยานสู้กัน เท่าที่รับแจ้งมา มีประจักษ์พยานเบิกความต่อศาลเห็นบิลลี่ขี่มอเตอร์ไซค์หลังจากนั้น ศาลเชื่อพยานว่านายชัยวัฒน์ปล่อยตัวบิลลี่มาแล้ว ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนว่าจากการนำสืบในคดี เห็นว่ามีการปล่อยบิลลี่ออกมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลสั่งให้นายชัยวัฒน์ปล่อยตัว และยกคำร้อง พยานในคดีดังกล่าว&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปากจาก&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปาก มาให้การใหม่กับดีเอสไอในชั้นสอบสวนว่าไม่เห็นการปล่อยตัวบิลลี่ อัยการจึงมาชั่งน้ำหนัก เชื่อว่าสิ่งที่พยานพูดกับศาลจังหวัดเพชรบุรี จนศาลอุทธรณ์และฎีกาเชื่อมีน้ำหนักมากกว่าการให้การใหม่กับดีเอสไอ การนำพยานที่ขัดแย้งกันเองขึ้นสู่ศาล จะกลายเป็นประโยชน์แห่งการสงสัย กฎหมายจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ในชั้นนี้เราจึงต้องรอพยานหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซักว่าพยานที่ยืนยันว่าปล่อยตัวบิลลี่ไม่มีใช่หรือไม่ เนื่องจากมากลับคำในชั้นดีเอสไอ นายประยุทธ กล่าวว่า ในสำนวนของศาลจังหวัดเพชรบุรีนั้นมี&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปาก ใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปากยืนยันอยู่ แต่มี&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปากพูดใหม่ การที่พยานกลับคำ อัยการมีสิทธิใช้ดุลยพินิจว่าจะเชื่อตรงไหน การเบิกความในศาลมีการซักค้านเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น น.ส.วราภรณ์ ทนายความของนางพิณนภา ได้โต้แย้งว่า ทางอัยการทราบหรือไม่ว่าในส่วนของกระบวนการไต่สวนที่ศาลได้เรียกพยานเจ้าหน้าที่, นักศึกษาฝึกงาน และพนักงานสอบสวน ซึ่งในการไต่สวนศาลได้ชี้ว่าพยานหลักฐานที่เห็นว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่สามารถหยิบยกมาพิจารณาได้ จึงไม่เห็นบริบทการปล่อยตัว ศาลฎีกายกคำร้องเพราะพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ใช่เพราะว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ กล่าวตอบว่า ทางโฆษกได้รับรายงานจากคณะทำงานคดีพิเศษรายงานมา ส่วนทางทนายความจะรู้รายละเอียดคดี ตนขอเรียนตรงไปตรงมาว่าไม่ทราบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ แต่ที่ทราบตรงกันคือทั้งสามศาลยกคำร้อง ทางทีมโฆษกต้องขอโทษเรื่องข้อเท็จจริงในส่วนนี้ เนื่องจากมีรายละเอียดเท่าที่ได้รับข้อมูลจากอัยการคดีพิเศษมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ทางดีเอสไอยืนยันความชัวร์ของการตรวจด้วยวิธีไมโทรคอนเดรีย โดยสืบจากครอบครัวมาแล้วระหว่างมารดาและยาย มีบุคคลหายคือบิลลี่คนเดียว ทำไมอัยการถึงไม่เชื่อ ได้พิจารณานำผู้เชี่ยวชาญมาสอบเพิ่มหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า ประเด็นที่สงสัยกันนั้น ทางทีมโฆษกเราก็สงสัยในประเด็นเดียวกัน สิ่งที่เราได้รับแจ้งจากคณะทำงานได้มีการพิจารณาโดยละเอียด การตรวจโดยวิธีไมโทรคอนเดรียเป็นการตรวจหาสายสัมพันธ์ของมารดากับยาย ทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถไล่สายได้มากขึ้นอีกกว่า&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ลำดับที่ว่า และคดีนี้ไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอได้ เพราะพยานวัตถุถูกทำลายด้วยความร้อนสูง พยานจึงต้องเป็นพยานที่รับฟังประกอบส่วนอื่นได้ด้วย อัยการดูภาพรวมทั้งสำนวนไม่เห็นความเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานอื่น โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลที่บอกปล่อยออกมาแล้ว และไม่มีพยานหลักฐานว่าฆ่าที่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะต้องบรรยายฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กล่าวเสริมอธิบายเปรียบเทียบคดีหมอวิสุทธิ์ฆ่าหมอผัสพร ว่ามีความแตกต่างกัน เนื่องจากคดีดังกล่าวพยานวัตถุไม่เสียหายมาก ระยะเวลาผ่านไปไม่นาน สามารถสกัดดีเอ็นเอยืนยันตัวบุคคลได้ ไม่ใช่เพียงว่าการสืบสายมารดาและยายจะเข้ากับใครได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าคดีนี้ผู้ต้องหาไม่ได้ให้การใดๆ กับพนักงานสอบสวน ทำไมพนักงานอัยการยังสั่งไม่ฟ้อง นายประยุทธ กล่าวว่า ในการตรวจสำนวนของอัยการจะดูพยานหลักฐานเป็นหลัก เพราะการพิจารณาพิพากษาของศาล การลงโทษใครศาลไม่ได้ดูคำให้การของฝ่ายจำเลยเป็นหลัก จะดูแค่ว่าอัยการสืบได้หรือไม่ ถ้าสืบได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องดูคำให้การของจำเลย เป็นแนวปฏิบัติ แต่ต้องขอแจ้งว่าตนไม่ทราบรายละเอียดในการสั่งสำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่า เมื่ออัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ในชั้นนี้ญาติบิลลี่สามารถร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดได้เลยหรือไม่ หรือต้องรอดีเอสไอเห็นแย้งก่อน นายประยุทธ กล่าวว่า ตามระเบียบสามารถยื่นได้ตลอดเวลา ซึ่งอัยการสูงสุดจะพิจารณาหลังมีการยื่นหนังสือมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าคดีอุ้มฆ่าจะไม่มีประจักษ์พยาน เป็นช่องโหว่ของกฎหมายหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า ต้องดูเป็นคดีไป สิ่งสำคัญคือพยานหลักฐาน เพราะการลงโทษยกฟ้องจะอยู่ที่พยาน หน้าที่การรวบรวมพยานเป็นของพนักงานสอบสวนที่ต้องนำไปสู่จุดนั้นให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นางพิณนภา ภรรยาของบิลลี่ ได้ถามทำนองว่าสิ่งที่นิติวิทยาศาสตร์ตรวจยืนยันเชื่อถือไม่ได้หรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า วิธีการตรวจดังกล่าวไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจน การตรวจแบบไมโทรคอนเดรียต้องใช้เชื่อมโยงกับพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ภาพรวมในสำนวนที่ได้รับแจ้งมายังไม่มีความเชื่อมโยง และไปถูกตัดตอนโดยคำพิพากษาศาลฎีกา จ.เพชรบุรี ที่ยกคำร้องขอให้ปล่อยตัวบิลลี่ การพิสูจน์หากบิลลี่ต้องสงสัยว่าไม่มีชีวิตอยู่ ยังสงสัยว่าใครเป็นคนฆ่า มีแต่การคาดการณ์ หากฟ้องไปศาลยกฟ้องจะเกิดความเสียหายมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามสามารถสั่งสอบเพิ่มพยานที่กลับคำให้การเพิ่มได้หรือไม่ถึงสาเหตุที่กลับคำให้การ นายประยุทธ กล่าวว่า หากเป็นพยานที่พูดในศาลแบบหนึ่ง พูดกับพนักงานสอบสวนอีกแบบหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปสอบเพิ่มประเด็นไหน จึงวินิจฉัยพยานหลักฐานเท่าที่มีว่าเพียงพอหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาหรือไม่ หรืออัยการพิจารณาพยานหลักฐานแล้วสั่งไม่ฟ้องเลย นายประยุทธ กล่าวว่า นายชัยวัฒน์มีการยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ตนเป็นผู้รับหนังสือนำส่งเรียนอัยการสูงสุด หลังจากนั้นทางอัยการสูงสุดจะส่งหนังสือร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวไปยังอัยการคดีพิเศษ ส่วนอัยการคดีพิเศษจะนำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมารวมพิจารณาสั่งคดีหรือไม่ ตนไม่ทราบ เนื่องจากตนไม่ได้อ่านเนื้อหาร้องขอมีประเด็นใดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการแถลงข่าว นางพิณนภาได้ยื่นหนังสือที่เขียนด้วยลายมือต่อนายประยุทธ ขอให้อัยการชี้แจงเหตุผลในการสั่งไม่ฟ้องอย่างละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร และแสดงความผิดหวัง ไม่สบายใจที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยให้สัมภาษณ์ว่า เข้าใจที่อัยการเอาตามหลักฐานคำพิพากษา แต่ก็เข้าใจยาก สงสัยเรื่องการตรวจ เพราะคนกะเหรี่ยงเมื่อเสียชีวิตจะไม่เอากระดูกลอยน้ำ ในชั้นนิติวิทยาศาสตร์ตรวจแล้วยืนยันตรงกับแม่ของบิลลี่ ส่วนตัวรู้สึกเป็นไปไม่ได้ว่าจะเป็นคนอื่น เชื่อตามนิติวิทยาศาสตร์ จากนี้ก็ต้องไปคุยกันใหม่ และไม่มีพยานในหมู่บ้านที่เห็นบิลลี่ถูกปล่อยตัว ส่วนการฟ้องเองก็คิดไว้ สุดท้ายแล้วถ้าไม่มีอะไรก็อาจจะฟ้องเอง คนทั้งคนหายไปมันเป็นไปไม่ได้ ต้องมีเหตุและผล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55604</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, บิลลี่, อัยการสั่งไม่ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2e8b997d6a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039; เปิดใจหลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง ยันบริสุทธิ์ไม่ได้ฆ่าบิลลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.63 - นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงกรณ๊อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีร่วมกับพวกฆ่าบิลลี่ ว่า วันนี้มีโทรศัพท์เข้ามาสอบถามหลายสาย ว่ารู้ข่าวไหมเรื่องคดีบิลลี่ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ตนเองก็เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอในวันนี้เช่นกัน ว่าสั่งไม่ฟ้องเกือบหมด เหลือเพียงคดีน้ำผึ้งป่า จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่าเพิ่งไปรายงานตัวที่ศาลมาเมื่อวานนี้ก็ไม่ทราบหรือระแคะระคายอะไรเลย ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องกราบขอบพระคุณอัยการพิเศษและอัยการสูงสุด ที่ให้ความเมตตาและให้ความเป็นธรรมตนกับลูกน้องอีก 3 คน ถ้าถามว่าดีใจหรือไม่ ก็ตอบได้ว่ารู้สึกโล่งใจส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นจริงก็จะรู้สึกในความเป็นธรรมต่อกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อันที่จริงแล้วผมเพิ่งไปรายงานตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะมีนัดครั้งต่อไปในวันที่ 3 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการฝากขังพลัดฟ้อง เพราะครบกำหนด 7 ผลัด &amp;nbsp;ผลัดละ 12 วัน รวม 84 วัน ก็ให้เตรียมทั้งทนายและนายประกันมาด้วย เพราะในวันนี้ต้องดูว่า จะมีการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง หรือมีคำสั่งเพิ่มหรือไม่ ข้อมูลก็มีเท่านี้ที่ทราบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่าจนถึงนาทีนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับกรณีนายบิลลี่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนเองพอรับได้แต่ครอบครัว ได้รับผลกระทบมาก ที่สำคัญลูกน้องและครอบครัวของลูกน้องต่างก็ได้รับความเสียหาย นับถึงขนาดนี้ก็ประมาณ 5-6 เดือน ตลอดเวลาที่มีข่าวแทบไม่อยากไปไหนเพราะกลัวเขาไม่ต้อนรับ ก็ข่าวที่ออกมาเป้าหมายที่ตนเองทั้งสิ้น แม้ว่าที่ผ่านมา จะต้องเครียดและทนทุกข์กับข่าวที่ DSI ออกเป็นระยะ ทำให้ครอบครัวและตนเองต้องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส และหากไม่มีเงินประกันตัวป่านนี้ก็คงต้องนอนอยู่ในเรือนจำ ขนาดประกันตัวออกมาแล้ว DSI ก็ยังตาม จะขอให้ศาล ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราวอีก ไหนจะผู้คนในสังคมสาปแช่ง ก่นด่า โดยที่เขาไม่รู้ข้อเท็จจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมและครอบครัว และลูกน้องทั้ง 4 คน ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านจิตใจ และร่างกาย ตลอดระยะเวลาในการรับราชการมา ได้สร้างผลงานไว้มากมายในการปกป้องทรัพยากร เราได้ทรัพยากรทั้งที่ดินและ ทรัพยากรธรรมชาติคืนมา แต่ต้องมารับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ ซึ่งผมก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่เป็นเรื่องจริง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขา กล่าวด้วยว่าส่วนกรณีที่หลายฝ่ายถามว่าจะมีการ ฟ้องกลับเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมหรือไม่นั้นตนเองคงยังต้องปรึกษาหารือ อย่างที่เรียนตั้งแต่ช่วงต้นว่า ก็เพิ่งทราบข่าวเหมือนกันสุดท้ายคงต้องรอวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันครบตัดฝากขังว่า จะมีการ สั่งฟ้องหรือไม่หรือมีการแจ้งข้อหาอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า คงต้องหารือกันอีกที ขณะนี้ยังไม่คิดเกินเลยไปถึงขั้นนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55410</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ดีเอสไอ, บิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ, อัยการพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2acd4533138.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการขยับ!นัดแถลงเคลียร์ปมสั่งไม่ฟ้อง&#039;ชัยวัฒน์-พวก&#039; คดีหน่วงเหนี่ยวกักขัง-ฆ่าบิลลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.63 - นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษสำนักงานคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการสั่งคดีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อายุ 56 ปี ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างปี 2551-2557 กับลูกน้อง 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ว่า จากที่ได้ประสานไปยังนายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ตรวจสอบข้อมูลการสั่งคดีทราบว่า อัยการที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ในรูปแบบคณะทำงานของอัยการ ได้พิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว ในสำนวนยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ว่านายชัยวัฒน์กับลูกน้องได้ฆ่าบิลลี่ที่ไหน โดยวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ด้วยเช่นกันว่านายบิลลี่ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งระหว่างที่อ้างว่าบิลลี่ถูกกลุ่มของนายชัยวัฒน์ควบคุมตัวนั้น ฝ่ายภรรยาของบิลลี่ก็ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์ปล่อยตัวบิลลี่ ที่อ้างว่าถูกจับกุมเรื่องเก็บน้ำผึ้งป่า โดยการยื่นคำร้องครั้งนั้นผลเป็นที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่ให้ยกคำร้อง เนื่องจากมีพยานเห็นว่าบิลลี่ได้ออกมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพยานหลักฐานที่อ้างเป็นกระดูกของบิลลี่ ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว DNA ตรงกันกับบิลลี่นั้น ก็เป็นการตรวจสารพันธุกรรมพิสูจน์บุคคล แต่เมื่อในสำนวนยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่เพียงพอว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้วหรือไม่ อย่างไร คณะทำงานอัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์และลูกน้องในข้อหาร่วมกันฆ่าฯ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียว ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่นายชัยวัฒน์จับกุมบิลลี่ที่อ้างว่าเก็บน้ำผึ้งป่าแล้วไม่ดำเนินคดี โดยในส่วนของกลุ่มลูกน้องนายชัยวัฒน์ ก็ให้สั่งฟ้องในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ซึ่งข้อหานี้กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้จำคุกตั้งแต่ 1- 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ รองโฆษกอัยการฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับขั้นตอนจากนี้ อัยการก็ได้ส่งสำนวนกลับไปให้ดีเอสไอ พร้อมแจ้งความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง เพื่อให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณาว่าจะเห็นแย้งความเห็นของคณะทำงานอัยการนี้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากดีเอสไอยืนยันให้ฟ้องทุกข้อหาตามที่แจ้งในสำนวน ก็ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้ในรายละเอียด ตนได้เตรียมแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.นี้ ณ อาคารสำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ในเวลา 10.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55406</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยง, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, บิลลี่, ประยุทธ เพชรคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c2e19da7e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสั่งไม่ฟ้อง&#039;ชัยวัฒน์-พวก&#039;คดีหน่วงเหนี่ยวกักขัง-ฆ่าบิลลี่ เหลือสั่งฟ้องเฉพาะข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ 24​ ม.ค.63 &amp;nbsp;- แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp; สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โดยนายชวรัตน์ วงศ์ธนสมบูรณ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อส่งคืนสำนวนการสอบสวนจำนวน 17 แฟ้มในคดีที่ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับพวกรวม 4 คนในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก &amp;ndash;บางกลอย) และความผิดฐานอื่นๆ ซึ่งพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 นายบุญแทน บุษราคัม ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฎฐ์ หรือ ไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 &amp;nbsp;ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยง ให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้​ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมหรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม , ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ,ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดใดแก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป , ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต , ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ,147, 148, 289(4) (7),309, 337, 340 ตรี และป.วิอาญา มาตรา 150 ทวิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวเปิดเผยว่า อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 คงมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 กรณียึดน้ำผึ้งป่าของบิลลี่ แล้วปล่อยตัวไปโดยไม่นำตัวส่งให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาลักของป่า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55382</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยง, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, บิลลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddba761b5c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2020 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนัด&#039;ชัยวัฒน์-ลูกน้อง&#039;รายงานตัวอีกครั้ง 13 ม.ค.หลังครบฝาก 5 ผลัด คดีฆ่าบิลลี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ม.ค.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติกลาง ถ.นครไชยศรี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อายุ 56 ปี ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานระหว่างปี 2551-2557 ผู้ต้องหาที่ 1 , นายบุญแทน บุษราคำ พนักงานพิทักษ์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.) สาขาเพชรบุรี ผู้ต้องหาที่ 2 (เมื่อเดือน ก.ย. 2562 มีคำสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการ สบอ.4 สาขาสุราษฎร์ธานี) , นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศพนักงานพิทักษ์ป่า สบอ.3 (เมื่อเดือน ก.ย.2562 มีคำสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการ สบอ.1 สาขาสระบุรี) ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ลูกจ้างชั่วคราว ผู้ต้องหาที่ 4 คดีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลตามนัดชั้นฝากขัง หลังจากทั้งสี่ได้ประกันตัวไปชั้นฝากขังครั้งแรกด้วยหลักทรัพย์คนละ 800,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลกำหนดนัดให้ผู้ต้องหาทั้งสี่ มารายงานตัวอีกครั้ง หลังครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 5 ในวัน 13 ม.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งมอบสำนวนหลักฐานเอกสารในคดีพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องให้กลุ่มนายชัยวัฒน์ 8 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดการกระทำอื่นของตน , ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย , ร่วมกันมีอาวุธฯ , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ , ร่วมกันปล้นทรัพย์ , ร่วมกันอำพรางศพ , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษแล้วเมื่อ 23 ธ.ค. 2562 ซึ่งระหว่างที่ตรวจสำนวนเพื่อทำความเห็นสั่งคดีว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ข้อหาใด อย่างไรบ้างนั้น คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 นำโดย นายชวรัตน์ วงศ์นะบูรณ์ อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 ที่ นายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มอบหมายให้พิจารณาสำนวน จึงได้รับช่วงดำเนินการต่อจากพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ในการยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 5 กลุ่มนายชัยวัฒน์และลูกน้องไปเมื่อช่วงปลายเดือน ธ.ค.2562 โดยขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาฝากขังเป็นเวลา 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2562 - 10 ม.ค.2563 ซึ่งศาลก็อนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้สามารถฝากขังผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 7 ผลัดๆ ละ 12 วัน รวมเวลา 84 วัน ดังนั้นจึงเหลือระยะฝากขังกลุ่มนายชัยวัฒน์อีก 24 วัน จนถึงวันที่ 3 ก.พ.2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53689</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, บิลลี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddba761b5c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
