<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะสิงห์อมควันหยุดบุหรี่ช่วงฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 &amp;ndash; ไลน์ทางการหมอพร้อม โพสต์กราฟฟิกมีเนื้อหา ว่าหลังฉีดวัคซีน พบว่าคนสูบบุหรี่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิดน้อยกว่าคนไม่สูบ 40% แนะนำว่าควรงดบุหรี่ 1-2 เดือน ในช่วงก่อนและระหว่างฉีดวัคซีน จะช่วยภูมิต้านทานดีขึ้นได้ เลิกบุหรี่โทร 1600&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118203</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, วัคซีน, หมอพร้อม, ไลน์ทางการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153f53095960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระลอก3ทำแรงงานรายได้หด&#039;ลดสูบบุหรี่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 64 - ศ.นพ.รณชัย&amp;nbsp; คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการวามรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยผลการสำรวจ &amp;ldquo;พฤติกรรมการบริโภคยาสูบ ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;rdquo; ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงเดือนเมษายน 2564 โดยร่วมกับ สวนดุสิตโพล และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ใน โครงการชาวแรงงานปฏิรูปวิถีชีวิต &amp;ldquo;เลิกสูบ เลิกจน&amp;rdquo; พบแรงงานทั้งในและนอกระบบ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม ห้างร้าน รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แท็กซี่ งานบ้าน เกษตร และประมง ฯลฯ จำนวน 1,120 ตัวอย่าง บริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาการระบาดในปี&amp;nbsp; 2563 ที่พฤติกรรมบริโภคบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในและนอกระบบลดลงที่ ร้อยละ 29 เท่ากับกลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุที่ทำให้กลุ่มแรงงานบริโภคบุหรี่ลดลง เนื่องจากมีรายได้ลดลงมากที่สุด&amp;nbsp; ร้อยละ 49.12 รองลงมาคือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 29.57 ต้องการดูแลสุขภาพ ร้อยละ&amp;nbsp; 16.29&amp;nbsp; กังวลว่าการสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อโควิด 19 ร้อยละ&amp;nbsp; 3.51 หาซื้อบุหรี่ได้ยากขึ้น ร้อยละ 1.25 และอื่นๆ ร้อยละ 0.25 ส่วนสถานที่ซื้อบุหรี่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานคือ ร้านค้าทั่วไป ร้อยละ 50.20 ร้านสะดวกซื้อ 44.86 สั่งออนไลน์ ร้อยละ 4.66 นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าปริมาณมวนบุหรี่ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่บริโภคในช่วงโควิดระบาดระลอก 3 ส่วนใหญ่อยู่ที่วันละ 6-10 มวน รองลงมาคือ 11-15 มวน ส่วนน้อยที่สูบ 1-5 มวนต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือแม้พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มแรงงานทั้งในระบบ และนอกระบบลดลง เมื่อเทียบกับช่วงโควิดระบาดในปี 2563 แต่ปริมาณการสูบบุหรี่ต่อวันส่วนมากยังอยู่ที่ 6-10 มวน ซึ่งถือว่าสูง เพราะแค่สูบ 1-4 มวนต่อวัน ก็ตายเร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 1.5 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมายความว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านรณรงค์เลิกบุหรี่ ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการรณรงค์ แคมเปญเลิกสูบเลิกจน และฉวยโอกาสตอกย้ำให้กลุ่มแรงงานทั้งหมดเห็นและตระหนักว่ายามเกิดวิกฤต บุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ดังนั้นช่วงที่ไม่เกิดวิกฤตก็ยิ่งไม่จำเป็นที่จะต้องสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ เพราะเงินที่ซื้อบุหรี่คือรายได้ที่จะเหลือออมไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเงินสำรอง ในอนาคตหากถูกเลิกจ้าง ซึ่งการงดสูบบุหรี่วันละ 6-10 มวน ช่วยประหยัดเงินได้ถึงวันละ 30-55 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้แรงงานอีกด้วย เพราะการสูบบุหรี่ในช่วงโควิดระบาดทำให้เกิด ความเสี่ยงทั้งติดและแพร่กระจายเชื้อโรคมากขึ้น นอกจากนี้ยังควรผลักดันให้กลุ่มแรงงานที่อยากเลิกบุหรี่ เข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ เช่น สายเลิกบุหรี่ 1600 ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแคมเปญวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2564 Commit to Quit ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่ต้องการให้คนที่อยากเลิกบุหรี่ มีความมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ โดยสามารถเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ที่มีอยู่ในทุกช่องทางให้มากขึ้น&amp;rdquo; ผอ.ศจย. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่ผู้ใช้แรงงานบริโภคยาสูบในปริมาณที่มากขึ้นต่อวัน&amp;nbsp; โดยมีสาเหตุมาจากความเครียด ทั้งในเรื่องของความเครียดจากการทำงาน ความเครียดกับสถานการณ์โควิด 19 รวมไปถึงความเครียดจากการถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานด้าน สาธารณสุข ควรจัดกิจกรรมให้ความรู้ หรือจัดทำสื่อแนะนำการดูแลสุขภาพจิตของคนไทย ในการดำรงชีวิตอย่างมี ความสุขภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดอีกทางหนึ่งด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103711</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย., สวนดุสิตโพล, แรงงาน, โควิดรอบ3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a782c1d21c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุหรี่ลดทอนประสิทธิภาพวัคซีน! คนสูบฉีดแล้วมีภูมิต้านโควิดน้อยกว่าไม่สูบ40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 64 - ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นใหม่โดยทีมวิจัยจากอิตาลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยของรัฐบาลอิตาลี พบว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ผลน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยตรวจระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 (Anti SARS-Cov2 antibodies) ภายหลังจากได้รับวัคซีนประเภท COVID-19 mRNA ของ Pfizer/BioNTech ครบ 2 เข็ม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 86 คน ผลการศึกษาพบว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,099 U/ml ในขณะที่คนที่ไม่สูบบุหรี่จะอยู่ที่ระดับ 1,921 U/ml หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่สูบบุหรี่หลังจากได้รับวัคซีนแล้วระดับภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขึ้นต่ำคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 40% นอกจากนี้งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า คนอ้วนหรือคนที่มีความดันโลหิตสูงก็มีแนวโน้มที่ระดับภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนจะได้ผลน้อยกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางพญ.มิกิโกะ วาตานาเบะ หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนสูบบุหรี่มีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้น คล้ายกับกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบผลคล้ายกันคือภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ของคนสูบบุหรี่จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ปกติ เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่ายกว่าคนไม่สูบ อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้คนสูบบุหรี่ตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 น้อยกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้นจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา สรุปชัดเจนว่าสารเคมีจากควันบุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายและปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของปอด และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอีกหลาย ๆ โรค และหากเลิกสูบบุหรี่ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานดีขึ้นโดยปอดจะกลับมาทำงานดีขึ้นช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย&amp;nbsp; ดังนั้นในระหว่างที่คอยรับการฉีดวัคซีน คนที่สูบบุหรี่จึงควรเลิกสูบทันที&amp;nbsp; ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลงปอดรุนแรงแล้ว การเลิกสูบบุหรี่ยังจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19&amp;nbsp; ได้เต็มที่เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, บุหรี่, ภูมิต้านทานโควิด, วัคซีน, หมอรามาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f7abfbdf41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่า เอาจริงจัดตั้ง &#039;เขตปลอดโฟม-บุหรี่&#039; ในองค์กรเพื่อเป็นต้นแบบให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21เม.ย.64-นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมได้ออกประกาศ กรมเจ้าท่าที่ 70/2564เรื่อง ยกเลิกการใช้โฟมบรรจุอาหารภายในพื้นที่กรมเจ้าท่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายการเลิกใช้พลาสติกบางประเภท ให้ได้100%ในปี 2564ซึ่งหนึ่งในประเภทพลาสติกดังกล่าว คือ โฟมบรรจุอาหาร ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ภายในกรมเจ้าท่าเป็นเขตพื้นที่ปลอดโฟมบรรจุอาหาร จึงออกมาตรการ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
1.กรมเจ้าท่า เป็นเขตปลอดโฟมบรรจุอาหาร ตั้งแต่วันที่ 1เมษายน 2564เป็นต้นไป โดยห้ามเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และผู้มาติดต่อราชการ นำโฟมบรรจุอาหารเข้ามาใช้ในเขตพื้นที่กรมเจ้าท่าเด็ดขาด รวมทั้ง ห้ามหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาจัดกิจกรรมในบริเวณพื้นที่กรมเจ้าท่าใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
2.ห้ามเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าใช้โฟมบรรจุอาหารในการจัดกิจกรรมภายในกรมเจ้าท่า ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เช่น การประชุม อบรม สัมมนา การแข่งขันกีฬา เป็นต้น โดยให้ใช้ภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือ การใช้วัสดุ ภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า ลด ละ เลิก การใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร ปฏิเสธ และหลีกเลี่ยง การใช้โฟมด้วยวิธีต่างๆ และร่วมใจไม่ซื้ออาหารประเภทที่ใช้โฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เป็นต้นแบบในการ ลด ละ เลิก สูบบุหรี่ ทั้งนี้ เพื่อให้กรมเจ้าท่า เป็นเขตปลอดโฟม ปลอดบุหรี่ ที่พร้อมใจกัน เริ่มต้นภายในหน่วยงานเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการหรือเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวภายในกรมเจ้าท่า ให้ความร่วมมืองดสูบบุหรี่และการนำโฟมเข้ามาใช้ภายในหน่วยงาน หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณโฟมบรรจุอาหารให้ได้มากที่สุด เพื่อคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลยาวนานต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100192</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, บุหรี่, วิทยา ยาม่วง, เขตปลอดโฟม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fbda99f921.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำสิงห์อมควันสูบน้อยลง30%! เสี่ยงติดเชื้อ-ปัญหาปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค. 63 - ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อและการสูบบุหรี่ของคนไทย ในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อโรคโควิด-19 ระบาด แบบควิกโพลล์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพว่า จากสำรวจกลุ่มตัวอย่างทางออนไลน์ทั่วประเทศ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และ ผลกระทบต่อการชื้อบุหรี่ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการประกาศล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.2 ที่สูบบุหรี่ทุกวัน มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เหมือนเดิมก่อนที่โควิด-19 จะระบาด ถึงร้อยละ 55.3 แต่มีตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสระบาดนี้ ทำให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลงถึงร้อยละ 27.1 โดยให้เหตุผลว่ากลัวกระทบสุขภาพ ร้อยละ 38.4&amp;nbsp; ถัดมาคือต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 37.2 และตั้งใจเลิกในช่วงวิกฤตนี้ ร้อยละ 24.4 ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ โดยคนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง ร้อยละ 30&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอดคล้องกับข้อมูลจากร้านสะดวกซื้อพบว่า ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ระบาด ร่วมกับการออกมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว คนไทยซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดจำหน่ายบุหรี่ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนมีมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ที่มีมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว ยอดจำหน่ายลดลงร้อยละ 25&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบด้วยว่า ในช่วงโควิด-19 ระบาด มีคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.1 โดยให้เหตุผลว่าสูบมากขึ้นเพราะเครียด ร้อยละ 18.3 และสูบเพราะไม่มีอะไรทำ ร้อยละ 14.8 ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ของคนไทย โดยซื้อบุหรี่ตุนมากขึ้น ร้อยละ 12.7 ซื้อครั้งละมากกว่า 1 ซอง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.7 และซื้อก่อนเวลาเคอร์ฟิว 22.00 น. 1-2 ชั่วโมง บ่อยครั้ง ร้อยละ 13.3 และบางครั้ง ร้อยละ 37.5 ซึ่งส่วนมากผู้สูบบุหรี่ซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงภาวะวิกฤตโรคระบาด ที่สะท้อนผ่านตัวเลขทั้งในกลุ่มที่สูบลดลงและสูบเพิ่มขึ้นนี้ แม้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีนัยยะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของการสูบลดลงเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และกลัวกระทบกับสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต หากเกิดภาวะวิกฤตคนจะเลือกปากท้องและสุขภาพมากกว่า รวมถึงมาตรการด้านการสื่อสารข้อมูล สูบบุหรี่เสี่ยงป่วยโควิด-19 มากขึ้น จากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัมฤทธิ์ผล สามารถสร้างความเข้าใจและตระหนักให้กับประชาชนได้ จึงต้องรักษาความเข้มข้นในจุดนี้ไว้ ศจย.เองจะทำการสำรวจ วิจัย และสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของคนไทย เผื่อนำมาถ่ายทอดสู่สังคม ส่วนในกลุ่มที่สูบมากขึ้น ตัวเลขถึงจะน้อยแต่ไม่ควรมองข้าม เมื่อได้ทราบสาเหตุแล้ว ศจย.จะนำข้อมูลที่ได้ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพเสนอต่อรัฐบาลต่อไป&amp;rdquo; ผอ.ศจย. ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66368</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย., สิงห์อมควัน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3d07e68b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039; ห่วงสูบบุหรี่-ดื่มเหล้าเสี่ยงติดโควิด ระบาดรุนแรง ห้องไอซียู เครื่องช่วยหายใจมีไม่พอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามส่งต่อข้อมูลว่า การติดโควิด-19 ไม่มีอะไรน่ากลัว หายแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การระบาดนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 ส่วนใหญ่ อาการจะไม่หนัก เช่น ข้อมูลจากจีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดนั้น พบว่าผู้ป่วยประมาณ 15% ต้องอยู่โรงพยาบาล และประมาณ 5% ต้องรักษาตัวอยู่ไอซียูแต่ปัญหาใหญ่ของโควิด-19 ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก หรือแสดงอาการไม่มาก แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากเกิดการระบาดมาก จะทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เชื้อไวรัสชนิดนี้รุนแรงมากขึ้นคือ การสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการทรุดหนักรวมถึงเสียชีวิต เป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า การสูบบุหรี่จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตจากเชื้อไวรัส โควิด-19 ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงโดยการไม่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งที่ไทยมีการพบการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนจากการเที่ยวผับ บาร์ จากพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวนเดียวกันและดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมไทยอย่างมาก มีความพยายามรณรงค์ให้ผู้ที่สูบบุหรี่พยายามเลิกบุหรี่ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการให้บริการผู้ป่วยของโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย ยังไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากๆ ในเวลาเดียวกันได้ เนื่องจากเตียงในห้องไอซียูมีไม่พอ เครื่องช่วยหายใจไม่พอ เหล่านี้อาจส่งผลต่อคนไข้อาการหนักอื่นๆ ที่ต้องเข้าอยู่ในห้องไอซียู เช่น หัวใจวายเฉียบพลันที่ต้องการการรักษาในห้องไอซียู ก็จะไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการเหล่านี้ และจะเสียชีวิตในชีวิตสุด หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะให้การรักษาผู้ป่วยหนักก็จะมีไม่เพียงพอ&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ประเทศอิตาลี หมอต้อง &amp;ldquo;ถูกบังคับ&amp;rdquo; ให้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะต้องทำ คือต้องเลือกว่าจะใช้เครื่องช่วยหายใจกับคนไข้คนไหนที่จะมีโอกาสรอดมากกว่า คนที่เหลือก็ต้องปล่อยให้หอบ รักษาโดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ จึงเป็นปัญหาที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและเห็นแก่ส่วนรวม คนที่ยังไม่เป็นก็ระวังตัวอย่าให้ติดเชื้อ ต้องป้องกันตัวเองตามที่กระทรวงสาธารณะสุขแนะนำ คนที่ป่วยก็ต้องไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ทุกคนต้องช่วยกันไม่ให้มีคนป่วยเพิ่มขึ้นให้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62027</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ประกิต วาทีสาธกกิจ, เหล้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8815bde8655.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งปรับ ฟิลลิป มอร์ริส เลี่ยงภาษีบุหรี่ 2 ยี่ห้อดัง 130 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าม และ นายเจอรัลด์ มาร์โกลีส ผู้จัดการสาขาฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้แทนนิติบุคคลบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฯ จำเลยที่ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค.63 -&amp;nbsp; ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.232/2560 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด โดย นายเจอรัลด์ มาร์โกลีส ผู้จัดการสาขา ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด และ พนักงานบริษัทหญิงคนไทย (ไม่ขอสงวนชื่อ-สกุล) เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันนำเข้าบุหรี่ที่มีแหล่งผลิตในต่างประเทศ เข้าราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เพื่อฉ้อค่าภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27,115 จัตวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 ม.ค. 2545 -14 ส.ค. 2546 จำเลยที่ 1-2 กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้นำตัวมาฟ้องอีกหลายคน ร่วมกันนำบุหรี่ยี่ห้อ L&amp;amp;M และยี่ห้อมาร์โบโล เข้ามาในราชอาณาจักรไทย และได้ร่วมกันสำแดงเท็จโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงและอุบายด้วยการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรมศุลกากรเพื่อผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งรวมราคาเป็นเท็จไม่ตรงตามราคาที่แท้จริงและถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร จำนวน 780 ครั้ง เหตุเกิดที่เขตบางรัก, เขตคลองเตย กรุงเทพฯ, สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และด่านศุลกากรอื่นๆอีกหลายที่ รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และประเทศอินโดนีเซีย ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ นายเจอรัลด์ มาร์โกลีส ผู้จัดการสาขา ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้แทนนิติบุคคลบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด และพนักงานบริษัท จำเลยที่ 1-2 เดินทางมาศาล พร้อมคำฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลย นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งมาจากหลายหน่วยงานนั้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ในลักษณะประสานความร่วมมือค้นหาความจริง เบิกความมีน้ำหนักให้รับฟัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวบรวมได้ ทั้งเอกสารโครงสร้างราคาบุหรี่ที่ยึดได้เมื่อไปตรวจค้นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ในปี 2542, เอกสารติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ฟิลลิป มอร์ริส เอเชีย ซึ่งเป็นผู้ดูแลบริษัทในเครือที่อยู่ในภาคพื้นเอเชีย ก็ตีราคาหน้าโรงงานซึ่งมีราคาเฉลี่ย และราคาขายปลีกที่ใช้วิธีสุ่มตรวจจากตลาดในประเทศอินโดนีเซีย หรือต้นทุนบุหรี่ยี่ห้อมาร์โบโล และ L&amp;amp;M ก็จะเห็นได้ว่ามีตัวเลขสูงกว่าราคาสำแดงตามใบขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์การนำเข้าและการสำแดงราคาบุหรี่เพื่อผ่านพิธีการศุลกากรของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ, ขณะเกิดเหตุ และภายหลังเกิดเหตุ เป็นการยื่นราคาสำแดงที่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบเหตุสงสัยราคาที่สำแดงกรณีผู้ซื้อผู้ขายมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งก่อน-หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำเข้าบุหรี่จากประเทศมาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์โดยสำแดงราคาคงที่ราคาเดียวมาตลอด จะมีการเปลี่ยนแปลงราคาสำแดงคือมาร์โบโล ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรเคยเข้าตรวจค้นยึดและประเมินเห็นว่าราคาประเมินสำแดงต่ำและเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมมาโดยตลอด ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งและยินยอมชำระภาษีอากรขาเข้าและค่าปรับ เพื่อระงับคดีในชั้นศุลกากรเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับราคาประเมินของศุลกากรเป็นราคาของนำเข้าที่แท้จริง ซึ่งตามปกติราคาสินค้าต้องมีเปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่จำเลยที่ 1 ยังสำแดงราคาที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิเสธไม่ยอมรับราคามาโดยตลอด และใช้วิธีย้ายการนำเข้าเมื่อถูกศุลกากรประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งผู้ขายบุหรี่ให้แก่จำเลยที่ 1 คือฟิลลิป มอร์ริส มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ความสัมพันธ์ลักษณะการสำแดงราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม การที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาคงที่ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนตามเศรษฐกิจ ทั้งที่ไม่ปรากฏการทำสัญญาซื้อขายตกลงราคากันไว้ล่วงหน้า เป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นบริษัทแม่ผู้กำหนดราคาตามอำเภอใจและเป็นราคาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง เมื่อพิจารณาในแง่ธุรกิจย่อมขัดกับหลักการประกอบธุรกิจที่ผู้ขายต้องมุ่งหวังผลกำไรสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จำเลยต่อสู้ว่า การดำเนินคดีนี้ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 185/2559 (สำนวนแรก) ขัดต่อคำตัดสินของคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่วินิจฉัยว่า การฟ้องคดีอาญานี้ ขัดต่อข้อตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรของ WTO ศาลเห็นว่าการดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวนมุ่งถึงพฤติการณ์การนำเข้าและการสำแดงราคาบุหรี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดต่อเนื่องระหว่างปี 2543-2549 ว่ามีการสำแดงราคาตรงตามราคาที่แท้จริงหรือไม่ และมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรขาเข้าโดยการสำแดงเท็จหรือไม่ เนื่องจากดีเอสไอได้รับรายงานจากสายลับผู้แจ้งความนำจับว่าจำเลยที่ 1 และบริษัทอื่น สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ไทยสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีอากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นกระบวนการทางอาญา ไม่ใช่ตรวจสอบการประเมินราคา หรือการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยในชั้นศุลกากร จึงไม่ขัดต่อพันธกรณีที่ต้องนำมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไป มาถือปฏิบัติ เพราะเป็นคนละกรณี นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้ศาลต้องถือตามคำตัดสินของ WTO อีกด้วย ข้ออ้างจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การกระทำของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำเลยที่1 เป็นการสำแดงเท็จ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ , ขณะเกิดเหตุ , หลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 สำแดงราคาคงที่มาโดยตลอด ไม่เคยชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับราคาที่แท้จริงทั้งที่อยู่ในวิสัยที่พึงกระทำได้ พฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการนำสินค้าประเภทบุหรี่เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าอากรให้ครบถ้วนโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เป็นการผ่าฝืนมาตรา 27 พ.ร.บ.ศุลกากรฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องราคาที่แท้จริงของบุหรี่ทั้ง 2 ยี่ห้อ จำนวน 3,184,957,148 บาท แต่จำเลยที่1 สำแดงราคาเป็นเงินจำนวน 2,534,227,797 บาท ดังนั้นราคาของจึงขาดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 650,729,350 บาท คิดอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 4 ของจำนวนดังกล่าวเท่ากับ 32,536,467 บาทซึ่งเป็นค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องเสียเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ระหว่างการพิจารณาของศาล ได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำผิดโดยยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้อง เป็นความผิดอยู่ และมีบทกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่า แต่ไม่เกิน 4 เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้นเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า ตามกฎหมายจึงนำมาพิจารณา จึงพิพากษาว่า ให้ปรับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำเลยที่ 1 ตามอัตรากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 130,145,870 บาท และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้มีสายลับผู้แจ้งความนำจับ จ่ายสินบนร้อยละ 30 ของค่าปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพนักงานบริษัทหญิงคนไทย จำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในทางบริหาร หรือมีส่วนกำหนดนโยบายเรื่องการนำเข้า/จัดจำหน่ายบุหรี่ในไทยของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำตัดสิน นายเจอรัลด์ มาร์โกลีส ผู้จัดการสาขาฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้แทนนิติบุคคลบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฯ จำเลยที่ 1 กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาว่า เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำตัดสินของศาลวันนี้ เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวขัดต่อกฎหมายศุลกากรของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงคำตัดสินต่างๆ ของหน่วยงานทั้งไทยและต่างประเทศก่อนหน้านี้ และเราจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวเพื่อต่อสู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้องค์การการค้าโลก (WTO) ได้มีคำตัดสินออกมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่าประเทศไทยดำเนินการขัดต่อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ โดยการปฏิเสธราคานำเข้าที่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ดสำแดง และดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญากับบริษัทฯ รัฐบาลฟิลิปปินส์ ร้องขอต่อ WTO เพื่อเริ่มกระบวนการตอบโต้ทางการค้าอันเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีกับ WTO ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างไทยและฟิลิปปินส์จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ก่อให้เกิดข้อกังขาอีกครั้งต่อระบบเงินสินบนรางวัลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนาน ว่าเป็นแรงจูงใจให้เร่งทำคดีจากเงินค่าปรับ และสร้างผลประโยชน์ขัดแย้งสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลของไทยที่อาจจะได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวจำนวนมากจากค่าปรับที่ได้รับเป็นอีกประเด็นของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนต่อเนื่องและการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ เนื่องจากการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมนี้คุกคามความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยของเรา รวมถึงการซื้อใบยาสูบจากประเทศไทย คดีนี้เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับทุกบริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องในประเทศไทย เราจะอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินและต่อสู้ข้อกล่าวหาที่มีต่อเราซึ่งไม่มีมูลความจริงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60383</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ฟิลลิป มอร์ริส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e749c84c7cce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
