<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลาโหมแจงเหตุประกาศรับสมัครทหารชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 ธ.ค.2562 - พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยถึงกรณีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงกลาโหมเรื่องการรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว เมื่อ 1 พ.ย.2562 นั้น
ประกาศดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าปฏิรูปกองทัพในระบบงานกำลังพลที่ตราไว้ในพระราชบัญญัติกำลังสำรอง พ.ศ.2558 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่เคยเป็นทหาร หรือมีรายชื่อในบัญชีกำลังสำรองสามารถสมัครเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว ซึ่งทุกเหล่าทัพจะประกาศรับสมัครต่อไป โดยการหมุนเวียนกำลังพลสำรอง เข้ามาเสริมกำลังประจำการที่อยู่ระหว่างปรับลดลง จะสามารถลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะงบประจำด้านกำลังพล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กำลังพลสำรอง ถือเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ในการหมุนเวียนคนหนุ่มเข้ามาอยู่ในระบบบัญชีการเตรียมกำลังคนของประเทศตามห้วงอายุที่กำหนด เพื่อสนับสนุนระบบเตรียมความพร้อมของประเทศ หากเกิดภัยคุกคามที่ต้องใช้กำลังขนาดใหญ่และสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนกันเอง ยามเกิดภัยทางธรรมชาติ ซึ่งนับวันจะขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51500</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหารเป็นการชั่วคราว, บุคคล, ประกาศ, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, ราชกิจจานุเบกษา, โฆษกกระทรวงกลาโหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de330a45106b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2018 18:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 18:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะใสชี้การเลือกตั้งยังจมปลักที่ตัวบุคคลละเลยการปฏิรูปที่แท้จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ธ.ค.2561 - นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ทางรอดเดียวสังคมไทย...เลือกตั้งต้องตอบโจทย์ปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้การกำหนดวาระในการเลือกตั้งว่าอะไรเป็นวาระหรือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศยังมีความจำเป็นต่อการเมืองไทยโดยเฉพาะการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก รัฐบาลพิเศษสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้ถ้าสำรวจตรวจตรากระแส ขอถกเถียงและวิวาทะอยู่ในขณะนี้ยังเป็นกระแสที่ตัวบุคคลหรือเน้นไปที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่บางครั้งตัวบุคคลกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง แต่ต้องยอมรับความจริงว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังจมปลักกับเรื่องตัวบุคคลเหมือนที่ผ่านๆ มาอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านหรือการปฏิรูปประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้นการบ้านที่สังคมจะต้องช่วยกันขบคิดก็คือเรื่องของนโยบายหรือวิสัยทัศน์ในการนำพาสังคมไทยว่าเราจะพาประเทศเดินไปทางไหนจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้จริงไหมแล้วจะไปสู่ประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยได้อย่างไร จึงจำเป็นที่แต่ละพรรคหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องใช้วิจารณญาณ ในการพิจารณาดูทั้งตัวบุคคลรวมทั้งวิสัยทัศน์หรือนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองต้องควบคู่กันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความท้าทายใหม่ของทุกพรรคการเมืองและการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของการต่อสู้เชิงนโยบายที่ไม่ใช่แค่ขายฝันหรือสวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้ แต่ต้องเป็นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาระดับใจกลางหรือ ระดับโครงสร้างให้ได้และผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ทางการเมืองของประชาชนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาข้อเสนอเชิงนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองจะถูกนำมาพิจารณาจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากขึ้นไม่ใช่แต่ตัวบุคคลอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปประเทศในระดับรายละเอียดและรูปธรรม จะถูกทวงถามจากพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะเป็นทางรอดเดียวของประเทศ ไม่ใช่แค่ปฏิรูปทางวาทกรรมเท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23285</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุคคล, ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย, มหาวิทยาลัยรังสิต, รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม, สุริยะใส กตะศิลา, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc6ef7d066a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2018 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำความรู้จักที่มาที่ไปการยิง&#039;สลุต&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.2561 &amp;ndash; กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ ได้อธิบายถึงการยิงสลุต ว่าถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;สลุต&amp;rdquo; นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า &amp;ldquo;Salutio&amp;rdquo; ในภาษาลาติน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการยิงสลุต เล่ากันว่า ในสมัยโบราณ เรือสินค้าที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในระยะทางไกลจำเป็นที่จะต้องมีปืนใหญ่ไว้คุ้มครองสินค้าบนเรือ และจะต้องมีการบรรจุดินปืนในกระบอกปืนไว้ก่อนเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน แต่เมื่อเรือได้เดินทางไปถึงท่าเรือของประเทศที่เรือลำดังกล่าวต้องเข้าไปทำการค้าด้วย จึงต้องยิงปืนใหญ่ที่บรรจุแต่ดินปืนออกไปให้หมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู ตั้งแต่นั้นมาจึงได้เกิดเป็นประเพณีการยิงสลุตขึ้น เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อกันระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือนอันเป็นประเพณีที่ชาวเรือได้สืบทอดกันต่อมาจวบจนปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรกเริ่มเดิมทีประเพณีการยิงสลุตได้กำหนดตัวเลขการยิงเอาไว้ที่จำนวน 7 นัด ซึ่งในขณะนั้นทางทวีปยุโรปถือว่าเป็นเลขมงคลเพราะเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน หรือเหตุผลอีกกระแสหนึ่งที่ว่าบนเรือรบแต่ละลำมีปืนใหญ่ลำละ 7 กระบอก จึงต้องยิงให้เคลียร์หมดทุกกระบอกๆ ละ 1 นัด และยังมีธรรมเนียมต่อไปอีกว่า เมื่อเรือสินค้าได้ยิงให้แก่เจ้าของจำนวน 7 นัดแล้ว ทางป้อมปืนใหญ่ของชาติเจ้าของท่าจึงต้องยิงตอบออกมาเป็นจำนวน 3 เท่า ซึ่งก็คือ 21 นัด ในเวลาต่อมาได้มีการทำความตกลงกันใหม่ว่าควรให้ทั้งสองฝ่ายยิงในจำนวน 21 นัดเท่าๆ กัน โดยอังกฤษเป็นชาติแรกในการวางกฎระเบียบการยิงสลุต 21 นัด และได้ถือเป็นกติกาสากลสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในประเทศไทยมีการยิงสลุตครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีในบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศสกล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ &amp;nbsp;ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิชเยนทร์ (ป้อมวิชัยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม กองทัพเรือ ในปัจจุบัน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า &amp;nbsp;จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องไหม &amp;nbsp;สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม (มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อมในขณะนั้น อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่คือสมเด็จพระเพทราชา ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมเนียมการยิงสลุตได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 &amp;nbsp;ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ &amp;nbsp;คือ การยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก &amp;nbsp;แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด &amp;nbsp; คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด &amp;nbsp;สลุตข้าราชการ และสลุตนานาชาติ
&amp;nbsp;
พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483 &amp;nbsp;จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง&amp;nbsp;ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยกำหนดข้อบังคับไว้โดยสรุปดังนี้ 1.กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก มีขนาดลำกล้องไม่เกิน 120 มิลลิเมตร &amp;nbsp;2.ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น และแบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท &amp;nbsp;เช่นเดียวกับพระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน &amp;nbsp;หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9 นัด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15228</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยิงสลุต, ชาติ, ทั่วโลก, ธง, บุคคล, ปืนใหญ่, ฝรั่งเศส, พระนารายณ์มหาราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180812/image_big_5b6fd435e78e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
