<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณสวนหมัดชูชาติ ลั่นล่า2หมื่นชื่อฟันปปช.ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;quot;ชูชาติ-อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา&amp;quot; ตั้งข้อกังขา ล่าชื่อถอดถอน ป.ป.ช.เสียงข้างมาก อุ้ม &amp;quot;เสี่ยป้อม&amp;quot; อาจสะดุด เพราะกฎหมายไม่เปิดช่อง ทำได้แค่กรณีร่ำรวยผิดปกติ-ทุจริตต่อหน้าที่-ใช้อํานาจขัดต่อกฎหมาย-ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม บอกถ้าข้อกล่าวหาเป็นเท็จอาจถูกดำเนินคดีได้ &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; สวนแรงทำได้แน่ อัดแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ถึงความเคลื่อนไหวล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ &amp;nbsp;(ป.ป.ช.) เสียงข้างมาก กรณีนาฬิกาของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยระบุตอนหนึ่งว่า มีข่าวว่านักเคลื่อนไหวที่มีการร้องเรียนกล่าวหาบุคคลอื่นบ่อยๆ จะล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 20,000 คนเพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. 5 ท่านออกจากตำแหน่ง กรณีที่มีมติว่าพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังฟังไม่ได้ว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มีความผิดฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จึงให้ยุติเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูชาติย้ำว่า อ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 อย่างละเอียดแล้ว ไม่พบว่ามีบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่งได้ การถอดถอนจากตำแหน่งมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ แต่ก็ไม่ได้ให้ใช้บังคับแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้อีก จึงสงสัยว่าผู้ที่จะล่ารายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่งจะดำเนินการตามกฎหมายฉบับใด หรือเป็นเพียงข้ออ้างให้ประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายหลงเชื่อเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาผู้นี้ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 234 (1) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 45 บัญญัติไว้ทำนองเดียวกันว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อ กล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช.ผู้ใดมีพฤติการณ์ ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ส่วน พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 50 บัญญัติว่า ให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะไต่สวนอิสระมีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน เพื่อทำการไต่สวน และมาตรา 56 เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด (2) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย (3) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่เป็นกรณีตาม (2) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
เตือนผู้ร้องโดนแจ้งความเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูชาติอธิบายอีกว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวสรุปได้คือ 1.ถ้ากรรมการ ป.ป.ช.ท่านใดมีพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 2.ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนสามารถเข้าชื่อกัน พร้อมหลักฐานที่อ้างว่ากรรมการ ป.ป.ช.ท่านใดมีพฤติการณ์ข้อใดข้อหนึ่งยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ ถ้าประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เมื่อประธานศาลฎีกาได้รับเรื่องจากประธานรัฐสภาแล้ว ให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมามีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คนเพื่อทำการไต่สวน &amp;nbsp;เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระดําเนินการดังต่อไปนี้ ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่เป็นกรณีตาม &amp;nbsp;(2) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูชาติอธิบายว่า นี่คือกระบวนการที่จะดำเนินการแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีพฤติการณ์ตามข้อใดข้อหนึ่งในข้อ 1 เท่านั้น ถ้าไม่มีพฤติการณ์ดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากรรมการ ป.ป.ช. ท่านใดมีคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่คนบางกลุ่มคาดหวัง เนื่องจากเชื่อตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวชี้นำตลอดมา ย่อมไม่อาจดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากมีการล่ารายชื่อประชาชนจริง ขอให้ประชาชนที่จะลงชื่อตรวจดูให้ดีว่า จะดำเนินการเรื่องอะไร &amp;nbsp;ถ้าดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่กล่าวข้างต้น ก็ให้ตรวจดูคำร้องที่กล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นการกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์อย่างไร และมีพยานหลักฐานตามสมควรที่มีเหตุอันควรสงสัยได้ว่า มีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ถ้าไม่มีพยานหลักฐานดังกล่าว ก็คิดไตร่ตรองให้รอบคอบว่าควรจะลงชื่อหรือไม่ เพราะถ้าข้อกล่าวหาตามคำร้องเป็นความเท็จและมีการนำไปยื่นต่อประธานรัฐสภา ผู้ลงชื่อในคำร้องอาจถูกดำเนินคดีในผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานได้&amp;quot; นายชูชาติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แกนนำในการเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อถอดถอน ป.ป.ช.ให้ความเห็นว่า ตามที่มีอดีตผู้พิพากษาได้ท้วงติงการตั้งโต๊ะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาเข้าชื่อ 2 หมื่นรายชื่อเพื่อเอาผิด 5 ป.ป.ช.ว่าอาจเข้าข่ายแจ้งความเท็จนั้น ไม่แน่ใจว่าท่านผู้นั้นอ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายฉบับใหม่ๆ ครบถ้วนแล้วหรือไม่ หรือเอาแต่เฉพาะที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ แล้วยกมาเฉพาะบางมาตราเพื่อแก้ต่างให้ผู้มีอำนาจอย่างน่าฉงน ไม่สมกับการเป็นอดีตผู้พิพากษาที่สังคมเคารพนับถือ และทั้งๆ ที่เรื่องนี้นักกฎหมาย นักวิชาการ ประชาชนต่างวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.กันทั้งประเทศ ท่านกลับมาขู่ประชาชนว่าอาจเข้าข่ายแจ้งความเท็จ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 51, 63 และ 78 บัญญัติให้การคุ้มครองประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ และสามารถฟ้องร้องเอาผิดข้าราชการ นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐได้อยู่แล้ว โดยไม่มีความผิด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณย้ำว่า ข้อกล่าวหาของประชาชนที่เข้าชื่อกันก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 &amp;nbsp;ประกอบมาตรา 234 (1) บัญญัติไว้อยู่แล้วทุกประการ และถ้ากรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 5 คนมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของประชาชนตามมาตรา 237 (3) รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสี่ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และจะต้องพ้นจากตำแหน่งในที่สุด และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง และอาจเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีได้ ดังนั้น การที่ประชาชนจำนวนมากมาเข้าชื่อกันก็หวังจะให้ ป.ป.ช.มีบรรทัดฐานในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบตามที่ประชาชนคาดหวัง โดยการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธาและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และเรียกร้องให้ยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นที่ตั้ง โดยไม่เอนเอียงหรือตกเป็นทาสของผู้ถืออำนาจรัฐหรือมือที่มองไม่เห็น จึงเป็นประเด็นสำคัญมากกว่า ซึ่งท่านอดีตผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคมควรที่จะออกมาเป็นแกนนำในการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย เสียมากกว่าการมาท้วงติงในสิ่งที่เด็กอมมือก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่
แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเพิ่งเข้าใจวันนี้เองครับว่าแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน นั้นคืออะไร?&amp;quot; นายศรีสุวรรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ขณะนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อยู่ระหว่างการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยเรื่อง &amp;quot;สังคมไทยไร้คอร์รัปชัน&amp;quot; แก่อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อออกแบบงานวิจัยสำหรับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ สร้างความท้าทายใหม่ในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ พัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ในการป้องกันและลดคอร์รัปชันในระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกหนุนเสริมการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันโดยหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเบื้องต้นจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนของประชากรไทยทั้งประเทศตามหลักการทางสถิติ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ให้นิยาม &amp;quot;คอร์รัปชัน&amp;quot; หมายถึง &amp;quot;การที่นักการเมืองและข้าราชการยักยอกเงิน&amp;quot; ซึ่งการให้ความหมายในลักษณะนี้เป็นการให้ความหมายที่แคบใน 2 ประการ คือ 1.หมายรวมเฉพาะนักการเมืองและข้าราชการ ซึ่งแท้จริงแล้วบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นๆ ก็มีโอกาสแสดงพฤติกรรมคอร์รัปชันเช่นเดียวกัน ทำให้พฤติกรรมของบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากนักการเมืองและข้าราชการได้หายไปจากบริบทนิยามของการคอร์รัปชันในมุมมองของคนไทย และ 2.เป็นการให้ความสำคัญกับการยักยอกเท่านั้น แม้ว่าอาจจะหมายรวมถึงงบประมาณ แต่ในแง่ของการเอื้อประโยชน์ทางเครือข่าย การใช้ทรัพย์สินสาธารณะในทางที่ผิดไม่ได้ถูกรวมเข้าไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้จากการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจว่า สิ่งใดเป็นหรือไม่เป็นการคอร์รัปชันในเรื่องของการให้สินบนในระดับดีพอสมควร แต่หากเป็นคอร์รัปชันในรูปแบบอื่น &amp;nbsp;เช่น การช่วยเหลือพวกพ้องหรือการช่วยเหลือคนในครอบครัวในทางที่ผิดยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก &amp;nbsp;โดยเฉพาะเป็นการทับซ้อนกับความหมายของคำว่า &amp;quot;น้ำใจ&amp;quot; และ &amp;quot;บุญคุณ&amp;quot; ซึ่งค่านิยม 2 ประการนี้เป็นค่านิยมหลักที่เสริมให้การคอร์รัปชันที่ซับซ้อนกว่าดำรงอยู่ในประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุด้วยว่า จากการวิเคราะห์ความสำคัญของค่านิยมคนไทย พบว่าค่านิยมความกตัญญูหรือการสำนึกในบุญคุณเป็นค่านิยมที่สำคัญที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับค่านิยมด้านความขยันหมั่นเพียร ความประหยัดอดออม และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งค่านิยมความกตัญญูในการสำนึกบุญคุณ &amp;nbsp;ถือได้ว่าเป็นค่านิยมหนึ่งที่รองรับการคอร์รัปชันในสังคมไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เมื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามช่วงอายุ พบว่าการให้น้ำหนักกับค่านิยมความกตัญญูและการสำนึกบุญคุณค่อยๆ ลดลงตามอายุ ในขณะที่ค่านิยมของความขยันหมั่นเพียรค่อยๆ สูงขึ้น แต่ค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญในระดับที่ไม่สูงมากนัก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25529</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายชูชาติ ศรีแสง, นายศรีสุวรรณ จรรยา, นาฬิกาหรู, ป.ป.ช.เสียงข้างมาก, ล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181231/image_big_5c2a241daeca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งโต๊ะล่า2หมื่นชื่อไล่5ปปช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เริ่มขยับ ล่าชื่อถอดถอน ป.ป.ช.เสียงข้างมากอุ้มเสี่ยป้อม &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; เป็นเจ้าภาพ ตั้งโต๊ะ 30 ธ.ค. ใช้ช่องทางส่งรายชื่อให้ ปธ.รัฐสภา-ปธ.ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อนำไปสู่การถอดถอนและเอาผิดตามกฎหมาย ตั้งข้อหาทำคนไทยสิ้นหวังระบบตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยออกแถลงการณ์เพื่อขอให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมการ ป.ป.ช. 5 ท่าน ปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 234 (1) ของรัฐธรรมนูญ 2560&amp;nbsp;
กรณีมีมติว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้จงใจที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีที่ไม่แสดงนาฬิกาหรูกว่า 22 เรือน และแหวนประดับมีค่าที่สวมใส่ในโอกาสต่างๆ โดยอ้างว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ ทว่ากลับไม่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามข้อเสนอของกรรมการ ป.ป.ช.เสียงส่วนน้อย รวมทั้งเป็นกรณีที่สังคมสามารถใช้เป็นกรณีเปรียบเทียบในกรณีของรถยนต์ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ว่าเป็นการวินิจฉัย 2 มาตรฐานหรือไม่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การกระทำของ 5 กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมากดังกล่าว เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันของสังคมไทยในทุกระดับและทุกหย่อมหญ้า ทำให้สังคมไทยสิ้นหวังต่อระบบการตรวจสอบ ซึ่งอาจกระทบไปยังองค์กรอิสระอื่นๆ ในระนาบเดียวกันได้ และไม่เป็นผลดีต่อการปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชันในอนาคตของประเทศไทยตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงพร้อมแล้วที่จะตั้งโต๊ะเพื่อขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่านได้เข้าชื่อกัน เพื่อเสนอให้ประธานรัฐสภาและประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระมาดำเนินการเพื่อนำไปสู่การถอดถอนและเอาผิดตามกฎหมายต่อไป&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จะเริ่มตั้งโต๊ะขอรายชื่อในวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2560 เวลา 09.00-21.00 น. ของทุกวัน ณ บริเวณด้านหน้าร้าน CHA-SRISUWAN หน้าตลาดยิ่งเจริญ (ประตู 3) สะพานใหม่ ดอนเมือง เป็นสถานที่เริ่มต้น โดยสมาคมจะเตรียมแบบฟอร์มไว้ให้ทุกคนเข้าชื่อ โดยให้นำสำเนาบัตรประชาชนจำนวน 1 แผ่นมาพร้อมด้วย ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด หรือประสงค์จะขอแบบฟอร์ม ให้ติดต่อมาที่อีเมล thaisgwa@gmail.com และหรือ Inbox ในเฟซบุ๊ก www.facebook.com/thaisgwa
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวัตร สิทธิหล่อ แกนนำพรรคเสรีรวมไทย กล่าวเช่นกันว่า หากเป็นคนทั่วไปคงลาออกไปแล้ว เพราะไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ แต่ถ้าไม่ออกจะทำงานต่อไปได้อย่างไร เพราะคนทั่วไปไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะประชาชนวันนี้ออกมาสอบถามจริยธรรมของ ป.ป.ช.ว่าอยู่ภายใต้อาณัติของใครหรือไม่ และอยากถามว่าหากวันนี้ไม่ใช่ พล.อ.ประวิตร จะรอดพ้นการตรวจสอบของป.ป.ช.หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่ามติ 5 ต่อ 3 ที่ออกมา น่าจะมีการรู้เห็นกันแต่แรกเพื่อลดกระแสสังคมให้เกิดการถกเถียง เพราะหากออกมา 8 ต่อ 0 โดยไม่ชี้มูลความผิด จะทำให้ประชาชนลุกฮือออกมาขับไล่ อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้กฎหมายในยุครัฐบาล คสช.จะไม่สามารถเอาผิด พล.อ.ประวิตรได้ แต่กฎแห่งกรรมจะตามเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน&amp;quot; สมาชิกพรรคเสรีรวมไทยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิคม ไวยรัชพานิช แกนนำพรรคไทยรักษาชาติและอดีตประธานวุฒิสภา กล่าวเช่นกันว่า ทุกวันนี้ไม่ใส่นาฬิกา เพราะกลัวเพื่อนยืมไป การตัดสินของ ป.ป.ช. ทำให้สังคมผิดหวัง ต่อไปไม่แน่ใจว่าเหตุจากการยืมจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ หากพรรคไทยรักษาชาติเป็นรัฐบาล จะยื่นถอดถอน ป.ป.ช.แน่นอน ประชาชนเข้าชื่อ 2 หมื่นรายชื่อ ก็เริ่มกระบวนการถอดถอนได้แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งข้อหาทำคนไทยสิ้นหวังระบบตรวจสอบ, นายศรีสุวรรณ จรรยา, ป.ป.ช.เสียงข้างมาก, ล่าชื่อถอดถอนป.ป.ช., หนังสือพิมพ์, อุ้มนาฬิกาหรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181229/image_big_5c27918f28bd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
