<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ สั่งเร่งปรับกฎระเบียบหน่วยงานรัฐเชื่อมโยงข้อมูลสร้าง &#039;บิ๊กดาต้า&#039; พัฒนารัฐบาลดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้รายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ทราบถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งแต่ละด้านดำเนินไปตามแผนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;มีประเด็นที่ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรเร่งรัด คือส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กดาต้าของภาครัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนราชการและหน่วยงานรัฐ ดำเนินการปรับปรุงข้อกฎหมายและระเบียบภายในตามที่ สศช. เสนอ โดยเร็วเพื่อสนับสนุนการเป็นรัฐบาลดิจิทัลให้เป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สศช. ได้รายงานว่าจากการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐในระยะที่ผ่าน เช่น กรณีการพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า(TPMAP) พบว่า การบรูณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐยังมีข้อจำกัด เป็นอุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อนรัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล &amp;nbsp;โดยประเด็นปัญหาหลักคือ แม้ว่าจะมีกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการข้อมูลและพัฒนารัฐบาลดิจิทัลแล้ว &amp;nbsp;เช่น พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 แต่กฎหมายและระเบียบภายในของหน่วยงานต่างๆ ยังเป็นข้อจำกัดในการเชื่อมโยงและเผยแพร่ข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศช.จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบภายในหน่วยงานให้รองรับและสนับสนุนการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหน่วยงานอื่น ให้สอดคล้องกับกฎหมายหลักด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล &amp;nbsp;รวมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรทุกหน่วยงานให้มีทัศนคติที่เอื้อต่อการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนานโยบายและการปฏิบัติงานด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในสภาพแวดล้อมของประเทศที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะจะเป็นการยกระดับบริการภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ มีการเชื่อมโยงของหน่วยงานและระบบบริการภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ใช้บริการ นายกรัฐมนตรีจึงให้ทั้งส่วนราชการและหน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการตามข้อเสนอของสภาพัฒน์ เพื่อให้การไปสู่รัฐบาลดิจิทัลเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105878</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานข้อมูลขนาดใหญ่, บิ๊กดาต้า, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf29ef081ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2020 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2020 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้สำนักงานปลัดศธ.ทำบิ๊กดาต้าให้เสร็จภายใน ก.พ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
23ม.ค.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้ย้ำกับผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำฐานข้อมูล หรือ บิ๊กดาต้าของศธ.ด้วย เพราะขณะนี้บิ๊กดาต้าของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยความตั้งใจของตน ต้องการให้การจัดทำบิ๊กดาต้าของ ศธ.เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคมนี้ ดังนั้นจึงขอให้ในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ.เร่งดำเนินการจัดทำบิ๊กดาต้าให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ด้วย เพื่อที่จะได้บริหารจัดการข้อมูลอัตราส่วนของข้าราชการครู พนักงานราชการ พนักงานอัตราจ้าง และลูกจ้างชั่วคราวได้ทั้งหมด ให้เชื่อมโยงไปถึงการจัดสิทธิและสวัสดิการต่างๆ อีกทั้งจะทำให้พบข้อมูลตัวเลขของโรงเรียนแต่ละแห่งและอัตราการเกษียณอายุราชการในอนาคต และจำนวนครูขาดครูเกิน เพราะ บิ๊กดาต้าศธ.จะเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ในการวางแผนการจัดงบประมาณของปีต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55325</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, บิ๊กดาต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9ee1968676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. ชูบิ๊กดาต้า ช่วยพัฒนาระบบการเรียนการสอน ลดความเหลือมล้ำจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศธ.เผยความคืบหน้าขับเคลื่อนบิ๊กดาต้าอาชีวศึกษา พร้อมเปิดให้ใช้บริการแล้ว โดยมีบริษัทกว่า 1.2 แสนบริษัทลงทะเบียนต้องการกำลังคนกว่า 3 แสนอัตรา คาดในอนาคตสามารถวางแผนการสร้างแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด ที่ทันยุคสมัยตอบโจทย์การพัฒนาประเทศไทย 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพในภาคต่างๆ ให้สอดคล้องรองรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาสู่การริเริ่มจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และได้มีการขยายผลการจัดตั้งไปยังพื้นที่ภาคต่างๆ จนครบทั้ง 6 ภาค ได้แก่ ภาคใต้และภาคใต้ชายแดน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมเป็น 1 ศูนย์ส่วนกลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 &amp;nbsp;ศูนย์กลุ่มจังหวัด ตามทิศทางการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคของรัฐบาล&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการที่ทันสมัยใช้ระบบ Big Data ซึ่งออกแบบระบบโดยวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งจะมีประโยชน์ทำให้เกิดข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและทันสมัย ทำให้ทราบข้อมูลได้รวดเร็ว ถูกต้อง สามารถจัดหากำลังคนได้ตรงกับความต้องการได้ทันท่วงที และสามารถวางแผนการผลิตกำลังคนได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ในห้วงปีที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จัดทำฐานข้อมูลกลางสำรวจความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการในพื้นที่ และด้านการผลิตของสถาบันการอาชีวศึกษา &amp;nbsp;จนเกิดเป็นระบบฐานข้อมูลกลางขนาดใหญ่หรือ Big Data System ขณะนี้ได้มีการจัดเก็บข้อมูลของศูนย์ต่างๆ ทั่วประเทศ และเกิดการปรับหลักสูตรใหม่ที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่เกิดขึ้นหลายแห่ง อาทิ ในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าได้มีการนำฐานข้อมูลมาผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาด้วยการพัฒนาหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น เช่นหลักสูตรซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ที่วิทยาลัยกาญจนาภิเษกปัตตานี เป็นต้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศ และถือเป็นความสำเร็จในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประโยชน์ของการดำเนินงานศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย ด้านนักเรียน นักศึกษา ส่งผลให้ได้เข้าฝึกงานในสถานประกอบการ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้เป็นข้อมูลช่วยในการติดสินใจในการศึกษาต่อทางด้านอาชีวศึกษา และสามารถหางานทำหลังจากจบการศึกษา หรือ สามารถวางแผนสถานที่ทำงานได้ ด้านบุคลากรและครู นอกจากได้เข้าฝึกงานในสถานประกอบการ ยังได้พัฒนาสมรรถนะในการสอนเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้มีการจัดการเรียนการสอนได้ตรงต่อสมรรถนะความต้องการของสถานประกอบการ ด้านสถานศึกษา ทำให้ได้ทราบทิศทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสถานประกอบการ ได้รับวัสดุครุภัณฑ์จากสถานประกอบการเพิ่มปริมาณผู้เรียน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่ออาชีวศึกษาและได้พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่ ทำให้มีสาขาใหม่ๆ ในการเปิดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความต้องการของแรงงานในตลาดปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที สุดท้าย ด้านสถานประกอบการ ก็จะได้รับประโยชน์บุคลากรทำงานตรงตามความต้องการ วางแผนขยายการผลิต ผลผลิตได้ด้วยข้อมูลด้านบุคลากร มีการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ลดรายจ่ายในเรื่องประกาศรับสมัครงาน ลดระยะเวลาในการจัดทำแรงงาน และสามารถวางแผนธุรกิจในการขยายกิจการได้โดยดูอัตรากำลังคนในระบบ Big data&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งนับว่า big data จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ชายแดน และการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ &amp;ldquo;สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของพื้นที่ภาคใต้ที่มีการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ความคืบหน้าระบบ Big Data ได้มีการเปิดตัวระบบฐานข้อมูลอาชีวศึกษาอย่างเป็นทางการไปแล้ว ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี ภายใต้ชื่องาน &amp;ldquo;มหกรรมมิติใหม่อาชีวศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อาชีวะ ฝีมือชน คนสร้างชาติ&amp;rdquo; และเปิดระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา (Big Data System) ของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาอย่างเป็นทางการ ล่าสุดข้อมูล ณ เดือน ก.พ. มีภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ สถานประกอบการชั้นนำลงทะเบียนในระบบฐานข้อมูลดังกล่าว 129,341 บริษัท คิดเป็น 100% ของสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยในระยะเวลา 1- 3 ปีมีตัวเลขความต้องการกำลังคน อยู่ที่กว่า 300,000 อัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31428</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, ชายแดนภาคใต้, บิ๊กดาต้า, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b72b349e18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บิ๊กซี โชว์ล้ำใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์ลูกค้าหวังช่วยเพิ่มยอดขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บิ๊กซี เอาจริงระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ารายบุคคล ผนึกนีลเส็น ชูซีสมาร์ทโซลูชั่น หวังช่วยคู่ค้าทำยอดขายดีขึ้น พร้อมขยายฐานสมาชิกบิ๊กการ์ดเป็น 20 ล้านคนปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทบีเจซี เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการยกระดับการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างเจาะลึกรายบุคคลมากยิ่งขึ้น บริษัทได้ใช้เงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ในการนำเทคโนโลยีทางด้าน ดาต้า อนาไลติค (Data &amp;nbsp;Analytic) มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าบิ๊กซีที่ปัจจุบันมีฐานสมาชิกมากกว่า 17 ล้านคน เพิ่มจากในอดีตที่มีอยู่ประมาณ 12 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ลูกค้าดังกล่าว จะทำให้พันธมิตรหรือคู่ค้าของบิ๊กซีสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากมีเครื่องมือวัดที่มีประสิทธิภาพ บริษัทมองว่าการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกระยะยาวนั้น ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง หรือเรียกว่าเข้าใจยิ่งกว่าลูกค้าเข้าใจตัวเอง โดยฐานข้อมูลลูกค้าต่างๆ ที่ได้จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะเป็นหัวใจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นความร่วมมือกับ นีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทด้านการวัดและวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก ภายใต้ชื่อ ซี สมาร์ท โซลูชั่น (C Smart Solution) โดยเทคโนโลยีใหม่ในครั้งนี้ใช้กับเมืองไทยเป็นประเทศแรกของโลก บริษัทมองว่าการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ต้องการเพียงระดับการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องสามารถวิเคราะห์ ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น จนสามารถสร้างเป็นรูปแบบเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัศวิน &amp;nbsp;กล่าว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะลงทุนทางด้านนี้อย่างจริงจัง เพื่อจัดเก็บทุกพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้าสู่บิ๊กซีทุกช่องทาง เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา แต่ละสถานที่ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ทำให้บิ๊กซีเข้าใจและรู้จักลูกค้าจนทำ แคมเปญกับพันธมิตรร้านค้าต่าง ๆ ส่งโปรโมชั่นถึงลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลได้ นอกจากนี้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้นำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า ทั้งในแง่การคัดเลือกสินค้า กำหนดราคาและแคมเปญโปรโมชั่นที่เหมาะสมได้ทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี หลังจากใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพทางการดำเนินธุรกิจแล้ว เชื่อว่าจะมีผลให้ฐานสมาชิกเพิ่มเป็น 20 ล้านคนในปีหน้า โดยมีเป้าหมายดึงลูกค้าเก่าที่เคยเป็นสมาชิกกลับมาใช้บริการในบิ๊กซีอีกครั้ง รวมถึงขยายไปสู่ลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อใบเสร็จที่มากขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซี สมาร์ท โซลูชั่น, บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), บิ๊กดาต้า, วิเคราะห์ลูกค้า, อัศวิน เตชะเจริญวิกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c11c2681b92c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวธ.เตรียมบิ๊กดาต้าครูภูมิปัญญา เผยต้องดิ้นรนเอง หวั่นความรู้สูญหาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 13 พ.ย. นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กล่าวว่า ตามที่คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา และภูมิปัญญา ได้มีการหารือและประเมินสถานการณ์การจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาไทยเมื่อเร็วๆนี้ โดยเห็นว่าหากไม่ดำเนินการให้เข้มแข็ง และสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ปล่อยให้ครูภูมิปัญญาต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนตามอัตภาพ ในอนาคตอันใกล้อาจจะไม่เหลือครูภูมิปัญญาไทยอีกต่อไปนั้น ในส่วน สวธ.ห่วงเรื่องครูภูมิปัญญาจะสูญหาย ซึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีด้านวัฒนธรรม ทาง สวธ. ได้เร่งส่งเสริมการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยต่างๆ โดยเฉพาะจากครูภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อนำมาจัดทำเป็นฐานข้อมูลหรือ Big Data &amp;nbsp;ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ส่วนการส่งเสริมครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากครูภูมิปัญญาคนใดเข้าเกณฑ์ความรู้ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมสามารถจะเสนอชื่อ เพื่อให้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) พิจารณาประกาศยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติได้ เพื่อเชิดชูเกียรติและถอดองค์ความรู้ไม่ให้สูญหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนยังปรับแผนการทำงานให้แก่เครือข่ายวัฒนธรรมใหม่ เนื่องจาก สวธ.พบปัญหางบประมาณการส่งเสริมวัฒนธรรมให้แก่เครือข่ายมีจำกัด การส่งเสริมวัฒนธรรม โดยเฉพาะรักษาภูมิปัญญาให้เกิดความยั่งยืนต้องมาจากความรักและการหวงแหนของคนในพื้นที่ &amp;nbsp;ไม่ใช่พอมีงบประมาณทีก็ทำกันที หมดงบขาดการสานต่อ &amp;nbsp;จากนี้การส่งเสริมเครือข่ายวัฒนธรรมนอกจากสนับสนุบงบแล้ว สวธ.จะนำองค์ความรู้ทั้งการรักษา &amp;nbsp;วิธีการวิจัยเก็บรวบรวมความรู้ไปถ่ายทอดแก่ชุมชน ตลอดจนเด็กและเยาวชน เพื่อพัฒนาและต่อยอดภูมิปัญญาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว สินค้าวัฒนธรรม และสร้างรายได้แก่ชุมชน &amp;nbsp;เชื่อว่ จะทำให้การรักษาวัฒนธรรมเกิดความยั่งยืนในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; สิ่งที่ สวธ.ต้องทำ คือ การสร้างให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมควบคู่กับการรวบรวมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 7 สาขา ได้แก่ ศิลปะการแสดง &amp;nbsp;งานช่างฝีมือดั้งเดิม วรรณกรรมพื้นบ้าน &amp;nbsp;กีฬาภูมิปัญญาไทย แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล &amp;nbsp;ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล &amp;nbsp; รวมถึงภาษา ในการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเร่งส่งเสริมความเข้าใจแก่ชุมชนเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้มากขึ้น และสร้างเด็กรุ่นใหม่มาเรียนรู้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเชื่อว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติจะไม่สูญหาย&amp;rdquo; อธิบดี สวธ. &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ครูภูมิปัญญา, ชาย นครชัย, บิ๊กดาต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beab3921b7a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 00:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 05:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทคโนโลยีสู่ความสำเร็จ &quot;ไอโอที-บิ๊กดาต้า&quot; พานักแข่งสู่โพเดียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการแข่งขันรถรายการต่าง ๆ ทั้งใน Formula 1 หรือ Grand Prix และการแข่งรถอื่น ๆ อีกหลายรายการ นอกจากทีมนักแข่งจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของรถยนต์ ความสามารถของนักแข่งรถ และความพร้อมของทีมสนับสนุนต่าง ๆ แล้ว ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลงานของนักแข่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ &amp;nbsp;โดยการนำเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IOT มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของรถแข่ง ข้อมูลจำนวนมหาศาลจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่ Cloud และนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น การนำข้อมูลมากมายมาสร้างเป็นภาพเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการตั้งค่าเครื่องยนต์ที่เหมาะสมและการจัดการการควบคุมต่าง ๆ ของนักแข่ง หรือการวิเคราะห์วิดีโอการแข่งขันเพื่อช่วยให้นักแข่งเข้าโค้งได้ดีที่สุด เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอิชิโร ฮาระ กรรมการผู้จัดการ แ ในเครือบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆนี้ ว่าทางบริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง โดย นายโทชิโนริ ไอวาซาว่า (Toshinori Iwasawa) ประธาน บริษัทฯ ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับ นายทาคูมะ ซาโตะ (Takuma Sato) นักขับรถแข่ง อดีตแชมป์การแข่งขัน Formula 1 (ฟอร์มูล่า วัน) ซึ่งปัจจุบันได้เข้าร่วมในการแข่งขันรถประเภทอินดี้ หรือ IndyCar series (อินดี้ คาร์ ซีรีย์) โดยทางบริษัทฯ ได้นำความรู้และประสบการณ์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมนำเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยทำให้ ซาโตะทำผลงานได้ดีขึ้นในแต่ละการแข่งขัน สามารถสร้างความสำเร็จใหม่ๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุด ซาโตะ นักแข่งสังกัดทีม ราฮัล เลทเตอร์แมน ลานิแกน (Rahal Letterman Lanigan Racing Team) หรือ อาร์แอลแอล (RLL) ในซีรีส์รถแข่งประเภทอินดี้ เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งกัน Grand Prix (กรังด์ปรีซ์) ของพอร์ตแลนด์เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ โดยเอบีม คอนซัลติ้ง เป็นหน่วยสนับสนุน ซาโตะและทีมงานในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเอบีม สปอร์ต โซลูชั่น (Abeam Sports Solution) ซึ่งโซลูชั่นนี้ไม่เพียงแต่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของทีม RLL (อาร์แอลแอล) เท่านั้น แต่ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของทีมหลักอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์การตั้งค่าองศาเครื่องยนต์ จีโอเมทรี เซ็ตติ้ง อะนาลิสิซ (Geometry Settings Analysis) ที่ช่วยให้การคาดการณ์เกี่ยวกับการประหยัดเชื้อเพลิง รอบต่อนาที หรือ แลป ไทม์ (lap time) รวมถึงความเร็วต่อกิโลเมตร หรือ เพช (pace) ซึ่งช่วยให้ทีม RLL (อาร์แอลแอล) สามารถตัดสินใจได้แม่นยำในการกำหนดกลยุทธ์การขับรถแข่งจนประสบความสำเร็จ &amp;nbsp;ด้วยการตัดสินใจหยุดที่จุดพักรถ (pit stop) พิต สต็อป ให้น้อยลง จนทำให้ ซาโตะขยับจากลำดับที่ 20 เป็นผู้ชนะที่ 1 ในที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยี Internet of Things (อินเตอร์เน็ต ออฟ ติง) &amp;nbsp;หรือ IOT (ไอโอที) ทำให้เราสามารถหาและเก็บข้อมูลได้ผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ ของรถแข่ง เช่น ในการแข่งขัน Super Formula (ซูปเปอร์ ฟอร์มูลา) ซึ่งเป็นการแข่งขันรถมอเตอร์คาร์กลุ่มที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น เอบีม คอนซัลติ้ง ได้เข้าทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีม Real Racing (รีล เรซซิ่ง) เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่มากมาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการบริการแบบเบ็ดเสร็จบน Abeam Cloud (เอบีม คลาว) และการจัดการข้อมูลดังกล่าวแบบระยะยาว เสมือนทรัพย์สินระยะยาว (long-term asset) ลอง-ทีม แอสเซท โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลมากมายมาสร้างเป็นภาพเพื่อช่วยในการตัดสินใจการตั้งค่าเครื่องยนต์ที่เหมาะสมและการจัดการการควบคุมต่าง ๆ ของนักแข่ง ด้วยการนำข้อมูลจากการควบคุมพวงมาลัย การเร่งความเร็ว การเบรก โหลดของเครื่องยนต์ อาการเครื่องยนต์กับการขับเคลื่อน ฯลฯ มาสร้างเป็นภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการพูดคุยปรึกษาหารือเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว ช่วยให้สามารถตัดสินใจการตั้งค่าเครื่องยนต์ รวมทั้งสามารถจัดการกับการควบคุมรถของนักแข่งได้อย่างเหมาะสม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การวิเคราะห์วิดีโอการแข่งขันเพื่อช่วยให้นักแข่งเข้าโค้งได้ดีที่สุด จากการวินิจฉัยเพื่อชี้ให้เห็นว่าในการเข้าโค้งหลาย ๆ ครั้งที่ช่องว่างระหว่างตัวรถมีแนวโน้มขยายกว้างขึ้นไป และนำไปเปรียบเทียบกับเส้นทางการวิ่ง ความเร็ว และปัจจัยอื่น ๆ ของรถแต่ละคันที่มีการเข้าโค้งที่คล้าย ๆ กัน นอกจากนี้ ยังมีการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอากาศ ความชื้น อุณหภูมิพื้นถนน ในช่วงเวลาต่าง ๆ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการพูดคุยภายในเพื่อหาวิธีให้นักแข่งเข้าโค้งได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลสด (live data) ไลฟ์ ดาต้า ด้วยระบบอัตโนมัติแบบ Robotic process automation (โรโบติก โปรเซส ออโตเมชั่น) หรือ อาร์พีเอ (RPA) ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสดจากการแข่งขันเพื่อใช้ประโยชน์ของข้อมูลอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทุกวงการต้องเร่งปรับตัวให้ทันโลกและหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อก้าวนำก่อนใคร ไม่เว้นแม้แต่วงการนักแข่งรถในโลกความเร็ว ที่จากเดิม เพียงการให้ความสำคัญไปที่ประสิทธิภาพของรถยนต์ ความสามารถของนักแข่งรถ และความพร้อมของทีมสนับสนุน กลับเริ่มหันมาให้ความสนใจและใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาขยายขีดความสามารถ เพิ่มโอกาสที่จะคว้าลำดับในการแข่งขันที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยมี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18522</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรังด์ปรีซ์, กีฬา, บริษัท เอบีม คอนซัลติ้ง จำกัด, บิ๊กดาต้า, ฟอร์มูล่า วัน, อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5babc07209936.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 23:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 23:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหพัฒน์ แนะคุมค่าเงินบาทอยู่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ชี้เหมาะกับการทำธุรกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหพัฒน์ เผยค่าเงินควรอยู่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์เหมาะกับการทำธุรกิจ เตรียมผนึก BTS หวังแชร์บิ๊กดาต้า เพื่อสร้างโอกาสทางการขายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าการส่งออกของไทยจะมีการขยายตัวมากขึ้น แต่ปัญหาค่าเงินบาทแข็งก็ไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางการเงินให้มากขึ้นตามไปด้วย ส่วนตัวมองว่าค่าเงินควรอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ จึงจะเหมาะสมกับการทำธุรกิจ โดยเครือสหพัฒน์เองไม่ได้มีการส่งออกมากนัก แต่สำหรับกลุ่มประเทศทางซีแอลเอ็มวี มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจ 5 เดือนแรก มีอัตราการเติบโตเล็กน้อยหรือเกือบทรงตัว ส่วนใหญ่กลุ่มอาหารจะไปได้ดีกว่าธุรกิจอื่น หรือมีการเติบโตขึ้นประมาณ 4-5% ขณะที่กลุ่มแฟชั่นบางแบรนด์ลดลงและบางแบรนด์ก็เพิ่มขึ้น รวมๆ แล้วค่อนข้างทรงตัวไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นหลายแบรนด์เริ่มทำออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมไปซื้อช่องทางดังกล่าวมากขึ้น ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคระดับล่างอาจยังไม่ฟื้นตัวเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ในยุคของโลกธุรกิจที่ต้องอาศัยข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อทำการตลาด จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มบีทีเอสในการแชร์ข้อมูลของบริโภคของแต่ละฝ่ายร่วมกัน ทั้งยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของเครือสหพัฒน์และบีทีเอสให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน โดยบีทีเอสจะมีบัตรแรบบิทที่ผู้บริโภคสามารถใช้จ่ายสินค้าบนบีทีเอส และร้านอาหารบางแห่งได้นั้น ก็อาจใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้มาจับจ่ายกับสินค้าในเครือสหพัฒน์ได้ รวมถึงลอยัลตี้โปรแกรมที่จะทำร่วมกัน และการใช้สถานีต่างๆ ของบีทีเอสเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขายสินค้าในยุคนี้ไม่ใช่ผลิตสินค้าออกมาแล้ววางจำหน่ายได้เลย แต่ต้องมีข้อมูลของผู้บริโภคให้มากที่สุด เพื่อนำมาผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการ ออกสินค้ามาให้คนแย่งซื้อ ไม่ใช่วางขายเท่านั้น แน่นอนว่าจะทำให้ยอดขายสินค้าของสหพัฒน์เติบโตขึ้นตามไปด้วย&amp;rdquo; นายบุณยสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10780</URL_LINK>
                <HASHTAG>BTS, ค่าเงินบาท, บิ๊กดาต้า, บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา, เครือสหพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b16b85dd444c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
