<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยลุยส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดฮ่องกง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค. 2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 14 พ.ค.2564 กระทรวงพาณิชย์ได้เป็นสักขีพยานการลงนาม Memorandum of Purchasing (MOP) การเชื่อมโยงส่งออกผลไม้ไทยจากพาณิชย์จังหวัดสู่ตลาดฮ่องกง ผ่านระบบ Zoom ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการลงนามซื้อขายมะม่วงระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าฮ่องกง ปริมาณรวม 2,200 ตัน มูลค่ารวม 100 ล้านบาท โดยมีนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายเกียรติศักดิ์ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายวิทยากร มณีเนตร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง นางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี นายสุรพงษ์ เป้ากลาง ประธานหอการค้าจังหวัดปทุมธานี น.ส.นงเยาว์ ศรีฉันทะมิตร พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว นายประจักร์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย &amp;nbsp;ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว และนายเกษมสันต์ ศรีโสภา ประธาน MOC Biz Club จังหวัดสระแก้ว ร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการซื้อขายมะม่วงดังกล่าว แยกเป็นจังหวัดปทุมธานี ปริมาณ 1,200 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท ระหว่างบริษัท Freco Asia Company Limited ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Shing Kee Lan Company Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง และจังหวัดสระแก้ว ปริมาณ 1,000 ตัน มูลค่า 45 ล้านบาท ระหว่าง เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Chiang Mai Herbs Trading Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การซื้อขายมะม่วงในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการกิจกรรม Online Business Matching ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ดำเนินการในช่วงต้นปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกงได้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยให้มีความรู้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานและตรงตามที่ตลาดต้องการ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า การลงนามซื้อขายผ่านทางออนไลน์ เป็นสร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้นรองรับยุค New Normal ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด ในฐานะเซลส์แมนจังหวัด ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด และทูตพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนประเทศ ทำงานร่วมกับผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ และให้เซลล์แมนจังหวัดและเซลล์แมนประเทศประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าของจังหวัดไปยังตลาดต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้รับแจ้งจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ที่กำลังเตรียมจัด &amp;ldquo;การเจรจาธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching ผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกง&amp;rdquo; อีกครั้ง ระหว่างวันที่ 24&amp;ndash;28 พ.ค.2564 มีผลไม้เป้าหมาย คือ ทุเรียน มังคุด ส้มโอ เงาะ ลำไย เนื่องจากเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง โดยมีเกษตรกรและผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมจำนวน 20 ราย จาก 11 จังหวัด โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมตรวจสอบศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้าว่าจะได้รับสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูงระดับส่งออก รวมทั้งจะมีการดำเนินการลักษณะนี้ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในประเทศอื่นๆ และจะมีการจัดงานส่งเสริมผลไม้ไทยในตลาดฮ่องกงและจีน เช่น งาน Thai Fruits Festival และ Thai Fruits Golden Month ในเดือนพ.ค.-มิ.ย.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพการค้ารวมระหว่างไทย&amp;ndash;ฮ่องกง ในปี 2563 มีมูลค่า 13,297.80 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปฮ่องกง มูลค่า 11,292.25 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากฮ่องกง มูลค่า 2,005.55 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนของการส่งออกสินค้าผลไม้ มีมูลค่า 361.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.90% และในไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกมะม่วงจากไทยไปฮ่องกง มีมูลค่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 464%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102976</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฮ่องกง, ขายมะม่วง, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ศูนย์บริการส่งออกผลไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f395c1653a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เร่งตั้ง&#039;กองทุนเอฟทีเอ&#039; เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง CPTPP ด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญ CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร ที่ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และได้ร่วมกันพิจารณาแผนการดำเนินการของส่วนราชการเพื่อจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ และมีมติให้เสนอแผนงานต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คณะทำงานพิจารณาแนวทางการพัฒนากองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุนเอฟทีเอ) ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน ได้ดำเนินการหารือเรื่องการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอมาเป็นระยะ โดยการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยจะต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามขั้นตอน รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำกฎหมายใหม่ ซึ่งจะเป็นกฎหมายเฉพาะที่ต้องเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้การดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอจะคืบหน้าไปมาก แต่ยังมีประเด็นเรื่องแหล่งรายได้ของเงินกองทุนฯ ที่ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากงบประมาณภาครัฐเพียงแหล่งเดียว แต่จำเป็นต้องมีรายได้จากแหล่งอื่นเสริมด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะได้หรือเสียประโยชน์จากเอฟทีเอ และเมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว ก็จะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนของกระทรวงการคลังต่อไป โดยคาดว่า หน่วยงานจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ CPTPP ในการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ เป็น 1 ใน 8 คณะ ซึ่งที่ประชุม กนศ. ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2564 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและให้เสนอแผนงานต่อที่ประชุม กนศ. เพื่อประมวลความพร้อมหรือไม่พร้อมของประเทศไทยในประเด็นต่างๆ และพิจารณานำเสนอ ครม. ต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97891</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, กองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ), บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb9436723a70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เปิดอบรมธุรกิจร้านอาหารปรับตัวเพิ่มช่องทางออนไลน์-เดลิเวอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร &amp;ldquo;Smart Restaurant Plus&amp;rdquo; รุ่นที่ 1 ที่กระทรวงพาณิชย์ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่สามารถจะมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ผู้ประกอบธุรกิจจำเป็นจะต้องมีช่องทางการขายที่หลายหลาย โดยเฉพาะผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น ร้านอาหารไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ ที่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการขายแบบเดลิเวอรี่ได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสร้างยอดขายให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นว่าทักษะในการบริหารจัดการร้านอย่างรอบด้าน และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนทำธุรกิจต้องเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้ง 2 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงสู่การบริโภควิถีปกติใหม่ หรือ New Normal มีการเว้นระยะห่างทางสังคมและใช้เวลาอยู่ในที่พักอาศัยกันมากขึ้น แต่ธุรกิจร้านอาหารยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้ หากสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยจำเป็นต้องปรับวิธีการบริหารจัดการร้านอาหารและนำแพลตฟอร์มออนไลน์มาช่วยขยายโอกาสทางการตลาดมากขึ้น และกระทรวงพาณิชย์ ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ทั้งในด้านการบริหารจัดการร้านค้า การพัฒนาธุรกิจ เพื่อสร้างความพร้อมรับมือกับการแข่งขัน&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร &amp;ldquo;Smart Restaurant Plus&amp;rdquo; หลักสูตร 6 วัน (36 ชั่วโมง) จำนวน 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 15-30 มี.ค.2564 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-6 พ.ค.2564 โดยได้รับความร่วมมือจากแม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารแบบครบวงจร มาถ่ายทอดความรู้ และยังได้รับความร่วมมือ จาก บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าของแอปพลิเคชันบริการสื่อและจัดส่งอาหาร Robinhood และบริษัท วีเชฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระบบฟู้ดเซอร์วิสแพลตฟอร์มและฟู้ดทรัค สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมเผยเคล็ดลับและแนวทางการปรับตัวให้ธุรกิจเติบโตในสภาวะวิกฤต พร้อมฝึกปฏิบัติด้านการถ่ายภาพอาหารและการออกแบบครัว เพื่อใช้ทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟชบุค และไลน์ เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร จำนวนทั้งสิ้น 16,541 ราย มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 108,714.46 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ.2564) และมีแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96133</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart Restaurant Plus, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb9436723a70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งทูตแจงอังกฤษ วิถีลิงเก็บมะพร้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดพาณิชย์ยันไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว ไม่ใช่การทารุณสัตว์ตามที่ &amp;quot;พีตา&amp;quot; กล่าวอ้างจนถึงขั้นจะแบนกะทิไทย เตรียมเชิญทูตต่างประเทศดูวิธีการเก็บมะพร้าวเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตคนไทย และให้ทูตพาณิชย์ทำความเข้าใจห้างดัง เจ้าของโรงเรียนฝึกลิงท้าตรวจสอบ จี้ภาครัฐเร่งชี้แจงก่อนเกิดกระแสต่อต้านทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ กรณีห้างสรรพสินค้าบางแห่งในประเทศอังกฤษแบนกะทิไทยและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากไทย โดยอ้างเหตุผลมีการใช้ลิงเก็บมะพร้าวอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ว่า เมื่อปี 2562 อนุ กมธ.ได้แจ้งให้ตัวแทนผู้ประกอบการโรงงานกะทิส่งออกชี้แจงข้อเท็จจริงให้เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ในต่างประเทศที่ทำการทักท้วงให้รับทราบ หลังจากเกรงว่าจะมีปัญหาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปไปสหภาพยุโรป (อียู)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อนุ กมธ.ยังได้แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือในฐานะหน่วยงานราชการชี้แจงปัญหาจากการใช้ลิงกังเก็บมะพร้าว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาดั้งเดิมตั้งแต่อดีตของชาวบ้านในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ไม่มีการทารุณกรรมสัตว์ตามที่มีการทักท้วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แต่อยากให้หน่วยงานดังกล่าวที่ออกมาระบุดูข้อเท็จจริง การที่เกษตรกรหรือผู้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะลิงเก็บมะพร้าว ไม่ได้หมายความว่าทารุณกรรมสัตว์ เพราะสัตว์ที่ชาวบ้านนำมาเก็บมะพร้าวถือว่าอยู่ในวิถีชีวิต จะได้เชิญเอกอัครราชทูตต่างประเทศให้เข้ามาดูวิธีการเก็บมะพร้าว เพื่อให้รู้วิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งไม่ใช่เป็นการทรมาน และเชื่อว่าจะทำให้หลายประเทศเข้าใจว่าไม่ใช่การทรมานสัตว์ นอกจากนี้จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับข่าวดังกล่าว และให้ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศทำความเข้าใจห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ องค์กรมนุษย์เพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม หรือพีตา (People for the Ethical Treatment of Animals) รายงานว่า ลิงกังในไทยถูกจับออกมาจากป่าแล้วฝึกให้เก็บมะพร้าว โดยสัตว์เหล่านี้ถูกปฏิบัติเหมือนเครื่องจักรเก็บมะพร้าว ซึ่งพีตาอ้างว่า พวกเขาตรวจพบว่าสวนมะพร้าว 8 แห่งในไทยบังคับให้ลิงเก็บมะพร้าวที่ส่งออกไปขายทั่วโลก โดยลิงกังตัวผู้สามารถเก็บมะพร้าวได้ถึงวันละ 1,000 ลูก ในขณะที่คนเก็บมะพร้าวได้วันละประมาณ 80 ลูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลของพีตากระตุ้นให้ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในอังกฤษประกาศจะยุติการขายสินค้าเหล่านี้ และบางห้างแจ้งว่าได้เก็บผลิตภัณฑ์ที่มาจากมะพร้าวที่ใช้แรงงานลิงออกจากชั้นวางขายสินค้าแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แคร์รี ไซมอนด์ส นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นคู่หมั้นของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งอังกฤษ เรียกร้องให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งบอยคอตผลิตภัณฑ์เหล่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม หรือสารวัตรเอก รอง ผกก.สส.สภ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีอาชีพเสริมโดยการทำสวนมะพร้าว 16 ไร่ ที่ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน การเก็บผลมะพร้าวจะจ้างผู้ที่เลี้ยงลิงกังในพื้นที่มาเก็บทุก 45 วัน โดยลิงกังที่ผ่านการฝึกอย่างดีจะขึ้นไปเก็บมะพร้าวในช่วงเช้าและช่วงเย็น และเก็บมะพร้าวเฉพาะผลแก่เท่านั้น โดยเจ้าของลิงกังคิดค่าเก็บร้อยละ 10-12 จากราคาขายผลผลิตปัจจุบัน ยืนยันว่าเจ้าของสวนมะพร้าวที่ อ.บางสะพาน ซึ่งเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุดในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะใช้ลิงกังเก็บมะพร้าว เนื่องจากการจ้างคนสอยจะคิดค่าตอบแทนคงที่ผลละ 1 บาท ไม่ได้คำนึงถึงราคาผลผลิตในบางฤดูกาล และบางครั้งมีความผิดพลาดจากการสอยมะพร้าวทะลายอ่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนตัวเห็นว่าการใช้ลิงกังเก็บมะพร้าวไม่ได้เข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์ เนื่องจากเจ้าของจะเลี้ยงกระทั่งลิงกังเชื่อง เชื่อฟังคำสั่ง และไม่ได้ใช้งานทั้งวัน โดยให้กินข้าวตามปกติ&amp;rdquo; สารวัตรเอกกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;quot;วัน อยู่บำรุง&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;ลิงเก็บมะพร้าวหาว่าทรมานสัตว์...แบนน้ำมะพร้าวไทย แล้วที่วัวควายไถนา ช้างลากซุง อูฐขนของ ขี่ม้าเล่นโปโล หมาไซบีเรียนลากเลื่อน หนูทดลองยา ยังงี้ทรมานสัตว์ป่าววะ!!!! วันก่อนบ้านกรูยังใช้กระต่ายขูดมะพร้าวอยู่เลย 555&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติ ดวงมณฑา เจ้าของโรงเรียนฝึกสอนลิงเก็บมะพร้าวบ้านลุงนัน เลขที่ 48 หมู่ 7 ต.บางหมาก อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เปิดมาได้ประมาณปีกว่าๆ มีลิงกังเก็บมะพร้าวประมาณ 10 ตัว เป็นลิงกังของตน และลิงกังที่มีชาวบ้านนำมาฝากให้ช่วยฝึกสอน ซึ่งมีครูฝึกลิงจำนวน 3 คน รวมทั้งตนด้วย โดยที่ตนไม่เคยเก็บค่าสอน ลิงกังแต่ละตัวที่รับเข้ามาฝึกจะต้องมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ใช้เวลาฝึกประมาณ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและการรับรู้ของลิงแต่ละตัว ส่วนวิธีการสอนลิงเก็บมะพร้าวเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีมานานนับร้อยปี ตนเป็นผู้สืบทอดวิชาสอนลิงมาจากรุ่นพ่อและรุ่นปู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติกล่าวว่า กรณีที่ประเทศอังกฤษระบุว่าการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นการทรมานสัตว์ เป็นสิ่งที่ตนรับไม่ได้ ขอยืนยันว่า ลิงทุกตัวที่อยู่ในโรงเรียนของตน ครูฝึกลิงทุกคนรักเหมือนลูกๆ ของตัวเอง ไม่เคยใช้วิธีทรมาน หากลิงทำผิดก็จะใช้แค่ไม้เรียวเล็กๆ เช่น ก้านมะยม ตีเพื่อให้จำเท่านั้น เหมือนกับการสอนเด็กๆ ถ้าลิงตัวไหนทำดีก็จะมีรางวัลเป็นผลไม้ เช่น กล้วย เงาะ หรือนมกล่องให้กินเป็นกรณีพิเศษ สำหรับอายุขัยของลิงกังอยู่ที่ประมาณ 20-30 ปี ถ้าลิงตัวไหนอายุมากแล้วจะไม่มีการนำมาใช้งาน แต่จะเลี้ยงดูเขาจนกว่าจะตายจากกัน ลิงกังของตนชื่อไข่นุ้ย อายุประมาณ 7 ปี ชาวสวนมะพร้าวในภาคใต้จะรู้จักดี เพราะคว้าแชมป์เก็บมะพร้าวระดับภาคใต้มาแล้วถึง 7 สมัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบแก้ข่าวที่เกิดขึ้นก่อนจะกลายเป็นกระแสต่อต้านมะพร้าวไทยไปทั่วโลก และหากองค์กรพิทักษ์สัตว์ทั้งในไทยและในต่างประเทศจะเข้ามาตรวจสอบการฝึกลิงเก็บมะพร้าวที่โรงเรียนของตน ก็พร้อมและยินดีให้มาตรวจสอบได้ทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70587</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติ ดวงมณฑา, บอริส จอห์นสัน, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ประมวล พงศ์ถาวราเดช, พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม, วัน อยู่บำรุง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคร์รี ไซมอนด์ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f01cbff07574.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เตรียมเปิดตัวบิ๊กดาต้าข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึก ช่วยผู้ประกอบการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.2563 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ Mr.Big Data ของกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะเปิดตัวระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการ ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อวางแผนการดำเนินธุรกิจ โดยข้อมูลจะเป็นข้อมูลเชิงลึก ข้อมูลโอกาสในการขยายการค้า การพัฒนาธุรกิจสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป็นข้อมูลที่มีการวิเคราะห์แล้ว มีที่มาจากบทวิเคราะห์ บทความ เอกสารศึกษา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้า ทั้งรายประเทศ รายสินค้า และแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ตัวเลขดิบ หรือข้อมูลดิบ ซึ่งจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือนส.ค.2563 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีกระทรวงพาณิชย์ และเป็นการเดินหน้านำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการบริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า เพื่อขับเคลื่อนการค้ายุคใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำร่องการใช้บิ๊กดาต้า จัดทำระบบปักหมุดบริการข้อมูลค้นหาร้านโชวห่วยใกล้บ้าน เพื่อให้ประชาชนทราบข้อมูลร้านค้า เพื่อสั่งซื้อสินค้าหรือเลือกใช้ร้านค้าที่มีบริการส่งถึงบ้านในช่วงกักตัวอยู่บ้านรับมือกับการระบาดของโควิด-19 และจัดทำระบบข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงขยายตลาดผลไม้เชิงรุกรองรับช่วงผลไม้ออกสู่ตลาด นำร่องผลไม้สำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ลองกอง ลิ้นจี่ สับปะรด มะพร้าวโรงงาน และมะม่วงเกรดส่งออก เพื่อเป็นเครื่องมือให้พาณิชย์จังหวัดเชื่อมโยงตลาดผลไม้ เพื่อแก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาด โดยมีข้อมูลการผลิต ความต้องการ ซึ่งจะช่วยวางแผนกระจายผลไม้ได้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องบิ๊กดาต้า มีแผนที่จะพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ต่อเนื่องจากปี 2562 โดยจะมีการต่อยอดระบบติดตามสินค้าเกษตรพื้นฐาน คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทุเรียน โดยส่วนที่ทำเสร็จเมื่อปี 2562 เป็นการทำฐานข้อมูลการค้าสินค้าเกษตรพื้นฐาน ทั้งด้านการผลิต ราคา การนำเข้าส่งออก เพื่อให้ผู้บริหารสามารถกำหนดนโยบายที่ทันต่อเหตุการณ์และคาดการณ์ได้ และปี 2563 จะพัฒนาข้อมูลให้มาจากแหล่งต่างๆ อย่างสมบูรณ์มากขึ้น โดยในส่วนของข้อมูลสินค้าเกษตรด้านการส่งออก ทั้งปริมาณ ตลาดที่ส่งออก และตลาดที่มีศักยภาพ จะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้ได้ในช่วงกลางปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะเร่งพัฒนาระบบข้อมูลจังหวัดและฐานราก โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานอื่นในระดับจังหวัด เช่น เกษตร อุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมรายจังหวัด เข้ามาอย่างเป็นเอกภาพและเป็นระบบมากขึ้น มีเป้าหมาย คือ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค วิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจรายจังหวัด สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพเพาะปลูกในเขตนั้น พร้อมทั้งการขยายโอกาสการส่งออกของท้องถิ่น ที่จะช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากได้
สำหรับระบบบริการข้อมูลการค้าเชิงลึก จะพัฒนาข้อมูลให้มีการวิเคราะห์ได้เชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชน นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ การทำการค้า โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าใช้ได้ในช่วงประมาณเดือนต.ค.2563
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66589</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ระบบบริการข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dd77ec3ebd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาตัดสิทธิ์จีเอสพี...ลามทุนนอกหนีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ทั้งการลงทุน การนำเข้า การส่งออก ก็เป็นไปตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก และไทยเองก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณในการส่งออกสินค้าบางชนิดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างเช่น อาหาร รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งของอุปโภคและบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักๆ ก็คงหนีไม่พ้น จีน สหรัฐอเมริกา ฝั่งยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นประเทศคู่ค้าหลักกันมานาน แต่ล่าสุดประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบริหารประเทศใหม่ในหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดความโกลาหลให้กับเศรษฐกิจของโลกพอสมควร จึงเป็นพลังที่จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศไทยผันผวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งที่กล่าวมานั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่ออกประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (สิทธิ์จีเอสพี) กับประเทศไทย ซึ่งถือว่าจะเป็นการปล่อยปัญหาให้กับประเทศโดยตรงจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ การนำเสนอเรื่องการตัดสิทธิ์จีเอสพีของสหรัฐจึงได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็นคำถามสำคัญให้กับกลุ่มผู้บริหารประเทศว่าจะทำอย่างไรต่อไป และมีแนวทางเยียวยาหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจีพีเอสคือสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยลดภาษีสินค้านำเข้าให้ เพื่อให้สินค้าจากประเทศเหล่านี้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้วได้ ไทยเองรับสิทธิ์จีเอสพีจากหลายประเทศ และที่ผ่านมาก็เคยถูกตัดสิทธิ์มาแล้วหลายครั้งเช่นกัน และเมื่อถูกตัดสิทธิ์จะทำให้สินค้าเหล่านั้นต้องมีการจ่ายภาษีที่สูงขึ้นและกระทบกับต้นทุนการส่งออกเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสิทธิ์จีเอสพีนั้น ประเทศที่ให้สิทธิ์ ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน แต่การให้สิทธิ์ก็เป็นการให้แบบมีเงื่อนไข เช่นในกรณีของสหรัฐจะมอบให้กับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวไม่เกิน 12,735 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยล่าสุดในปี 2018 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,200 เหรียญสหรัฐ จึงเข้าเงื่อนไขดังกล่าวนี้ในการรับสิทธิ์จีเอสพีจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการตัดสิทธิ์จีเอสพีรอบล่าสุดโดยสหรัฐอเมริกานี้จะกระทบสินค้าทั้งสิ้น 573 รายงาน โดยมีทั้งส่วนที่เป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารทะเลที่โดนยกเลิกทั้งหมด รวมแล้วเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท การตัดสิทธิ์ดังกล่าวจะมีผลจริงในอีก 6 เดือนข้างหน้า นั้นก็คือจะเริ่มในวันที่ 25 เม.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงานที่ดูแลหลักในการเจรจาดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับผู้ประกอบการในไทย โดยคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะทำงาน และหาช่องทางยื่นเรื่องให้สหรัฐทบทวนการเรื่องดังกล่าวและทำการคืนสิทธิ์ให้กับประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร่งให้มีการหาตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการ และหาแนวทางแก้ไขในเรื่องดังกล่าว โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการส่งออก ซึ่งกำหนดตลาดใหม่ที่สำคัญไว้ใน 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้แก่ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี เยอรมนี สหภาพยุโรป รวมถึงอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้สหรัฐตัดสิทธิ์ไทย แต่ยังมีโอกาสเจรจาขอคืนสิทธิ์ได้ เพราะในการประกาศ สหรัฐใช้คำว่า แขวน (suspend) ซึ่งต่างจากอินเดียและตุรกี ที่ใช้คำว่ายุติการให้สิทธิ์ (terminate) และถอนออกจากการเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิ์ แต่ภายหลังการเจรจาแล้ว สหรัฐจะคืนสิทธิ์ให้หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากสถิติการใช้สิทธิ์จีเอสพีส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ์ประมาณ 70% ของมูลการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ ส่วนอีก 30% ไม่ใช้สิทธิ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไทยมีศักยภาพการแข่งขันที่ดีในตลาดสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์จีเอสพี และผู้นำเข้ายอมเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการตัดสิทธิ์ครั้งนี้จะส่งกระทบต่อสินค้าบางรายการเท่านั้น ไม่ใช่ทุกรายการ รวมถึงเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการแบน 3 สารเคมีเพื่อการเกษตรกรรมของไทย แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการทบทวนตามระยะเวลาอยู่แล้ว โดยยังมีประเทศอื่นที่ถูกตัดสิทธิประโยชน์จีเอสพีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมวอร์รูม ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังผลกระทบ และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการแก้ปัญหา หรือลดผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งภาคเอกชนส่วนใหญ่บอกว่า ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะได้ปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขันมานานแล้ว เนื่องจากรู้ว่าวันหนึ่งสหรัฐต้องตัดสิทธิ์จีเอสพีไทย และบอกอีกว่า สินค้าของตัวเองเหมาะกับตลาดไหนอีกบ้าง นอกเหนือจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย กล่าวว่า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจะต้องกลับมาเสียภาษีเฉลี่ยที่ 5% จากก่อนหน้านั้นไม่เสียภาษีเลย และจากการหารือกับผู้นำเข้า ส่วนมากบอกว่าหนักใจ และอาจชะลอการนำเข้าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สศอ.คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไม่มาก อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สศอ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และ สศอ.จะแถลงการประเมินผลกระทบอีกครั้งใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดจากการที่สหรัฐขอเปิดตลาดสุกรเนื้อแดงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และต้องการนำเข้าสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ พร้อมระบุว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพีสินค้าไทยนั้นจะมีผลกระทบต่อสินค้าบางรายการ แต่ผลกระทบที่ชัดเจนโดยตรงขณะนี้คือเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นอยู่กับการส่งออกโดยตรง แม้ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยเริ่มแข็งแรงขึ้น แต่สินค้าที่อยู่ภายใต้จีเอสพีก็ต้องเตรียมพร้อมเสมอ เมื่อถูกตัดจะทำอย่างไร โดยผู้ประกอบการธุรกิจต้องหาตลาดใหม่ในการลดทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ภาครัฐในการกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะจะมีผลวันที่ 25 เม.ย.2563 ยังพอมีเวลารับมือ แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของเอกชนกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะด้านการส่งออก แต่เชื่อว่าสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ เพราะเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน และไทยผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและหลากหลาย&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้จึงมีความอ่อนไหวอย่างมาก หากการหาตลาดอื่นที่จะเข้ามาทดแทนได้ไม่ทันการ คงจะต้องเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการในไทยไม่มากก็น้อย รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และเร่งทำการเจรจา ต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาต่างๆ มาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ว่าหากมุ่งมั่นก็จะสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษดา ทรัพย์ทวยชน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191102/image_big_5dbd8a6c72c43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ประชุมวอร์รูม รับมือสงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2562 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานรองรับสถานการณ์การค้า (War Room) ที่จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เป็นครั้งแรก ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างใกล้ชิด และทำแผนรับมือ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการรับมือการเบี่ยงเบนทางการค้า การรุกตลาดและการส่งออก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออก ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำหน้าที่พิจารณาแผนส่งเสริมการส่งออก การส่งเสริมตลาด &amp;nbsp;และช่วยเหลือ SMEs เช่น การจัดทำกลยุทธ์เป็นรายสินค้าและรายตลาด รอบ 3-6 เดือน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเอกชนและทูตพาณิชย์ การช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ หรือการผลักดันให้มีการทำประกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการค้าชายแดน ให้กรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่ขับเคลื่อน โดยใช้กลไกคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรมว.พาณิชย์เป็นประธาน เพื่อหารือกับประเทศเพื่อนบ้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปลดล็อกกฎระเบียบหรืออุปสรรคต่างๆ โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการเจรจาการค้า มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ในการเจรจา ทั้งกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี หรือภูมิภาค เช่น RCEP ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า มอบให้กรมการค้าต่างประเทศ สนค. เป็นแกนกลางในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดัน เช่น การขับเคลื่อน National Single Window ให้เสร็จสมบูรณ์ และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (National Digital Trade Platform) ของภาคเอกชน และการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการทางการค้า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ช่วยกันติดตามและแจ้งเตือนอุปสรรคมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs/NTMs) ของกลุ่มประเทศในอาเซียน และแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น การแก้ไขปัญหาการค้ากับอินเดีย ซึ่งใช้พิกัดศุลกากรที่ล้าหลังและไม่ตรงกับไทย
นอกจากนี้ ให้มีการติดตามประเด็นการค้าที่อาจจะส่งผลกระทบต่อไทย เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจการค้าโลก แต่ยังกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกของไทยในทั้งช่วงปลายปีนี้และในอนาคต
&amp;ldquo;ขอให้แต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ไปทำแผนระยะสั้น 3-6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน ในการทำแผน เพื่อให้การทำงานสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และให้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ครั้งต่อไปภายในช่วงปลายเดือนก.ย.2562&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43926</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ประชุมวอร์รูม, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c530175e12a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
