<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พระที่นั่งวิมานเมฆ&#039; ไม่ได้รื้อทิ้ง แต่บูรณะโครงสร้างใหม่ เมื่อเสร็จแล้วประกอบคืนเหมือนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;โบราณนานมา&amp;quot; ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจงประเด็นดราม่าหลังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ทวีตข้อความว่า &amp;quot;รื้อพระที่นั่งวิมานเมฆ เรือนไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก คงไม่มีทางหาได้อีกแล้ว แบบนี้มีโทษอะไรไหมคะ&amp;quot; ซึ่งทางเพจชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด เพราะการรื้อพระที่นั่งวิมาณเมฆนั้น เป็นการบูรณะปรับปรุงโครงสร้างวางระบบใหม่ ไม่ได้รื้อทิ้งแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเพจโบราณนานมา เปิดเผยว่า &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตและได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ด้วยรูปแบบตะวันตกผสมผสานรูปแบบไทย ที่เรียกว่า &amp;ldquo;วิกตอเรีย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรกเริ่มพระที่นั่งองค์นี้นามว่า &amp;ldquo;พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์&amp;rdquo; สร้างขึ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5&amp;nbsp;ณ เกาะสีชัง เมื่อปี 2435&amp;nbsp;ปัจจุบันที่เกาะสีชังยังคงเหลือฐานของพระที่นั่งเดิมเอาไว้ ใครไปเที่ยวแวะไปชมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112&amp;nbsp;รัชกาลที่ 5&amp;nbsp;โปรดให้รื้อถอน &amp;ldquo;พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ตำหนัก&amp;rdquo; บางส่วน ไปสร้างไว้ในพระราชวังดุสิต เมื่อปี 2443&amp;nbsp;และสร้างเสร็จปี 2445&amp;nbsp;พระราชทานนามใหม่ว่า &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาถึงปี 2525&amp;nbsp;ผ่านไป 80&amp;nbsp;ปี &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ อันเป็นปีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200&amp;nbsp;ปี และได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชมเมื่อ 2528&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งในปี 2559&amp;nbsp;&amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; นั้นมีอายุการใช้งานเป็นเวลานาน 120&amp;nbsp;กว่าปี เกิดการทรุดตัวของอาคารทำให้ได้รับความเสียหาย จากนั้นในปี 2560&amp;nbsp;เกิดโครงการการปรับปรุงโครงสร้างชั้นใต้ดินของ &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; ขึ้น เป็นโครงการก่อสร้างกิจกรรมพิเศษในพระบรมวงศานุวงศ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานปรับปรุง &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; เฉพาะส่วนงานโครงสร้างชั้นใต้ดิน ได้แก่ งานรื้อถอนพื้นพร้อมโครงสร้างพื้น ผนังก่ออิฐเดิม คาน-เสาคอนกรีต เสริมเหล็ก เสาเข็มไม้และงานระบบไฟฟ้า งานระบบสุขาภิบาล งานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการปรับปรุงจะต้องดําเนินการ ไปพร้อม ๆ กับงานรื้อถอน โดยใช้เหล็กเพื่อเสริมค้ำยันโครงสร้างเดิมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อรับน้ําหนักตัวอาคารเดิมระหว่างจัดทําโครงสร้างใหม่ ตอกเข็ม STEEL MICRO PILE ขนาด 165.2&amp;nbsp;มม. รับน้ําหนักปลอดภัย 16&amp;nbsp;ตัน/ต้น ตอกแบบใช้อุปกรณ์เครื่องมือป้องกันการสั่นสะเทือน ดําเนินการดีดอาคาร 8&amp;nbsp;เหลี่ยม ขึ้น 30&amp;nbsp;เซนติเมตร พร้อมรื้อถอนโครงสร้างเดิมและจัดทําโครงสร้างใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ทุกคนไม่ต้องตระหนกตกใจไปว่าแค่ปรับปรุงแล้วไฉนต้องรื้อลงทั้งพระที่นั่ง อย่าแปลกใจไปเลย เพราะพระที่นั่งองค์เดิมก็ตั้งอยู่บนเกาะสีชัง จากนั้นก็ถูกรื้อลงแล้วย้ายมาสร้างไว้ที่พระราชวังดุสิตเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการบูรณะครั้งนี้ไม่ได้ไปยุ่งกับงานสถาปัตยกรรมเลย งานหลักคืองานปรับปรุงโครงสร้าง โดยจะปรับปรุงโครงสร้างใหม่ วางระบบใหม่ พอโครงสร้างเสร็จ ก็จะประกอบพระที่นั่งกลับคืนเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วที่มีบัญชีทวิตเตอร์หนึ่งสงสัยว่า &amp;ldquo;...แบบนี้มีโทษอะไรไหมคะ...&amp;rdquo; แอดมินขอตอบว่า ไม่มีโทษใด ๆ เพราะ &amp;ldquo;พระที่นั่งวิมานเมฆ&amp;rdquo; เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นการกระทำใด ๆ ถือว่าเป็นสิทธิ์ชอบธรรมของพระองค์ การปิดหรือรื้อถอนองค์พระที่นั่งไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหามากกว่าคือ &amp;ldquo;การประชาสัมพันธ์ที่ไม่เพียงพอ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78233</URL_LINK>
                <HASHTAG>บูรณะ, พระที่นั่งวิมานเมฆ, พระราชวังดุสิต, รื้อถอน, เพจโบราณนานมา, เรือนไม้สักทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69980d7f2f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯพิษณุโลก สั่งบูรณะที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่าอายุ 85 ปี สู่แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นมีชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯ เมืองสองแคว สั่งบูรณะที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่า &amp;nbsp;ให้ &amp;ldquo;โยธาฯจังหวัด&amp;rdquo; สำรวจออกแบบ เสนอแปลนไปยัง กรมศิลปากรเพื่อบูรณะโครงสร้างให้ถาวร &amp;nbsp;พร้อมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ให้มีชีวิต และไม่ให้ซ้ำรอยอาคารบอมเบย์เบอร์มา จ.แพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่า หมู่ที่ 3 &amp;nbsp;ต.บางกระทุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก &amp;nbsp;ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบางกระทุ่ม ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าทำความสะอาดอาคารที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่า ทั้งฉีดพื้น เก็บเศษขยะ หลังจากที่ทางนายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มีแนวคิดในการบูรณะอาคารที่ว่าการอำเภอดังกล่าว เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต เป็นจุดจัดแสดงสินค้า รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและคนที่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่า ตั้งอยู่เลขที่ 300 หมู่ที่ 3 ต.บางกระทุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2478 มีอายุกว่า 85 ปี มาแล้ว ลักษณะเป็นเรือนทรงปั้นหยา ชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง เสาไม้เต็งรัง พื้นเป็นไม้ตะแบก หลังคากระเบื้อง ถือเป็นที่ว่าการอำเภอเก่าแก่อีกหลังหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ภายในพื้นที่ยังมี โรงเก็บพัสดุ อีกหนึ่งหลัง ลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2519&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่ม (หลังเก่า) แห่งนี้ มีขนาดกว้าง 120 เมตร ยาว 264 เมตร เนื้อที่ 6 ไร่ เศษ ทางเทศบาลตำบลบางกระทุ่ม มีแผนที่จะปรับปรุงให้มีสภาพคงทนสวยงาม ตามเอกลักษณ์ของเรือนไทยยุคเก่า พัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชน ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์ค อีกแห่งหนึ่งของอำเภอบางกระทุ่ม และของจังหวัดพิษณุโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่ม ได้สร้างหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2534 มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ส่วนอาคารหลังเดิมยังคงอนุรักษ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่ม(หลังเก่า)ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ปล่อยทิ้งร้างมานาน ตนคิดว่าก่อนที่จะเกษียณอายุไม่กี่เดือนอันใกล้นี้ จะขอพัฒนาที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มให้มีชีวิตชีวา อันดับแรกคือ ได้ตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เพื่อกำกับนโยบายและรวบรวมข้อมูลวิถีชีวิตของคนบางกระทุ่ม เมื่อ 91 ปีที่ผ่านมา โดยจะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องจัดแสดง และจุดแสดงสินค้าพื้นเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนระยะยาวคือ ต้องจัดงบประมาณ ซึ่งหัวหน้าสำนักงานโยธาธิการจังหวัดพิษณุโลกลงไปดูในพื้นที่แล้วว่า จะต้องใช้งบประมาณเท่าใด จากนั้นนำเสนอแบบโครงการไปยังกรมศิลปากร หรือ ศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เพื่อรอการอนุมัติ ซึ่งคาดว่าใช้เวลานานพอสมควร คงไม่เสร็จทันก่อนที่ตนจะเกษียณอายุแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ตนได้เรียกนายอำเภอบางกระทุ่มและอดีตนายอำเภอบางกระทุ่ม เพื่อทำให้ที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มมีชีวิต ซึ่งร่วมมือกับท้องถิ่น โดยจังหวัดฯได้ทำเอ็มโอยูกับเทศบาลบางกระทุ่ม เพื่อให้มาดูแลและปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม เบื้องต้นเตรียมจัดทำบันไดทางขึ้นให้แข็งแรง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวมาได้ชม ส่วนภายในนั้น ได้สำรวจเบื้องต้นแล้ว บริเวณพื้นห้องยังพอใช้ได้อยู่ อาจจะเปลี่ยนพื้นไม้ชนิดเดียวกัน ซึ่งบางชิ้นได้ผุกร่อนไปตามกาลเวลา เปลี่ยนพื้นไม้เพื่อให้พอรับแรงได้ จนกว่า กรมศิลปากรอนุมัติงบประมาณปรับปรุงแบบแปลนถาวรเพื่อซ่อมแซมบูรณะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯพิษณุโลก ย้ำอีกว่า สัปดาห์หน้า ตนจะพาประชาชนจิตอาสาไปพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม พร้อมกับนำ &amp;rdquo;หลวงพ่อพระทันใจ&amp;rdquo;ซึ่งเจ้าอาวาสวัดจันทร์ตะวันตก จะอัญเชิญไปประดิษฐานบริเวณที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่มหลังเก่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวสักการะและกราบไหว้ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิตชีวา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69607</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพิษณุโลก, ที่ว่าการอำเภอบางกระทุ่ม, บูรณะ, เมืองสองแคว, แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef31eb38d924.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนียดช้างมีสะเทือน!ศรีสุวรรณเตรียมเอาผิดกรมศิลป์บูรณะมีพิรุธ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2562 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกรมศิลปากรกับชาวอยุธยาเกี่ยวกับการบูรณะเพนียดคล้องช้างที่ ต.วัดพริกอย่างมีพิรุธ ไม่เป็นไปตามรูปแบบทางประวัติศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนตามกฎหมาย และใช้งบประมาณในการดำเนินการส่อไปในทางทุจริต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การบูรณะเพนียดดังกล่าวชาวบ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาวิพากษ์วิจารณ์กันมากในขณะนี้ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนนำเสาตะลุงมาทดแทนเสาเดิมที่ผุกร่อนชำรุดไป โดยไม่เป็นไปตามรูปแบบเดิมที่มีลักษณะหัวมัณท์ หรือหัวบัว แต่กลับตัดหัวเสาตามแนวรั้วปีกกาด้านนอกออกทั้งหมด ทำให้ขาดอัตลักษณ์ที่ประชาชนเคยเห็นเสาเพนียดที่มีหัวมนมาแต่กาลอดีต กลายเป็นเสาหัวตัด เหมือนเสาคอกวัว คอกควาย เป็นภาพที่อุจาดทัศน์ยิ่งนักเหมือนมิใช่เป็นผลงานของกรมศิลปากร อันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และไม่เคยจัดประชาพิจารณ์ฟังเสียงของประชาชนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าว อาจชี้ได้ว่าเป็นการบิดเบือนและทำลายรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชาวอยุธยาไม่อาจที่จะให้อภัยได้ เพราะที่ผ่านมา มีการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วถึง 3 ครั้ง ทางผู้รับเหมาได้สร้างตามหลักฐานคือ เสาตะลุงที่หลงเหลืออยู่เดิมมีหัวมัณฑ์ หรือหัวบัว กรมศิลปากรจึงได้ทำการซ่อมแซมทั้งด้านนอกด้านใน และซ่อมต่อเนื่องกันมา แต่มาครั้งนี้กลับไปเชื่อเพียงแค่รูปถ่ายเพนียดคล้องช้างชั่วคราวของฝรั่งเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว โดยไม่ดูบริบททางประวัติศาสตร์และความเชื่อที่แท้จริง นอกจากนั้นยังพบว่ามีการนำไม้เสาตะลุงเดิมมาแซมกับไม้ใหม่อย่างผิดสังเกต เมื่อเทียบกับงบประมาณ 35 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกัน ส่อแววว่าเพื่อประหยัดค่าไม้ไม่เป็นไปตาม TOR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าวสมาคมฯและชาวอยุธยาจะนำหลักฐานทั้งหมดไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวนเอาผิดอธิบดีกรมศิลปากร และผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 โดยจะยกขบวนกันนับ 100 คนไปร้องเรียนในวันจันทร์ที่ 1 ก.ค. 2562 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39776</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, บูรณะ, ศรีสุวรรณ จรรยา, อยุธยา, เพนียดคล้องช้าง, เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d181ffc3d0f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
