<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องร่วมกันรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาฝุ่นที่เกินค่ามาตรฐานปกคลุมทั่วเมืองกรุง อากาศที่ผู้คนหายใจกลายเป็นมลพิษที่อันตรายต่อสุขภาพ ส่วนสาเหตุของการเกิดฝุ่นขึ้นนั้น หลายฝ่ายก็มีการเผยแพร่ข้อมูลกันอย่างสะพัด ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมโรงงาน เป็นแหล่งกำเนิดต้นเหตุของฝุ่นละออง PM 2.5 กว่า 30% นั้น หรือ 52% เกิดจากไอเสียดีเซลจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์, 35% เกิดจากการเผาชีวมวลจากการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง, 8% เกิดจากฝุ่นละอองทั่วไปและจากการก่อสร้าง, 4% เกิดจากโรงงานจากปล่องระบาย และ 1% เกิดจากดินจากบริเวณที่เป็นพื้นดิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวนั้น ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนตื่นตัว ระดมกำลังแก้ไขปัญหาอย่างกระตือรือร้น อย่าง พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ได้ออกมาย้ำอย่างชัดเจนว่า กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม &amp;nbsp;การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เข้มงวดในการกำกับดูแลสถานประกอบการอุตสาหกรรม ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม และได้ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงสำรวจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากพบความผิดจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการให้บริการรถยนต์สาธารณะ ออกมาเต้นที่ระดมคำสั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งลดต้นตอของการเกิดฝุ่น ซึ่งล่าสุด รมว.คมนาคม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ลงพื้นที่ตรวจเข้มรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก่อนออกให้บริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วพบว่า รถโดยสารที่ให้บริการอยู่ทุกวันที่อู่หมอชิต 2 จำนวน 111 คัน พบค่าควันคำเฉลี่ย 15-20% ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน &amp;nbsp;45% ของมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษกำหนด แต่ก็ยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ขบ. ตรวจเข้ม หากพบรถคันไหนมีค่าควันดำเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด ให้หยุดวิ่งให้บริการทันที พร้อมสั่งการให้ ขสมก.ล้างทำความสะอาดอู่รถเมล์ ขสมก.ทุกเขตการเดินรถ รวม 20 แห่ง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.62 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมอบนโยบายให้ ขสมก.เปลี่ยนการใช้น้ำมันดีเซลบี 7 มาเป็นใช้น้ำมันดีเซลบี 20 จำนวน 815 คัน และวันที่ 1 ก.พ.62 จะเปลี่ยนมาใช้อีก 1,260 คัน รวม 2,075 คัน ซึ่งนัยว่าจะช่วยลดผลกระทบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 15% ลดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ 33% ไฮโดรคาร์บอน 21% ลดฝุ่นละอองได้ 3.7% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟทางคู่นั้น ได้ สั่งการให้ปรับแผนในการลดหรืองดการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับดินที่จะมีผลต่อฝุ่นละอองเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองนั้น ขณะเดียวกันยังสั่งให้ทำความสะอาดรถบรรทุกดินในการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อลดปัญหาฝุ่นฟุ้งกระจาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่รวมถึงที่กระทรวงคมนาคมตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถเมล์ออกไปก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก &amp;nbsp;(PM 2.5) เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการเพิ่มปริมาณของฝุ่นละอองขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันว่าปัญหาส่วนหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่นปกคลุมไปทั่วกรุงเทพฯ คือ ไอเสียรถ โดยเฉพาะรถเมล์ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าทั้งเก่าทั้งโทรม อายุน้อยที่สุดก็ 20 ปี ดังนั้น กระทรวงคมนาคมในฐานะที่กำกับดูแลในส่วนนี้ ควรเร่งรีบดำเนินการจัดหารถเมล์รุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นเก่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะใช้รถเมล์เอ็นจีวี หรือรถเมล์ไฟฟ้า ก็ควรที่จะตัดสินใจกันได้แล้ว และที่สำคัญ กลุ่มคนที่คัดค้านโครงการ ทำให้การจัดหารถเมล์ใหม่มาทดแทนรถเมล์เก่าโบราณทำไม่ได้เสียที ก็ควรที่จะหยุดและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าที่จะใช้ประโยชน์ส่วนตัวมาตัดสินใจ และชี้นำให้โครงการต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนทำให้คนกรุงที่รอคอยโอกาสที่จะได้ใช้บริการรถเมล์ใหม่คอยเก้อกันครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเป็นแม่สายบัวแต่งตัวคงไม่รอเก้อแล้ว แต่รอจนแก่ตายไปหลายรุ่นก็ยังไม่ได้ใช้กันสักที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปแล้วไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร ก็ต้องยอมรับว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ช่วยกันแก้ไขปัญหา หยุดที่จะสาดโคลนกันเหมือนทุกวันนี้เลย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27073</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี​​​​​​​, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริการดี ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนผู้ขับขี่รถแท็กซี่ได้ออกมาร้องประกาศที่จะขอปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยเตรียมที่จะยื่นหนังสือถึง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ขับรถแท็กซี่ในปัจจุบัน พร้อมเสนอ 4 ข้อร้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วยขอให้พิจารณาปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ ภายหลังได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ขับรถแท็กซี่มีค่าครองชีพลดลง โดยข้อเสนอดังกล่าวนั้นจะให้คงอัตราเริ่มต้นกิโลเมตรแรกที่ 35 บาท ขณะที่ช่วงเวลารถติดจากเดิมนาทีละ 2 บาท เพิ่มขึ้นเป็นนาทีละ 3 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ให้แก้ไขปัญหารถป้ายดำที่วิ่งให้บริการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งกับรถแท็กซี่ที่อยู่ในระบบถูกต้องตามกฎหมายในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.พิจารณานโยบายการนำรถแท็กซี่ที่ใช้ระบบไฟฟ้า (EV) มาวิ่งให้บริการประชาชน สะท้อนถึงการเอื้อประโยชน์และช่วยเหลือนักลงทุนชาวต่างชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 4.ให้รัฐบาลสนับสนุนผู้ขับรถแท็กซี่ที่ดี อ้างอิงจากการให้คะแนนของผู้โดยสาร โดยการพัฒนาบุคลากร พร้อมออกมาตรการให้ผู้ขับรถแท็กซี่ผ่อนค่างวดรถแท็กซี่กับภาครัฐ เพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของรถเองได้ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการให้บริการ ส่งผลการแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างยั่งยืนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้ย้ำว่าเตรียมหาแท็กซี่แนวร่วมกว่า 15,000 คัน ติดสติกเกอร์ที่มีข้อความ &amp;ldquo;รถคันนี้จะไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร&amp;rdquo; ติดอยู่บริเวณหน้ากระจกรถด้านซ้าย สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงต้องยอมรับกันว่าการเดินทางใน กทม.และปริมณฑลนั้น สำหรับประชาชนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารสาธารณะ ถือว่าเป็นยานพาหนะที่สำคัญ ซึ่งในปัจจุบันรถโดยสารสาธารณะนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือรถแท็กซี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้บริการหลายคนประสบปัญหาเดียวกันคือ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร โดยมักจะมีข้ออ้างสารพัด ไม่ว่าก๊าซหมด รถติด ต้องส่งรถ รับลูกค้าไม่ทัน ฯลฯ จนสร้างความเอือมระอาให้กับผู้ใช้บริการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าที่ผ่านมานั้นกรมการขนส่งทางบกจะออกมาตรการต่างๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ ไม่ว่าจะมี &amp;quot;รถแท็กซี่โอเค&amp;quot; ที่กรมขนส่งคุยนักหนาว่ามีรถแท็กซี่แจ้งความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 20,000-30,000 คัน และในจำนวนนี้มีผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วหลายพันคัน ประกอบด้วย ภาคบังคับ หรือแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ ประมาณ 1,000 คัน และภาคสมัครใจ หรือรถแท็กซี่ที่ยังไม่หมดอายุอีกจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้รถแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่โอเคนั้น จะติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบ อาทิ การติดตั้งจีพีเอส ระบบกล้องถ่ายภาพภายในรถแบบ Snap Shot ปุ่มฉุกเฉิน และตรวจสอบการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายก็ไม่โอเคร ยังปฏิเสธผู้โดยสารเช่นเดิม หรือแม้กระทั่งการเปิดรับแจ้ง ปรับ ยึดใบขับขี่ สารพัดวิธี ก็ยังปฏิเสธที่จะรับผู้โดยสาร ด้วยคำอ้างเดิมๆ อาทิ แก๊สหมด ส่งรถ ไม่รู้จักเส้นทาง แม้จะมีการร้องเรียนไปยังกรมการขนส่งทางบก และถูกลงโทษไปแล้วก็ยังไม่เข็ด ยังคงปรากฏเป็นข่าวคราวตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้เคยศึกษาไว้ว่า การให้บริการรถแท็กซี่ และการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ 76% ยังพบปัญหาจากการใช้บริการรถแท็กซี่ อาทิ การปฏิเสธผู้โดยสาร 82.5%, ปัญหาเกี่ยวกับสภาพรถ 30% และอีก 26% พบปัญหาเรื่องกิริยาวาจาไม่สุภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ผู้โดยสารหันไปใช้บริการระบบขนส่งทางเลือก เช่น อูเบอร์และแกร็บ แม้จะต้องเสียค่าบริการเพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยลดเวลารอคอยได้ พร้อมเสนอให้กรมการขนส่งทางบก ออกมาตรการกำกับดูแลให้ถูกต้อง ซึ่งประเมินว่าน่าจะใช้เวลานาน 6 เดือน - 1 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ก่อนที่จะมาอ้างว่าปัญหาการให้บริการแท็กซี่ เป็นผลมาจากการไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร ซึ่งต้องปรับค่าขึ้นอีก 25% จึงจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยขอให้รัฐบาลเร่งทบทวนโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ หรือเปิดโอกาสให้รถแท็กซี่คิดค่าโดยสารในลักษณะยืดหยุ่นได้ &amp;nbsp;ควรที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีเสียก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าบริการดี ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร การจะปรับขึ้นค่าโดยสารก็ไม่น่าจะมีปัญหา.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16985</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย ค้ายาดี​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
