<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 12:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039; เดินหน้าพลังงานสีเขียวตามแผนพลังงานชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย. 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนพลังงานชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065-2070 โดยเฉพาะในด้านพลังงานไฟฟ้า ได้มีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 &amp;nbsp;การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเอง (Prosumer) ให้มากขึ้น พร้อมมุ่งปลดล็อคกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตเองใช้เอง รวมถึงการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เริ่มดำเนินการร่างหลักเกณฑ์ การเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า &amp;nbsp;แผนพลังงานชาติดังกล่าว ถือเป็นการกำหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศไทยให้ขับเคลื่อนไปอย่างมีเป้าหมาย และเกิดการพัฒนาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีซีพีจี ในฐานะบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและผู้ให้บริการด้านระบบพลังงานอัจฉริยะครบวงจร ขอสนับสนุนแผนพลังงานชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เองและเป็นผู้ขายไฟฟ้าขณะเดียวกันของภาคประชาชน (Prosumer) เนื่องจากเป็นนโยบายที่จะช่วยส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ครอบคลุมในวงกว้าง ทั้งยังก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบสายส่งจากการวางแผนจัดการที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทฯ มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับรองรับการเริ่มดำเนินการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าของ Prosumer ในรูปแบบ P2P ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติสำหรับประเทศไทย อาทิโครงการ T77 ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และ โครงการ CMU Smart City ที่คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 รวมทั้งโครงการ Sun Share Smart Green Energy Community ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการขออนุญาต Sandbox&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เล็งเห็นแนวโน้มในการเติบโตของตลาดและการปรับบทบาทของผู้บริโภครายย่อย ประกอบกับสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมสู่ยุคดิจิทัล จึงได้ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการนำร่องที่เข้าร่วมทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ของ กกพ. จำนวน 4 โครงการ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของกลุ่ม Prosumer&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ ERC Sandbox ที่บริษัทฯ ได้รับคัดเลือกจาก กกพ. ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการบริหารจัดการพลังงาน Town 77 โดยบีซีพีจีและบริษัทในเครือ ได้ร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พัฒนาพื้นที่ Town 77 บริเวณอ่อนนุช ให้เป็นต้นแบบในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือแนวทางการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแบบ Peer to Peer ด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชน ของผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ ภายในเขตนครหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการพัฒนาต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยบีซีพีจี และบริษัทในเครือ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และพันธมิตร ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านพลังงานสะอาด (Smart Energy) ของประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการ Sun Share Smart Green Energy Community โดยบีซีพีจีได้ร่วมมือกับ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้า Smart Grid บนพื้นที่ครอบคลุมกว่า 200 ไร่ ที่มีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและ Community Mall เพื่อให้เป็นต้นแบบชุมชนสีเขียวแห่งอนาคต (Smart Green Energy Community)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการลมลิกอร์ &amp;nbsp;โดยบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด บริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ในเครือบีซีพีจี ได้ทำการศึกษาวิจัยร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้โครงการลมลิกอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพยา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้นแบบสำหรับการนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System) ด้วยการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้กับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลม ช่วยลดปัญหาความผันผวนของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลม และนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ มาใช้ในเวลาที่เหมาะสม &amp;nbsp;เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนและการบริหารระบบโครงข่ายในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาทั้ง 4 โครงการ เป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการนำพลังงานทดแทนไปยังผู้บริโภคโดยตรง ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ส่งผลต่อการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และเป็นการต่อยอดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีของไทยให้ทัดเทียมและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117013</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีซีพีจี, ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, พลังงานทดแทน, พลังงานไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_6099cadf777c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีซีพีจี&#039;ยิ้มทริสเรทติ้งจัดเครดิตองค์กรที่ A- แนวโน้ม “Stable”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2564 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) ได้จัดอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทฯ ที่ระดับ A- ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต &amp;ldquo;Stable&amp;rdquo; หรือ คงที่ โดยการจัดอันดับเครดิตดังกล่าวเป็นผลจากมุมมองของทริสเรทติ้งที่เห็นว่าบริษัทฯ มีสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่มีการกระจายตัวเป็นอย่างดีโดยมีความหลากหลายของแหล่งพลังงานในการผลิต ซึ่งบริษัทฯ ได้ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 30 โครงการ ช่วยลดการพึ่งพิงผลการดำเนินงานของโครงการใดโครงการหนึ่งหรือเพียงไม่กี่โครงการลงได้ โดยปัจจุบันบีซีพีจีมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังน้ำ อยู่ในประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่ากลยุทธ์การลงทุนของบริษัทฯ ที่มีการกระจายตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงให้แก่บริษัทฯ ทั้งในส่วนของประเทศที่เข้าไปลงทุนและแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือพึ่งพาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการที่บริษัทฯ มีรายได้ที่มั่นคงจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับหน่วยงานการไฟฟ้าภาครัฐหรือหน่วยงานสาธารณูปโภคภูมิภาคของประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งสร้างรายได้ประมาณร้อยละ 75-80 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ มีการผลิตไฟฟ้าที่สามารถคาดการณ์ได้เนื่องจากมีความผันผวนของแหล่งพลังงานและมีความเสี่ยงในการดำเนินงานที่อยู่ในระดับต่ำ และมีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลมและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ บริษัทฯ ก็ได้มีการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานเป็นอย่างดี ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีการจ่ายไฟฟ้า (Capacity Factor) ได้เกินกว่าร้อยละ 90 นับตั้งแต่ที่บริษัทฯ เข้ามาลงทุนในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังเห็นว่า บริษัทฯ ได้มีการเตรียมความพร้อม เพื่อลดผลกระทบจากค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม หรือ Adder ที่กำลังจะทะยอยลดลงตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยบริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว จำนวน 2 แห่ง กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 114 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นอีก 75 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในปี 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การขยายกำลังการผลิตในประเทศญี่ปุ่นและ สปป.ลาว คาดว่าจะสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้แก่บริษัทฯ ที่ประมาณ 1.6-1.9 พันล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน บีซีพีจียังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีกหลายแห่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ได้แก่ โครงการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B &amp;nbsp;ใน สปป.ลาว ไปขายยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อลดความเสี่ยงจากการชำระค่าไฟฟ้าล่าช้าของการไฟฟ้าลาว (EDL) โดยบริษัทฯ ได้ลงนามขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้ภายในปี 2565 &amp;nbsp;และโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ใน สปป.ลาว โดยบริษัทฯ จะจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการนี้ให้แก่ EVN ภายใต้รูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2565 และจะเริ่มเปิดดำเนินงานได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกของ สปป.ลาว ซึ่งบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 45 และจะทำให้กำลังการผลิตของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 230 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทริสเรทติ้งยังคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะซื้อกิจการโครงการที่เปิดดำเนินงานแล้วเพิ่มอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยอาจจะมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2564 การลงทุนขนาดใหญ่นี้ จะช่วยเร่งกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ เนื่องจากโครงการเป้าหมายเหล่านี้จะสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทฯ ได้ทันที&amp;rdquo; นายบัณฑิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ เป็นบริษัทย่อยหลักของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับอันดับเครดิตที่ระดับ &amp;ldquo;A-/Stable&amp;rdquo; ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญในเชิงกลยุทธ์และเป็นผู้สร้างกำไรอย่างมีนัยสำคัญให้แก่กลุ่มบริษัท ทั้งนี้ บริษัทฯ เป็นหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของบริษัทบางจากฯ ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนกลยุทธ์ของกลุ่มบางจากในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน เพื่อที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัทฯ สร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) คิดเป็นประมาณร้อยละ 30-40 ของทั้งกลุ่ม นอกจากนี้ กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพของบริษัทฯ ยังช่วยบรรเทาความผันผวนที่อยู่ในระดับสูงของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทบางจากฯ ได้เป็นอย่างมากอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทริสเรทติ้ง, บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fa3304430f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีแจงลาวชะลอจ่ายค่าไฟกระทบน้อยยันปี 65 เริ่มขายไฟไปเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
15 ก.พ. 2564 ตามที่มีกระแสข่าว กรณีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ทำหนังสือขอชะลอการจ่ายค่าไฟฟ้ามายังผู้ประกอบการที่ผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการของไทยที่ไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใน สปป. ลาว นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากกรณีดังกล่าว บริษัทฯ ยังไม่เห็นผลกระทบที่เป็นสาระสำคัญ &amp;nbsp;แม้ที่ผ่านมาอาจมีการการชำระเงินล่าช้าบ้างแต่ยังคงได้รับการชำระอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทฯ &amp;nbsp;ได้ลงนามกับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ในการส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้า ใน สปป.ลาว ไปขายยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยจะเริ่มต้นขายไฟฟ้าได้ในปีหน้า (ปี 2565) ระยะเวลาตามสัญญา &amp;nbsp;25 ปี โดยการไฟฟ้าเวียดนามจะมีการรับประกันการรับซื้อไฟในรูปแบบ Take-or-Pay และมีการรับชำระค่าไฟฟ้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้ และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับบริษัทฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งขนาด 220 กิโลโวลต์ ระยะทางรวม 150 กิโลเมตร เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B ไปยังเวียดนาม โดยโครงการยังมีศักยภาพในการรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำโครงการอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่า 500 เมกะวัตต์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งการก่อสร้างมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนด สามารถขายไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้ตามแผนงานที่วางไว้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขายไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนามของโครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าไปยังประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีสภาวะเศรษฐกิจที่มั่นคงและเติบโตอย่างรวดเร็วแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นการช่วยจัดการปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินภายในประเทศได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้ สปป.ลาว อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ จะร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาวในการหารือกับ EVN ถึงแนวทางการเร่งรัดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าให้เร็วขึ้นกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93073</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, ลาวชะลอขายไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1928dbc71e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นยกมืออนุมัติแผนเพิ่มทุน &#039;บีซีพีจี&#039; คาดระดมได้หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานในที่ประชุม มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 10,000 ล้านบาท เป็น 16,508.50 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 1,301.70 ล้านหุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 5 บาท &amp;nbsp;แบ่งจัดสรรหุ้นจำนวน 250 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) อัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน ราคาเสนอขาย 11.50 บาท ขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิเพิ่มทุน (XR) ในวันที่ 14 ต.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ได้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 674.5 ล้านหุ้น เสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด (PP) ในราคาหุ้นละ 11.50 บาท ให้แก่ Pilgrim Partners Asia (Pte.) Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% ของทุนชำระแล้ว และ Capital Asia Investments Pte. Ltd. จำนวน 195.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.93% และ จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 283 ล้านหุ้น เสนอขายให้ PP โดยผ่านกระบวนการเปิดให้ผู้ลงทุนสถาบันแสดงความประสงค์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ณ ระดับราคาที่ต้องการ (book Building)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 377.2 ล้านหุ้น รองรับการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ(วอร์แรนต์) จำนวน 4 รุ่น คือ BCPG-W1, BCPG-W2, BCPG-W3 และ BCPG-ESOP &amp;nbsp;โดยบริษัทฯ จะแจก BCPG-W1 ให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 2 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W2 &amp;nbsp;จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิเพิ่มทุนเช่นกัน ในอัตรา 2.80 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ &amp;nbsp;ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 3 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ส่วน BCPG-W3 จะแจกให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มทุน PP ในอัตรา 2.1924 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์ ราคาแปลงสิทธิ 8 บาท อายุ 1 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 นอกจากนี้บริษัทฯ จะแจก BCPG-ESOP ให้กับกรรมการและพนักงานบริษัท โดยมีราคาใช้สิทธิครั้งแรก 13.70 บาท อายุ 5 ปี อัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเมินว่าเงินที่ได้จากการการเพิ่มทุนในครั้งนี้รวมประมาณ 10,235 ล้านบาท จะนำไปใช้รองรับแผนการขยายธุรกิจ แบ่งเป็นการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ (MW) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 3,570 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการใช้เงินในปี 2563-2566 ชำระคืนเงินกู้สำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ ในประเทศไทย ในปี 2563-2565 &amp;nbsp;ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนสำหรับการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตรวม 114 &amp;nbsp;เมกะวัตต์ รวมถึงเงินลงทุนสำหรับการติดตั้งสายส่งเพิ่มเติม ประมาณ 1,870 ล้านบาท ภายในปี 2563 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3,700 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศในอนาคต ภายในปี 2563-2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79764</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7d85480ecd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีลุยโครงการสร้างสายส่งขนาด 220 กิโลโวลต์ สามารถขายไฟจากลาวไปเวียดนาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังผลิตรวม 114 เมกะวัตต์ ในเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าลาว (EDL) และได้ลงนามในสัญญาขายไฟให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) เป็นเวลา 25 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 220 กิโลโวลต์ สามารถรองรับกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 500 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดว่าจะเป็นช่องทางขายไฟจาก สปป. ลาว ไปยังเวียดนามได้ตามแผนที่วางไว้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะใช้ในการส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A และ Nam San 3B กำลังการผลิตรวม 114 เมกะวัตต์ ของบีซีพีจีไปยังประเทศเวียดนาม ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับการไฟฟ้าเวียดนามซึ่งการไฟฟ้าเวียดนามจะมีการรับประกันการรับซื้อไฟในรูปแบบ Take-or-Pay และมีการรับชำระค่าไฟฟ้าในสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ แล้ว โครงการสายส่งฯ ยังมีศักยภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการรองรับโครงการโรงไฟฟ้าโครงการอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การให้บริการสายส่งของบีซีพีจีในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติของ สปป. ลาว ในการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย และช่วยสร้างรายได้ให้ สปป. ลาว อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บีซีพีจีเรามีการวางแผน การดำเนินการ และการประเมินความเสี่ยง ในทุกโครงการที่ลงทุนเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนตลอดมา โครงการนี้ก็เช่นเดียวกัน เราเข้าไปลงทุนใน สปป. ลาว สอดคล้องกับจุดเด่นและยุทธศาสตร์ของ สปป.ลาว ในการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าของเอเชีย ขณะที่เรามองความต้องการ &amp;nbsp; การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นของประเทศเวียดนามจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ โครงการผลิตไฟฟ้าใน สปป. ลาว เพื่อขายไฟไปยังเวียดนาม จึงเป็นหนึ่งในการดำเนินโครงการที่ทำให้สามารถเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้ และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนให้กับบริษัทฯ อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78485</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, โครงการสายส่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1928dbc71e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีเพิ่มทุน1.3 พันล้านหุ้น บางจากและนักลงทุนพร้อมใส่เงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2563 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ได้มีมติให้บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จาก 2,000 ล้านหุ้นเป็น 3,301.7 ล้านหุ้น โดยการออกหุ้นสามัญที่ออกใหม่จำนวน 1,301.7 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5.00 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มทุนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายเดิมมีส่วนร่วมในการระดมทุน ผ่านการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน แบบ Right offering (RO) ในอัตราส่วนหุ้นสามัญเดิม 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 11.5 บาท เป็นจำนวนหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 250 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินเพิ่มทุนประมาณ 2,875 ล้านบาท ไปพร้อมกับ การเพิ่มทุนแบบ Private Placement (PP) ในราคาเดียวกัน เป็นจำนวนหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 391.5 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวนเงินเพิ่มทุนประมาณ 4,502 ล้านบาท ประกอบกับผู้ที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (ทั้งแบบ RO และ PP) จะได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Warrant) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ตามสัดส่วนการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) สำหรับผู้ถือหุ้น RO จะได้รับทั้ง BCPG-W1 และ BCPG-W2 ในอัตราส่วน 2.8 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วย Warrant (อัตราใช้สิทธ์ 1 หน่วย Warrant ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ราคา 8 บาท / Warrant) โดย BCPG-W1 และ BCPG-W2 จะมีจำนวนหน่วยรวมทั้งสิ้น 178.6 ล้านหน่วย คิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนหากมีการใช้สิทธ์เต็มจำนวนทั้งสิ้น 178.6 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,428.8 ล้านบาท&amp;nbsp;
โดย BCPG-W1 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 2 ปี นับแต่วันที่ออก และ&amp;nbsp;
BCPG-W2 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 3 ปี นับแต่วันที่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) สำหรับผู้ถือหุ้น PP จะได้รับ BCPG-W3 ในอัตราส่วน 2.1924 หุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วย Warrant (อัตราใช้สิทธิ 1 หน่วย Warrant ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ราคา 8 บาท / Warrant) โดย BCPG-W3 จะมีจำนวนหน่วยรวมทั้งสิ้น 178.6 ล้านหน่วย คิดเป็นจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนหากมีการใช้สิทธิเต็มจำนวนทั้งสิ้น 178.6 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงินประมาณ 1,428.8 ล้านบาท&amp;nbsp;
โดย BCPG-W3 จำนวน 89.3 ล้านหน่วย มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก &amp;nbsp;
ทั้งนี้ BCPG-W3 จะไม่ได้เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหุ้นที่เสนอขายแบบ PP เป็นการเสนอขายในราคาต่ำ ดังนั้น หุ้นที่เสนอขายแบบ PP รวมถึงหุ้นจากการใช้สิทธิจาก BCPG-W3 จะติด Silent Period เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันใช้สิทธิ โดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ให้บุคคลดังกล่าวสามารถทยอยขายหุ้นที่ถูกสั่งห้ามขายได้ในจำนวนร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ถูกสั่งห้ามขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การเพิ่มทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขยายการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ซึ่งบริษัทฯ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ COVID ช่วยสร้างโอกาสการลงทุนให้สำเร็จตามแผนเร็วขึ้น นอกจากนี้เงินเพิ่มทุนบางส่วนจะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมที่มีอยู่ ทำให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี EBITDA ของบริษัทฯ จะเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 75&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีศักยภาพทางการเงินได้แสดงเจตนารมณ์ เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นมูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแผนการลงทุนของบริษัทฯ และในขณะเดียวกัน บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชัน แจ้งว่าคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติสนับสนุนแผนการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบีซีพีจี ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเต็มจำนวนในสัดส่วนที่เพิ่มคือวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทแล้ว ยังพร้อมจองซื้อหุ้นสามัญหากมีหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นของบีซีพีจี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้นที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้กำหนดให้วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับ RO คือวันที่ 15 ตุลาคม 2563 อย่างไรก็ดี การกำหนดสิทธิดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 เวลา 13:30 น. ณ อาคาร เอ็มทาวเวอร์ และกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ในวันที่ 8 กันยายน 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75109</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี, เพิ่มทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba0f79a6782.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีซีพีจีโชว์ผลประกอบการQ2/63อีบิทดาโต20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2563 - นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2/2563 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย(อีบิทดา) สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 20.5% และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2563 อยู่ที่ 4.3% ขณะที่ ในช่วง 6 เดือนของปี 2563 อีบิทดา อยู่ที่ 1,684.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้งหมดมีสาเหตุจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว Nam San 3A และ Nam San 3B ที่ได้รับผลบวกจากการทยอยเข้าสู่ช่วงฤดูกาลในปลายไตรมาสที่ 2/2563 &amp;nbsp;และจำนวนวันการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซียที่ลดลงจากช่วงเดียวกัน โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 42,687.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 จำนวน 5,231.7 ล้านบาท หรือ 14.9%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74100</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต สะเพียรชัย, บีซีพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1928dbc71e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
