<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวุฒิ&#039; เร่งศึกษา กม. ดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้าระบบ เป็นสินค้าควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค.64 ที่ผ่านมา ทางตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย ตัวแทนกลุ่ม ECST ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า และแอดมินเพจเฟซบุ๊กมนุษย์ควัน ได้เดินทางมาเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงหารือแนวทางผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นสินค้าที่จำหน่ายได้ตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมายเพื่อดึงบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำลังดูว่ามีประเด็นติดขัดเรื่องอะไรบ้าง เนื่องจากมองว่าหากทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้จะสามารถลดอันตรายให้กับผู้สูบ เพราะบางคนไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ แม้จะมีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันยังมีจำนวนผู้สูบบุหรี่อีกเกือบ 10 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจะรวบรวมข้อมูล นำไปประสานผู้เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและทบทวนแนวคิด หาแนวทางขับเคลื่อนเพื่อทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะปัจจุบันทั้ง อย.สหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น ปัจจุบันยอมรับให้ใช้แล้ว ดังนั้น เราต้องไปศึกษาต่อไปว่าข้อติดขัดอยู่ที่ภาคส่วนใด อย่างเช่น ในเรื่องใบอนุญาตให้ใช้ การขาย การผลิต &amp;nbsp;เพราะจากที่ศึกษาเบื้องต้นในแง่กฎหมายน่าจะใช้ พ.ร.บ.ยาสูบฯ ควบคุมให้เข้ามาอยู่ในระบบได้อยู่แล้ว คงต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพราะเครื่องยาสูบที่เป็นไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ปัจจุบัน 67 ประเทศทั่วโลกมีการยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว โดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน แม้แต่มาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นยาสูบที่มีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่จริง โดยบุหรี่ไฟฟ้าจะมีสารพิษน้อยกว่า ขณะที่ ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายประเทศยอมรับว่า หากเรามีบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถลดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้มากกว่า เรื่องนี้ผมขอศึกษาข้อกฎหมายก่อน นอกจากนี้ ปัจจุบันทราบว่าโรงงานยาสูบและผู้ปลูกยาสูบเองก็มีรายได้ลดลง เนื่องจากคนนิยมไปสูบบุหรี่นำเข้า หรือบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้ามา ดังนั้น ถ้าเราสามารถเอายาสูบที่ปลูกในประเทศมาผลิตบุหรี่ไฟฟ้าได้ จะสามารถแก้ปัญหาให้กับโรงงานยาสูบและเกษตรกรได้ รวมทั้งส่งออกได้ด้วย&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งย้ำว่า การดึงสินค้าในกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอยู่ในระบบ เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น อยู่ที่ว่าประเทศไทยและผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง จะสามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีได้มากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจุบันสินค้านี้มีขายกันใต้ดินและทางออนไลน์ ดังนั้นถ้าไม่ปรับตัวตามเทคโนโลยีก็จะเกิดปัญหาภายในประเทศ และเสียหายในอนาคตได้ ทั้งในเรื่องการลักลอบจำหน่าย การสูญเสียรายได้จากภาษี การสูญเสียโอกาสและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบชาวไทย และการลดผลกระทบต่อสุขภาพของนักสูบชาวไทยที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อมูลจากรายงานเรื่อง E-cigarettes: an evidence update จัดทำโดยกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปร้อยละ 95 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากมีหลักฐานผู้เลิกบุหรี่ได้ในกลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอัตราที่สูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119781</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอีเอส, บุหรี่ไฟฟ้า, สินค้าควบคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6168e484cb863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยโควิดดับ 102 ราย เป็นผู้สูงอายุ-กลุ่มโรคประจำตัว 94% พบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุเสียชีวิตด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า จากการรายงานผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;102&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;ซึ่งมีความเสี่ยงหลักมาจากสูงอายุและโรคประจำตัว&amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;94&amp;nbsp;ของผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบสองเข็ม&amp;nbsp;และยังมีข้อมูลของคนไข้ที่เสียชีวิตมีประวัติการสูบบุหรี่&amp;nbsp;และในวันนี้ทางสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่&amp;nbsp;ได้มีการออกแถลงการณ์เน้นย้ำว่าบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าถือได้ว่ามีอันตราย&amp;nbsp;ทำให้พยาธิสภาพปอดนั้นผิดปกติ&amp;nbsp;ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;สามารถเกิดปอดอักเสบปอดบวม&amp;nbsp;และระบบหายใจล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;และทำให้ถึงแก่ชีวิตได้&amp;nbsp;นี่คือข้อมูลของการติดโควิดกับการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า&amp;nbsp;ทางสมาพันธ์ยังเน้นย้ำด้วยว่าบุหรี่ไฟฟ้าคนมักจะเข้าใจว่าไม่มีอันตราย&amp;nbsp;หลายคนนำมาเป็นตัวช่วยให้เลิกบุหรี่&amp;nbsp;แต่สมาพันธ์ย้ำว่าอันตรายนั้นไม่แตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป&amp;nbsp;ทำให้เกิดโรคประจำตัวมากมายและโรคมะเร็ง&amp;nbsp;ไม่สามารถช่วยเลิกบุหรี่ได้&amp;nbsp;คนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจากงานวิจัยมีความชัดเจนว่าแทนที่จะช่วยเลิกบุหรี่แต่กลับกลายเป็นติดทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ายิ่งทำให้ปอดพังเข้าไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;และจากการติดตามจะเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าผู้ขายเน้นโฆษณาไปที่เยาวชนลูกหลานของเรา&amp;nbsp;ดังนั้นหากผู้ปกครองรู้เท่าทันบริษัทก็จะช่วยปกป้องสุขภาพคนไทยได้&amp;nbsp;การมุ่งเป้าไปที่เยาวชนเวลาที่เขาทำตัวทำละลาย&amp;nbsp;หรือสารที่จะต้องผสมไปในบุหรี่ไฟฟ้า&amp;nbsp;รสชาติต่างๆนั้นเพราะเขาตระหนักว่าคนทั่วโลกไม่เฉพาะคนไทย&amp;nbsp;ทราบถึงพิษภัยของบุหรี่จึงพยายามเลิกบุหรี่กันมากขึ้นบริษัทจึงพยายามพุ่งเป้าไปที่นักสูบหน้าใหม่&amp;nbsp;ที่เป็นอนาคตของประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;แถลงการณ์ของแพทยสมาคมมีการลงนามร่วมกันทุกวิชาชีพเพื่อช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน&amp;nbsp;และที่สำคัญจะมีการประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;13 (13 th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13 th APACT 2021 Bangkok)&amp;nbsp;ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน&amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นผู้นำด้านการรณรงค์ปกป้องสุขภาพประชาชนติดอันดับโลก&amp;nbsp;โดยมีเครือข่าย&amp;nbsp;โรงพยาบาล&amp;nbsp;บริการประชาชนเลิกบุหรี่ที่เข้มแข็งมั่นคง&amp;nbsp;ดังนั้น&amp;nbsp;ขอฝากไปถึงทุกคนช่วยกันเน้นย้ำให้ข้อมูลประชาชน&amp;nbsp;เพราะเมื่อเกิดระบาดโควิด-19&amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่กลายเป็นผู้มีความเสี่ยงและนำไปสู่การเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118967</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่ไฟฟ้า, โควิด, โควิดวันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d5f8605b40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บุหรี่ไฟฟ้า&#039;เพิ่มภาระรัฐสูญ2.7ล้านบาทต่อคน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 64 - รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย &amp;ldquo;การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากบุหรี่ไฟฟ้า Economic cost of e-cigarette ปี 2563&amp;rdquo; สนับสนุนโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ผลการศึกษาด้วยการจำลองฐานข้อมูลถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสียเพิ่มให้กับประชาชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าต่อผู้สูบ 1 คน บนสมมติฐานผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเกิด electronic-cigarette or, vaping product use-associated lung injury (EVALI) หรือ อิวาลี และการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังเพิ่มโอกาสให้หันไปสูบบุหรี่มวนเพิ่มขึ้น 3.5 เท่า ซึ่งการสูบบุหรี่มวนจะเพิ่มความเสี่ยงโรค 4 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น พบว่า เด็กผู้ชาย 1 คน ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่เกิดอาการเจ็บป่วย เดินทางเข้ารักษาในโรงพยาบาล เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเสียชีวิต จากโรคต่างๆ ก่อนวัยอันควร ส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียแรงงานวัยทำงาน เฉลี่ยแล้วมีต้นทุน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2,637,414 บาท โดยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายให้ประชากร เพศชายที่ไม่สูบบุหรี่&amp;nbsp; 1 คนอยู่ที่ 1,090,896 บาท แต่หากสูบุหรี่ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 3,728,309 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้หญิงที่เริ่มสูบตั้งแต่อายุ 15 ปีเช่นกัน จะมีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องเสียเพิ่ม ต่อคนราว 103,522 บาท โดยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายให้ประชากรเพศหญิงที่ไม่สูบบุหรี่&amp;nbsp; 1 คน อยู่ที่ 412,409 บาท แต่หากสูบุหรี่ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 515,931 บาท อย่างไรก็ตามต้นทุนที่เกิดขึ้นในประชากรหญิง มีค่าต่ำกว่าประชากรเพศชาย เนื่องจากสมมติฐานการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มโอกาสของการเป็นผู้สูบบุหรี่มวน ในอนาคต ประชากรเพศหญิงมีความน่าจะเป็นในการเป็นผู้สูบบุหรี่ต่ำกว่าเพศชาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคอิวาลีในโรงพยาบาลของรัฐเฉลี่ยต่อวันต่อคนอยู่ที่ 35,104 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ ที่เกิดจากบุหรี่มวน&amp;nbsp; เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ที่ 9,488.22 บาท หลอดเลือดสมอง 15,173.89 บาท มะเร็งปอด 18,573.22 บาท และ หัวใจและหลอดเลือด 37,926.91 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ กล่าวว่า ผลการประเมินต้นทุนในครั้งนี้ยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้รวมต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนของ informal care และหากเป็นการจำลองข้อมูลสูบบุหรี่ไฟฟ้าตลอดชีวิต คาดว่ามูลค่าต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่รัฐต้องจ่ายต่อ 1 คน จะมากกว่า 2.63 ล้านบาท เพียงแต่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมาเปรียบเทียบ หากในอนาคตมีข้อมูลว่าบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคต่างๆ เท่ากับบุหรี่มวน จะสามารถนำข้อมูลนั้นมาเทียบเคียงเพื่อประเมินได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยกระตุ้นและย้ำเตือนว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียแค่เฉพาะตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นความเสียหายของประเทศชาติด้วย และการที่การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาล มาตรการและนโยบายที่ป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ จึงมีความสำคัญ และช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก&amp;rdquo; หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109826</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่ไฟฟ้า, ผลวิจัย, รศ.ดร.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์, รัฐสูญ2.7ล้าน, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60effb68e85e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความจริงเรื่องภาษีบุหรี่ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;หากแก้ปัญหาภาษีบุหรี่ที่ใช้อยู่ขณะนี้ให้ดีขึ้น จะได้เงินมากกว่าที่คิดจะเก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้าหลายเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ตามที่มี ส.ส.ออกข่าว เสนอให้รัฐบาลยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อรัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ในความเป็นจริง หาก ส.ส.หันมาเรียกร้องให้กระทรวงการคลังแก้ไขจุดอ่อนภาษียาสูบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ จะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นมาก มากกว่าที่หวังจะเก็บได้จากการเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายหลายเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;แต่หากเปิดให้ขายบุหรี่ไฟฟ้า แต่ไม่ได้แก้ไขระบบภาษีบุหรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้ดีขึ้น จะเป็นการเพิ่มปัญหาทั้งด้านการจัดเก็บรายได้จากภาษี และเกิดประชากรกลุ่มใหม่ที่เสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่มาก่อน และไม่แน่ว่าโดยรวมแล้วรัฐบาลจะเก็บภาษีจากสินค้าบุหรี่ได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;โครงสร้างและอัตราภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทำให้รายได้ภาษีสรรพสามิตจากยาสูบลดลงจากที่เก็บได้ 68,603 ล้านบาทในปี พ.ศ.2560 และ 68,548 ล้านบาทในปี พ.ศ.2561 เหลือ 62,905 ล้านบาทในปี พ.ศ.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;และผลจากการที่ส่วนแบ่งการตลาดของการยาสูบแห่งประเทศไทยลดลงจาก 64.6% ในปี 2560 เหลือ 43% ในปี 2563 กำไรของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่เคยสูงถึง 9,343 ล้านบาทในปี พ.ศ.2560 ลดลงเหลือ 550 ในปี พ.ศ.2563 ทำให้ไม่มีเงินกำไรที่จะนำส่งคลัง ส่วนนี้ก็เป็นรายได้ของรัฐที่ขาดหายไปปีละหลายพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ขณะที่ชาวไร่ยาสูบได้รับความเดือดร้อนสาหัส จากการที่การยาสูบลดโควตาการปลูกยาสูบมากกว่า 40%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;การประเมินประสิทธิภาพของระบบภาษียาสูบโดยศูนย์วิจัยยาสูบนานาชาติ มหาวิทยาลัยชิคาโก พบว่า ระบบภาษีของประเทศไทยได้คะแนน 1.75 จากคะแนนเต็ม 5 จากการที่มีการเก็บอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรต 2 อัตราตามราคาขายปลีก ทั้งยังมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างภาษีบุหรี่ซิกาแรตและบุหรี่ยาเส้น และไม่มีการปรับอัตราภาษีตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อที่ต้องทำทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;การเก็บภาษียาเส้นในอัตราที่ต่ำมาก ทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่ยาเส้นต่ำกว่าบุหรี่ซิกาแรต 5-6 เท่า ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่ยาเส้นมีถึงเกือบ 5 ล้านคน หากเพิ่มการเก็บภาษียาเส้นจะทำให้ภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นอีกมาก และทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง เด็กๆ ติดบุหรี่น้อยลงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ระบบการควบคุมบุหรี่หนีภาษียังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงอีกมาก และประเทศไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบันในพิธีสารขจัดการค้ายาสูบผิดกฎหมาย อนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ซึ่งกำหนดแนวทางปรับปรุงระบบการควบคุมยาสูบผิดกฎหมายอย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;การพิจารณานโยบายภาษียาสูบที่ผ่านมา ยังขาดการมีส่วนร่วมของนักวิชาการที่เกี่ยวข้องจากนอกกระทรวงการคลัง และยังขาดความโปร่งใส รอบคอบ อีกทั้งแนวปฏิบัติที่ใช้อยู่ที่กรมสรรพสามิตกำหนดโครงสร้างอัตราภาษี และเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นวาระจร ไม่เปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรีมีเวลาพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการลงมติเห็นชอบข้อเสนอจากกรมสรรพสามิต ดังความผิดพลาดในการปรับโครงสร้างภาษีเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2560&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ยังไม่มีการกำหนดนโยบายและแนวทางที่จะช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบที่จะได้รับผลจากการขึ้นภาษียาสูบอย่างเป็นรูปธรรม ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายภาษียาสูบที่ดี ที่จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และการสูบบุหรี่ลดลง เพราะการเคลื่อนไหวร้องเรียนของชาวไร่ยาสูบจะกลายเป็นประเด็นการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ดังนั้น แทนที่ ส.ส.หลายท่านจะเคลื่อนไหวออกข่าวเรียกร้องให้เปิดขายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อรัฐจะได้เก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้า จนกระทั่งมีการขอให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;จะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง หาก ส.ส.จะรวมพลังมาเคลื่อนไหวให้กระทรวงการคลัง/รัฐบาลแก้ไขจุดอ่อนระบบภาษียาสูบที่ใช้อยู่ให้ได้เสียก่อน ที่จะเสนอให้รัฐบาลหารายได้จากบุหรี่ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ในทางกลับกันหากเปิดให้ขายบุหรี่ไฟฟ้า แม้จะเก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาของระบบภาษีบุหรี่ที่มีอยู่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่จากปัญหาเดิมที่เรื้อรังมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;บริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่อ้างว่าการเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เป็นบริษัทเดียวกันกับที่ขณะนี้ขายบุหรี่ซิกาแรตได้มากที่สุดในประเทศไทย มีประวัติคัดค้าน และใช้กลยุทธ์การลดราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ไทย หากเปิดให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้า มีหรือที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติเดียวกันนี้จะไม่คัดค้านหรือแทรกแซงการกำหนดโครงสร้างและอัตราภาษีบุหรี่ไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;สิ่งที่ชวนให้คิดอีกประการหนึ่งคือ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้วให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ธรรมดา โดยที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติขายทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า หากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ธรรมดาจริง เป็นไปได้หรือที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติจะส่งเสริมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อทำให้บุหรี่ธรรมดาที่ตัวเองผลิตขายได้น้อยลง และทำให้กำไรของบริษัทลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;จึงชัดเจนว่า การมุ่งมั่นที่จะวิ่งเต้นให้รัฐบาลยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ก็เพื่อที่บริษัทจะขายได้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา ที่เขาครองส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ในประเทศไทยได้มากกว่าการยาสูบแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ผลที่จะตามมาเป็นลูกโซ่ คือ การยาสูบแห่งประเทศไทยจะได้รับผลกระทบที่สู้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติไม่ได้ และส่งผลต่อชาวไร่ยาสูบอีกทอดหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:3.0pt&quot;&gt;ศ.นพ.ประกิต&amp;nbsp; วาทีสาธกกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106991</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf14272c026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039; จับมือแพทย์รามาฯ จี้ &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; อย่าใช้งานวิจัยบริษัทบุหรี่นอกมาชี้นำนโยบายคุมยาสูบไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.64 - ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงกรณีนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จ.เชียงราย และกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อบัญชี &amp;quot;หมอเอก Ekkapob Pianpises&amp;quot; (@DoctorEkkapob) เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยการเรียกร้องให้รัฐบาลยอมพิจารณาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปรับแผนการควบคุมการบริโภคยาสูบของไทย โดยอ้างงานวิจัยจากวารสาร R Street Policy Study เปรียบเทียบนโยบายควบคุมยาสูบของไทยกับสหราชอาณาจักร และชี้นำสังคมให้ปลดล็อคบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย วารสาร R Street Policy Study ที่ นพ.เอกภพ นำมากล่าวอ้างนั้นเป็นวารสารของสถาบัน R Street ซึ่งสถาบันนี้มีความสัมพันธ์กับธุรกิจยาสูบมายาวนาน นอกจากนี้ วารสารดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำงานให้กับสถาบัน R Street ไม่ได้เป็นวารสารทางวิชาการที่มีระบบการตรวจสอบ และทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-review) แต่อย่างใด โดยสถาบัน R Street เป็นสถาบันที่แยกตัวมาจากสถาบัน Heartland เมื่อปี 2555 ซึ่งสถาบัน Heartland นี้มีประวัติการได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่า ตัวอย่างหนึ่งที่พบในเอกสารลับบริษัทบุหรี่ ปี 2542 เผยว่า ประธานสถาบัน Heartland ได้เขียนจดหมายถึงบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพื่อขอเงินสนับสนุนจำนวน 30,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยระบุในจดหมายว่า &amp;ldquo;Heartland ทำประโยชน์หลายอย่างให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ซึ่งไม่มีองค์กรไหนทำได้&amp;hellip;&amp;rdquo; (&amp;lsquo;Heartland does many things that benefit Philip Morris&amp;#39; bottom line, things that no other organization does&amp;hellip;&amp;rsquo;) ส่วนของสถาบัน R Street นี้ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับฟิลลิป มอร์ริส ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 2557 และยังพบว่าผู้เกี่ยวข้องกับสถาบัน R Street และเป็นผู้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าก็ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ เช่น Dr. Brad Rodu เป็น Associate Fellow ของสถาบัน R Street ก็มีประวัติการรับทุนสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่มายาวนาน ช่วงปี 2553-2558 รับทุนจากบริษัท บริติชอเมริกัน โทแบคโค, ปี 2553-2555 รับการสนับสนุนจากบริษัท อัลเทรีย และระหว่างปี 2543-2552 ยังทำงานให้กับบริษัทบุหรี่ อาร์ เจ เรย์โนว์ เพื่อสนับสนุนทิศทางของบริษัทเรื่องการลดอันตรายจากยาสูบ (Harm Reduction)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าที่ ส.ส.เอกภพ เพียรพิเศษ ระบุว่า ประเทศไทยห้ามบุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่ยอมรับข้อมูลวิชาการใหม่ๆ นั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเราติดตามข้อมูลวิชาการใหม่ๆ ที่ทยอยมีออกมาอย่างใกล้ชิด และหลักฐานที่เป็นกลางล้วนยืนยันว่า การอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้เสรี จะส่งผลเสียต่อสาธารณสุขในภาพรวมมากกว่าผลดี&amp;nbsp;โดยหลักฐานบ่งว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเสพติด ยังบอกไม่ได้ว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาหรือไม่ และที่สำคัญอันตรายระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มีใครรู้ เพราะใช้กันมาเพียงสิบปีเศษเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของบุหรี่ไฟฟ้า คือการที่เยาวชนที่ไม่สูบบุหรี่เข้าไปสูบและเกิดการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหลักฐานล่าสุดจากสหรัฐฯ พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่ธรรมดา แต่เพิ่มจำนวนเยาวชนที่เสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่กลายเป็นลูกค้าใหม่ของบริษัทบุหรี่หลายล้านคน ส่วนกรณีที่ขอให้ดูตัวอย่างประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการลดจำนวนคนที่สูบบุหรี่นั้น ข้อเท็จจริงคือ สหราชอาณาจักรกำหนดงบประมาณปีละกว่า 10,000 ล้านบาทในการควบคุมยาสูบในการที่จะมุ่งสู่เป้าหมายสังคมปลอดบุหรี่ เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่ใช้งบประมาณควบคุมยาสูบเพียงปีละ 400 ล้านบาท&amp;nbsp;นอกจากนี้ ความพร้อมด้านอื่นๆ ในการควบคุมยาสูบที่ประเทศไทยทำไม่ได้หรือยังไม่ได้ทำ ยังมีอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะที่ ส.ส.เอกภพ เป็นหนึ่งในกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร คุณหมอควรจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาผลักดันงานควบคุมยาสูบด้านที่ประเทศไทยยังอ่อนแอ เช่น ระบบภาษียาสูบ มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบให้เปลี่ยนอาชีพ ระบบการควบคุมบุหรี่เถื่อน การบังคับใช้กฎหมายควบคุมยาสูบ ห้ามขายให้แก่เด็ก ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการทำให้สิทธิยารักษาเลิกบุหรี่อยู่ในกองทุนประกันสุขภาพ อย่างที่ประเทศอังกฤษเขาทำได้ดีทั้งหมดแล้ว มากกว่าที่จะเสนอให้รัฐบาลเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าเสรีตามที่บริษัทบุหรี่และเครือข่ายเรียกร้อง ซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหาการเสพติดบุหรี่และเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทย และประเทศไทยควรคงนโยบายการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ตามที่องค์กรวิชาการระดับโลกที่เป็นกลางและน่าเชื่อถืออย่างสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติที่วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด พิจารณาผลกระทบทุกๆ ด้าน เสนอว่า ในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง การห้ามขาย คือ นโยบายที่ดีที่สุดในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และบุหรี่แบบที่ไม่มีการเผาไหม้&amp;quot;&amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90568</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, บุหรี่ไฟฟ้า, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, ส.ส.ก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600942f976fea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่ซ้ำเสี่ยงเสพติดนิโคติน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 กันยายน 2563 ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีงานวิจัยใหญ่ 2 ชิ้นที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS ONE (ตีพิมพ์ 2 ก.ย. 63) และ American Journal of Epidemiology (ตีพิมพ์ 27 ก.ค. 63) ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิจัย 38 คนจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลก เช่น &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก, มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก, องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ, สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ, มหาวิทยาลัยการแพทย์เซาท์แคโรไลน่า และ มหาวิทยาลัยวอร์เตอร์ลู แคนาดา เป็นต้น นักวิจัยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรเรื่องบุหรี่กับสุขภาพของสหรัฐฯ หรือ Population Assessment of Tobacco and Health (PATH) Study ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 45,971 คนทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2556 และมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น ได้เปรียบเทียบผลของการเลิกสูบบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ หรือใช้วิธีหักดิบ) ของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำและสูบเป็นครั้งคราว โดยติดตามผลอย่างน้อย 12 เดือน พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ดีกว่าการที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยพบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดา หลังจากเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ กลายเป็นยังคงติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง ดร. คาเรน เมสเซอร์ นักวิจัยอาวุโสของงานวิจัยทั้งสองชิ้นกล่าวว่า ผลวิจัยชี้ชัดว่าผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ใช้ ไม่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ และการไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการช่วยเลิกบุหรี่ยังทำให้ผู้สูบบุหรี่เอาชนะการเสพติดนิโคตินได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานวิจัยสองชิ้นนี้มีความสำคัญเพราะใช้ข้อมูลระดับประชากรในการศึกษา จึงให้ข้อมูลที่ค่อนข้างตรงกับภาวะปกติที่ผู้สูบบุหรี่เลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเองอย่างอิสระ ไม่มีการกำกับดูแลโดยแพทย์ ดังนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้ดีไปกว่าวิธีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่แผ่นแปะนิโคติน หรือการหักดิบ และยังทำให้ผู้สูบติดนิโคตินจนเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ หรือยังต้องสูบบุหรี่ธรรมดาคู่ไปกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกรณีสูบทั้งสองประเภทนี้พบว่ามีอันตรายสูงยิ่งกว่าสูบอย่างใดอย่างหนึ่ง&amp;rdquo; ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า บริษัทบุหรี่มักจะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ให้เลิกสูบ โดยแนะให้ผู้สูบเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่อ้างว่ามีอันตรายน้อยกว่า แต่ความเป็นจริงพบว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า 100% ส่วนใหญ่กว่าครึ่งยังจะคงสูบบุหรี่ธรรมดาต่อไป แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจะช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ เพราะถ้าต้องการที่จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้จริง ต้องทำให้มีนิโคตินในระดับที่ต่ำและไม่มีการเติมสารปรุงรสต่างๆ เหมือนหมากฝรั่งนิโคตินที่เป็นยาช่วยเลิกบุหรี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญพบว่ากลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ไม่ใช่ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนเกิดการเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า จากข้อมูลในสหรัฐฯ พบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 900% ระหว่างปี 2554-2561 พบอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กม.ปลายพุ่งถึง 27.5% เทียบกับอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในผู้ใหญ่ที่มีเพียง 3.2% ซึ่งปรากฏการณ์ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นสหรัฐฯนี้ทำให้หลายประเทศประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้า&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเลิกบุหรี่ไม่ได้, บุหรี่ไฟฟ้า, ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5da7584d788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบผู้ป่วยปอดอักเสบ จากบุหรี่ไฟฟ่ารายแรกในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
3 ธ.ค.62- นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมควบคุมโรค ได้จัดเตรียมระบบรายงานโรคและภัยสุขภาพครอบคลุมไปยังโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ หลังพบผู้ป่วยปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อควบคุมและรับมือสถานการณ์การระบาดของภาวะปอดอักเสบที่อาจรุนแรงขึ้นอีก หลังประชาชนหลงเชื่อสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคปอดอักเสบรุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ป่วยรายแรกของประเทศไทยนั้น จากผลการสอบสวนโรคโดยผ่านความเห็นของผู้เชี่ยวชาญโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ ชี้ชัดว่าภาวะโรคปอดอักเสบเกิดจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด มีอาการดีขึ้น ตอบสนองต่อการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของกรมควบคุมโรคได้มีการจัดทำแนวทางในการรายงาน ตามระบบการรายงานโรคและภัยสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยพัฒนาเกณฑ์การวินิจฉัย จากแนวทางของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเเห่งสหรัฐอเมริกา (US-CDC) ซึ่งแนวทางดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติแล้ว และหลังจากนี้จะมีการแจ้งไปยังโรงพยาบาลทุกแห่ง เพื่อขยายผลในการเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ขจรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะปอดอักเสบรุนแรงจากบุหรี่ไฟฟ้า สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า และบุคคลรอบข้างที่สัมผัสควันหรือละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยโรคดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการหายใจถี่ เจ็บหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง มีไข้ หรืออาจมีอาการน้ำหนักลดร่วมด้วย ซึ่งในบางรายอาการรุนแรงเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้&amp;nbsp;
&amp;quot;ขอเตือนประชาชนทั้งที่เป็นผู้สูบและผู้ที่มีโอกาสได้สัมผัสหรือรับละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักของโรคปอดอักเสบรุนแรง อย่าได้หลงเชื่อ และตกเป็นเหยื่อให้กับสินค้าทำลายสุขภาพชนิดนี้ นอกจากอันตรายจนทำให้เกิดโรคแล้ว บุหรี่ไฟฟ้ายังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าหากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาทันที &amp;nbsp;ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค 0 2590 3850 หรือที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422&amp;quot;รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51686</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, บุหรี่ไฟฟ้า, พบผู้ป่วยปอดอักเสบจากบุหรี่ไฟฟ้ารายแรกในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de61494d4a62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
