<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2019 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2019 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน” สิ่งประดิษฐ์สุดว้าว!!ของนศ.เทคนิคศรีสะเกษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6ก.ย.62-ดร.บุญรักษ์ &amp;nbsp;ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular &amp;ndash; Green (BCG) Economy) โดยนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในการผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและบริการของท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยกตัวอย่าง ธุรกิจ &amp;ldquo;ผลิตและจำหน่ายพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน&amp;rdquo; ของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกเป็นทีมธุรกิจธุรกิจดีเด่น จำนวน 20 ทีมสุดท้ายในโครงการของสอศ.ที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระในผู้เรียนอาชีวศึกษาที่จัดแสดงแผนธุรกิจในเดือนพฤศจิกายน 2562 และได้ผ่านการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค 4 ดาวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวทิพย์สวรรค์ &amp;nbsp;สุริหะ &amp;nbsp;นักศึกษาชั้น ปวช.2 สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เล่าว่า ทุเรียน จังหวัดศรีสะเกษ เป็นที่รู้จักกันดีว่าปลูกในพื้นที่ดินภูเขาไฟ ทำให้เกิดคุณภาพพิเศษของเนื้อทุเรียน คือ เนื้อละเอียด ไส้แห้ง เม็ดน้อย และกลิ่นไม่แรงเหมือนทุเรียนอื่น ๆ เกิดเป็นที่นิยม เกษตรกรจึงได้หันมาปลุกทุเรียนกันมากขึ้น และชาวบ้านก็นำทุเรียนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ &amp;nbsp;ทำให้มีเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งเป็นขยะจำนวนมากโดย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ประกอบกับตนและเพื่อนๆ อยากช่วยเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหายางพาราราคาตกต่ำ จึงได้ศึกษาคิดค้นผลิตพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน โดยศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างเส้นใยเปลือกทุเรียนกับยาง Compound ในการพัฒนาสูตรยางพื้นรองเท้าให้มีคุณภาพดี และมีคุณสมบัติพิเศษคือ นุ่ม น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย แข็งแรง คงทน ไม่อุ้มน้ำ และมีราคาถูกว่าในท้องตลาดซึ่งราคาเริ่มต้นขายคู่ละ 40 บาท ขณะที่ท้องตลาดขายกันคู่ละ 60-75บาท ทำให้ช่วยผู้ประกอบการผลิตรองเท้า ลดต้นทุนการผลิตไปได้เป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;โดยพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก.131-2523 และ มอก.749-2531ในการเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงกลและคุณสมบัติทางกายภาพของยางพื้นรองเท้าที่มีส่วนผสมระหว่างเส้นใยเปลือกทุเรียนกับยางคอมพาวด์ (Compound) และได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากโครงงานวิทยาศาสตร์ พ.ศ.2561 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวทิพย์สวรรค์ เล่าเพิ่มเติมว่า ในช่วงทดสอบตลาด มีวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน จังหวัดศรีสะเกษ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตรองเท้าแฮนด์เมดเพื่อส่งขายทั้งในและต่างประเทศ สนใจพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน โดยสั่งซื้อเป็นประจำต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1,500 คู่ สร้างยอดขายให้ได้กว่า 60,000 บาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อเดือน ซึ่งจากเดิมที่ผู้ประกอบการรายนี้สั่งพื้นรองเท้าจากประเทศจีนซึ่งพื้นไม่ค่อยคงทนแข็งแรง และมีค่าต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงมาก เมื่อมาสั่งพื้นรองเท้าจากใยเปลือกทุเรียน ทำให้เขาลดต้นทุนการผลิต และได้พื้นรองเท้าที่คงทนแข็งแรง และรูปทรงพื้นรองเท้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ปัจจุบัน พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน มียอดขายเป็นจำนวนนมาก ซึ่งตนและเพื่อนๆในทีมธุรกิจกำลังเตรียมแผนเพิ่มการผลิตให้ทันต่อยอดสั่งซื้อที่มีประจำอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียนสามารถสั่งทำได้ตามความต้องการของลูกค้า โดยพื้นรองเท้าแตะขายในราคาคู่ละ40 บาท &amp;nbsp;และพื้นรองเท้าผ้าใบ หรือ พื้นรองเท้าคัตชู ราคาคู่ละ 60 บาท หากสั่งเป็นจำนวนมาก 500 คู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขึ้นไป มีส่วนลดเริ่มต้นให้ 5 % นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เป็นรองเท้าทำมือ (Hand made) สำเร็จรูปด้วย ซึ่งขายในราคาคู่ละ 250 บาท โดยสินค้าทุกประเภทมีบริการจัดส่งทั่วประเทศ คิดค่าบริการจัดส่งตามน้ำหนัก (เริ่มต้นที่ 50 บาท) หากสนใจสั่งซื้อ สามารถติดต่อได้ที่โทร.086-168-4885 หรือทางเฟสบุ๊คที่เพจ S-durian &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;Shell-fiber หรือทางไลน์ไอดี : boonnada2010 หรือที่ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาเทคนิคศรีสะเกษ &amp;nbsp; &amp;nbsp; สนใจทักมานะคะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45126</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญรักษ์  ยอดเพชร, รองเท้าจากเปลือกทุเรียน, สอศ., เทคนิคศรีสะเกษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d7202e2a9a0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 21:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอศ.-สพฐ. หาริอทำแผนปฎิบัติการสร้างสะพานเชื่อมสายสามัญกับอาชีวะ ทำลายกำแพงกีดกั้นในอดีต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ทิ.ย.62-ที่โรงแรมอัมรินทร์ลากูน จังหวัดพิษณุโลก - สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสะพานเชื่อมโยงการจัดศึกษาขั้นพื้นฐานกับการจัดการอาชีวศึกษา โดย นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมเพื่อบูรณาการ การทำงานเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงการจัดการศึกษาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและเป้าหมายในการผลิตและพัฒนากำลังคนในการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอาชีวศึกษาร่วมกัน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และเป็นแนวทางในการศึกษาต่อในสายอาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตให้เยาวชนของประเทศ ซึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้เด็กค้นพบตัวตนได้เร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมาเด็กระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่มีโอกาสนั้น แต่ในระยะ 2-3 ปีมานี้ สพฐ.ได้วางพื้นฐานให้เด็กไว้แล้ว โดยทำหลักสูตรระยะสั้น หรือ short course ให้เด็กเลือกเรียนเพื่อค้นหาตัวตน ดังนั้นหลังจากการประชุมครั้งนี้ขอให้ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) เป็นเจ้าภาพเชิญ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษามาประชุมทำหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ร่วมกัน ทั้งนี้ขอให้เชิญศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มาร่วมด้วยเพื่อจะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)ให้การสนับสนุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในรายจังหวัด จากนั้นจะมีการคัดเลือกจังหวัดที่จะเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนอย่างน้อยภาคละ 1 จังหวัดเพื่อขยายผลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เราจะมีการทำสะพานเชื่อมโยง แบ่งเป็น 5 สาย คือ สะพานระหว่างฝ่ายบริหารของ สพฐ.และ สอศ. 2.สะพานระหว่างครูขั้นพื้นฐานและครูอาชีวะ 3.สะพานระหว่างนักเรียน 4.สะพานผู้ปกครอง ที่เราจะต้องสื่อสารให้เกิดความรับรู้ว่าการเรียนสายอาชีพ หรือสายสามัญไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่าหรือเหนือกว่ากัน แต่การเลือกเรียนควรขึ้นอยู่กับตัวตนของเด็กและความสนใจ และ 5.สะพานระหว่างชุมชนกับสถานประกอบการ ซึ่งการขับเคลื่อนในลักษณะนี้ แม้ว่าผมและนายสุเทพ จะเกษียณอายุราชการแล้ว การส่งต่อภารกิจก็จะง่ายและเกิดการดำเนินการที่ยั่งยืน เพราะประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือการตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ&amp;rdquo;ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ กอศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการอาชีวศึกษา ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ส่วนราชการได้บูรณาการทำงานร่วมกันโดยมีโจทย์ใหญ่คือปัญหาประเทศต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งการศึกษามีส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ดังนั้น สพฐ.และสอศ. ต้องรีบดำเนินการ และต้องทำต่อเนื่องในการผลิตพัฒนานักเรียนสายอาชีพ ดังนั้น สพฐ.ต้องวางรากฐานการเรียนสายอาชีพให้นักเรียน ซึ่งการแนะแนวให้นักเรียนไปเรียนอาชีวะ เป็นการแก้ไขปัญหาปลายเหตุไม่ได้เพิ่มผู้เรียนอย่างจริงจัง สพฐ.และสอศ. ต้องทำลายกำแพงที่กั้นการศึกษาระหว่างกัน และสร้างสะพานเชื่อมโยงการศึกษาร่วมกัน ‬เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ ว่าประเทศต้องการกำลังคนอาชีวะจำนวนมาก ทั้งนี้สพฐ. และสอศ.ต้องร่วมมือกันปรับทัศนคติทำความเข้าใจให้ตรงกัน เปลี่ยนค่านิยมของเด็กและผู้ปกครองโรงเรียนต้องไม่หวงเด็ก ต้องปล่อยเด็กให้ไปเรียนสายอาชีพ ซึ่งหากสามารถเอาจริงเอาจังได้อย่างนี้จะสามารถแก้ปัญหาการศึกษาของชาติได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38586</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ครูอาชีวะ, นายสุเทพ ชิตยวงษ์, บุญรักษ์  ยอดเพชร, สายสามัญ, เรียนสายอาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03ac19e8cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยรับ นร.ปี 62 ไร้ปัญหา ย้ำใครทำผิด เรียกแป๊ะเจี๊ยะพักราชการ! สอบ รถตู้ ร.ร.เตรียมอุดมฯ ไม่พบผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2562 ไประหว่างวันที่ 22-27 มีนาคมนั้น ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนการรับนักเรียนเข้ามายังสพฐ.แต่อย่างใด ซึ่งตนกำชับมาตลอดว่า ห้ามมีการทุจริตการรับนักเรียนเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะใครที่เกี่ยวข้องและทำผิดในเรื่องนี้จะต้องโดนโทษทางวินัยอย่างแน่นอน หรือมีการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนก็จะต้องโดนสั่งพักราชการไว้ก่อนอีกด้วย ส่วนแนวปฎิบัติการรับนักเรียนฉบับใหม่ได้รับทราบว่า ทุกโรงเรียนปฏิบัติตามได้ดีเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ตนยังได้ทำความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ ป.ป.ช.ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมสังเกตการณ์การรับนักเรียนได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ได้รับทราบว่า ป.ป.ช. ได้เข้าไปสังเกตการณ์การรับนักเรียนที่โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก จ.พิษณุโลก โดยได้รับความร่วมมือและสรุปข้อมูลอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้ ตนคิดว่า การรับนักเรียนปีนี้เป็นเรื่องดีที่ ป.ป.ช. ได้เข้ามามีส่วนร่วมและให้ข้อคิดเห็นถึงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนว่าจุดใดยังเป็นข้อบกพร่องของเกณฑ์การรับนักเรียนที่ผ่านมา เพื่อทำให้เราปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติการรับนักเรียนให้ถูกต้องโปร่งใส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; และเมื่อเร็วๆ นี้มีตัวแทนสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้เข้ามาพบตนเพื่อรายงานกรณีรถตู้ปริศนาจำนวน 2 คันที่จอดทิ้งไว้ภายในโรงเรียน โดยข้อสรุปจากการหารือพบว่า รถตู้ดังกล่าวมีผู้ให้การสนับสนุนโรงเรียนมอบให้แก่สมาคมฯ อย่างถูกต้อง ขณะนี้ทางสมาคมฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสารในการจดทะเบียน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ต้องขอขอบคุณทางสมาคมฯ ด้วยที่ให้การสนับสนุนดูแลโรงเรียนด้วยดีมาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่นักเรียนทุกคนได้รับค่าใช้จ่ายรายหัวเท่ากับนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ ถือว่าสมาคมฯ ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มคุณภาพการศึกษาโรงเรียน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สอดคล้องกับการรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กทม. ไม่พบความผิดปกติเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล &amp;rdquo; เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32299</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ม.44 #การเมืองไทยโพสต์ #ปลดล็อกการเมือง, บุญรักษ์  ยอดเพชร, รถตู้รร.เตรียมอุดมฯ, รับนักเรียนปี2562, เลขาฯ กพฐ., แป๊ะเจี๊ยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99f66764bcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดโรงเรียน-มหา&#039;ลัยหนีฝุ่นพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งกว่าฝุ่นพิษ PM 2.5! &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยัวะถูกด่าหาว่าอ่อน ขู่ใช้ยาแรง รถวิ่งวันคู่วันคี่ ห้ามนั่งคนเดียว รถดีเซลห้ามเข้าเมือง หากยังแก้ควันดำไม่ได้ ส่งทหารตรวจโรงงาน ทำผิดปิดสถานเดียว ด่าดีนักเตรียมออกคำสั่ง คสช. เด็กจะไอเป็นเลือดอยู่แล้ว &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล 31 ม.ค.-1 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มีการนำเรื่องฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานมาหาเสียงโจมตีรัฐบาล ที่ผ่านมาเราพยายามทำทุกอย่าง ตอนนี้มาตรการระยะสั้นคือใช้น้ำแก้ปัญหา ให้ข้อมูลประชาชน มีการจัดหาหน้ากากให้ แต่ก็ยังมีคนบ่นว่าถ้าเด็กทำหน้ากากหลุดแล้วจะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จึงต้องถามกลับไปว่า แล้วผมจะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็กหรืออย่างไร นี่คือคนที่เขียนตามโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ถามว่ามันเป็นหน้าที่ผมหรือไม่ ที่จะต้องไปใส่หน้ากากให้เด็ก เพราะทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวได้สั่งการแล้วว่าให้มีการแจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ซึ่งในกรุงเทพมหานคร พื้นที่ใดไม่ได้รับการแก้ไขเลย และไม่มีคำชี้แจงว่าได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง ตนจะสั่งลงโทษผู้อำนวยการเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ถ้าทุกคนต้องการให้ผมเข้มงวด &amp;nbsp;จะทำให้รถควันดำตรงไหนจอดตรงนั้น ลากเอาไปเก็บจนกว่าจะปรับปรุงแล้วค่อยวิ่งได้ จะสั่งแบบนี้นะ ถ้ายังแก้ไม่ได้ ดูซิจะเดือดร้อนกันหรือไม่ ตนไม่ได้ต้องการให้เดือดร้อน แต่อยากให้ทุกคนมีจิตสำนึก และต่อไปรถที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าแก้ไขยังไม่ได้ ผมจะให้วิ่งรถเป็นวันคู่วันคี่ และต่อไปจะห้ามไม่ให้รถดีเซลวิ่งบนถนนเส้นเหล่านี้ มันจะมีปัญหากันอีกหรือไม่ เมื่อทุกคนบอกว่าผมอ่อนเกินไปในเรื่องนี้ ไม่เข้มงวดจริงจัง แต่ความจริงผมพร้อมทำทุกอย่าง ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกัน รีบไปแก้เสียในวันนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ต้องทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงให้ได้ ส่วนภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องปิดโรงงานในช่วงเช้า บ่าย หรือเย็น หรือช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูง ขอให้เตรียมตัวไว้ และจะมาบอกว่านายกฯ ไม่เอาใจใส่อีกไม่ได้ คอยดูก็แล้วกัน ว่าจะมีอะไรกลับมาหรือไม่ จะยอมเสียสละกันหรือไม่ วันนี้จะขอให้รณรงค์กัน โรงงานหยุดทำการในช่วงเช้าหรือเย็นได้หรือไม่ วันละ 1 ชั่วโมงก็ยังดี แล้วจะต้องตรวจโรงงาน โดยใช้อำนาจ คสช.ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.แต่ละจังหวัดเข้าไปตรวจสอบทุกโรงงาน ซึ่งวันนี้ได้ออกคำสั่งแล้ว เพื่อให้ดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากโรงงานใดไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องรับผิดชอบ ไปชี้เป้ามา เรามีหน่วยตรวจสอบอยู่แล้ว&amp;nbsp;
ด่าผมดีนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดี๋ยวผมจะออกคำสั่ง คสช. แต่ไม่ใช้มาตรา 44 เพราะมาตรา 44 นั้นมีอำนาจอยู่แล้ว พอใจหรือไม่ ที่ผมประกาศแบบนี้ ต่อไปนั่งรถคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนนั่งรถไปด้วย 2-3 คน เอากันสิครับ ด่าผมดีนัก ว่าอย่างนี้ทำหรือไม่ทำ เด็กไอจะเป็นเลือดอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ผมจะทำให้ ต่อไปนี้ไปไหนต้องชวนเพื่อนไปด้วย จะนั่งแท็กซี่คนเดียวไม่ได้ ต้องลากคนขึ้นไปด้วย 2-3 ที่หมาย ถ้าไม่แก้กันผมจะทำแบบนี้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ประจำวันที่ 30 มกราคม จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า พื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ซึ่งจากสภาพเช่นนี้ จะทำให้ปริมาณฝุ่นละอองสะสมได้ ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ 30 มกราคม 2562 ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน (29 ม.ค.) ทุกพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 39 พื้นที่ ดังนี้ พื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 23 สถานี ส่วนพื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานี ซึ่งคาดการณ์ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสสะสมมากขึ้น โดยลักษณะเช่นนี้จะเป็นไปจนถึงวันที่ 4 ก.พ.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารองค์การหลักของกระทรวงเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความห่วงใยในกรณีดังกล่าว และได้สอบถามมายัง ศธ. ว่าสามารถหยุดการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติว่าจะมีการปิดสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นระยะเวลา 2 วัน คือวันที่ 31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ในทุกระดับชั้น
ไม่เลื่อนสอบโอเน็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะทำหนังสือเพื่อขอความร่วมมือไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด ว่าจะปฏิบัติไปในทิศทางดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2561 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะสอบในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 นั้น หากโรงเรียนใดมีความจำเป็นที่จะต้องติวนักเรียนเพื่อทำการทดสอบดังกล่าว ก็ขอให้เป็นอำนาจของทางโรงเรียนพิจารณาเป็นรายกรณี ว่าจะใช้วิธีไหนอย่างไร โดย ศธ.ยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนสอบโอเน็ตแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินกว่าวิกฤติได้มีการสั่งปิดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในส่วนของ ศธ.ก็จะมีการประเมินวันต่อวัน ทั้งนี้สำหรับการดำเนินการสัปดาห์หน้า คงต้องพิจารณาติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน และจะต้องดูโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ ด้วย&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้ายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการปิดการเรียนการสอนในวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันระหว่างองค์กรหลักของ ศธ. โดยจะมีการหารือในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และจะเร่งประกาศให้รับทราบโดยทั่วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอรสา ภาววิมล รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สกอ.ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนในเขต กทม.และปริมณฑลทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือพิจารณาหยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ทั้งนี้ ให้รอดูสถานการณ์ โดยขอให้สถาบันอุดมศึกษาใช้ดุลยพินิจและความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงว่า กทม.ได้ออกข้อความ แจ้งโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ปิดตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 30 ม.ค. ถึงวันที่ 2 ก.พ. นอกจากนี้ กทม.ได้ประสานไปยังชมรมโดรนของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จำนวน 50 คน โดรน 50 ตัว โดยโดรน 1 ตัว สามารถบรรจุน้ำได้ 10 ลิตร มีรัศมีทำการตัวละ 4 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้น้ำในโดรนที่ใช้ปฏิบัติการจะมีการผสมน้ำกากอ้อยไปด้วย เพื่อสามารถจับฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นก้อน ขณะเดียวกันต้องมีการเตรียมรถล้างถนนภายหลังการปฏิบัติการครั้งนี้ โดย กทม.จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าเดินทางและที่พักแก่สมาชิกชมรม ทั้งนี้ จะเริ่มการปฏิบัติการในวันที่ 31 ม.ค. และ 1 ก.พ.นี้&amp;nbsp;
หมอติงแก้ผิดทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการสั่งปิดโรงเรียนว่า ในฐานะแพทย์ ยอมรับว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่จากมาตรการที่ปรากฏออกมานั้น การสั่งปิดโรงเรียนเสมือนกับเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งจริงๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน และยังก่อให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครอย่างไร จึงเป็นที่มาของการจัดงานแถลงข่าววันนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากนักวิชาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ต้องมีแนวทาง 4 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลในฐานะที่ดูแลประชาชนทั้งระบบ จะต้องมีการประชุมหารือที่เร่งด่วน เพราะเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทาง คำแนะนำ ที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตระหนกและสับสนในสังคม 2.สธ.ในฐานะกระทรวงที่ดูแลสุขภาพประชาชน อยากจะให้ออกมาให้คำแนะนำแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลรักษาตัวเอง 3.ประชาชนต้องตระหนักรู้ปัญหานี้จริงๆ ต้องมีการติดตามสถานการณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องมีวิธีในการดูแลตนเอง และ 4.สังคมต้องมาตระหนักแล้วว่าเราต้องมาร่วมช่วยกันที่จะลดมลภาวะที่เป็นปัญหาในขณะนี้ เพราะหากไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ประเทศไทยก็จะยังสอบตกต่อปัญหามลภาวะนี้ และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยมากขึ้นทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ล่าสุดมีข่าวดีว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเชิญคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเข้าหารือในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ก็ต้องรอดูว่าจะมีผลอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอยากให้ชัดก่อนว่าสาเหตุฝุ่นจิ๋วมาจากอะไรกันแน่ และควรมีแหล่งข้อมูลหลักจากแหล่งเดียวออกมาให้ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุจริงๆ และจะแก้ไขอย่างไร โดยต้องดูว่าผลกระทบต้องชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เร่งรัดให้มีการบังคับใช้มาตรฐานการระบายสารมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ให้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการสะสมของรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 กว่า 10 ล้านคันปล่อยฝุ่นควันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายกรณีซื้อหน้ากาก N 95 คิดเป็น 18,250 บาทต่อปีต่อคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเครื่องกรองอากาศ แผ่นกรองอากาศ โดย สศอ.เตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ใหม่ในประเทศ ต้องผ่านมาตรฐานยูโร 5 เป็นขั้นต่ำภายใน 1-2 ปี หรือเริ่มผลิตมาตรฐานยูโร 5 ทุกคันในปี 2561 และกำหนดให้โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องผลิตรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวทางนี้ คาดว่าการยกระดับมาตรฐานตามสหภาพยุโรป (อียู) จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 37,391 ตัน หรือลดลงจากเดิมประมาณ 80% ภายในปี 2564&amp;quot; นายณัฐพลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นางอรสา ภาววิมล, บุญรักษ์ ยอดเพชร, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190130/image_big_5c51ba5d71e2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2018 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5โรงเรียน&quot;เด็กผี&quot;โผล่อ่วม สพฐ.ตั้งกก.สอบ &quot;บุญรักษ์&quot;พูดหน้าตาเฉย รู้ทำกันมานานแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18ธ.ค.61-นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาข้อมูลนักเรียนซ้ำซ้อน หรือ เด็กผี ว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง &amp;nbsp;เบื้องต้นได้รับรายงานว่า จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย จำนวน 5 โรง &amp;nbsp;แบ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงจำนวน 1 โรง และสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงจำนวน 4 โรง แต่ยังไม่ขอที่จะเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากต้องรอการรายงานอย่างเป็นทางก่อน &amp;nbsp;เจตนาทำความผิดเช่นตั้งใจเพิ่มจำนวนนักเรียนเพื่อยกระดับขนาดโรงเรียน หรือ เจตนาเพื่อการอื่นๆ ที่เป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ทำการรายงานข้อมูลเท็จ สพฐ. จะลงโทษอย่างเด็ดขาดแน่นอน เพราะถือเป็นการทำระบบข้อมูลของประเทศเสียหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เรื่องนี้ผมอยากบอกสังคมว่า การทำบัญชีข้อมูลนักเรียนเป็นเรื่องที่มีการปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ดังนั้นผมเชื่อว่าการสแกนข้อมูลจำนวนนักเรียนใหม่ครั้งนี้ จะทำให้ทุกคนรู้ และมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลนักเรียนของตนเอง โดย สพฐ.เองก็จะคอยควบคุมไม่ให้เกิดกรณีในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น และโรงเรียนเองก็จะต้องทำข้อมูลของตัวเองให้อยู่ในระบบความไว้วางใจจากสังคม เพราะ สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไม่สามารถเข้าไปนั่งกรอกข้อมูลด้วยตัวเองได้ อีกทั้งจะต้องมีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้คนเกรงกลัวต่อความผิดที่จะทำเรื่องต่างๆ&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24514</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., 5โรงเรียนมีบัญชีเด็กผีโดนตั้งกรรมการสอบ, บุญรักษ์  ยอดเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaa350648dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2018 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ. รอหลักเกณฑ์สอบ ผอ.โรงเรียน  คาดบรรจุได้ก่อนเปิดเทอม 62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พ.ย.นายบุญรักษ์ &amp;nbsp;ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการคัดเลือกผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ สพฐ.วางแผนการจัดสอบไว้ 4 ตำแหน่ง คือ ผอ.สพท. รอง ผอ.สพท. ผอ.โรงเรียน และรองผอ.โรงเรียน โดยจะเริ่มคัดเลือกจาก ผอ.สพท. คาดว่าจะสามารถประกาศคัดเลือกได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจึงจะดำเนินการคัดเลือกรอง ผอ.สพท. โดยขณะนี้มีตำแหน่ง ผอ.สพท.และรอง ผอ.สพท.ว่างอยู่กว่า 60 อัตรา ทั้งนี้ ในส่วนของหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือก ผอ.โรงเรียน ตามที่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งขณะนี้การดำเนินการอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดแนวปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น หลักเกณฑ์การสอบพื้นที่ทั่วไป &amp;nbsp;และการสอบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &amp;nbsp;เมื่อทาง ก.ค.ศ.แจ้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ สพฐ. แล้วก็สามารถดำเนินการประกาศปฏิทินการสอบได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพฐ. ยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะรอแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจาก ก.ค.ศ. แต่ก็ต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะยังมีสถานศึกษาที่ไม่มีผู้บริหารอยู่อีกจำนวนมาก &amp;nbsp;โดยแบ่งเป็น ผอ.โรงเรียน จำนวน 6,135 อัตรา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 3,714 อัตรา แต่ตัวเลขอัตราว่างดังกล่าว ถือว่ายังไม่นิ่ง เพราะหากรองผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถสอบขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนได้ &amp;nbsp;จะทำให้มีตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนว่างลงอีก ซึ่ง สพฐ. จะเร่งดำเนินการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการโรงเรียนโดยเร็วที่สุด &amp;nbsp;อีกทั้งตอนนี้ สพฐ. ได้ยกร่างปฏิทินการสอบไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงรายละเอียดที่ชัดเจนจาก ก.ค.ศ. เท่านั้น จากนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณา หากไม่มีข้อแนะนำเพิ่มเติมก็สามารถประกาศรับสมัครได้ทันที &amp;nbsp;คาดว่าจะสามารถบรรจุแต่งตั้งได้ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2562&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22375</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ก.ค.ศ., บุญรักษ์  ยอดเพชร, สอบผู้อำนวยการโรงเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3e81db4db9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 21:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 21:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.ทำสำเร็จแล้ว ส่งทรานสคริปต์ม.6 ให้&quot;ทปอ.&quot;เรียบร้อยครั้งแรก  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13พ.ย.61-&amp;ldquo;เลขาฯ กพฐ.&amp;rdquo; ลั่น พร้อมส่งข้อมูล ปพ.1 นักเรียน ม.6&amp;nbsp; ให้ ทปอ. พร้อมพัฒนาระบบการประมวลผลข้อมูลโรงเรียนสังกัดอื่นๆ ได้ เตรียมนำเสนอ 23 พ.ย.นี้ เชื่อว่าฐานข้อมูลนักเรียนที่จะใช้ในระบบ TCAS จะไม่มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวบรวมข้อมูลใบแสดงผลการเรียนของนักเรียน (ปพ.1) หรือ ทรานสคริปต์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในสังกัด สพฐ. เพื่อส่งให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ภายในวันที่ 16 พ.ย.2561 เพื่อทปอ.นำไปใช้เป็นข้อมูลนักเรียนในระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) ปีการศึกษา 2562 นั้น ตนได้ดำเนินการแจ้งให้โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. ทุกโรงเรียนให้ส่งข้อมูลมาภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้โรงเรียนมัธยม จำนวน 2,558 โรง ได้จัดส่งข้อมูลของนักเรียนระดับชั้นม.6 จำนวน 317,729 คน ครบถ้วนเรียบร้อย และ สพฐ.ได้ทำการประมวลผลทั้งหมดพร้อมจัดส่งให้ ทปอ.แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ถือเป็นความสำเร็จเกินความคาดหมาย ผมต้องขอขอบคุณผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนที่มีนักเรียน ม.6 ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายทะเบียนและวัดผล และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานจนสำเร็จลุล่วงตามที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.ได้พัฒนาระบบการประมวลผลข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ.&amp;nbsp; จากเดิมที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในปีนี้ สพฐ.จะรับเป็นเจ้าภาพในการประมวลผลข้อมูลนักเรียนของโรงเรียนสังกัดอื่นๆ ได้ โดยจะมีการนำเสนอระบบดังกล่าวในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ดังนั้นตนเชื่อว่าในปีนี้ฐานข้อมูลนักเรียนที่จะใช้ในระบบ TCAS จะไม่มีปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21925</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., ทปอ., นร.ม.6, บุญรักษ์ ยอดเพชร, ปพ.1, แอดมิชชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaa350648dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
