<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM เคาะขายหุ้น BPAM 5%ให้ PEA ENCOM หวังจับมือเพิ่มศักยภาพธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2563 บมจ.บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; หรือ BGRIM นำโดย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; และนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เข้าทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (&amp;ldquo;PEA ENCOM&amp;rdquo;) (บริษัทในเครือของ กฟภ.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์&amp;nbsp; กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง กฟภ. โดยวัตถุประสงค์ของความร่วมกันคือจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือ ทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านการเงิน เพื่อขยายธุรกิจร่วมกัน อาทิเช่น การขยายขอบเขตของลูกค้าอุตสาหกรรมของโครงการโรงไฟฟ้าแบบ Small Power Producer (SPP) เป็นวงกว้างขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพโครงการผลิตไฟฟ้าโดยเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือจำหน่ายให้ลูกค้าตรงโดยไม่ขายเข้าระบบของการไฟฟ้า (Independent Power Supply: IPS) โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน

รวมถึงระบบไมโครกริดและระบบสมาร์ทไมโครกริด (Smart Microgrid) ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีโอกาสประหยัดเงินลงทุนในสายส่งและอุปกรณ์อื่นในอนาคตมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นเป็นส่วนของโครงการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) จำกัด จำนวน 315 ล้านบาท และการให้บริการลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด (บริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์) ได้ถือหุ้น 75%&amp;nbsp; ในบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) จำกัด (&amp;ldquo;BPAM&amp;rdquo;) (เดิมชื่อ บริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด) และมีบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด ถือหุ้นอีก 25%&amp;nbsp; ใน BPAM นั้น&amp;nbsp; ด้วย บี.กริม เพาเวอร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด&amp;nbsp;

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด ได้เข้าทำการโอนหุ้นจำนวน 5% ใน BPAM ให้แก่ PEA ENCOM มูลค่าการขายหุ้นรวมจำนวน 200 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการโอนหุ้นดังกล่าว จะทำให้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) จำกัด ถือหุ้น 70% ใน BPAM&amp;nbsp; ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2563 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563

อย่างไรก็ดีความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้แก่บริษัทในการต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ช่วยผลักดันเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทไปถึง 7,000 เมกะวัตต์ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งจะช่วยสร้างผลกำไรและเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอต่อไป

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79511</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟภ., บีกริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7aa1c0baf90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี.กริม บริจาค 46 ล้านบาท สู้ภัยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2563 นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และ กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยว่า บี.กริม ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 142 ปี มีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสังคมไทย ในหลากหลายภาคส่วนผ่านธุรกิจและบริการต่างๆ ของ บี.กริม เมื่อยามที่ประเทศไทยประสบภัย ทำให้คนไทยได้รับความทุกข์ร้อนจึงเป็นความตระหนักจากใจจริงถึงความร่วมแรงร่วมใจในการให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของแต่ละบุคคลหรือองค์กร ซึ่งรวมถึง บี.กริม ด้วยอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 คณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนของ บี.กริม จึงร่วมระดมความคิดหาแนวทางให้ความช่วยเหลือมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2563 ผ่านการบริจาคและสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ อาทิ
&amp;bull; ร่วมสนับสนุน กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ) จำนวน 10 ล้านบาท
&amp;bull; ร่วมสนับสนุน มูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล จำนวน 4 ล้านบาท
&amp;bull; สนับสนุนการทำประกันชีวิต ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่าน ผ่านทาง มูลนิธิรามาธิบดี จำนวน 6.5 ล้านบาท
&amp;bull; บริจาคหน้ากาก N95/KN95 จำนวน 100,000 ชิ้น ให้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ รพ.รามาธิบดี มูลค่า 8.25 ล้านบาท
&amp;bull; บริจาค เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรด (Infrared Thermometer) จำนวน 2,000 เครื่อง ให้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มูลค่า 5.3 ล้านบาท
&amp;bull; จัดทำถุงยังชีพ จำนวน 5,000 ชุด แจกจ่ายไปยังจุดต่างๆ ที่มีประชาชนมีความต้องการ งบประมาณ 3.5 ล้านบาท
&amp;bull; เครื่องช่วยหายใจให้แก่สถานพยาบาล มูลค่า 1.3 ล้านบาท เป็นต้น

พร้อมกันนี้ นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ &amp;ldquo;BGRIM&amp;quot; ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทางด้านกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าของ BGRIM และโครงการ &amp;ldquo;บี.กริม ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; ได้จัดส่งความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยการทำงานร่วมกันจากผู้บริหารและพนักงานของ BGRIM ทั้งจากส่วนกลางและในแต่ละโรงไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่โดยรอบโครงการโรงไฟฟ้าในรัศมี 3-5 กิโลเมตร และครอบคลุมจำนวนประชาชนผู้เดือดร้อนจำนวนมาก โดยได้ส่งความช่วยเหลือไปเบื้องต้นแล้ว อาทิ
&amp;bull; บริจาคเงินช่วยเหลือ ให้แก่ สถานพยาบาล และระดับชุมชน โดยรอบพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง
&amp;bull; สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ Face Shield, เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และเครื่องวัดอุณหภูมิ ให้แก่สถานพยาบาล
&amp;bull; สนับสนุนหน้ากากอนามัย และน้ำ Demined เพื่อใช้ในการทำ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพื่อแจกจ่ายให้กับชุมชนรอบข้าง
&amp;bull; บริจาคเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ, น้ำดื่ม ให้แก่ชุมชน เป็นต้น

นอกจากการให้ความช่วยเหลือภายในประเทศแล้ว บริษัทยังได้ให้ความช่วยเหลืออุปกรณ์ป้องกัน และเครื่องมือทางการแพทย์ ไปยังต่างประเทศที่บริษัทมีการดำเนินธุรกิจตามความเหมาะสมด้วยเช่นกัน

บี.กริม โดยคณะผู้บริหารและพนักงาน พร้อมร่วมส่งกำลังใจและความช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยทุกคนปลอดภัย และจับมือกันก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งขอส่งพลัง ส่งความชื่นชมและความขอบคุณไปยังทีมบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับชั้นทั่วประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้ำใจส่วนหนึ่งนี้จาก บี.กริม จะเป็นประโยชน์และมีส่วนสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยได้ต่อไป

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63702</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, บีกริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200420/image_big_5e9d40c3c7460.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM ปิดดีลซื้อหุ้น 70% โรงไฟฟ้า SPP อ่างทองเพาเวอร์ ขนาด 123 MW </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค. 2563 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ชลบุรี) 2 จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100%) ในฐานะผู้ซื้อ/รับโอนหุ้น ได้บรรลุความสำเร็จตามสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) กับ Redman Pacific Holding Pte.Ltd. (ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท) ในฐานะผู้ขาย/ผู้โอนหุ้น เพื่อเข้าถือหุ้นจำนวน 70% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด
โดยบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำลังการผลิตติดตั้ง 123 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเมื่อปี 2559 ตั้งอยู่ใน ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทองโดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายแห่งประเทศไทย (กฟผ) จำนวน 90 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 25 ปี สำหรับมูลค่าซื้อขายหุ้นรวมอยู่ที่ 2,520 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ได้รับอนุมัติโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 3,019 เมกะวัตต์ จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 47 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้างโครงการอีกหลายแห่งที่จะขยายกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 3,547 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้ง 5,000 เมกะวัตต์ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2565
สำหรับการประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไข้หวัด COVID-19 นั้น รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจนัก อันเนื่องมาจากเป็นสัญญาซื้อขายไฟกับ กฟผ ในลักษณะ take or pay และเป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในส่วนของรายได้ 25% จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมนั้น บริษัทได้ติดตามสถานการณ์และปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยความหลากหลายของกลุ่มลูกค้าทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าโดยรวมค่อนข้างมั่นคง โดยยอดใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในในอัตรา 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าใหม่อีกหลายรายรวมจำนวน 31 เมกะวัตต์ที่ส่วนใหญ่มีกำหนดการเริ่มจ่ายไฟในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2563
ทั้งนี้ ยังมีความต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพอีกจำนวนมากในพื้นที่ที่โรงไฟฟ้าของบริษัทตั้งอยู่ อาทิเช่นความต้องการจากกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ปิโตรเคมี และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าของบริษัทเพียง 130 รายจากจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดมากกว่า 1,500 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น


&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60035</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีกริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e707599a15df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIM ยิ้มไตรมาส3/62กำไรโต 69% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BGRIM ยิ้มไตรมาส3/62กำไรโต 69% พร้อมจับมือ PetroVietnam Power &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศึกษาการพัฒนาโรงไฟฟ้า-นำเข้าและจำหน่าย LNG ในเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;14พ.ย.62-นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 &amp;nbsp;มีรายได้จากการขายและการให้บริการ เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 856 เมกะวัตต์ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 11 โครงการ (โรงไฟฟ้า SPP 1 โครงการ (APBR5), โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย 7 โครงการ, โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ Nam Che 1 ในสปป. ลาว และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในเวียดนาม 2 โครงการ) &amp;nbsp;และการเข้าซื้อโครงการ SPP1 ในเดือนมีนาคม 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 1,287 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 763 ล้านบาท ทั้งนี้หากไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงและรายจ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานแล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจากงบการเงินรวมที่ 1,225 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือใหญ่ 715 ล้านบาทซึ่ง เพิ่มขึ้น 69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 24.3% จากไตรมาสก่อนและถือเป็นระดับที่สูงที่สุด จากการรับรู้ผลการดำเนินงานจากการขยายกำลังการผลิตดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นไตรมาสแรกที่รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม (DT1&amp;amp;2 และ Phu Yen TTP) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ Nam Che 1 ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน 2562 ประกอบกับปริมาณการใช้เชื้อเพลิง (heat rate) ของโครงการโรงไฟฟ้า ABP3 ที่ลดลงหลังจากการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี ขณะที่อัตรากำไร EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 28.3% จากเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งให้อัตรากำไร EBITDA ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผยบริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับ PetroVietnam Power Corporation-JSC (รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของเวียดนาม) เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อศึกษาการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ รวมถึงการนำเข้าและจำหน่าย LNG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม Interchem กำลังการผลิตติดตั้ง 4.8 เมกะวัตต์ เดินหน้าก่อสร้างตามแผน มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้ว 87% ซึ่งอยู่ระหว่างการวางระบบระบายน้ำของโครงการ และก่อสร้างอาคารซ่อมบำรุงและอาคารคาร์บอนแบล็ค โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ปัจจุบัน สัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิม 8% ในขณะที่สัดส่วนกำลังการผลิตจากโครงการในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิม 2% ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำในระดับภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการใหม่อีกเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น โดยในส่วนของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ได้ทยอยลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและดำเนินการก่อสร้างในประเทศไทย โอมาน และฟิลิปปินส์ รวมแล้วกว่า 60 เมกกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมนั้น โครงการโรงไฟฟ้าทั้ง 5 ของบริษัทได้รับใบอนุญาตทั้งหมด พร้อมทั้งหนังสือตอบรับการซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ที่มีอายุสัญญา 25 ปี โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2565 ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้า ABP1 ซึ่งหมดอายุสัญญากับ กฟผ. เมื่อวันที่ 17 กันยายน ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงการต่ออายุรับซื้อไฟฟ้าออกไปอีก 3 ปี ก่อนที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมจะแล้วเสร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นอกจากนี้บริษัทยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน&amp;ldquo;Thailand Sustainability Investment (THSI)&amp;rdquo; ประจำปี 2562 ประกาศโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำเป้าหมายการเป็นบริษัทเอกชนชั้นนำระดับสากลที่มีความโดดเด่น และดำเนินธุรกิตตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และธรรมมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50249</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.บี.กริม เพาเวอร์, บีกริม, ปรียนาถ สุนทรวาทะ, ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20190907/image_mid_5d737d626149c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BGRIMผนึกพันธมิตรผุดโรงไฟฟ้าเวียดนาม3พันเมก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;nbsp;
บี.กริม เพาเวอร์ &amp;nbsp;ร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือ กับ บริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ ศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงโครงการนำเข้าและจำหน่าย LNG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม คาดสรุปแผนร่วมลงทุนไตรมาส 1/63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย. 62- นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ &amp;lsquo;BGRIM&amp;rsquo; เปิดเผยว่า BGRIM ได้ลงนามสัญญาความร่วมมือกับ บริษัท ปิโตร เวียดนาม เพาเวอร์ (Petrovietnam Power Corporation) เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงโครงการนำเข้าและจำหน่าย LNG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม โดยมี ฯพณฯ เหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง LNG ขนาดกำลังการผลิตรวม 3,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่ บริษํท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ เดินเครื่องแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 กำลังการผลิตเฟสแรกขนาด 1,500 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดกาเมา (Ca Mau) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประสบปัญหาก๊าซไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จึงไม่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ ทางบริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ จึงได้ชักชวน บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมถือหุ้นในโรงไฟฟ้าก๊าซและธุรกิจจัดหา LNG เนื่องจากบริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ เห็นศักยภาพด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ รวมถึงความสามารถในการจัดหา LNG ด้วย ส่วนอีก 1,500 เมกะวัตต์ อยู่ในแผนขยายลงทุนในเฟส 2 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นร่วมกับทาง บริษัท ปิโตรเวียดนาม เพาเวอร์ ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าและธุรกิจจัดหานำเข้าและจำหน่าย LNG นั้น อยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ได้ในช่วงต้นปี 2563 และคาดว่าจะได้ข้อสรุปแผนร่วมทุนในโครงการดังกล่าว รวมถึงเงินลงทุนทั้งหมดได้ภายในไตรมาส 1/2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49503</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีกริม, เวียดนาม, โรงไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfea692abf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี.กริม ผนึกรัฐ - เอกชนจัดการขยะหมู่เกาะลันตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;บี.กริม ผนึกความจับมือ โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์สปา และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา สานต่อโครงการ &amp;ldquo;รักษ์ลันตา&amp;rdquo; ร่วมรณรงค์ไม่ทิ้งขยะพร้อมปลูกจิตสำนึกชาวบ้านเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ หวังช่วยลดประมาณขยะได้มากถึง 80% เผยเคล็ดลับคัดแยกขยะเพื่อการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
24 ต.ค. 62 -นายอนุรัต ตียาภรณ์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของโรงแรมพิมาลัยฯ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ทะเลหลายชนิดต้องตายไป คือ ปริมาณขยะที่พบในท้องทะเลไทย โดยเฉพาะปริมาณถุงพลาสติกที่มีมากถึง 11.7% ทุกภาคส่วนจึงเริ่มตระหนักและต้องการที่จะช่วยลดปริมาณขยะในทะเล จนเกิดโครงการ &amp;ldquo;รักษ์ลันตา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชารัฐร่วมใจจัดการขยะทะเลในแหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ลต.1 (เกาะรอก) จังหวัดกระบี่ จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 โดยความร่วมมือระหว่าง บี.กริม โรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการแรกเริ่มจากการปล่อยปลาการ์ตูนคืนกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนในเกาะและชาวบ้านไม่ไปจับปลา สู่การบริหารจัดการขยะและการคัดแยกขยะโดยเริ่มนำร่องจากในโรงแรมพิมาลัยฯ ก่อน แล้วค่อยส่งวิทยากรไปอบรมให้เด็กๆ ใน 15 โรงเรียนทั้งชั้นประถมและมัธยมจากนั้นจึงขยายสู่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้จักการคัดแยกขยะซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการขยะได้ดีที่สุด ทำให้ชุมชนบนเกาะลันตามีการบริหารขยะได้ดีขึ้น รวมทั้งการรณรงค์การงดใช้ถุงพลาสติกและนำขยะบางจำพวกมาใช้ใหม่ ตลอดจนการเก็บขยะบริเวณชายหาด เพราะปัญหาหลักใหญ่ๆ คือขยะจากเมืองมักจะหลุดรอดสู่ทะเลมากถึง 90% &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเลเป็นอย่างมาก ทำให้แต่ละปีมีสัตว์ทะเลจำนวนมากที่ตายจากการกินขยะเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังได้ทำโครงการเก็บขยะในทะเลซึ่งได้ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว และ นักประดาน้ำทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ มาช่วยเก็บขยะใต้ทะเลเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านตระหนักถึงเรื่องการคัดแยกขยะมาตลอด15 ปี แต่สิ่งที่ช่วยเรามากคือการน้ำขยะไปทำปุ๋ย จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทุกปี เช่น ปริมาณขยะในทะเลบริเวณอุทยานแห่งชาติเกาะ 5 ลดลงไปมาก และยังได้เร่งเก็บขยะก่อนเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว ซึ่งมีการเปิดเกาะวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่น้อยกว่า 5,000 คนต่อปี&amp;rdquo; นายอนุรัตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นาย ฮาราลด์ ลิงค์ &amp;nbsp;ประธาน &amp;nbsp;บีกริม กล่าวว่า บี.กริม ให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหามลภาวะอันเนื่องมาจากขยะและของเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร โดยยอมรับว่า ขณะนี้ปัญหาขยะทะเล เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและของโลก โดยไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุด และจากข้อมูลสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ชัดว่าส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ดังนั้น กิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเลของเกาะลันตา รวมถึงการให้ความรู้กับนักเรียนและชุมชนถึงความสำคัญและความจำเป็นในการแยกขยะและการกำจัดขยะอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน แซฟฟรอน คิดดี เจ้าของ Scubafish โรงเรียนสอนดำน้ำหนึ่งในอาสาสมัครพานักประดาน้ำนานาชาติมาช่วยเก็บขยะใต้ท้องทะเลย เล่าว่าการพิชิตขยะใต้ท้องทะเลยซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และต้องใช้งบประมาณในการบริหารจัดการที่ยุ่งยาก นับเป็นความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ผู้เช่าเหมาเรือ และนักประดาน้ำเอกชนที่ส่งนักดำน้ำพร้อมอุปกรณ์มาช่วยเรื่องการเก็บขยะในแต่ละปี ปีหนึ่งมีสมาชิกนักดำน้ำราว 80-100 คนเข้าร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านนายอาสัน เสื้อชาติ กำนันตำบลเกาะลันตาใหญ่ เล่าถึงแนวทางการบริหารจัดการขยะบนบก เมื่อเก็บขยะบนเกาะลันตาใหญ่ เล่าถึงแนวทางการบริหารจัดการขยะบนบก เมื่อเก็บขยะบนเกาะแล้วต้องทำการคัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ เช่น พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็แยกแล้วนำไปขาย บางส่วนที่เป็นขยะเคมีหรืออื่นๆ ก็ต้องลำเลียงขึ้นฝั่งเพื่อการกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา มีการณรงค์ไม่ใช้พลาสติกบนเกาะและพยายามสอนเด็กๆ ให้นำกล่องนม พลาสติกมาทำกระเป๋าหรือของใช้อื่นๆ ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี และคาดหวังว่าปีนี้ทุกคนจะช่วยกันลดขยะให้ได้ 80% ทุกภาคส่วน และมีขยะเหลือเพียง 20% เท่านั้นที่จะต้องนำไปฝังกลบซึ่งมีพื้นที่ที่จำกันบนเกาะ&amp;rdquo; นายอาสันกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายกรรณเกษม มีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา กล่าวว่า กิจกรรมเก็บขยะในทะเลในปีแรกๆ มีปริมาณมากถึง 5 ตัน และทางอุทยานฯ รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไม่นำขนมขบเคี้ยว งดพลาสติก และให้น้ำแก้วน้ำมาใช้บนเกาะ หากนำขยะมาก็ให้นำกลับคืนสู่ฝั่งด้วย รวมถึงการปลูกฝังให้ชาวบ้านในชุมชนมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการขยะโดยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาหลักของขยะบนอุทยานฯ คือขวดพลาสติก หลอดพลาสติก โฟม ไฟแช็ค แปรงสีฟัน ปละคอตตอนบัด และขยะที่พบในทะเลทั้งจากในประเทศไทยเอง และถูกพัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับผลการจัดกิจกรรมเก็บขยะทั้งบนบกและในทะเลในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 5 จุด คือ อ่าวมะขาม, อ่าวทะลุ, หาดแหลมสน, อ่าวม่านไทร และหาดศาลเจ้า สามารถเก็บขยะได้ 9 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป &amp;nbsp;1,030 กิโลกรม, ขยะอันตราย 35.26 กิโลกรัม, ขวดแก้ว 514 กิโลกรัม, โฟม 414 &amp;nbsp;กิโลกรัม, ทุ่น 34.6 กิโลกรัม, ขวดพลาสติก 830 กิโลกรัม, รองเท้า 131 กิโลกรัม, เชือก 945 กิโลกรัม และอุปกรณ์ประมง 7.9 กิโลกรัม รวมขยะทั้งหมดประมาณ 3,944 กิโลกรัม โดยปีนี้พบขยะที่เก็บได้ในทะเลมีปริมาณที่ลดลง นับเป็นความสำเร็จของการรณรงค์อย่างเมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48790</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัดแยกขยะ, บีกริม, รักษ์ลันตา, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db17468c98fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โชว์กำไรสุทธิ Q2 เติบโต 191% พร้อมปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BGRIM โชว์ไตรมาส 2/2562 กำไรสุทธิโตถึง 191% ผลจากการรับรู้โรงไฟฟ้าเวียดนาม 677 MW และโรงไฟฟ้าน้ำแจ 1 แถมรับรู้โรงไฟฟ้าSPP1 เต็มไตรมาส&amp;nbsp; เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น โชว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

14 ส.ค. 62- นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ เป็น 10,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.4% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 989 เมกะวัตต์ ในช่วงระยะเวลาประมาณตั้งแต่ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้ามาจนถึงไตรมาส 2/2562 จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 12 โครงการ (โครงการโรงไฟฟ้าแบบ SPP 2 โครงการ, โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย 7 โครงการ, โครงการน้ำแจ 1 ใน สปป. ลาว และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม 2 โครงการ) รวมไปถึงการซื้อหุ้นของบริษัท บี.กริม ยันฮี โซลาร์ เพาเวอร์เพิ่มเติมเป็น 100% ในเดือน กรกฎาคม 2561 และการเข้าซื้อโครงการ SPP1 จาก บมจ. โกลว์ พลังงาน ในเดือน มีนาคม 2562 และ 3) การปรับขึ้นของราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วย


ขณะที่กำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 1,038 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 626 ล้านบาทสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 191.2% และเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า 17.7% หากไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำแล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจากงบการเงินรวมไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 886 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 557 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 25.7%จากไตรมาสก่อนหน้า มีสาเหตุหลักมาจาก การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าใหม่โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม 2 โครงการรวมกำลังการผลิต 677 เมกะวัตต์และโครงการน้ำแจ 1 กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ รวมไปถึงการรับรู้ผลดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ SPP1 อีกทั้งราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลง 2.4% ขณะที่ค่า Ft คงที่ และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ SPP อย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามได้แก่ DT1&amp;amp;2 ขนาด 420 เมกะวัตต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิกาคอาเซียนและโครงการ Phu Yen TTP ขนาด 257 เมกะวัตต์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดเมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมาภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้นั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาระบบสายส่งและการเชื่อมต่อ grid ในพื้นที่บริเวณตอนกลางของประเทศเวียดนาม เนื่องจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ DT1&amp;amp;2 ตั้งอยู่ที่จังหวัด Tay Ninh ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาสายส่ง) และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP ขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ผ่านสายส่ง Tuy Hoa &amp;ndash; Nha Trang 220kV ซึ่ง grid มีความพร้อมและเพียงพอที่จะรองรับการจำหน่ายไฟฟ้า ดังนั้นทั้ง 2 โครงการสามารถจำหน่ายไฟฟ้าและรับรู้รายได้จาก EVN เป็นปกติตั้งแต่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยรับรู้รายได้แล้ว 183 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562 ตามสัญญาซื้อขายไฟระยะเวลา 20 ปี กับ EVN ด้วยอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ 9.35 เซนต์ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง


ปัจจุบัน สัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิม 8% ในขณะที่สัดส่วนกำลังการผลิตจากโครงการในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิม 2% ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยในขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการใหม่อีกเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น


นอกจากนี้ยังเดินหน้าโครงการระหว่างก่อสร้างมีความคืบหน้าตามแผน คือโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม Interchem กำลังการผลิตติดตั้ง 4.8 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 50.7% ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเทเสาและทำระบบสายดินโดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือน ธันวาคม 2562


ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม บริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 5 โครงการที่เข้าเกณฑ์การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าเดิมที่ให้โครงการ SPP ที่จะหมดอายุสัญญาในระหว่างปี 2560-2568 สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี วางกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2565 ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะสามารถให้บริการด้วยคุณภาพที่สูงแก่ลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง


จากผลการดำเนินงานที่ผ่านทำให้ BGRIM ติดอันดับหุ้นยั่งยืน ESG 100 ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนบริษัทได้รับมอบประกาศนียบัตร ESG 100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็น 1 ใน 100 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance - ESG) ในกลุ่มทรัพยากร (Resource) การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อก้าวเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำระดับสากลที่มีฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน


ขณะเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังอนุมัติการจ่ายปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น โดยวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) คือ 28 สิงหาคม 2562 และ วันจ่ายปันผล 10 กันยายน 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43408</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีกริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d5378bdd095d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
