<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิถี “คน กับ ป่า” ที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง “บ้านภูเหม็น”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โดย ธีราวัตน์&amp;nbsp; รังแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมที่ชุมชนกะเหรี่ยงแห่งนี้ถึงตั้งชื่อว่า &amp;ldquo;บ้านภูเหม็น&amp;rdquo; ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาไทย &amp;nbsp;มันฟังดูแปลกๆ&amp;nbsp; และทำให้นึกถึงสถานที่หรือสิ่งต่างๆ ที่มีกลิ่นเหม็นอีกด้วย &amp;nbsp;แต่ความจริงแล้วมันเป็นแบบนี้ครับ ผมจะอธิบายให้ฟัง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo; เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษาดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงครับ คือ &amp;ldquo;พุเม่น&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;พุเหม้น&amp;rdquo; (ออกเสียงสูงตามสำเนียงของชาวกะเหรี่ยง)&amp;nbsp; ความหมายคือ&amp;nbsp; ดอกไม้ชนิดหนึ่ง&amp;nbsp; คนไทยเรียกกันว่า &amp;ldquo;ดอกเข้าพรรษา&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ดอกหงส์เหิน&amp;rdquo; นั่นเองครับ &amp;nbsp;ดอกเข้าพรรษามีหลายชนิด&amp;nbsp; บ้างสีขาว &amp;nbsp;ขาวอมชมพู &amp;nbsp;สีชมพู และสีเหลือง &amp;nbsp;ในหนึ่งปีจะออกดอกเพียง 1 ครั้งเท่านั้นในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา &amp;nbsp;ซึ่งแต่เดิมที่บ้านภูเหม็นจะมีดอกเข้าพรรษาค่อนข้างเยอะ และถือว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของทางชุมชนด้วย&amp;nbsp; จึงใช้ชื่อของดอกไม้นี้มาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดอกเข้าพรรษา (ขอบคุณภาพจาก https://farmerspace.co/&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;ตั้งอยู่ที่ตำบลทองหลาง &amp;nbsp;อำเภอห้วยคต &amp;nbsp;จังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;แอบสงสัยกันใช่ไหมครับ ว่าที่จังหวัดอุทัยธานีมีชุมชนชาวกะเหรี่ยงด้วยหรือ ? &amp;nbsp;ถ้าคุณเป็นคนเมืองแบบผมก็คงแอบสงสัยเหมือนผมและนึกว่ากะเหรี่ยงต้องอยู่ตามเขาตามดอยที่สูง ๆ &amp;nbsp;ห่างไกลผู้คนอะไรทำนองนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ที่ จ.อุทัยธานี &amp;nbsp;มีกะเหรี่ยงจริง ๆ ครับ &amp;nbsp;ผมไปเห็นและไปสัมผัสกับตาตัวเองมาแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;เป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่เรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;กะเหรี่ยงโปว์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โผล่ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; นับถือศาสนาพุทธ เหมือนคนไทยอย่างเราๆ&amp;nbsp; นี่แหละครับ &amp;nbsp;ชาวชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นใช้ชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าเขาและสายน้ำ วิถีชีวิตจึงมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ&amp;nbsp; มีอัตลักษณ์และความเชื่อของตนเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;พวกเขาบอกว่าอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษกว่า 400 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีผู้ใหญ่บ้านมาแล้วกว่า 11 รุ่น &amp;nbsp;และมี &amp;ldquo;เจ้าวัตร&amp;rdquo; &amp;nbsp;เป็นผู้นำทางจิตวิญาณ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คนเมืองอย่างผมฟังผ่านๆ แล้วก็ตีความไปเองว่าว่า คำว่า &amp;ldquo;เจ้าวัตร&amp;rdquo; &amp;nbsp;คงจะเหมือนกับ &amp;ldquo;เจ้าวัด&amp;rdquo; หรือเจ้าอาวาสอะไรทำนองนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ &amp;nbsp;เพราะแค่คำสะกดก็แตกต่างแล้วครับ &amp;nbsp;ความหมายของคำว่า &amp;ldquo;เจ้าวัตร&amp;rdquo; ของชาวกะเหรี่ยงคือผู้นำทางจิตวิญญาณ &amp;nbsp;ต้องนับถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;เป็นผู้ที่คอยทำทำพิธีศักดิสิทธิ์ต่างๆ ของหมู่บ้าน เช่น&amp;nbsp; การบูชาต้นไม้&amp;nbsp; ขอขมาแม่คงคา&amp;nbsp; พิธีเกี่ยวกับข้าวหรือแม่โพสพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เจ้าวัตรบ้านภูเหม็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชาวกะเหรี่ยงใช้ชีวิตในชนบท มีชุมชนขนาดเล็ก และทำมาหากินเพื่อการยังชีพ &amp;nbsp;อาชีพส่วนใหญ่จึงเป็นการเกษตรทั้งปลูกพืช ปลูกข้าวไร่ และเลี้ยงสัตว์ และชาวกะเหรี่ยงได้ชื่อว่ารู้จักการใช้พื้นที่ทำกินแบบ &amp;quot;ไร่หมุนเวียน&amp;quot; นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คือ ทำครั้งหนึ่งแล้วพักผืนดินไว้ 3-5 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงกลับไปทำใหม่ &amp;nbsp;วนเวียนไปโดยตลอด เพื่อป้องกันดินเสื่อมคุณภาพ &amp;nbsp;ไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอยอันเป็นการตัดไม้ทำลายป่าอย่างที่หลายๆ คนเคยเข้าใจกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตอนนี้ผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพชุมชนกะเหรี่ยงที่บ้านภูเหม็นกันแล้วนะครับ &amp;nbsp;ทีนี้ผมอยากเล่าให้ฟังถึงเรื่อง วิถี &amp;ldquo;คนอยู่กับป่า&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากที่ผมได้พูดคุยและสอบถามกับชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;พี่จันทร์เพ็ญ คลองแห้ง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้ช่วยเจ้าวัตรของหมู่บ้าน &amp;nbsp;พี่จันทร์เพ็ญพาผมเดินสำรวจป่าที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งที่บ้านภูเหม็นจะสร้างบ้านเรือนล้อมรอบป่าครับ &amp;nbsp;ใช้ป่าเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และทำการเกษตรเพื่อใช้บริโภคในครอบครัว &amp;nbsp;ด้วยการทำไร่หมุนเวียนเล็ก ๆ ภายในป่าของหมู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บ้านของชาวกะเหรี่ยง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พี่จันทร์เพ็ญ &amp;nbsp;เล่าว่า&amp;nbsp; ส่วนมากเราจะปลูกผักและพืชเอาไว้กินและขาย &amp;nbsp;บางส่วนจะเป็นพืชพรรณตามธรรมชาติที่ขึ้นเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องปลูก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดต่างๆ&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; ส่วนที่ขายจะมีพ่อค้าจากในเมืองมารับไป &amp;nbsp;แต่ราคาที่ขายได้ก็จะน้อยหน่อย &amp;nbsp;เพราะเขาเอารถมารับถึงที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;พืชผักที่มีราคาดีก็จะมีพวกหน่อไม้ &amp;nbsp;เห็ดโคน &amp;nbsp;แต่เห็ดโคนจะเก็บได้ปีละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; และจะออกดอกเฉพาะหน้าฝน &amp;nbsp;ราคาเห็ดโคนประมาณกิโลกรัมละ 100 &amp;ndash; 300 บาท&amp;nbsp; แล้วแต่ฤดูกาลว่าปีใดหาได้มากได้น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พี่จันทร์เพ็ญยังคงพาผมเดินเข้าไปเรื่อย ๆ &amp;nbsp;จนมาเจอกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน &amp;nbsp;แกบอกไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อต้นไม้นี้เป็นภาษาไทยว่าอะไร&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่าต้น &amp;ldquo;เพิ่ล&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งตอนที่ผมเห็น &amp;nbsp;ผมทึ่งกับขนาดของต้นไม้ต้นนี้มาก &amp;nbsp;เพราะผมคิดว่ามันเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังเกตคร่าวๆ จากฐานโคนราก &amp;nbsp;ผมว่าอาจจะต้องใช้คนมาโอบ 30-40 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมันใหญ่มากจริง ๆ &amp;nbsp;อายุของต้นไม้ต้นนี้คงเป็นร้อย ๆ ปี &amp;nbsp;ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เพิ่ล&amp;rdquo; &amp;nbsp;ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางป่าใจกลางหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านนี้ก็คือ&amp;nbsp; กลุ่มเด็กและเยาวชนครับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;พวกเขามีหน้าที่หลักในการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของหมู่บ้านเอาไว้เพื่อสืบทอด &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เรื่องภาษากะเหรี่ยง&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทอผ้าลวดลายเฉพาะของชุมชนบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;เด็กทุกคนที่นี่ส่วนใหญ่พูดได้ 2 ภาษา &amp;nbsp;ทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง &amp;nbsp;เกิดจากการใช้ชีวิตทั้ง 2 วัฒนธรรมร่วมกัน &amp;nbsp;เพราะเด็กกะเหรี่ยงที่นี่ต้องนั่งรถออกไปเรียนนอกหมู่บ้าน &amp;nbsp;จึงรับวัฒนธรรมแบบคนไทยภาคกลางและภาษามาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มเยาวชนสตรีที่นี่จะต้องฝึกการทอผ้าทุกคนตั้งแต่ยังเด็กเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรม และยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลักของชุมชนด้วย &amp;nbsp;เยาวชนที่นี่มีความน่ารัก &amp;nbsp;อัธยาศัยดี &amp;nbsp;จริงใจ &amp;nbsp;ยิ้มแย้มเป็นกันเอง &amp;nbsp;นั่งคุยกันได้เป็นชั่วโมงเลยหละครับ &amp;nbsp;แถมบางคนสอนภาษากะเหรี่ยงให้ด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงสอนให้ทุกคนเป็นคนจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากที่ผมเล่าให้ฟังก็คงคิดว่าชาวกะเหรี่ยงมีความสุขดี &amp;nbsp;แต่ความจริงคือพวกเรากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิบนที่ดินของตนเอง &amp;nbsp;อย่างที่ผมเล่าไปในช่วงข้างต้นว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงอยู่บนที่ดินผืนนี้ต่อเนื่องกันมานานเป็นเวลากว่า 400 ปี &amp;nbsp;จนมาเมื่อปี พ.ศ. 2528 &amp;nbsp;ยุคป่าสงวนฯ ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยกรมป่าไม้ได้ประกาศให้ผืนดินที่พวกเขาอยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเขต &amp;ldquo;ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควาย&amp;rdquo; เมื่อเดือนสิงหาคม 2528 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่คราวนั้นชีวิตของชาวกะเหรี่ยงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก &amp;nbsp;ยังสามารถทำไร่หมุนเวียนได้ &amp;nbsp;ต่อจากนั้นเหตุการณ์ก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในปี 2535 &amp;nbsp;เป็นยุคสวนป่าทับที่ดินทำกินและพื้นที่ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมของชุมชน &amp;nbsp;โดยมีการประกาศพื้นที่ทำกินบางส่วนของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นเป็นสวนป่า &amp;nbsp;ทำให้สวนป่าทับซ้อนที่ทำกินของชุมชน &amp;nbsp;เปิดช่องให้รัฐอ้างสิทธิในการใช้ประโยชน์ในป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย &amp;nbsp;ห้ามบุกรุก &amp;nbsp;เริ่มห้ามชุมชนทำไร่หมุนเวียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จึงทำให้วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง &amp;nbsp;ไร่หมุนเวียนเริ่มหายไป &amp;nbsp;เปลี่ยนเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว วิถีชุมชนถูกบุกรุกด้วยความทันสมัย &amp;nbsp;ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนเริ่มมีมากขึ้น &amp;nbsp;ชุมชนเริ่มถูกคุกคาม &amp;nbsp;โดนห้ามหาของในป่า &amp;nbsp;ห้ามหาน้ำผึ้ง&amp;nbsp; แต่มันยังไม่จบแค่นั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเดือนกรกฎาคม 2557 &amp;nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติได้ประกาศเขต &amp;ldquo;วนอุทยานห้วยคต&amp;rdquo; &amp;nbsp;ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; โดยมีประกาศให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นต้องย้ายออกจากพื้นที่ที่อาศัยอยู่เดิมไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.&amp;nbsp; ที่ตำบลระบำ &amp;nbsp;อำเภอลานสัก &amp;nbsp;จังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;เดิมเป็นพื้นที่สัมปทานปลูกไม้ซึ่งทางราชการจัดให้ผู้ที่ไร้ที่ดินทำกินเข้าไปอยู่ภายในวันที่ 9 เมษายน 2560 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนผมได้ไปดูพื้นที่มาแล้ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันเป็นไปแทบจะไม่ได้เลยที่ชาวกะเหรี่ยงจะย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดสรรไว้ให้ สิ่งต่าง ๆ &amp;nbsp;เหล่านี้ทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงค่อยๆ เลือนหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ชี้ให้ดูประกาศพื้นที่สวนป่าทับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยงเนื้อที่ 400 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลุงอังคาร คลองแห้ง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า &amp;nbsp;ก่อนจะมีกฎหมายพวกเราอยู่ร่วมกัน โดยการตั้งกฎของชุมชน&amp;nbsp; โดยแต่ละหมู่จะมีผู้ใหญ่บ้าน 1 คน &amp;nbsp;แบ่งที่ดินทำกินกันตามกฎธรรมชาติ &amp;nbsp;ทำมาหากินร่วมกัน&amp;nbsp; ทำไร่หมุนเวียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมัยเราหนุ่มสาว &amp;nbsp;เวลาเราไปทำไร่&amp;nbsp; เราจะเดินร้องเพลงเข้าไปในป่า &amp;nbsp;เพื่อไปเก็บพืชผล &amp;nbsp;มีความสุขในการใช้ชีวิต ทำนาใกล้ ๆ กัน&amp;nbsp; ตะโกนคุยกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้องเพลงไป&amp;nbsp; ทำนาไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีภาพแบบนั้นแล้ว &amp;nbsp;เพราะเราไม่มีกำลังใจที่จะทำแบบนั้น &amp;nbsp;กลัวว่าวันดีคืนดีจะโดนจับหรือโดนไล่เมื่อไหร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิถีชีวิตแบบเดิมที่มีความสุขหายไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีปนอยู่บ้าง &amp;nbsp;เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; พี่น้องชาวกะเหรี่ยงในหลายจังหวัดได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันตก สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ฯลฯ&amp;nbsp; ขับเคลื่อน &amp;ldquo;การประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและอื่นๆ เช่น ชาวม้ง อาข่า ชาวเล ฯลฯ ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน การจัดการทรัพยากร สิทธิการถือสัญชาติ ฯลฯ คณะรัฐมนตรีในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีมติ ครม.วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาวเล&amp;rsquo; โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาธิการ ฯลฯ นำไปจัดทำแผนฟื้นฟูระยะสั้นและระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าวัตรบ้านภูเหม็น (ที่ 3 จากซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;มีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่กลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาเรื่องการประกาศเขตป่าสงวนฯ หรือวนอุทยานทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ภาคีเครือข่ายจึงร่วมกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงขับเคลื่อนให้มติ ครม. ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้อย่างแท้จริง &amp;nbsp;รวมทั้งผลักดันให้มติ ค.ร.ม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เป้าหมายก็เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจวิถีชีวิต &amp;nbsp;และการมีอยู่ของชาติพันธุ์ &amp;ldquo;กะเหรี่ยง&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;สร้างความมั่นคงในพื้นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังดำรงซึ่งอัตลักษณ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;วิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของกะเหรี่ยง &amp;nbsp;และฟื้นฟูสิ่งที่เริ่มเลือนหายไปให้กลับมาคงไว้ดังเดิม &amp;nbsp;โดยการประกาศจัดตั้งหรือสถาปนพื้นที่ &amp;ldquo;เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง &amp;nbsp;เพื่อให้ดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิมต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้มีการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษแล้วในชุมชนกะเหรี่ยง 12&amp;nbsp; พื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน ตำบลป่าโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย, บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, บ้านแม่หมี อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นก็ถือว่ามีความโชคดี&amp;nbsp; เพราะว่าหลังจากที่ประสบปัญหาการประกาศป่าต่างๆ ทับที่อยู่อาศัยและทับที่ดินทำกินแล้ว&amp;nbsp; พวกเขาได้ร้องเรียนปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; จนได้ประชุมเพื่อปรึกษาหาทางออกกับวนอุทยานห้วยคตในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า&amp;nbsp; อุทยานห้วยคตจะกันพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน และให้ชาวบ้านบริหารจัดการ ดูแลรักษาป่า รวมทั้งเพื่อให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามมติ ครม. รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 9,000 ไร่เศษ โดยชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ เดินสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp; ไม่ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น&amp;nbsp; และตามแผนงานชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีแผนงานประกาศเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ ที่บ้านภูเหม็นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดงาน &amp;lsquo;แลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; เพื่อเตรียมประกาศเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนตัวผมที่เป็นคนในเมือง &amp;nbsp;อยู่ในกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่เด็ก &amp;nbsp;พอได้มาสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น &amp;nbsp;ผมกลับชอบความเรียบง่ายที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน &amp;nbsp;มันมีความเรียบง่ายและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก &amp;nbsp;การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ &amp;nbsp;ผมก็เป็นอีกเสียงหนึ่งที่ยืนยันได้เลยว่า &amp;nbsp;กะเหรี่ยงไม่ได้ทำลายป่าอย่างที่ใครๆ&amp;nbsp; เข้าใจผิด &amp;nbsp;ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นรักษาป่าและให้ความเคารพป่าที่พวกเขาดูแลมาก &amp;nbsp;อย่างที่ผมเล่าว่า &amp;nbsp;ผมได้เจอต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ที่บ้านภูเหม็นนี่แหละครับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สุดท้ายนี้ผมขอเอาใจช่วยให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นก้าวพ้นวิฤตินี้ไปให้ได้ &amp;nbsp;และได้มีที่อยู่ที่ทำกินที่ถูกกฎหมาย &amp;nbsp;กลับมาใช้ชีวิต &amp;nbsp;วิถี &amp;ldquo;คน กับ ป่า&amp;rdquo; เหมือนดังเดิม &amp;nbsp;&amp;nbsp;และหวังว่าผู้อ่านที่ไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสกับชุมชนกะเหรี่ยงเหมือนกับผมมาก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะได้เข้าใจวิถีชีวิต &amp;nbsp;และรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา &amp;nbsp;เพื่อเป็นข้อมูลอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจชุมชนชาวกะเหรี่ยงกันมากขึ้น..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73271</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชาวกะเหรี่ยง, บ้านภูเหม็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27919f458f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
