<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับตัวรับท่องเที่ยวมิติใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ส่งผลกระทบไปทั่ว ทั้งภาคธุรกิจ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเปิดรับเทคโนโลยี บริการดิจิทัลใหม่ๆ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สะดวก ปลอดภัยด้านสุขอนามัย และผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปสู่เทรนด์การใช้ชีวิตแบบ next normal หรือยุค &amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปที่จะเริ่มขยายตัวในวงกว้าง ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ การดำเนินชีวิต ต้องปรับตัวเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้ประเมินกันว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้เหมือนทุกครั้งที่เคยเกิดวิกฤตต่างๆ เพราะประเทศไทยมีเอกลักษณ์ที่เป็นแมกเน็ตสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อาทิ วัฒนธรรมประเพณี ความงดงามของธรรมชาติ อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น แต่สิ่งที่ตามหลังเมื่อวิกฤตโควิดคลี่คลายคือ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ดังนั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องเร่งปรับตัวให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากผลการวิจัยของ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือซีเอ็มเอ็มยู พบว่า ปี 2565 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ที่ต้องปรับตัวให้ทันยุค การเปลี่ยนแปลง หรือ Next normal โดยนักเดินทางที่พร้อมออกเดินทางหลังได้รับวัคซีนทันที คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ 45% และกลุ่มครอบครัว 61% ต้องการออกไปสัมผัสธรรมชาติเนื่องจากอยู่ที่บ้านมาเป็นระยะเวลานาน และการท่องเที่ยวในประเทศจะเป็นตัวเลือกที่นักเดินทางต้องการมากที่สุด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังพบว่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติจะได้ความนิยมสูงสุด โดย 3 จังหวัดแรกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และในกลุ่มครอบครัวได้แก่ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ตามลำดับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่า ในการเดินทางท่องเที่ยวหลังโควิด-19 ธุรกิจที่มงลงได้รับอานิสงส์ระหว่างทริปที่นักเดินทางโหยหาที่สุด คือ ธุรกิจกลุ่มร้านอาหารและคาเฟ่ ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่มักมีพฤติกรรมตระเวนหาอาหาร โดยจะเลือกร้านที่ไม่แออัด มีพื้นที่นั่งด้านนอก เหมาะแก่การเลี่ยงการนั่งทานอาหารที่ทุกคนต้องถอดหน้ากาก หรือเน้นแบบธรรมชาติ ชมวิวทิวทัศน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กลุ่มครอบครัวให้ความสำคัญกับการพักผ่อนในที่พักมากกว่า โดยเปลี่ยนเป็นทานอาหารในโรงแรมเป็นหลัก เพราะเชื่อมั่นในการรักษาความสะอาดของภาชนะในโรงแรม และจะเลือกทำกิจกรรมในโรงแรมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทาง ซึ่งมาตรการรักษาความสะอาด บรรยากาศของสถานที่และบริการของพนักงาน จะเป็นสิ่งสำคัญที่นักเดินทางพิจารณามากขึ้นและพร้อมบอกต่อเมื่อรู้สึกประทับใจ อีกหนึ่งการค้นพบที่น่าสนใจคือ ธุรกิจประกันเดินทางเสริมเรื่องโควิด-19 อาจจะเป็นบริการที่มาแรง เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจซื้อประกันมากถึง 59.4% ขณะที่กลุ่มครอบครัวสนใจซื้อประกันพุ่งสูงถึง 71.7% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการท่องเที่ยวมิติใหม่ หรือ นีโอทัวริสซึม (NEO TOURISM) ที่บรรดาผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงสูงสุดคือ ผู้บริโภคจะเน้นการท่องเที่ยวเชิงที่สอดคล้องกับธรรมชาติ, ผู้บริโภคจะพิจารณาความสะอาดเป็นสำคัญ และเงื่อนไขการให้บริการต้องมีความยืดหยุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธุรกิจการท่องเที่ยวนับจากนี้ควรเสริมทำ D2H หรือ Direct To Hotel (การติดต่อโรงแรมโดยตรง) เพิ่มมากขึ้น ให้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทางที่เปลี่ยนไป โดยเลือกติดต่อการจองที่พักหรือสอบถามข้อมูลกับโรงแรมโดยตรงเพิ่มขึ้น อาทิ ข้อมูลมาตรการด้านสุขอนามัย การปรับเปลี่ยนวันเวลา และเงื่อนไขการจองต่างๆ ทดแทนการจองผ่านแอปพลิเคชันเอเยนต์ออนไลน์ที่อาจไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับนักเดินทางได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวควรชูจุดขายด้านการสื่อสารกับนักเดินทางโดยตรงกับลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น LINE OA, Facebook, Instagram เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกรับพฤติกรรมดังกล่าวแบบไร้รอยต่อ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118763</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, ปรับตัวรับท่องเที่ยวมิติใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำอย่างจริงจัง ควบคุมอย่างเข้มงวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีข่าวครึกโครมถึงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษได้ยืนยันแล้วว่าเป็นถังบรรจุของเสียเคมีขนาด 200 ลิตรถึง 360 ถัง และถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร 40 ถัง รวมประมาณ 80,000 ลิตร และมีการบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเป็นสารอันตราย มีพิษกัดกร่อน และไวไฟ เข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเรื่องนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว ได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อทำการขุดสำรวจลงไปในผิวดินพิสูจน์ชนิดของสารเคมี พบว่า บริเวณดังกล่าวมีกลิ่นสารเคมีเข้มข้นกระจายฟุ้งไปทั่ว ชี้ให้เห็นว่ามีการซึมลงไปในชั้นดิน โดยคาดว่าน่าจะลึกประมาณ 1-2 เมตรจากผิวดิน พบของเหลวสีขาวลักษณะหนืดข้น ส่วนหนึ่งปนเปื้อนน้ำสีดำและสีแดงคล้ายสนิมเหล็กจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างของเหลวและดินที่ขุดขึ้นมาเพื่อนำไปพิสูจน์การปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ ตรวจวิเคราะห์โดยกระบวนการคัดแยกชนิดสารเคมี ได้สั่งการให้ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ดำเนินการเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้ทราบองค์ประกอบของสารเคมีที่พบในดินและน้ำ จากนั้นจะรวบรวมหลักฐานเชื่อมโยงกับข้อมูลของโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย เพื่อส่งให้กับพนักงานสืบสวนดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเรื่องนี้ พฤกษ์ ศิโรรัตนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม&amp;nbsp; ระบุว่า การดำเนินการขุดค้นเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานการกระทำความผิดลักลอบฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรม เนื่องด้วยสภาพการมีองค์ประกอบหลายส่วนที่ ทำให้เชื่อว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยพบว่ามี กิจกรรมการฝังกลบเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมบดผสมกับเนื้อดิน และการใช้เครื่องจักรซึ่งเป็นรถแบ็กโฮ 2 คัน มีกำลังแรงม้ามากกว่า 50 แรงม้า เข้าข่ายลักษณะโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ถ้าพิสูจน์แล้วมีความผิดจริงจะมีความผิดฐาน ประกอบกิจการโรงงานจำพวก 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ พฤกษ์ระบุว่า เบื้องต้นได้ดำเนินการแจ้งความและร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวน สภ.พัฒนานิคม ด้วยความผิดฐานการครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 23 วรรค 1 และมาตรา 73 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และเมื่อทราบผลจากการตรวจสอบวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนในดินและน้ำ จะนำไปเชื่อมโยงกับโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสียจากอุตสาหกรรม และเป็นหลักฐานชี้ชัดในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ขนส่งลักลอบทิ้งของเสีย และผู้รับบำบัดและกำจัดของเสียต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการตรวจสอบสืบค้นข้อเท็จจริงนั้นก็ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งเร่งด่วนต้องดำเนินการทันทีคือความปลอดภัยของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว โดยต้องรีบเอากองขยะอุตสาหกรรมทั้งหมดนี้ออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ก่อนจะส่งผลกระทบไปมากกว่านี้&amp;nbsp; และจากนั้นต้องเร่งดำเนินคดีผู้ที่ลักลอบเอาขยะมาทิ้ง ซึ่งการหาคำตอบนี้อาจต้องดูจากท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมสามารถทำให้เกิดผลกระทบตามมาได้มากมาย ไม่ว่าจะทิ้งลงดินหรือน้ำต่างก็มีแต่ผลเสีย ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะเร่งแก้ไข และดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และถือว่าการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และกรมโรงงานอุตสาหกรรมเองแม้ว่าจะมีระบบฐานข้อมูลและติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรม (GPS) เพื่อติดตามรถขนส่งกากอุตสาหกรรมอันตรายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ (Real Time) อยู่แล้ว แต่ยังพบว่ามีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น กรมโรงงานอุตสาหาหกรรมต้องเข้มงวดดูแลการกำจัดกากอุตสาหกรรม ขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม ต้องตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางของโรงงานว่าได้ส่งกากอุตสาหกรรมอันตรายและกากอุตสาหกรรมทั่วไปไปกำจัดปริมาณเท่าไร และถึงปลายทางเท่ากันหรือไม่ เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งระหว่างขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งการดำเนินการนั้นต้องจริงจังและจริงใจ อย่าทำแบบผักชีโรยหน้ากันเลย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ทำอย่างจริงจัง ควบคุมอย่างเข้มงวด, บุญช่วย ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การท่องเที่ยว ถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่โควิด-19 ระบาดและต้องล็อกดาวน์หลายต่อหลายครั้ง นานร่วม 2 ปี และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เร่งฉีดวัคซีน การแพร่ระบาดก็เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนประเทศ เดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยวด้วยการประเดิมโครงการนำร่อง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ตัดริบบิ้นไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจะดูขรุขระบ้าง แต่รัฐบาลก็พยายามที่จะนำข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขการเปิดประเทศในเฟสต่อๆ ไปให้ดีขึ้น โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้รัฐบาลจะเดินหน้าเปิดประเทศระยะที่ 2 ใน 4 จังหวัด ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ ส่วนกรุงเทพฯ นั้น เดิมที่จะเปิดเช่นกันแต่ทาง กทม.ต้องการเตรียมพร้อมและเร่งฉีดวัคซีน ได้เลื่อนออกไปอีก 15 วัน พร้อมกับเร่งเดินหน้าแผนกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันระยะที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้เดินหน้าฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ดำเนิน &amp;ldquo;โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวยุคดิจิทัล&amp;rdquo; พร้อมจัดงาน &amp;ldquo;Empowering Tech Tourism week Virtual Event&amp;rdquo; งานอีเวนต์ออนไลน์ เพื่อการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้พัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 กันยายน 2564 และในช่วงเสวนา &amp;ldquo;การเตรียมความพร้อมของธุรกิจกับการกลับมาของการท่องเที่ยว&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง กิตติ พรศิวะกิจ ประธานอนุกรรมการ Smart Tourism สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า โควิด-19 เป็นคลื่นพายุที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเจอกับผลกระทบครั้งใหญ่ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อม โดยเน้นการบริหารทั้งด้านบุคลากร ด้านเงินทุน ด้านวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงการบริหารจัดการ ด้วยการ Up-skill และ Re-skill เพราะรูปแบบการท่องเที่ยวต่อจากนี้จะเปลี่ยนไปแน่นอน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเจาะลึกและออกแบบว่าอะไรที่เป็นความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคใหม่ เพื่อสร้างโปรดักต์ให้ตอบโจทย์ และนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้กับสื่อดิจิทัล และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าจะความพร้อมในด้านข้อมูลแล้ว แต่ที่ผ่านมานั้นวิกฤตครั้งนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก ผู้ประกอบการต้องปรับตัวหลายด้าน รวมถึงต้องใช้นวัตกรรมต่างๆ มาช่วย แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินทุน ดังนั้นสถาบันการเงินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบการ ซึ่ง &amp;quot;ชาตรี เวทสรณสุธี&amp;quot; ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เสียงสะท้อนที่เข้ามาจากเจ้าของกิจการท่องเที่ยว คือมีความกังวลว่าธุรกิจจะต้องปิดตัวเพราะโควิด-19 รุนแรง ต้องเจอกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้นต้องมีการคิดว่าจะมีมาตรการใดช่วยเหลือได้บ้าง โดยมาตรการที่ได้ช่วยเหลือทางด้านการเงินหลักๆ คือ พัก เติม เสริมแกร่ง ที่จะช่วยประคับประคองธุรกิจ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเสริมกิจการให้แข็งแกร่งมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ธวัช ตรีวรรณกุล รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงิน ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้วยการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น มาตรการช่วยลูกค้าธุรกิจ และรายย่อย ซึ่งมีทั้งการปรับเงื่อนไขชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อง่ายขึ้น รวมถึงพักชำระหนี้ รักษาสภาพคล่องให้เจ้าของกิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ ศรัณย์ สุตันติวรคุณ นายกสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน บริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีมีไว้เพื่อเสริมธุรกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาพใหญ่ของธุรกิจนั้นเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยในบางส่วน อย่างการปรับโมเดลธุรกิจ และนำเทคโนโลยีมาซัพพอร์ต เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใกล้ชิดของคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกฤษณ์ พันธ์รัตนมาลา กรรมการผู้จัดการบริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้แผนการลงทุนต่างๆ ล่าช้า เพราะไม่สามารถพบปะกันได้เหมือนเดิม ดังนั้นต้องอาศัยนวัตกรรมเข้ามาช่วย ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาอยู่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น และอาจพัฒนาไปถึงขั้นนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพาผู้สูงอายุไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริง เหล่านี้จะช่วยให้มุมมองของการท่องเที่ยวกว้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่มีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวจึงต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, เสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 20:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การท่องเที่ยว ถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่โควิด-19 ระบาดและต้องล็อกดาวน์หลายต่อหลายครั้ง นานร่วม 2 ปี และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เร่งฉีดวัคซีน การแพร่ระบาดก็เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนประเทศ เดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยวด้วยการประเดิมโครงการนำร่อง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ตัดริบบิ้นไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;แม้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจะดูขรุขระบ้าง แต่รัฐบาลก็พยายามที่จะนำข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขการเปิดประเทศในเฟสต่อๆ ไปให้ดีขึ้น โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้รัฐบาลจะเดินหน้าเปิดประเทศระยะที่ 2 ใน 4 จังหวัด ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ ส่วนกรุงเทพฯ นั้น เดิมที่จะเปิดเช่นกันแต่ทาง กทม.ต้องการเตรียมพร้อมและเร่งฉีดวัคซีน ได้เลื่อนออกไปอีก 15 วัน พร้อมกับเร่งเดินหน้าแผนกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันระยะที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ดังนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้เดินหน้าฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ดำเนิน &amp;ldquo;โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวยุคดิจิทัล&amp;rdquo; พร้อมจัดงาน &amp;ldquo;Empowering Tech Tourism week Virtual Event&amp;rdquo; งานอีเวนต์ออนไลน์ เพื่อการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้พัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-15 กันยายน 2564 และในช่วงเสวนา &amp;ldquo;การเตรียมความพร้อมของธุรกิจกับการกลับมาของการท่องเที่ยว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ซึ่ง กิตติ พรศิวะกิจ ประธานอนุกรรมการ Smart Tourism สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า โควิด-19 เป็นคลื่นพายุที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเจอกับผลกระทบครั้งใหญ่ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อม โดยเน้นการบริหารทั้งด้านบุคลากร ด้านเงินทุน ด้านวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงการบริหารจัดการ ด้วยการ Up-skill และ Re-skill เพราะรูปแบบการท่องเที่ยวต่อจากนี้จะเปลี่ยนไปแน่นอน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเจาะลึกและออกแบบว่าอะไรที่เป็นความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคใหม่ เพื่อสร้างโปรดักต์ให้ตอบโจทย์ และนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้กับสื่อดิจิทัล และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;แม้ว่าจะความพร้อมในด้านข้อมูลแล้ว แต่ที่ผ่านมานั้นวิกฤตครั้งนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก ผู้ประกอบการต้องปรับตัวหลายด้าน รวมถึงต้องใช้นวัตกรรมต่างๆ มาช่วย แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินทุน ดังนั้นสถาบันการเงินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือบรรดาผู้ประกอบการ ซึ่ง &amp;quot;ชาตรี เวทสรณสุธี&amp;quot; ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เสียงสะท้อนที่เข้ามาจากเจ้าของกิจการท่องเที่ยว คือมีความกังวลว่าธุรกิจจะต้องปิดตัวเพราะโควิด-19 รุนแรง ต้องเจอกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้นต้องมีการคิดว่าจะมีมาตรการใดช่วยเหลือได้บ้าง โดยมาตรการที่ได้ช่วยเหลือทางด้านการเงินหลักๆ คือ พัก เติม เสริมแกร่ง ที่จะช่วยประคับประคองธุรกิจ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ใช้นวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเสริมกิจการให้แข็งแกร่งมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ดังนั้น ธวัช ตรีวรรณกุล รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงิน ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้วยการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น มาตรการช่วยลูกค้าธุรกิจ และรายย่อย ซึ่งมีทั้งการปรับเงื่อนไขชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อง่ายขึ้น รวมถึงพักชำระหนี้ รักษาสภาพคล่องให้เจ้าของกิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เช่นเดียวกับ ศรัณย์ สุตันติวรคุณ นายกสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน บริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีมีไว้เพื่อเสริมธุรกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาพใหญ่ของธุรกิจนั้นเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยในบางส่วน อย่างการปรับโมเดลธุรกิจ และนำเทคโนโลยีมาซัพพอร์ต เช่น การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใกล้ชิดของคน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านกฤษณ์ พันธ์รัตนมาลา กรรมการผู้จัดการบริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้แผนการลงทุนต่างๆ ล่าช้า เพราะไม่สามารถพบปะกันได้เหมือนเดิม ดังนั้นต้องอาศัยนวัตกรรมเข้ามาช่วย ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาอยู่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น และอาจพัฒนาไปถึงขั้นนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพาผู้สูงอายุไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์เสมือนจริง เหล่านี้จะช่วยให้มุมมองของการท่องเที่ยวกว้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่มีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวจึงต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ.&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116951</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, เสริมแกร่งด้วยเทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมคาร์บอนต่ำเทรนด์รักษ์โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เกิดสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน หรือสภาวะโลกร้อน ทำให้หลายๆ ประเทศเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงและต่อเนื่อง ทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมา ดังนั้น จึงเกิด &amp;ldquo;ข้อตกลงปารีส&amp;rdquo; จาก 196 ประเทศทั่วโลกที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส แต่ภายในเวลาเพียง 5 ปี (2559-2563) อุณหภูมิโลกกลับร้อนขึ้นเฉลี่ย 1.2 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโลกเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตลอดศตวรรษที่ 19 หลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าจะมีการลงนามใน &amp;ldquo;ข้อตกลงปารีส&amp;rdquo; แต่ในด้านผลกระทบของสภาพอากาศร้อน ก็ยังทำให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกเริ่มละลาย ทั้งยังหนุนน้ำทะเลให้สูงและร้อนขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีและสัตว์ทะเลเกยตื้น ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุของภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ทำให้ขณะนี้มีหลายๆ ประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญและประกาศเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียวโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 1 ใน 3 ของการปล่อยทั่วโลกในปี 2561 ได้ตั้งเป้าจะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ 100% โดยเกาหลีภายในปี 2593 และจีนภายในปี 2603 ยังไม่รวมถึงสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างก็ตั้งเป้ามุ่งสู่แนวทางเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการระดมสมอง (เวิร์กช็อป) ให้มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์เช่นกัน เพื่อให้สอดรับกับทิศทางประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทย (ปี 2564-2569) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG (Bio-Circular-Green Economy) หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว ที่จะกำหนดทิศทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดอุณหภูมิโลกร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดรัฐบาลเองได้เร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งอาเซียน ที่มีผลิตภัณฑ์เป้าหมายคือ พลาสติกชีวภาพ เคมีชีวภาพ และชีวเภสัชภัณฑ์ สอดรับวาระแห่งชาติโมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประมาณการว่า อุตสาหกรรมชีวภาพจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ค่าเฉลี่ยของตลาดโลกเติบโตอยู่ที่ 13.8% ต่อปี ในช่วงตั้งแต่ปี 2558-2568
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้นที่ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ภาคเอกชนก็ให้ความสำคัญ ซึ่งเมื่อหลายวันก่อน สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เอ็มโอยูกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งสุพันธ์ระบุว่าเป็นอีกกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นยุทธศาสตร์ด้านซัพพลาย ทำให้ผู้ผลิตโดยเฉพาะผู้ผลิตกลุ่มเอสเอ็มอีได้ปรับเปลี่ยนการผลิตตั้งแต่การออกแบบ จัดหาวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากจะให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีพัฒนาเพื่อให้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั้น สิ่งสำคัญคือรัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนได้รับการลดหย่อนภาษี 200% จากการผลิตและซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้รัฐบาลคงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง และสามารถเดินหน้าไปอย่างยั่งยืน เพราะหากล่าช้าอาจจะตามไม่ทันเทรนด์โลก และสุดท้ายก็จะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่ตกยุคไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115950</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, สังคมคาร์บอนต่ำเทรนด์รักษ์โลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114981</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกบทบาทดันลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศวิตกกังวลไม่แพ้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งหลักหมื่น และตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ยังถือว่าค่อนข้างสูง ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะเห็นได้จากกระทรวงพลังงานเอง ในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแลและจัดหาพลังงานของประเทศ ซึ่งมีสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงานและรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าจะออกมาส่งสัญญาณไปทางบวก ว่าเศรษฐกิจที่พอจะให้วาดฝันถึงแสงสว่างปลายอุโมงค์กันอยู่บ้าง ก็ยังต้องปรับบทบาทของกระทรวงพลังงาน
ด้วยการพลิกบทบาทหน้าที่จากกระทรวงสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน มาสู่มิติขับเคลื่อนการลงทุนในธุรกิจพลังงาน ผลักดัน เพื่อประคองและแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศจากหน่วยงานในสังกัด และรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล อย่างกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผ่านโครงการ &amp;ldquo;พลังงาน พลังใจ ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน&amp;rdquo;
โดยตั้งเป้าตัวเลขการลงทุนทั้งปี 2564 อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ทว่าผ่านครึ่งปีแรกของปี 2564 เม็ดเงินลงทุนสะพัดแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท จากการลงทุนในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานต่างๆ จาก ปตท. กฟผ. และบริษัทในเครือ อาทิ โครงการสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งใหม่ จังหวัดระยอง โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากสถานีควบคุมความดันก๊าซธรรมชาติ ราชบุรี-วังน้อยที่ 6 การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) และการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่อง 1-2) โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และกรุงเทพฯ เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า เป็นต้น
รวมถึงกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็จัดเก็บรายได้จากกิจการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนำส่งรัฐอีกกว่า 25,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมีการผลักดันให้เกิดการจ้างงานไปแล้วรวมกว่า 36,000 ตำแหน่ง และเตรียมจ้างเพิ่มครึ่งปีหลังอีก 2,300 ตำแหน่ง&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ได้วางแผนให้ภาคพลังงานเข้ามาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงด้วยเช่นกัน ผ่านนโยบายและ 4 แผนด้านพลังงานหลักๆ ได้แก่ การปรับแผนพลังงานชาติ มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนคู่ขนาน การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานสีเขียว รองรับแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี แผนการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยยืนหนึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของโลก
โดยมีเป้าหมายดันตัวเลขการผลิตรถยนต์อีวีในประเทศให้ได้ 30% ในปี 2030 จากยอดการผลิตรถยนต์ทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังเดินหน้าในแผนการพัฒนาปิโตรเคมีระยะที่ 4 โดยมุ่งสนับสนุนให้มีการขยายเพิ่มเติมจากโครงการเดิมในพื้นที่อีอีซี เพื่อสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) และสุดท้ายแผนการส่งเสริมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก นำร่องจำนวน 150 เมกะวัตต์ ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้ามีความแข็งแรง คนในชุมชนมีงานทำ ลดการย้ายถิ่นฐานลงได้อีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114981</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, พลิกบทบาทดันลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดมาพร้อมฟู้ดเดลิเวอรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังรุนแรง ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป เพื่อหยุดการแพร่ระบาดทำให้การสั่งซื้อสินค้าของใช้ต่างๆ รวมถึงอาหาร ผ่านทางอีคอมเมิร์ซหรือออนไลน์ได้รับความนิยมากขึ้น และที่สำคัญ ยังทำให้ภาคการขนส่งมีการเติบโตมากขึ้น มีหลายบริษัททั้งรายเล็กรายใหญ่ที่ผันตัวเองกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มของการจัดส่งอาหาร ซึ่งดูจะได้รับความนิยมอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่า ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันที่ยังทรงตัวสูง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งรวมถึงการจำกัดการให้บริการของร้านอาหารเหลือเพียงช่องทางการสั่งซื้อที่หน้าร้านและการสั่งผ่านแอปพลิเคชันจัดส่งอาหาร (Food Delivery) ข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ทำให้ธุรกิจบริการส่งอาหาร &amp;nbsp;เป็นช่องทางที่สำคัญของผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าของธุรกิจจัดส่งอาหาร หรือ Food Delivery ไปยังที่พักในปี 2564 จะยังขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำให้มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง &amp;nbsp;ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์จัดส่งอาหารหลายรายได้เร่งทำการตลาด จัดโปรโมชั่นมอบส่วนลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดส่ง เพื่อดึงดูดผู้บริโภครายใหม่ให้เข้ามาทดลองใช้งานในแพลตฟอร์ม และเพิ่มความถี่ในการใช้งานของผู้บริโภครายเดิมเช่นกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ทั้งปี 2564 ปริมาณการสั่งอาหารจัดส่งที่บ้านน่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 120 ล้านครั้ง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ที่มีจำนวนประมาณ 35-45 ล้านครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า วิถีการใช้ชีวิตประจำวันท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในการใช้บริการจัดส่งอาหารไปยังที่พัก โดยพบว่าราคาเฉลี่ยต่อครั้งที่สั่งลดลง 20-25% จากปีก่อน จากปัจจัยด้านกำลังซื้อและการอัดโปรโมชั่นของผู้ประกอบการ โดยผู้บริโภคหันมาสั่งอาหารในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ ขณะเดียวกันการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารมีการจัดทำโปรโมชั่นราคาพิเศษและปรับรูปแบบของเมนูอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังพบว่า ร้านอาหารข้างทาง หรือ Street Food มีบทบาทมากขึ้น คาดจะมีการแชร์ตลาดมากกว่า 40% ของมูลค่ารวมของธุรกิจจัดส่งอาหาร จากเดิมในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 29% ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเซ็กเมนต์และประเภทอาหารของผู้บริโภคมายังเมนูอาหารที่มีระดับราคาย่อมเยา ส่งผลต่อเนื่องให้ความถี่ในการสั่งอาหารจากร้านอาหารข้างทางเพิ่มจำนวนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังพบว่า พื้นที่การสั่งอาหารขยายสู่บริเวณกรุงเทพฯ รอบนอกและพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ-ปริมณฑลมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาสั่งอาหารบริเวณใกล้ที่พักมากขึ้น ดังนั้น จากปัจจัยและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก หรือฟู้ดเดลิเวอรี ในปี 2564 จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 5.31 - 5.58 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัวสูงถึง 18.4 - 24.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการเติบโตของรายได้และจำนวนผู้เกี่ยวข้องที่มากในธุรกิจ ดึงดูดผู้เล่นในอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมสมรภูมิแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีมากขึ้น จึงดึงดูดให้ผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในธุรกิจร้านอาหารและผู้ประกอบการนอกธุรกิจร้านอาหารสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี ทำให้บรรดาผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในกลุ่มนี้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การแข่งขันภายใต้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ยังได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ในเกือบทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องขยายขอบเขตของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ของตน ให้ครอบคลุมไปยังหมวดสินค้าและบริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เห็นได้จากดีเอชแอลยังมองว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เติบแบบก้าวกระโดดกลายเป็นนิวนอร์มอล ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคจะคงอยู่ต่อไป แม้โควิดจะคลี่คลายไปแล้วก็ตาม &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ส่งผลทำให้โซลูชั่นด้านโลจิสติกส์มีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ ทุกวันนี้การขนส่งสัดส่วนกว่า 85% ของตลาดอีคอมเมิร์ซทำผ่านทางทะเล รางและรถบรรทุก มีเพียง 15% เท่านั้นที่ขนส่งผ่านเครื่องบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่ ต้องเร่งรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้โดยเร็วตามเทรนด์โลก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี, โควิดมาพร้อมฟู้ดเดลิเวอรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
