<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 12:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บี.กริม&#039;ผนึกกำลัง&#039;ยูนิเวนเจอร์&#039;ลุยขยายธุรกิจพลังงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค. 2564 นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าลงทุนในบริษัท ยูนิเวนเจอร์ บีจีพี จำกัด หรือ UVBGP ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV ในสัดส่วน 45% โดยเข้าร่วมลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ UVBGP จำนวน 2,250,000 หุ้น ในมูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 22,250,000 บาท โดยมี UV ถือหุ้นในสัดส่วนที่เหลืออีก 55%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การร่วมทุนดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ ครอบคลุมโครงการพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยนํ้า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน โรงไฟฟ้าชีวะมวล บริการ Energy Solution และโครงการสมาร์ทกริด โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้า 400-500 เมกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ UV จะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการลงทุน พัฒนา บริหารจัดการและดำเนินโครงการในด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง หรือสนับสนุนธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผ่าน UVBGP ร่วมกับ UV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกำพล ปุญโสณี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV กล่าวเสริมว่า ในการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ BGRIM ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นการพัฒนาต่อยอดความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผนึกกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสในการลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ตามเป้าหมายของ UV ในการสร้าง Portfolio การลงทุนให้มีความสมดุล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมกันนั้น ยังสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ด้าน Diversification และ Opportunistic Investment เป็นการพัฒนาต่อยอดจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ UV มีความเชี่ยวชาญทั้งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย, อาคารสำนักงานให้เช่า และโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ&amp;rdquo; นายกำพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน บี.กริม มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 48 โครงการ รวมกำลังการผลิต 3,058 เมกะวัตต์ โดยมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทมีเป้าหมายขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ตามเป้าหมาย 7,200 เมกะวัตต์ในปี 2568&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ฮาราลด์ ลิงค์, บี.กริม เพาเวอร์, ยูนิเวนเจอร์ บีจีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5ffe8300297ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM กู้เงินเอดีบี  5,677 ล้านบาทพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนาม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2563 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) และ บริษัท Phu Yen TTP (Phu Yen JSC) ได้ลงนามเงินกู้ 5,677 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 257 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;ใน ฮว่า ฮอย จังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศ เวียดนาม ซึ่งเป็นเงินกู้สีเขียวที่ได้รับการรับรองครั้งแรกของประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;ทั้งนี้ Phu Yen JSC ถือหุ้นโดย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนร้อยละ 80 และ Truong Thanh Viet Nam Group Joint Stock Company (TTVN) ในสัดส่วนร้อยละ 20 &amp;nbsp;โดยการจัดหาเงินทุนประกอบด้วยเงินกู้ 27.9 ล้านดอลลาร์จากเอดีบี และ เงินกู้รวม 148.8 ล้านดอลลาร์จาก (เงินกู้ B loan) ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) จากประเทศจีน และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ รวมไปถึงการจัดสรรเงินกู้ 9.3 ล้านดอลลาร์จาก Private Infrastructure Fund (LEAP) &amp;nbsp;ทั้งนี้เงินกู้ดังกล่าวยังได้รับการรับรองจาก Climate Bonds Initiative หรือ CBI ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม นับเป็นเงินกู้สีเขียวรายแรกในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในเงินกู้พลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน &amp;nbsp;บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของบริษัท และรู้สึกยินดีและขอบคุณทางเอดีบี และอีก 5 สถาบันการเงินสำหรับการสนับสนุนเงินกู้สีเขียวของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 257 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม โดยโครงการนี้ได้เปิดจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ให้แก่ Electricity of Vietnam (EVN) เป็นที่เรียบร้อยแล้วและเริ่มรับรู้รายได้ภายใต้สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา Feed-in-Tariff (FiT) ที่ 9.35 เซ็นดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 20 ปี &amp;nbsp;ซี่งถือเป็นโครงการสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นการใช้พลังงานทดแทนในประเทศเวียดนาม รวมทั้งกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเวียดนามอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;เป็นอีกครั้งที่ทางบริษัทได้บุกเบิกนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นที่เน้นเรื่องการการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งครั้งแรกคือพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ตัวแรกในประเทศไทย และครั้งนี้ถือเป็นการนำแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลมาประยุกต์ใช้การทำธุรกรรมเงินกู้สีเขียว (Green Loan) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนในเวียดนาม และช่วยส่งเสริมให้เกิดตลาดเงินกู้สีเขียวในภูมิภาค อีกทั้งการทำธุรกรรมสีเขียวนี้ เป็นไปตามนโยบายความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทตามมาตรฐานสากลอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแจ็คกี้ บี. ซูตานิ ผู้อำนวยการแผนกการเงินโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก สำนักปฎิบัติการภาคเอกชนของเอดีบี กล่าวว่า เอดีบีมุ่งมั่นและยืนยันที่จะสนับสนุน บี. กริม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนพันธมิตรและคู่ค้าที่สำคัญที่สุดที่ได้ขยายธุรกิจไปสู่เวียดนามในระยะยาวและการพัฒนาธุรกิจทางด้านพลังงานทดแทน &amp;nbsp;และยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ TTVN เป็นครั้งแรก โครงการนี้จะสนับสนุนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ และหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นี้เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 123,000 ตันต่อปี และโรงไฟฟ้าจะรองรับความต้องการไฟฟ้าของเมือง กว๋างหงาย และญาจาง รวมทั้งพื้นที่โดยรอบในภูมิภาคซึ่งนับเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย, บี.กริม เพาเวอร์, เวียดนาม, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e579d9a11f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2020 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2020 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สกพอ.-BGRIMเซ็นเช่าที่ราชพัสดุฯ ผุดโรงไฟฟ้าไฮบริดป้อน &#039;อู่ตะเภาและเมืองการบิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.2563 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น ในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; ซึ่งผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย นายคณิศ แสงสุพรรณ &amp;nbsp;เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ และนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้มีการลงนามสัญญาร่วมลงทุนไปเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น &amp;ldquo;สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพ&amp;rdquo; เชื่อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ 3 สนามบิน สามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation รวมทั้งเป็น &amp;ldquo;มหานครการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo; ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น เป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นที่โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก พร้อมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถรองรับการขยายตัวของผู้โดยสาร ธุรกิจการขนส่งสินค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์กลางธุรกิจ E &amp;ndash; Commerce และศูนย์เทคโนโลยีด้านอากาศยานกองทัพเรือในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกร่วมกับ สกพอ. ได้คัดเลือก บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ พื้นที่ 100 ไร่ เพื่อดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสาธารณูปโภค โครงการงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยจะผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) ระหว่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Co-Generation Power Plant) โดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PV Solar Farm) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดตามแนวคิดหลักของ อีอีซี มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 95 เมกะวัตต์ พร้อมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ (Energy Storage System-ESS) ขนาด 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง และพร้อมจะจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมเมื่อสนามบินมีการพัฒนาสูงสุดและมีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 95 เมกะวัตต์ และเสริมความมั่นคงด้วยการสำรองไฟฟ้า &amp;nbsp;100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ความร้อนที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าได้นำมาเปลี่ยนเป็นระบบน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศสนามบิน ทำให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid Power Plant) สามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าหรือมีราคาประหยัดเหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพต่อเนื่อง มีพลังงานสำรอง ลดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการภายในสนามบินอู่ตะเภาอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บี.กริม กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ในการลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ถือเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักของ อีอีซี โดยสนามบินอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งใหม่แห่งอนาคตที่จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงและเป็นเกียรติอย่างแท้จริงของบริษัทฯในฐานะที่ บี.กริม เป็นบริษัทเอกชนไทย
ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆที่สำคัญให้กับประเทศไทย มาตลอดระยะเวลา 142 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ บี.กริม ได้รับเกียรติและความไว้วางใจในการพิจารณาคัดเลือกโดยกองทัพเรือ และ สกพอ. ให้เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกในครั้งนี้ บริษัทฯ ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้าง พัฒนา และบริหารโรงไฟฟ้าที่ประสบความสำเร็จให้กับพื้นที่อุตสาหกรรมชั้นนำในเขตจังหวัดพื้นที่พัฒนาของ อีอีซี มาตลอด ตั้งแต่เริ่มการพัฒนาโรงไฟฟ้าเอกชนครั้งแรกในปี 2538 นั้น &amp;nbsp;BGRIM จึงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า บริษัทฯ จะสามารถใช้ความพร้อมและประสบการณ์อันเต็มเปี่ยมเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ให้กับสนามบินอู่ตะเภาและพื้นที่พัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นการรองรับความต้องการในการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นต่อไปภายในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษแห่งนี้
ได้อย่างมั่นคงตามที่บริษัทฯ ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากกองทัพเรือ และ สกพอ. ในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก นำโดย&amp;nbsp;China Energy Engineering Corporation หรือ Energy China ซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า Hybrid และ Korea Electric Power Corporation หรือ KEPCO บรรษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากสาธารณรัฐเกาหลีให้การสนับสนุนเทคโนโลยีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน - ESS และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ - EMS พร้อมทั้งมี Siemens จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สนับสนุนเทคโนโลยี Gas &amp;amp; Steam Turbine ทั้งหมดนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า BGRIM จะสามารถสร้างระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่มั่นคง ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพสูงอันเป็นรากฐานต่อระบบสาธารณูปโภคหลักที่สำคัญยิ่งต่อการสนับสนุนให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้สามารถบรรลุความสำเร็จได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมไว้แล้วทุกประการ เพื่อให้สามารถดำเนินงานตอบสนองต่อนโยบายการพัฒนาพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาได้ทันที โดยโรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ภาคตะวันออกนี้ จะพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 และถือเป็นโรงไฟฟ้าไฮบริดแบบผสมผสานเทคโนโลยีทั้ง 3 ระบบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่จะสามารถนำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยที่สุด มีประสิทธิภาพด้านการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากที่สุด ทั้งยังปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ถือเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะสามารถสร้าง ความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคตให้กับสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้ตามนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69803</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.), บี.กริม เพาเวอร์, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบิน, โรงไฟฟ้า, โรงไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef5c52accbb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM ยันมาตรการลดค่าไฟไม่กระทบรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค. 2563 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เรื่องมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ดูแลปัญหาภัยแล้งและกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 โดยมีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้า ให้ตรึงค่าเอฟทีในเดือนพฤษภาคมที่อัตราเดิมคือ -11.6 สตางค์ และลดค่าไฟฟ้าในอัตราร้อยละ 3 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน &amp;ndash; มิถุนายน 2563) นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทมีความยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยการลดค่าไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 3 เดือนเริ่มในเดือนเมษายนนี้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน&amp;nbsp;
โดยมาตรการปรับลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้นในอัตราร้อยละ 3 เป็นระยะเวลา 3 เดือนนี้ บริษัทประเมินผลกระทบต่อรายได้รวมทั้งปีในอัตราเพียงร้อยละ 0.17 เนื่องจากเป็นมาตรการชั่วคราว และไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 77 ของรายได้รวม อันมาจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และรายได้จากโครงการในต่างประเทศ มีเพียงธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 23 ที่จะได้รับผลกระทบชั่วคราวนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยในปีนี้มีลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ที่ลงนามซื้อขายไฟฟ้ารวมถึง 31 เมกะวัตต์ทยอยเข้ามาในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 มียอดการใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตราร้อยละ 1 ซึ่งมาจากการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนหลักของบริษัทที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของต้นทุนรวม บริษัทจึงมีโอกาสลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญจากแนวโน้มการปรับตัวลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 มีการปรับตัวลงถึงร้อยละ 9 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทประเมินว่าจะส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทราวร้อยละ 15 เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 2,331 ล้านบาทในปี 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59534</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าไฟ, บี.กริม เพาเวอร์, ปรียนาถ สุนทรวาทะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190907/image_big_5d737d626149c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2020 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2020 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM โชว์เซ็นสัญญาลูกค้าใหม่เพิ่ม 31 เมกะวัตต์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บี.กริม เพาเวอร์ &amp;nbsp;ลุยขยายฐานลูกค้าต่อเนื่อง สวนทางภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจและสถานการณ์ COVID -19 เหตุที่หลายภาคส่วนอุตสาหกรรมในนิคมฯ ทยอยเซ็นสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าใหม่รวมเพิ่มอีก 31 เมกะวัตต์ภายในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค. 62 - นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIMเปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไข้หวัด COVID-19 นั้น บริษัทได้ติดตามสถานการณ์และปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอย่างใกล้ชิด พบว่ายอดใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือนมกราคมอยู่ในระดับคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ลูกค้าบางรายจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็มีกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นถึง 20% จาก บมจ. AJ Plast และ บริษัท Universal Polybag กลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ในบ้าน ที่เพิ่มขึ้น 9% จากการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของ บริษัท Toshiba Consumer Products (Thailand) และ บริษัท Toshiba Carrier (Thailand) และยังมีลูกค้ารายใหม่ในกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ บริษัท Tenma (Thailand) ซึ่งผลักดันให้หน่วยขายไฟฟ้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 32% เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บี.กริม ยังเดินหน้าขยายฐานธุรกิจทยอยเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 8 เมกะวัตต์รวมมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 31 เมกะวัตต์ที่มีกำหนดการทยอยเข้าระบบในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น จากจำนวนโรงงานทั้งหมดมากกว่า 1,500 ราย ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่เปิดดำเนินการแล้วกว่า 17 โครงการของ บี.กริม ตั้งอยู่นั้น ปัจจุบันมี 130 บริษัทที่เป็นลูกค้าของ บี.กริม แต่ยังมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพอีกมาก อาทิเช่น ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น ซึ่งบริษัทมีการสำรวจความต้องการในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งนั้น บริษัทมีมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้น้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำตามแนวทางความยั่งยืนมาโดยตลอด โดยน้ำส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมมาจากน้ำที่ผ่านกระบวนการ recycle หรือจากการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และได้มีการเพิ่มขั้นตอนการนำน้ำจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำอีกด้วย บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้โดยไม่สะดุดตลอดทั้งปี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58753</URL_LINK>
                <HASHTAG>บี.กริม เพาเวอร์, ปรียนาถ สุนทรวาทะ, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190907/image_big_5d737d626149c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี.กริมโวกำไรQ4/62โต215%</HEADLINE>
                <CONTENT>


&amp;nbsp;
&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;ไทยโพสต์ ๐ บี.กริม โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 4/62&amp;nbsp;เติบโตขึ้นถึง 215% รับอานิสงส์ขยายธุรกิจต่อเนื่องมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% มั่นใจการบริหารน้ำมีประสิทธิภาพ ลูกค้าใหม่ทยอยเข้ามาต่อเนื่องในปี 63 พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ประกาศจ่ายปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.22 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิจากงบรวม 816 ล้านบาทและกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 409 ล้านบาทเติบโตถึง 215% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากพิจารณากำไรสุทธิจากการดำเนินงานงบการเงินรวมอยู่ที่ 832 ล้านบาท เติบโตถึง 118% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 428 ล้านบาท เติบโตถึง 94.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;สำหรับปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการปี 2562 อยู่ที่ 44,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากปีก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;20.6% และมีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 3,977 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 2,331 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;เติบโตจากปีก่อน 25.1% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตถึง 40% จากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและการพัฒนาโครงการใหม่ รวมถึงสามารถประหยัดเชื้อเพลิงจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซของโรงไฟฟ้าจากพลังความร้อนร่วม 2 โครงการ และการลดต้นทุนทางการเงินจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;ขณะที่มาตรการสำหรับการบริหารจัดการน้ำ บริษัทมีนโยบายและมาตรการการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้น้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำตามแนวทางความยั่งยืน น้ำส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมมาจากน้ำที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล หรือจากการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้บริษัทยังมีแผนการควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนำมาสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการวางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมอย่างรอบคอบ ทำให้มั่นใจว่าปริมาณน้ำสำรองในบ่อกักเก็บน้ำของนิคมอุตสาหกรรมเพียงพอต่อการเดินเครื่องไปจนถึงช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทมีฐานลูกค้าระดับโลกที่มีความมั่นคงระดับสูงเป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 2563 ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยปริมาณการขายไฟในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันก่อนปีก่อน นอกจากนี้ยังมีลูกค้ารายใหม่อีกหลายรายที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 23 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดการทยอยเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าของบริษัทในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เรามั่นใจว่าจะทะลุเป้าหมายกำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ ขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสลงทุนในโครงการใหม่ร่วมกับพันธมิตรอีกหลายโครงการ ขณะเดียวกันได้ประกาศจ่ายปันผล งวดครึ่งปีหลัง 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD)&amp;nbsp;&amp;nbsp;13 มี.ค. 2563 และวันที่จ่ายปันผล คือ 11 พ.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;2563&amp;rdquo;นางปรียนาถ กล่าว&lt;/p&gt;


&amp;nbsp;



&amp;nbsp;

&amp;nbsp;




...
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58152</URL_LINK>
                <HASHTAG>บี.กริม เพาเวอร์, ปรียนาถ สุนทรวาทะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54ec461be15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2020 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2020 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ มั่นใจภัยแล้งไร้ผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ. 2563 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; เปิดเผยว่าบริษัทได้มีการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและวางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับทุกนิคมอุตสาหกรรมมาโดยตลอด มั่นใจสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำที่มีคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการที่แข็งแกร่งจากฐานลูกค้าชั้นนำระดับโลก และยังมีลูกค้าใหม่ทยอยเข้ามาทุกไตรมาสทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมยังคงมีความแข็งแกร่ง นอกเหนือไปจากกระแสเงินสดที่มั่นคงไปอีก 25 ปีจากสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากสัญญาซื้อขายไฟระยะยาวกับภาครัฐของทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของสถานการณ์น้ำแล้งนั้น บริษัทได้มีการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยบริษัทมีมาตรการและแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด ด้วยมีจุดมุ่งหมายในการใช้และรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยน้ำส่วนใหญ่ที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแบบ SPP ใช้ในกระบวนการผลิตนั้น จะเป็นการใช้น้ำชนิดหมุนเวียน หรือน้ำทิ้งจากโรงงานที่ผ่านการบำบัดหรือปรับคุณภาพแล้ว ประกอบกับบริษัทได้มีการวางแผนการบริหารจัดการกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทมีการวางแผนการใช้น้ำร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด และได้รับการยืนยันว่ามีการสำรองน้ำในบ่อกักเก็บน้ำในนิคมอุตสาหกรรมมีระดับที่เพียงพอต่อการเดินเครื่องไปจนถึงช่วงฤดูฝน ขอให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าของบริษัทจะสามารถให้บริการและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความกังวลถึงผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกนั้น มากกว่า 70% จากรายได้ของบริษัทมาจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานของรัฐบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระยะยาว 20-25 ปีซึ่งจะไม่มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนที่เหลือมาจากภาคอุตสาหกรรมจากทั้งในประเทศไทยและเวียดนามนั้น ยังมีแนวโน้มปริมาณการใช้ไฟที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง จากฐานลูกค้าชั้นดีระดับโลกที่มาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้ารายใหม่จากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องรวม 25 เมกะวัตต์ ในปี 2562 และมีการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติมอีกรวม 15 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเข้ามาในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังมีโอกาสขยายฐานลูกค้าไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำอีกกว่า 1,000 รายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโครงการในมือทั้งหมด 57 โครงการ ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนา รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 3,424 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังการผลิตจากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 2,896 เมกะวัตต์ จาก 46 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมบ่อทองขนาด 16 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 39 เมกะวัตต์ในประเทศกัมพูชา ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจในการขยายธุรกิจโดยยึดหลักการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปสู่เป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระดับไม่ต่ำกว่า 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2565 จากทั้งการพัฒนาโครงการใหม่ และการควบรวมกิจการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทยอยสรุปได้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เป็นต้นไป ในส่วนของโครงการใหม่นั้นได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ มาอย่างต่อเนื่องคาดว่าจะทยอยมีความคืบหน้าในปีนี้เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56529</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ภัยแล้ง&quot; เสี่ยงกระทบ ศก., บี.กริม เพาเวอร์, ปรียนาถ สุนทรวาทะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3cd86919e41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
