<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอโชว์ยอดของส่งเสริมการลงทุน9เดือนโต140%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ต.ค. 2564 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. - ก.ย.) ปี 2564 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,273 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 520,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าสูงกว่าปี 2563 ทั้งปี (432,000 ล้านบาท) และสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิดช่วงปี 2558 &amp;ndash; 2562 (483,664 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังคงให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 269,730 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 52% ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด ขณะที่มูลค่าขอรับการส่งเสริมจากต่างประเทศ หรือ FDI ช่วง 9 เดือนแรกปี 2564 มีจำนวน 587 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 372,068 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 220 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประเทศที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 67,816 ล้านบาท สหรัฐฯ 26,936 ล้านบาท และสิงคโปร์ 26,882 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119481</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, ยอดส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd394eb34e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอ คาด ซับคอน ไทยแลนด์ เกิดเงินสะพัด 1.2 พันล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 - นางสาวซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าการที่บีโอไอ ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ &amp;nbsp;และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย จัดงาน &amp;ldquo;SUBCON THAILAND Virtual Edition Powered by INTERMACH &amp;nbsp;and MTA Asia&amp;rdquo; ในรูปแบบออนไลน์เต็มรูปแบบระหว่างวันที่ 21 - 24 ก.ย. นี้นั้นเพื่อสร้างโอกาสการเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจให้ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ และคาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ประมาณ 300 คู่ และมีมูลค่าการเชื่อมโยงที่คาดว่าจะเกิดการซื้อขายในอนาคตประมาณ 1,200 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในภาวะที่ทุกการสนับสนุนจากภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคือความหวังของภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ซื้อชิ้นส่วนถือเป็นภาระกิจหนึ่งที่สำคัญที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการทั้งในอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนสามารถเดินหน้าประกอบธุรกิจได้โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดในครั้งนี้&amp;rdquo;นางสาวซ่อนกลิ่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการจัดงานดังกล่าวที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจับคู่ทางธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยผู้ซื้อและผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมสามารถเจรจาธุรกิจทางออนไลน์ระหว่างกัน และสามารถทำการนัดหมายล่วงหน้าผ่านโปรแกรมบนแพลตฟอร์ม Pre-match service เพื่อลดเวลาในการดำเนินการทำนัดหมายระหว่างงาน ซึ่งครั้งนี้มีผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กส์ทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสนับสนุนการแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยานและซ่อมบำรุง เครื่องจักรกล ก่อสร้าง อุตสาหกรรมระบบราง หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอื่น ๆ จากทั่วโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117433</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซ่อนกลิ่น พลอยมี, บีโอไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149c3c5c4e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว. ผนึกบีโอไอ - 2สภาคณบดีวิศวะ-วิทย์ ใช้ทางลัด&#039;แซนด์บ๊อกซ์ &#039;ผลิตวิศวกร นักวิทย์เฉพาะทาง  2หมื่นคน/ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ก.ย.64- นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวภายหลังการประชุมระบบเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนทั้งจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สภาคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ว่า ทางสภาฯ ทั้ง 2 ยินดีร่วมมือกับ อว. และ BOI โดยตั้งเป้าการผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ 10,000 คน และด้านวิทยาศาสตร์ไว้ 10,000 คน รวมเป็น 20,000 คนต่อปี ที่มีคุณสมบัติและทักษะเฉพาะเพื่อตอบสนองการลงทุนของภาคเอกชนตามความต้องการที่แท้จริงผ่าน BOI โดย อว. จะจัดตั้งศูนย์ประสานข้อมูลและกลไกพัฒนากำลังคน โดยจะมีกระบวนการ คือ 1.สำนักงานปลัด อว. จะลงนามความร่วมมือกับ สภาคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และ BOI ในเรื่องนี้ และ 2. จัดทำแพลตฟอร์มการอุดมศึกษาแบบพิเศษ ผ่านกระบวนการแซนด์บอกซ์ (Sandbox) โดยที่หลักสูตรอาจแตกต่างไปจากมาตรฐานในปัจจุบัน เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากบริษัทที่ยื่นคำขอมาทาง BOI อย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอนก กล่าวต่อว่า ตนมีนโยบายในเรื่องนี้ว่าต้องทำงานเชิงรุก และต้องสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การพัฒนา และความต้องการของภาคเอกชน ทั้งนี้ ตนได้หารือกับทาง BOI มาตลอด พบว่ายังมีความต้องการจากภาคเอกชนในหลายเรื่องที่ อว. ยังตอบสนองไม่ได้ แม้ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาของเราจะสามารถผลิตกำลังคนในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพได้ แต่สำหรับวันนี้อาจจะยังไม่พอหรือไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ดังนั้น กระบวนการแซนด์บอกซ์จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและจะต้องเกิดขึ้นให้ได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงกับภาคเอกชน เช่น ให้เรียนจบภายใน 3 ปี หรือ เรียนในสถานประกอบการโดยมีพนักงานของสถานประกอบการเป็นอาจารย์ร่วมสอนกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้ เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;quot;เราพูดถึง Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและกระทบการใช้ชีวิตของเราคนทุกคน แต่ผมต้องการให้มี Disruptive Change หรือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยการใช้กลไกแซนด์บอกซ์นั่นเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115502</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วิศวกร, #อว., นักวิทยาศาสตร์, บีโอไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c7212e17db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอโชว์ยอด โต3.8แสนล้าน ทุนไฟฟ้าผงาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บีโอไอ&amp;quot; โชว์ยอดขอส่งเสริมครึ่งปี 64 โต 158% รวมมูลค่ากว่า 3.8 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน รับอานิสงส์การลงทุนขนาดใหญ่ในกิจการพลังงานไฟฟ้า อุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์บูม รองลงมาเป็นการแพทย์ ด้านทุนต่างประเทศครึ่งปีแรกรวมมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8 เท่า ญี่ปุ่นยังครองแชมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 158% ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการขนาดใหญ่ในกิจการพลังงานไฟฟ้า ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากถึง 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 120,814 ล้านบาท สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าเงินลงทุน 60,970 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์ มีมูลค่าเงินลงทุน 43,040 ล้านบาท, อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีมูลค่าเงินลงทุน 28,160 ล้านบาท, อุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร มีมูลค่าเงินลงทุน 23,170 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ มีมูลค่าเงินลงทุน 20,720 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งหากพิจารณาด้านอัตราการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ พบว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเติบโตขึ้นสูงถึง 850% หรือ 9.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่จากกลุ่มทุนสหรัฐในกิจการผลิต Polylactic Acid (PLA) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท ตลอดจนกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ที่เติบโตมากกว่า 3.3 เท่า จากความต้องการอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งถุงมือยางทางการแพทย์ที่ไทยมีศักยภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 403 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 278,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3.8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าปี 2563 ทั้งปี (171,160 ล้านบาท) 62% โดยประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่นมีมูลค่าเงินลงทุน 42,773 ล้านบาท รองลงมาคือสหรัฐ มีมูลค่าเงินลงทุน 24,131 ล้านบาท และจีนมีมูลค่าเงินลงทุน 18,615 ล้านบาท ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการบีโอไอกล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมายอีอีซี มีการขอรับส่งเสริมจำนวน 232 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,640 ล้านบาท โดยจังหวัดระยองมีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 64,350 ล้านบาท รองลงมาเป็นจังหวัดชลบุรี มูลค่าเงินลงทุน 40,860 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่าเงินลงทุน 21,430 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ มีมูลค่าเงินลงทุน 5,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 132% และพื้นที่นิคมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม มีมูลค่าเงินลงทุน 184,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 133%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขอรับส่งเสริมตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวน 83 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 12,270 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงาน พลังงานทดแทน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลงทุนวิจัยและพัฒนา หรือออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามลำดับ ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีมูลค่าเงินลงทุน 1,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112756</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot; โชว์ยอดขอส่งเสริมครึ่งปี 64 โต 158%, นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd394eb34e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แก้เกมกระตุ้นลงทุน  หนุนอีอีซีพ้นพิษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นลากยาวมานานเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และยังทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ยิ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองนั้นมีการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงและรุนแรง สังคมจึงยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างมาก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อนั้นพุ่งสูงถึงหลัก 10,000 คนติดต่อกันหลายวัน ขณะที่เศรษฐกิจก็มีภาระเพิ่มขึ้นจากทุกด้าน สวนทางกับการขายที่ลดน้อยลงตามความต้องการของสังคมและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการหมุนเวียนเศรษฐกิจผ่านในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของผ่านกิจกรรมทางสังคม การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนที่ดูจะเป็นภาพใหญ่ที่สุด เนื่องจากจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ระดับสูงและต่อเนื่อง เมื่อมีการลงทุนก็จะมีการใช้เงินไปแจกจ่ายในส่วนอื่นๆ อาทิ การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การสนับสนุนตัวเลขทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชนหรือสังคม และช่วยเหลือในรูปแบบอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศไทย &amp;ldquo;จำเป็น&amp;rdquo; ที่จะต้องรักษาระดับการลงทุนนี้ไว้ รวมทั้งยังต้องปรับกลยุทธ์ที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ให้ได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ก็จะเป็นแม่แรงหลักที่ดูแลงานด้านนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการดึงดูดการลงทุนได้จากการออกสิทธิพิเศษต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ บีโอไอก็ได้มีการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือถือว่าเป็นการปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ครั้งใหญ่ โดย นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา ว่าได้เห็นชอบ 1.ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่า 1% ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย 2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคนมากขึ้น และ 3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)&amp;nbsp;
ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูงและเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2)&amp;nbsp;
ซึ่งจากการปรับปรุงทั้งหมดนี้ บีโอไอเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการวิจัยและการพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และการลงทุนตามแนวทางบีซีจีให้เพิ่มขึ้น เพื่อหวังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันแนวทางที่ได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ นั้น เพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งเอส-เคิร์ฟ และนิว เอส-เคิร์ฟ เพื่อให้ทันกับบริบทของโลกเปลี่ยนเปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนเปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมานั้นเห็นความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนมีการเดินหน้าพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เกิดขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วิกฤติโควิดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะใช้รองรับนักลงทุนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันวิกฤติดังกล่าวก็ทำให้นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหรือทบทวนแผนการลงทุนอย่างถี่ถ้วน ทางบีโอไอเองก็เชื่อมั่นว่าจากการปรับแผนการดึงดูดลงทุนครั้งนี้จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดรูปธรรม&amp;quot; นางสาวดวงใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดว่าอาจจะกระทบนักลงทุนในระยะสั้น แต่มั่นใจได้ว่าในโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะการลงทุนระยะยาวนั้นไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ขณะที่โครงการอีอีซีจะยังไม่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากหลายโครงการที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะยาว แต่ก็ต้องรอการตัดสินใจของนักลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายฝ่ายอาจจะมีความกังวลเรื่องการเดินทาง ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโควิดให้จบเรียบร้อยก่อน ซึ่งในไทยเองก็อยากให้รัฐบาลเร่งเรื่องนี้ เพราะจะช่วยกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ดีที่สุด ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในปี 2564 นี้ต้องเป็นไปตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่หวือหวาเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพร.) ได้เปิดเผยถึงการสัมมนาวิชาการ ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;EEC Macroeconomic Forum&amp;rdquo; ว่าจากการหารือในทุกๆ ฝ่าย จึงได้เกิดแนวทางเตรียมพร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการสอดประสานระหว่างมาตรการการเงินการคลัง สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง จึงเป็นกลไกสำคัญเอื้อต่อการปรับโคร้างสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป โดยประเด็นสำคัญจากการสัมมนาได้สรุปไว้ดังนี้ 1.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564-2565 และการบริหารภายใต้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;โดยประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 กรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 1.0-2.0% และปี 2565 จะขยายตัวระหว่าง 1.1-4.7% ซึ่งการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัว และมาตรการการคลังของภาครัฐมีความสำคัญช่วยบรรเทาเยียวยาได้ ให้ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประมาณการความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง มาตรการบรรเทาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 83% ของวงเงิน และครอบคลุมด้านสาธารณสุข ด้านผลกระทบระยะสั้นและด้านการฟื้นฟูระยะยาว ด้านการก่อหนี้ภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาท ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ และไม่กระทบต่อความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โจทย์สำคัญหลังสถานการณ์โควิด-19 จบลง คือประเทศไทยจะต้องมีการเผชิญใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การเติบโตที่ไม่สมดุลเชิงพื้นที่ จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นก่อนโควิด-19 เมืองหลักที่เป็นเมืองเศรษฐกิจมีเพียง 15 จังหวัด คิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศ เมืองรองยังคงเป็นจังหวัดที่ยากจน โดยโควิด-19 ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับด้าน ย้ายออกเพราะตกงาน และย้ายเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความยากจนเหลื่อมล้ำเรื้อรัง โควิด-19 ทำให้คนจนเพิ่มขึ้นทั่วโลก 15 ล้านคน เป็นคนไทย 1.5 ล้านคน จากฐานคนจนเดิม 4.3 ล้านคน ส่งให้ผลคนจนในไทยเพิ่มขึ้นรวม 5.8 ล้านคน 3.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประเทศไทยมี 30 จังหวัดที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว และ 4.ประมาณการศักยภาพของประเทศ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้ของประเทศหายไปสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประมาณการเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าช่วงปกติก่อนโควิด-19 ที่ประมาณการไว้เพียง 3-4% ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้ การจัดทำแผนฯ 13 ในปี 2565 ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจาก 2.5% เป็น 4.5% จำเป็นต้องเกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 6 แสนล้านบาท ซึ่งมีข้อจำกัดแหล่งเงินในการสนับสนุนลงทุนในประเทศ และภาครัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก จึงจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการหารือทั้งหมดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากปัจจัยทั้งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ต้องเร่งปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการผลิตและส่งออกสินค้าให้เท่าทันโลก ความจำเป็นของข้อตกลงร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งการสร้างโอกาสทางรายได้และการศึกษา การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหลังโควิด-19 จบลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากเศรษฐกิจในประเทศดีก็จะส่งผลไปยังทุกกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือการลงทุน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd397351589.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 18:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 18:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ถกบอร์ดบีโอไอ เร่งเดินหน้าส่งเสริมลงทุน จะหยุดรอโควิดไม่ได้ ชี้เร็วกว่าได้เปรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายต่อที่ประชุมว่า ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุน การผลิต ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยจะต้องศึกษาทั้งภายในประเทศ ในอาเซียน และบริบทต่าง ๆ ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยช่วงที่ผ่านมาแนวทางการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการลงทุนเริ่มมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น เพราะกฎระเบียบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากกลุ่มประเทศ G7 ที่ได้จัดทำข้อตกลงการปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีโลก ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการลดการใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และบริษัทข้ามชาติมาชำระภาษีในประเทศที่เข้าไปประกอบธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะลดความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศที่กำลังพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น บีโอไอจำเป็นต้องปฏิรูปแนวทางดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดมาตรการการส่งเสริมการลงทุนของไทย ให้ทันสมัยกับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งระดับอุตสาหกรรมและกลุ่มบริษัทเป้าหมาย ที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล เช่น อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม อุตสาหกรรม BCG และ EEC รวมทั้งต้องมีการกำหนดมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีเข้ามาเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีเห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กำหนดกรอบทิศทางการพัฒนา และปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป เน้นลงเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม
2. ประเมินความคุ้มค่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ กับภาษีที่รัฐต้องสูญเสีย เหมือนกับการปรับอัตราภาษีอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังฯ
3. กำหนดเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย และ KPI ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถคงประสิทธิภาพของมาตรการส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. จัดทำข้อเสนอมาตรการคู่ขนาน มาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการผลักดันอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปรึกษาหารือกันให้ได้ข้อสรุป ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เพราะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นช่วงเวลาของการได้เปรียบเสียเปรียบกันทั้งสิ้น ใครที่ทำได้เร็วกว่า ทำได้ดีกว่า ก็จะเป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งคาดหวังให้ประเทศไทย ต้องเดินหน้าในเรื่องนี้ จะหยุดหรือรอโควิดไม่ได้ โดยจะต้องเตรียมการสร้างการรับรู้ เพราะจะเกี่ยวข้องกับการทำประชาพิจารณ์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งนักลงทุนในประเทศ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ จะต้องร่วมกันหาวิธีการให้ได้ จะต้องวางผังประเทศไทยใหม่ว่าจะให้เป็นไปในทิศทางใด หาแนวทางให้หลุดพ้นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ให้ไปสู่การพัฒนาที่สูง และสูงสุดในอนาคต ซึ่งจะต้องทำเพื่อวันนี้และเพื่ออนาคต ต้องหาวิธีการที่จะปลดล็อกต่าง ๆ หากจำเป็นต้องแก้ไขข้อกฎหมายต่าง ๆ ก็ต้องปรับเท่าที่จำเป็น โดยหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้ผลสรุปในสิ่งที่จะต้องเดินต่อไปในวันข้างหน้า เพื่อยกระดับประเทศด้วยมาตรการการแข่งขัน ด้วยมาตรการสร้างอาชีพสร้างรายได้ เพิ่ม GDP ประเทศ ทั้งหมดคือหลักการ จะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ที่สำคัญคืออย่าติดกับดักของประเทศตัวเอง และต้องทำความเข้าใจกับประชาชนและสังคมด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการมีหลักคิด มีแนวคิดที่ไม่ใช่ความขัดแย้ง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้ ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ บีโอไอได้ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มไปสู่รุ่นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูง และเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการให้การส่งเสริมฯ มุ่งให้เกิดการสร้างบุคลากรไทยด้านไอที และสร้างให้เกิดกระบวนการพัฒนาในประเทศ บีโอไอจึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของประเภทกิจการซอฟต์แวร์ กิจการให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลและกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการให้การส่งเสริมฯ และตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่มีความหลากหลาย อีกทั้งยังเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2) ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการสามารถพัฒนาและให้บริการในระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอยังได้ยกระดับการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยเพิ่มประเภทกิจการกลุ่มบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging) ซึ่งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์ทั่วไปมาพัฒนาต่อยอดกับเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เช่น ช่วยรักษาคุณภาพอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ การบ่งชี้คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ภายในบรรจุภัณฑ์ หรือมีระบบที่สามารถตรวจติดตาม บันทึก สืบค้น สภาวะของผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุ เป็นต้น โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในอนาคตตามแนวคิด BCG และรองรับเทคโนโลยีใหม่ บีโอไอได้ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ในกลุ่มวัตถุดิบสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลเกรดพิเศษ คอมพาวด์พลาสติกชนิดพิเศษ รวมถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่อง โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี อีกทั้งยังขยายให้ครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ และบรรจุภัณฑ์กระดาษ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บีโอไอได้ปรับเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) โดยเพิ่มขอบข่ายให้ครอบคลุมการให้กู้ยืมเงินแก่วิสาหกิจในเครือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ให้เกิดความคล่องตัวในการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศในการให้บริการแก่วิสาหกิจในเครือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บอร์ดบีโอไอยังได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่รวมเกือบ 50,000 ล้านบาท หนุนกิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานในการผลิตไฟฟ้า การขนส่งก๊าซทางท่อ สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108200</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, บีโอไอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc588037e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอลุยไอเดียดัน 4 เขตเศรษฐกิจใหม่ครบทุกภาค มั่นใจช่วยหนุนอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 2564 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;เปิดเผยถึงนโยบายการผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่อีก 4 แห่ง ใน 4 ภาค คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง &amp;ndash; ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี)ว่า การส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 แห่ง จะไม่กระทบกับการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) แน่นอน เนื่องจากศักยภาพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า รวมทั้งช่วยเป็นฐานการผลิตสินค้าเสริมให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในอีอีซี เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้ซัพพายเชนโดยรวมเข้มแข็งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 แห่ง จะช่วยให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมให้เกิดศูนย์กลางด้านต่างๆ ในหลายพื้นที่ ไม่มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีอีซีเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เป้าหมายการพัฒนา แนวทางการขับเคลื่อน และวิธีการบริหารจัดการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่งแล้วเสร็จ บีโอไอจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับศักยภาพและอุตสาหกรรมเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ โดยจะส่งเสริมการลงทุนในลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อจูงใจผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและช่วยพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ อาจเน้นให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และธุรกิจดิจิทัล &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพครบวงจร ขณะที่ภาคกลาง-ตะวันตก อาจเน้นด้านอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ และปริมณฑล และพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp;ส่วนภาคใต้ อาจเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว สศช. บีโอไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงต้องร่วมกันวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กระจายสินค้า การดูแลสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ไปจนถึงการเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คือ ทุกจังหวัดในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ต้องมีความร่วมมือที่เข้มแข็ง มีเป้าหมายและทิศทางการทำงานร่วมกัน มีการบูรณาการทรัพยากร มีเจ้าภาพแต่ละเรื่องที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ การทำให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้วย&amp;rdquo;นายนฤตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขตเศรษฐกิจใหม่ที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ผลักดันล่าสุด คือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (เอ็นอีซี) ประกอบด้วยเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง) , พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เอ็นเอ็นอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี และหนองคาย , พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง &amp;ndash; ตะวันตก (ซีดับเบิลยูอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (เอสอีซี) ประกอบด้วยจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105228</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์, บีโอไอ, เขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค, โครงการเขตเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b99bfdd3d7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
