<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 12:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 2 ผวจ.คนดัง &#039;ผู้ว่าหมูป่า&#039;45ล้าน &#039;ผู้ว่าปู&#039;50ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 12 ต.ค.64- &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 12 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กรณียื่นทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้ารัฐ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร แจ้งว่า ตนเอง และนางจินจณา โอสถธนากร คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 45,394,987 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแบ่งเป็นทรัพย์สินของนายณรงค์ศักดิ์ 24,656,675 บาท เป็นทรัพย์สินของนางจินจณา 20,738,311 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของทั้งคู่เป็นเงินฝากมูลค่ารวมกัน 26,500,144 บาท เงินลงทุนของทั้งคู่มูลค่ารวมกัน 6,418,333 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของทั้งคู่มูลค่ารวมกัน 2,461,012 บาท ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม ย่านบางซื่อ 1 หลัง และคอนโดมีเนียมการเคหะหลักสี่ สิทธิและสัมปทานของทั้งคู่มูลค่ารวมกัน 4,745,494 บาท ยานพาหนะในชื่อนายณรงค์ศักดิ์ 1,000,000 บาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่นของทั้งคู่ แจ้งไว้ว่ามี 133 รายการ มูลค่ารวมกัน 4,270,000 บาท อาทิ เครื่องประดับ ปืนพกสั้น 3 กระบอก สร้อยคอทองคำ นาฬิกาสะสมรัชกาลที่ 9 และนาฬิกายี่ห้อดังอีกหลายเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายณรงค์ศักดิ์ ได้แจ้งว่า มีนางจินจณา เป็นคู่สมรส ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีบุตรสาว 2 คน บรรลุนิติภาวะหมดแล้ว ได้แก่ น.ส.พรธีรา โอสถธนากร ปัจจุบันทำงานสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และน.ส.สุธารีย์ โอสถธนากร ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี แจ้งว่า ตนเอง และนางชุติพร วิจิตร์แสงศรี คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 50,155,946 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของนายวีระศักดิ์ 21,258,926 บาท เป็นทรัพย์สินของนางชุติพร 28,897,019 บาท นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์ แจ้งว่า มีหนี้สินทั้งสิ้น 2,130,651 บาท ซึ่งเป็นหนี้สินจากเงินกู้ธนาคารและสถาบันการเงินอื่น อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของทั้งคู่เป็นที่ดิน จำนวน 8 โฉนด โดยมีมูลค่ารวมกัน 26,215,600 บาท อยู่ที่ จ.อ่างทอง นนทบุรี สุพรรณบุรี นครนายก เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของทั้งคู่มูลค่ารวมกัน 8,500,000 บาท ประกอบด้วยบ้าน 3 หลัง อยู่ที่ จ.อ่างทอง นนทบุรี เงินฝากของทั้งคู่มูลค่ารวมกัน 3,455,935 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รายการทรัพย์สินอื่นของทั้งคู่ แจ้งไว้ 64 รายการ มูลค่า 9,197,300 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นพระเครื่อง เครื่องราง จำนวน 98 องค์ อาทิ มีดหมอหลวงพ่อเดิม, เหรียญหลวงพ่อนุ่ม, หลวงปู่ศุข, เหรียญทองคำวัดนางใน, หลวงปู่ทวด วัดช้างให้, เหรียญสมเด็จพระนเรศวรเนื้อทองคำ, พระผงสุพรรณเนื้อทองคำ, หลวงพ่อกวย, หลวงพ่อชม วัดนางในรุ่น 1, หลวงพ่อมุ่ย, สมเด็จหลวงปู่นาม, เหรียญศาลเจ้าพ่อหลักเมืองรุ่นแรก, เหรียญพ่อสมบุญเนื้อทองคำ, หลวงพ่อเจริญครบห้ารอบ, เบี้ยแก้หลวงพ่อนุ่ม, เหรียญหลวงพ่อกุ่ม วัดฝาง, พระคะแนน หลวงพ่อมุ่ย, ชุดเหรียญหลวงพ่อนุ่มรุ่น 1, ชุดพระเครื่องหลวงปู่โต๊ะ, ชุดหลวงพ่อนุ่มนั่งบัว, ชุดเสาห้าหลวงพ่อนุ่ม, หลวงพ่อปาน ขี่ครุฑ, หลวงปู่ทวดหลังเตารีด, หลวงพ่อโอด วัดจันเสน, เหรียญหลวงพ่อทองใบรุ่น 1, พระยอดธง หลวงพ่อพูน, หลวงพ่อกร่าย วัดโพธิ์ศรีรุ่น 1, หลวงพ่อวัดนกราชปักษี, หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง, พระปิดตา มหาลาภ หลวงปู่โต๊ะ, หลวงปู่ไข่, รูปหล่อหลวงพ่อเดิม, พระร่วง, หลวงพ่อพรหมรุ่นก้นระฆัง, สมเด็จเกศไชโย 6 ชั้น, หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ รุ่นแรก นอกจากนี้ ยังมีทองคำแท่งหนัก 16 บาท ลูกปัดทองคำโบราณน้ำหนัก 8 บาท เข็มขัดทองหนัก 30 บาท 1 เส้น เข็มขัดทองหนัก 35 บาท 1 เส้น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร, ป.ป.ช., วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี, เปิดบัีญชีทรัพย์สิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616518051a98b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุรักษ์&#039;เดือดเตรียมฟ้อง&#039;ป.ป.ช.-สื่อ&#039;กรณีชี้มูลตบทรัพย์อธิบดีกรมน้ำบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลกรณีตบทรัพย์อธิบดีกรมน้ำบาดาล จำนวน 5 ล้านบาท เพื่อให้ผ่านงบประมาณ ว่า การกล่าวหาดังกล่าวถือเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ทำให้ประชาชนเชื่อว่าตนเองป็นคนไม่ดี ดังนั้น จะนำหลักฐานทั้งหมดไปพิสูจน์ในชั้นศาล &amp;nbsp;เพราะศาลจะเปิดโอกาสให้นำพยานและหลักฐานมาหักล้างอย่างเต็มที่ ไม่เหมือน ป.ป.ช.ที่เร่งรีบสรุปสำนวน ทั้งที่ไม่มีการเรียกพยานไปสอบทั้งหมด โดยมีพยาน 4 คน แต่ ป.ป.ช. เรียกไปสอบแค่เพียงหนึ่งคน และตนเองก็ยังไม่ได้ถูกเรียกไปสอบ เนื่องจากเสนอเป็นเอกสาร และ ป.ป.ช.รอหลักฐานอีกชุดหนึ่ง แต่ ป.ป.ช.กลับรีบสรุปสำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) บูรณาการ2 ในคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;มีหน้าที่เรียกตรวจสอบ และมีสิทธิ์เรียกเอกสารมาสอบ เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น จึงขอโอกาสชี้แจง โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น คือ 1.ที่ป.ป.ช.แถลงว่าถามอธิบดีกรมน้ำบาดาลซ้ำไปซ้ำมา เพื่อเปิดทางเรียกรับเงินนั้น ขอชี้แจงว่ากรมน้ำบาดาลของบประมาณทุกปี ปีละหลายพันล้านบาท เมื่อเป็นอนุ กมธ.ฯ ก็ต้องสอบถามว่า ราคาที่ขอมานั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะทุกอย่างต้องใช้ของหลวง ทั้งน้ำมัน รถขุดเจาะ เบี้ยเลี้ยงบุคคลกร การตั้งราคาเกินท้องตลาด เป็นสองเท่านั้น แบบแปลนเป็นอย่างไร ก็ต้องการเอามาดูเพื่อเป็นประโยชน์ต่อราชการ เพราะกรมฯ มีแบบที่เล็กที่สุดบ่อละ 338,000 บาท แต่ราคากลางขุดเจาะไม่เกินบ่อละ 8 หมื่นบาท ก็สงสัยว่าทำไมถึงแเพงจึงขอแบบมาเพื่อตรวจสอบ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้แบบที่ขอไปเลย ขอเรียนว่าทุกอย่างมีรายงานการประชุม ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่ามีใครพูดอะไรบ้าง ทุกอย่างตรวจสอบได้หมด ถามเพียงว่าเมื่อไหร่จะเอาแบบมาให้ตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ป.ป.ช.แถลงว่าเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการผ่านงบฯ ถือเป็นเรื่องตลก เพราะอธิบดีกรมน้ำบาดาล เป็นข้าราชการระดับสูง รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีอำนาจ อนุ กมธ.ฯ ทั้ง 10 คนก็ไม่มีอำนาจ กมธ.ชุดใหญ่ทั้ง 64 คน ก็ไม่มีอำนาจ และการที่จะตัดงบก็เป็นอำนาจของสภาทั้ง 500 คน &amp;nbsp;และก็เป็นฝ่ายค้านลงมติอย่างไรก็แพ้รัฐบาลอยู่ดี จึงถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง ขาดเหตุผลทุกอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับอธิบดีกรมน้ำบาดาลนั้นไม่รู้จักกัน และในห้องประชุม กมธ.ชุดใหญ่ ก็มีการโต้เถียงตลอด เขาหาว่าไปตรวจสอบเขาละเอียดเกินไป ขอหลักฐานก็ไม่ให้ ในวันที่เขากล่าวหาว่าเรียกรับเงินก็ส่งแผนผังไปให้อนุไต่สวนของ ป.ป.ช. ว่ามี 4 คนนั่งตรงไหน พูดโทรศัพท์อย่างไร วันนั้นอธิบดีฯโทรมาหา แต่ไม่ได้รับเพราะไม่รู้จัก แต่มีอนุ กมธ.ฯท่านหนึ่งขอให้ช่วยรับเบอร์ของอธิบดีฯ ตนเองก็ไม่รับ แต่หลังจากเสร็จงานก็โทรกลับไป เพื่อสอบถามเรื่องแบบแปลน โดยวันนั้นเป็นวันที่ 4 ส.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมยังคุยเรื่องแบบไม่เสร็จ มีส.ส.ให้โทรหาอธิบดีฯ ผมก็โทร แต่ระหว่างที่คุยยังไม่ได้วางสาย อนุกมธ.ฯท่านนั้นก็ขอพูดหน่อยเพราะรู้จักกัน แต่ก็เดินออกไปคุยข้างนอก เมื่อ ส.ส.ท่านนั้นกลับเข้าห้องประชุมก็วางสายไปแล้ว จึงไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน &amp;nbsp;ผมเห็นว่าคนไม่รู้จักกัน และคุยโทรศัพท์กันครั้งแรก จะกล้าไปเรียกเงินเขาหรือ แค่ยืมเงินก็อายเขาแล้ว ซึ่งผิดวิสัยของคนทั่วไปที่จะไปเรียกรับเงิน และอธิบดีคนนี้พูดมาแต่แรกว่ามีคนตบทรัพย์ มีคลิป ผมก็ขอถามว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่มีเอาคลิปมาเปิด จึงขอให้เอามาเปิดด้วย ถ้าเป็นเสียงผม ผมจะลาออกทันที อย่าพูดตีกิน และทำให้ผมเสียหายอย่างนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.อธิบดีฯ ให้การว่าตนเองเป็นคนเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท แต่ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ยังไม่ได้แจ้งความเอาผิดเลย ก็สันนิษฐานได้อย่างเดียวว่า ไม่มีการเรียกรับเงินกันจริง จึงไม่มีการแจ้งความ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.อนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ให้ความเป็นธรรมกับตน การที่ขอเอกสารไปยังกรมน้ำบาดาล ก็เพื่อชี้แจงแสดงเหตุผลว่าไม่ได้ทำผิด ซึ่งขอไป 5 ครั้งก็ยังไม่ได้ และขอไปยังอนุกรรมการไต่สวนเพื่อให้รอเอกสารดังกล่าว แต่อนุฯ ก็ไม่รอ กลับเร่งรีบสรุปเพื่อชี้มูล &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าไม่ชอบมาพากล เรื่องนี้จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ป.ป.ช.ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้นำสังคมว่าเรียกรับเงิน 5 ล้านบาท ทำให้เกิดความเสียหายทันที &amp;nbsp;เนื่องจากทำการเมืองมา 27 ปี ประชาชนรู้จักดี ทั้งที่ ป.ป.ช.ทำหน้าที่แค่พนักงานสอบสวนข้อมูลเท่านั้น หากลงมติฟ้อง อัยการต้องฟ้อง ถ้าไม่ฟ้อง ป.ป.ช.นำกลับมาฟ้องได้ แต่นี้ถือว่าป.ป.ช.ใช้อำนาจเกินขอบเขต และการออกมาแถลงข่าวถือว่าทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจบนิติศาสตร์มา รุ่นผมมีเป็นร้อยคน ปัจจุบันอยู่ในส่วนราชการ เอกชนมากมาย มีทั้งเป็นนักสืบเอกสาร ตำรวจ อัยการ ศาล แม้กระทั้งเป็น ป.ป.ช. ผมได้ตรวจทุกอย่างแล้วทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา อำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งในอดีตเคยมีกรณีลักษณะนี้มาแล้ว สุดท้ายมีการฟ้องจนติดคุก 1 ปี แต่ ป.ป.ช.ท้าให้ผมฟ้อง เพราะเขาคิดว่ามีคนคุ้มครอง ผมขอรับคำท้านั้น และจะเชิญท่านไป จ.มุกดาหาร &amp;nbsp;แล้วเอากฎหมายที่คุ้มครองท่านไปด้วย เพราะ ป.ป.ช.มีเจตนาประจาน ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ และผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา ผมขอยืนยันความบริสุทธิ์กับสื่อและประชาชน โดยเฉพาะชาวมุกดาหาร ที่สนับสนนุผมมาตลอด 27 ปี &amp;nbsp;เรื่องนี้ผมจะทำให้เป็นตัวอย่างว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ในทางกฎหมายผมจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งสื่อมวลชนที่เสนอผมด้วย &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง &amp;nbsp;และหาก ป.ป.ช.ได้ฟังสิ่งที่ผมแถลงวันนี้ และปรากฏว่าเป็นเรื่องจริงขอให้ท่านได้ทบทวนมติคืนความเป็นธรรมให้ผม&amp;rdquo; นายอนุรักษ์ กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118958</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์, ป.ป.ช., พท., พรรคเพื่อไทย, ส.ส.มุกดาหาร, อธิบดีกรมน้ำบาดาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d47edee8b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดทรัพย์สิน2สาวกสม.ป้ายแดงสุดอู้ฟู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - ​สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางปรีดา​ คงแป้น &amp;nbsp;และ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช &amp;nbsp;กรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ​ (กสม.)​ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนางปรีดา​ คงแป้น และนายสุวัฒน์​ คงแป้น​​ คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น​ 86,467,075 บาท​ โดยเป็นทรัพย์สินของ​นางปรีดา​ 69,233,673 บาท​ เป็นทรัพย์สินของคู่สมรส​ 17,233,401 บาท​ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของนางปรีดาและคู่สมรส​ได้แก่ที่ดิน​มูลค่าร่วม​ 73,795,000 บาท​ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง​ 7,210,00 บาท​ สิทธิและสัมปทาน 3,250,000 บาท​ ยานพาหนะ​ 1,229,000 บาท​ เงินฝาก​ 983,074 บาท​ ส่วนหนี้สิน​จำนวนทั้งสิน​ 898,093 บาท​ ​ซึ่งเป็นหนี้สิ้นที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ​ สำหรับโฉนดที่ดินที่นางปรีดาและคู่สมรส​ แจ้งต่อป.ป.ช.จำนวนร่วม​28 แปลง ส่วนใหญ่อยู่ที่ อำเภอเมือง​ จังหวัดพัทลุง​ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อำเภอเกาะลันตา​ จังหวัดกระบี่​ อำเภอตะกั่วป่า​ จังหวัดพังงา​ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนางปรีดาและคู่สมรส แจ้งว่ามีทั้งหมด 11 หลัง อาทิ บ้านไม้เรือนไทย ที่อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง อาคารชุดที่ย่านรามคำแหง เขตบางกะปิ กทม. บ้านไม้สองชั้นในสวนที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ในหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง เขตสะพานสูง กทม. กระท่อมไม้และบ้านดินผสมไม้,โครงเหล็ก ซึ่งเป็นบ้านไม่มีเลขที่อยู่ใน ตำบทคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง อย่างไรก็ตามนางปรีดาแจ้งว่าไม่มีทรัพย์สินอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้ประจำปีของนางปรีดาและคู่สมรส รวมทั้งสิ้น 1,954,000 บาท ประกอบด้วยเงินเดือน 646,100 บาท ค่าจ้างและค่าบริการ 46,100 บาท ค่าเบี้ยประชุม 62,600 บาท รายได้จากการขายที่ดิน เมื่อเดือนมีนาคม 2564 &amp;nbsp;1,200,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายจ่ายประจำปีของนางปรีดาและคู่สมรส รวมทั้งสิ้น 1,781,917 บาท ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและในบ้าน 174,000 บาท ผ่อนรถยนต์ 208,140 บาท ผ่อนบ้าน 214,800 บาท เบี้ยประกันชีวิต 187,977 บาท เงินให้บุตร 1,000,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช​ และ​ MR.David Wells Engstrom คู่สมรส ชาวอเมริกัน จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 &amp;nbsp;มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 30,998,471 บาท เป็นทรัพย์สินของ น.ส.ปิติกาญจน์ 11,384,065 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 1,619,465 บาท เงินลงทุน 934,600 บาท ที่ดิน 2,000,000 บาท จำนวนหนึ่งโฉนด ที่ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 6,500,000 บาท จำนวน 2 หลัง ประกอบด้วยบ้านพัก 2 ชั้น ที่ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ และห้องชุดย่านจรัลสนิทวงศ์ ยานพาหนะ 330,000 บาท เป็นทรัพย์สินของคู่สมรส 601,835 ยูเอสดอลลาร์ ประกอบด้วยเงินฝาก 5,758 ยูเอสดอลลาร์ เงินลงทุน 580,076 ยูเอสดอลลาร์ ยานพาหนะ 16,000 ยูเอสดอลลาร์ ผู้ยื่นได้แจ้งว่าอันตราแลกเปลี่ยนทรัพย์สินของคู่สมรส ณ.วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 32.591 บาท/ยูเอสดอลลาร์ ส่วนหนี้สินของ น.ส.วปิติกาญจน์ ทั้งสิ้น 2,241,752 บาท โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปิติกาญจน์ แจ้งรายได้ประจำปีและคู่สมรส เป็นเงินเดือนของผู้ยื่น 528,792 บาท ของคู่สมรส 150,000 ยูเอสดอลลาร์ ส่วนรายจ่ายกระจำปีของผู้ยื่น 795,200 บาท ของคู่สมรส 125,340 ยูเอสดอลลาร์ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวผ่อนคอนโดค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ภาษีและกองทุนบำนาญค่าเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและเงินบริจาค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ​, กสม., น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช, นางปรีดา​ คงแป้น, บัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน, ป.ป.ช., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d270e542f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณร้องปปช.ฟัน&#039;สมคิด&#039;ฝ่ามาตรา127 ส่อผลประโยชน์ทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นนทบุรี เมื่อเวลา 10.00 น.&amp;nbsp; นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ไต่สวนสอบสวนกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ขอลาออกจากตำแหน่งไปแล้วและความเป็นรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา ตามความในมาตรา170 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 แล้ว แต่ทำไมจึงไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการในบริษัทเอกชนได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พ้นระยะ 2 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ปช. ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 19 ก.พ.2563 เรื่องกำหนดตำแหน่งซึ่งต้องห้ามมิให้ดำเนินการตามมาตรา 127 พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดว่า ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการที่ปรึกษาตัวแทนพนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับดูแลควบคุมหรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ทางราชการหรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น ภายในสองปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่ปรากฏเป็นการทั่วไปว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตแม่ทัพ ครม.เศรษฐกิจ หลังจากขอลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.2563&amp;nbsp; แต่กลับปรากฎไปดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งยังไม่พ้นจากระยะเวลา 2 ปีนับแต่ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงอาจไม่เป็นไปตามมาตรา127 ประกอบ มาตรา 126 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อันอาจถือได้ว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความพร้อมหลักฐานมายื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวนสอบสวนและวินิจฉัยว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมาตรา127 ข้างต้นหรือไม่ หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตามมาตรา 170 แห่ง พรบ.ป.ป.ช.2561 ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., ม.127, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615aa3eae6016.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดฤกษ์4ต.ค.ยื่น’ป.ป.ช.’เอาผิด’ประยุทธ์-ครม.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมชั้น10 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) &amp;nbsp;มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ &amp;nbsp;นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 12.00 น.นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงนามเพื่อยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 10.00 น. มีการยื่นเอาผิด 4 ชุด ชุดแรก เป็น ครม.ทั้งคณะ ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี ชุดที่ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชุดที่ 4 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของประเด็นที่จะยื่นนั้น เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด 3 เรื่อง เช่น การไม่เข้าโครงการโคแว็กซ์, การผูกขาดเอื้อประโยชน์วัคซีนแอสตราเซเนก้า, การทุจริตจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค, ทุจริตการจัดซื้อชุดตรวจ ATK, การบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพ, จัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้คนไทย และอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการออกมติ ครม.ที่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตสต๊อกยางพารา ส่งผลให้เกิดการขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เอื้อเอกชนรายเดียว ผิดกฎหมายการยางเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ทำราคายางลดต่ำเพราะมีการทุ่มราคา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118221</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, ครม., นายกรัฐมนตรี, ป.ป.ช., พรรคร่วมฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61541071e9e62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด10รายชื่อชิงเก้าอี้ป.ป.ช.ของ’พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า จากกรณีตำแหน่งคณะกรรมการป.ป.ช.ว่างลง 1 ตำแหน่ง เนื่องด้วย พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากจะมีอายุครบ 70 ปี ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ดังนั้น เมื่อมีกรณีที่ต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการป.ป.ช. ตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ 2.ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ 3.ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นกรรมการ และ4.บุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภารายงานว่า ภายหลังปิดการรับสมัคร ผู้เข้ารับการสรรหา มีผู้สมัครรวมจำนวนทั้งสิ้น 10 คน ดังนี้ &amp;nbsp;1.นายสมบัติ ธรธรรม อายุ 66 ปี ทนายความและที่ปรึกษากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 2.นายศิริชัย ศิริกุล อายุ 63 ปี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตลิ่งชัน สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 3.ว่าที่ร้อยตรี อํานวย อุปถัมภ์ อายุ 57 ปี ทนายความอิสระและหัวหน้าสํานักกฎหมายอุปถัมภ์และธุรกิจ สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 4. นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อายุ 65 ปี อธิบดีอัยการ สํานักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 4 สํานักงานอัยการสูงสุด สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 5.ศาสตราจารย์อารยะ ปรีชาเมตตา อายุ 62 ปี ศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 6.นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์ อายุ 56 ปี ทนายความและอดีตกรรมการกฎหมาย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 7.นายจาตุรงค์ สรนุวัตร อายุ 63 ปี ผู้พิพากษาศาลฎีกา สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 8.นายสมศักดิ์ วรวิจักษณ์ อายุ 60 ปี ทนายความและกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง 9.พล.อ.ประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ อายุ 59 ปี เจ้ากรมพระธรรมนูญ สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 และ 10.นายประหยัด เสนวิรัช อายุ 63 ปี ทนายความ สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 9 วรรคสอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สําหรับขั้นตอนจากนี้ สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งทําหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา จะส่งรายชื่อผู้สมัครไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามมาตรา 9 มาตรา 10 และตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 11 พ.ร.ป.ป.ป.ช. เมื่อได้รับผลการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสรรหาจะพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา จากนั้น จะเชิญผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามมาสัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอํานาจของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้ สามารถส่งข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สมัครฯ มายังคณะกรรมการสรรหากรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ที่ ตู้ปณ. 45 ปณฝ.รัฐสภา กรุงเทพฯ 10305 และ ทางเว็บไซต์ www.senate.go.th ภายในวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5e4f8b64b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา!ครหา&#039;ปธ.ปปช.&#039;สั่งทบทวนเกณฑ์เลือกบุคลากรหลักสูตร&#039;นยปส.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย.64-รายงานข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสถาบันการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นเจ้าของหลักสูตรอบรมนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) ของสำนักงาน ป.ป.ช. ให้พิจารณาทบทวนเรื่องการคัดเลือกบุคคลเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าว โดยต้องการให้ผู้ที่จะเข้ามาอบรมในหลักสูตรนี้ให้เป็นบุคลากรจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานด้านปราบทุจริต เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจ อัยการ ศาล และองค์กรสื่อมวลชน เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันนี้มีบุคคลหลากหลาย ไม่เฉพาะด้าน ซึ่งมาจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่อดีตนักการเมือง โดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาความเป็นกลางในการที่เป็นหน่วยงานด้านปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบ แต่ปัจจุบันมีหลากหลายอาชีพเข้ามาอบรมทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างเครือข่ายขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่องานในหน้าที่ของ ป.ป.ช.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อศุกร์ที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างบรรยายพิเศษเรื่องธรรมาภิบาล คุณธรรม และความโปร่งใสในการป้องกันการทุจริตของ หลักสูตร นยปส.รุ่นที่ 12 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า เคยได้ฟังการอภิปรายในสภาว่ากิจกรรมขององค์กรอิสระที่มีการจัดอบรมกันนั้น มีผู้ต่อต้านและไม่เห็นด้วยกับการจัดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ โดยกลัวว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว แทนที่จะสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมมือทำงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ระบุในมาตรา 25 ไว้ด้วยว่า ไม่ให้กรรมการ ป.ป.ช.ไปร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษของหน่วยงานอื่นใด ทั้งนี้ มาตราดังกล่าวระบุว่า กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานจริยธรรมในระหว่างการดำรงตำแหน่ง กรรมการจะเข้ารับการศึกษาหรืออบรมในหลักสูตรหรือโครงการใดมิได้ เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือโครงการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้จัดขึ้นโดยเฉพาะสำหรับกรรมการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., พล.ต.อ.วัชรพล ประสาราชกิจ, หลักสูตรนยปส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210919/image_big_6146f58ec18cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
