<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเดิม7วันอันตรายสงกรานต์เกิดอุบัติเหตุ348ครั้งดับ25รายเจ็บ356คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.64-นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) แถลงข่าวอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 10 เม.ย.2564 ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ &amp;ldquo;สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด&amp;rdquo;ว่า เกิดอุบัติเหตุ 348 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 25 ราย ผู้บาดเจ็บ 356 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ &amp;nbsp;31.61 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 22.99 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.91 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 63.22 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 39.94 &amp;nbsp;ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 33.91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญธรรม กล่าวว่า ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 27.87 &amp;nbsp;ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.81 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,913 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 60,201 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 342,028 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 58,372 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 14,852 ราย ไม่มีใบขับขี่ 16,125 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ พัทลุง (20 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ (จังหวัดละ 2 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ พัทลุง (22 คน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันนี้ (11 เม.ย. 64) เส้นทางหลายสายยังคงมีปริมาณรถหนาแน่นต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และเส้นทางเลี่ยงเมือง จึงได้ประสานจังหวัดดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด - 19 กำชับจุดตรวจเพิ่มความเข้มข้นในการเรียกตรวจยานพาหนะ และความพร้อมของผู้ขับขี่ เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องกับผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วเกินกำหนด ดื่มแล้วขับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ยังคงเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ถนนเปียกลื่นและทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางลดลง จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถเป็นพิเศษและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย&amp;nbsp;

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99174</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตราย, บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดกาฬสินธุ์, อุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072b7d7c60e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กป๊อกสั่งรับมือพายุฤดูร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มท.1 ห่วงประชาชนสั่งทุกจังหวัดรับมือพายุฤดูร้อน ติดตามสภาพอากาศใกล้ชิดพร้อมช่วยเหลือได้ทันที ปภ.ประสานภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-กทม.และปริมณฑล เฝ้าระวัง 1-4 มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ติดตามการคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนหลายพื้นที่ในตอนกลางวัน จากนั้นช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนจะมีอากาศร้อนอบอ้าวเป็นระยะๆ มีอากาศร้อนบางแห่ง และจะมีพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ รวมทั้งจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางแห่ง อันจะก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในช่วงฤดูร้อน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่อาจเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อม โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งตรวจตราอาคารสถานที่ ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง ไม้ยืนต้นตามที่สาธารณะที่อาจก่อให้เกิดสาธารณภัยได้ และแจ้งหน่วยงานตามกฎหมายเข้าตรวจสอบซ่อมแซมให้มั่นคงแข็งแรง พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนจิตอาสาเข้ามามีส่วนร่วมสอดส่อง ปรับปรุง ดูแลให้เกิดความปลอดภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ให้เตรียมความพร้อมบุคลากร อุปกรณ์ ทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทันท่วงที และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงแนวทางการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย การตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงที่พักอาศัย ช่องทางการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ตลอดจนมาตรการต่างๆ ของภาครัฐในการดูแลประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) ได้ติดตามสภาพอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศฉบับที่ 1 (37/2564) ลงวันที่ 28 ก.พ.แจ้งว่า ในช่วงวันที่ 1-4 มี.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า กอปภ.ก.จึงได้ประสานจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตลอดจนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะเริ่มมีผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ในวันที่ 1-3 มี.ค. ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึง กทม.และปริมณฑล มีผลกระทบในวันที่ 2-4 มี.ค. ซึ่ง กอปภ.ก.ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที อีกทั้งแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ห้ามหลบพายุบริเวณใต้ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรงเพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ ไม่อยู่ในที่โล่งแจ้งขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะอาจถูกฟ้าผ่าได้ ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบัง เพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &amp;ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&amp;rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94553</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b9949e535e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>6วันอันตราย อุบัติเหตุพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศปถ.เผยวันที่ 6 ช่วงเทศกาลปีใหม่ ยอดอุบัติเหตุพุ่ง 3,072 ครั้ง ดับ 358 ราย เจ็บ 3,073 คน เชียงใหม่แชมป์อุบัติเหตุ-บาดเจ็บสะสม ขณะที่ 9 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ด้านเลขาฯ ศปถ.จ่อสรุปข้อมูลหาปมเหตุหลักก่อนกำหนดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนทั้งช่วงเทศกาลและปกติให้สอดคล้องรูปแบบการเดินทาง ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 แถลงข่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ &amp;nbsp;3 ม.ค.2564 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 325 ครั้งผู้เสียชีวิต 40 ราย ผู้บาดเจ็บ 333 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรษิษฐ์กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 35.69 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.31 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 83.08 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 68.00 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.92 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 32.31 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 26.77 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 33.24 ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,948 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 61,878 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 577,602 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม127,568 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 35,357 ราย ไม่มีใบขับขี่ 31,084 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เชียงใหม่ 14 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 5 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี เชียงใหม่ จังหวัดละ 14 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 6 วันของการรณรงค์ (29 ธ.ค.63-3ม.ค.64) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,072 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 358 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,073 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด คือ ตราด นครนายก นราธิวาส น่าน มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ระนอง อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 111 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย นครราชสีมา จังหวัดละ 16 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 113 คน&amp;quot; นายอรรษิษฐ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรษิษฐ์กล่าวอีกว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนทั้งจำนวนครั้ง จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้บาดเจ็บลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเมาสุรา สำหรับในวันนี้คาดว่าประชาชนบางส่วนยังอยู่ระหว่างการเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจึงได้ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างต่อเนื่อง เน้นกวดขันการขับรถเร็ว การเมาแล้วขับ การใช้อุปกรณ์นิรภัย และการเรียกตรวจประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ รวมถึงดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุในเส้นทางหลักเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยตั้งกรวยริมไหล่ทาง ปิดจุดกลับรถ เปิดสัญญาณไฟเตือนบนเส้นทางเป็นระยะ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน&amp;quot; นายอรรษิษฐ์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดเตรียมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2564 โดยเร่งตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563-4 มกราคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรมระบุว่า เพื่อวิเคราะห์สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ที่จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการและกลยุทธ์ในการสร้างความปลอดภัยทางถนน ทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการเดินทางของประชาชนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88816</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff30cecd86bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5จว.ใต้น่าห่วงน้ำท่วมฉับพลัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปภ.เตือน 5 จังหวัดเตรียมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 4-8 ม.ค. พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ 24 ชั่วโมง เตรียมพร้อมชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ ประสานท้องถิ่นแจ้งเตือนพร้อมอพยพประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ม.ค. นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาพอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศฉบับที่ 3 (4/2564) ลงวันที่ 3 มกราคม 2564 เวลา 05.00 น. แจ้งว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนเข้าปกคลุมสหพันธรัฐมาเลเซีย ทำให้บริเวณภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรมกล่าวต่อว่า สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสาน 5 จังหวัดภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 4-8 มกราคม 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรมระบุว่า ได้แก่ พัทลุง (11 อำเภอ : อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน อำเภอตะโหมด อำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน อำเภอศรีบรรพต อำเภอป่าบอน อำเภอบางแก้ว อำเภอป่าพะยอม และอำเภอศรีนครินทร์) สงขลา (13 อำเภอ : อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสทิงพระ อำเภอจะนะ อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอรัตภูมิ อำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอนาหม่อม อำเภอควนเนียง อำเภอบางกล่ำ อำเภอสิงหนคร และอำเภอคลองหอยโข่ง)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุต่อว่า จ.ปัตตานี (6 อำเภอ : อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอหนองจิก อำเภอมายอ อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอแม่ลาน) ยะลา (4 อำเภอ : อำเภอเมืองยะลา อำเภอบันนังสตา อำเภอยะหา และอำเภอเบตง) นราธิวาส (9 อำเภอ : อำเภอตากใบ อำเภอบาเจาะ อำเภอระแงะ อำเภอศรีสาคร อำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ และอำเภอเจาะไอร้อง)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่ริมแม่น้ำลำคลอง ที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล อีกทั้งจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ (ERT) รถปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที&amp;quot; อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรมกล่าวด้วยว่า ตลอดจนประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ภัย แนวทางการปฏิบัติตน และการอพยพไปยังจุดปลอดภัยผ่านทุกช่องทาง รวมถึงเน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัย ส่วนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเล และนักท่องเที่ยวที่ทำกิจกรรมหรือท่องเที่ยวทางทะเลให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง สำหรับชาวเรือและผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารควรเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยให้พร้อม และเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามพยากรณ์อากาศและสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &amp;ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&amp;rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&amp;quot; นายบุญธรรมระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88709</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff1cb58cb60b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 01:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน12จว.ใต้ ฝนหนักน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุตุฯ ประกาศเตือน 12 จังหวัดภาคใต้ รับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วง 30 พ.ย.-3 ธ.ค.นี้ ขณะที่ทะเลมีคลื่นลมแรง เหนือ อีสาน อุณหภูมิลดลงอีก ได้เห็นแน่น้ำค้างแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.2563 จนถึงวันที่ 3 ธ.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ความว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.63-3 ธ.ค.63 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างหรือทางด้านหน้าเกาะบอร์เนียวมีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนเข้าปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศด้วยว่า ในช่วงวันที่ 29 พ.ย.-5 ธ.ค.63 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ยังคงมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.63 ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงตลอดช่วง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศา บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงตลอดช่วง และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศา บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออก อากาศเย็นกับมีลมแรง ตลอดช่วง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค.63 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 4-5 ธ.ค.63 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่ 2-4 ธ.ค.63 ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง ตลอดช่วง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปภ.ได้ประสาน 12 จังหวัดภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งและคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน -3 ธันวาคม 2563 โดยพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์คลื่นลมแรง 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรังเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอห้วยยอด, รัษฎา, นาโยงและอำเภอเมือง แม้ฝนจะหยุดตกตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ แต่ปริมาณน้ำสะสมยังคงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ราบลุ่มหลายหมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว จึงได้ทำหนังสือประสานไปยังหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ขอความร่วมมือปิดน้ำตกทั้ง 6 แห่งใน จ.ตรัง ได้แก่ น้ำตกกะช่อง, น้ำตกโตนเต๊ะ, น้ำตกโตนตก, น้ำตกสายรุ้ง, น้ำตกไพรสวรรค์และน้ำตกลำปลอก ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอนาโยง ย่านตาขาว และปะเหลียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงขลา สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.รัตภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ ระดับน้ำในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 3 ต.กำแพงเพชร ลดลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เหลือเพียงน้ำท่วมขังบนถนนเส้นทางเข้าหมู่บ้านบริเวณวัดห้วยหลาดเท่านั้น ซึ่งจุดนี้ระดับน้ำสูงสุดเกือบ 1 เมตร รถทุกชนิดสามารถเข้า-ออกได้แล้ว ในขณะที่สภาพน้ำในคลองภูมีตอนนี้ก็ลงลงต่ำกว่าตลิ่งกว่า 1 เมตร จนอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม โรงเรียนบ้านชายคลอง แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่อาจจะไม่สามารถเปิดเทอมได้ตามเวลา เพราะห้องเรียนและสื่อการเรียนการสอนถูกน้ำท่วม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา มีน้ำท่วม 8 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สะเดา หาดใหญ่ นาหม่อม ควนเนียง สิงหนคร จะนะ รัตภูมิ และ อ.เมือง รวม 31 ตำบล 135 หมู่บ้าน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน คือ นายปกรณ์ อินทสระ อายุ 42 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ที่ลงไปช่วยขุดลอกคลองและจมน้ำหายไปเมื่อวันเสาร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยะลา เจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองสะเตงนอก อ.เมืองยะลา ยังคงเดินเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่บ้านเปาะยานิออกจากบ้านเรือนประชาชนและถนนภายในหมู่บ้าน นายภูวนัย มะดอลอ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านเปาะยานิ ระบุว่า จากฝนที่ตกหนักหลายวัน ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่บ้านเปาะยานิ บ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน 20 ครัวเรือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85429</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขจรศักดิ์ เจริญโสภา, บุญธรรม เลิศสุขีเกษม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc39798a919f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
